- หน้าแรก
- ข้ามมิติมาเปิดคณะงิ้วปราบผี
- บทที่ 71 - ยันต์เบญจอัสนี
บทที่ 71 - ยันต์เบญจอัสนี
บทที่ 71 - ยันต์เบญจอัสนี
บทที่ 71 - ยันต์เบญจอัสนี
กบฏหลี่จื้อเฉิงหรือ
เมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นเคยนี้ แววตาของโจวเซิงก็ปรากฏแววเลื่อนลอยไปชั่วขณะ
เขาแทบจะลืมไปแล้วว่าโลกใบนี้เป็นโลกที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์เดียวกันกับประเทศจีน และเริ่มมีจุดหักเหแตกต่างกันหลังจากยุคของหวงเฉา
ต้าเสวียนในปัจจุบัน หากจะให้เทียบก็คงตรงกับยุคราชวงศ์หมิงของโลกมนุษย์ เพียงแต่กาลเวลาผันเปลี่ยน ประวัติศาสตร์ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จูหยวนจางไม่ได้ปรากฏตัวขึ้น
ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ต้าเสวียนมีนามว่าหลี่ชิงเสวียน เนื่องจากทรงเลื่อมใสในลัทธิเต๋า คนรุ่นหลังจึงขนานนามพระองค์ว่าจักรพรรดิเต้าจวิน
ทว่าบุคคลที่คอยช่วยเหลือพระองค์ในการสร้างความยิ่งใหญ่กลับไม่ได้เปลี่ยนไป เขายังคงเป็นหลิวปั๋วเวินราชครูแห่งแผ่นดิน
ในประวัติศาสตร์จีน ฉ่วงอ๋องหลี่จื้อเฉิงคือผู้ที่บุกยึดเมืองหลวงและโค่นล้มการปกครองของราชวงศ์หมิง ทว่าในโลกใบนี้หลี่จื้อเฉิงก็ลุกฮือขึ้นก่อกบฏและเคยมีกองกำลังที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเช่นเดียวกัน
เขาตั้งฉายาให้ตัวเองว่าจอมพลใหญ่เฟิ่งเทียนช่างอี้ผู้รับโองการสวรรค์ผดุงคุณธรรม ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือนก็สามารถยึดเมืองได้ถึงสิบสามเมือง มีทหารในสังกัดนับแสนนาย ปลายดาบชี้ตรงไปยังเมืองหลวง
ทว่าตามบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ ในขณะที่หลี่จื้อเฉิงเตรียมจะนำทัพประชิดกำแพงเมืองหลวงเพื่อโค่นล้มราชวงศ์หลี่นั้น จู่ๆ ก็เกิดโรคระบาดขึ้นในกองทัพ ทำให้ทหารจำนวนมากล้มป่วยและสูญเสียความสามารถในการรบ
กองทัพปราบกบฏของราชสำนักจึงฉวยโอกาสนี้บุกโจมตี กองทัพของหลี่จื้อเฉิงจึงพ่ายแพ้ยับเยิน
เรื่องที่น่าประหลาดก็คือ โรคระบาดครั้งใหญ่ที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนั้น หลังจากที่ได้กอบกู้แผ่นดินต้าเสวียนเอาไว้แล้ว มันก็กลับหายสาบสูญไปอย่างน่าอัศจรรย์
ไม่มีทหารหลวงแม้แต่นายเดียวที่ติดเชื้อโรคระบาดนี้ ขุนนางฝ่ายประวัติศาสตร์ต่างพากันบันทึกยกย่องว่านี่คือสวรรค์ลิขิตให้ต้าเสวียนยิ่งใหญ่ ดวงชะตาบ้านเมืองไม่มีวันตกต่ำ และเขียนบันทึกเรื่องนี้ไว้อย่างยืดยาว
"ฟังปู่ข้าเล่าว่า หลังจากกบฏหลี่จื้อเฉิงพ่ายแพ้ก็หลบหนีระหกระเหินไปเรื่อย พอมาถึงนอกเมืองสวินหยางกลับถูกขุนพลคนสนิทของตัวเองตัดหัวเสียได้"
"กองทหารที่ก่อกบฏไม่ได้ยอมจำนน แต่กลับบุกเข้ามาในเมืองสวินหยางราวกับโจรป่า ปล้นฆ่าเผาทำลายก่อกรรมทำเข็ญสารพัด ไม่ใช่แค่ร้านยาชิงเหอนะ ตอนนั้นร้านค้าใหญ่ๆ หลายแห่งก็ถูกปล้นจนหมดเกลี้ยง"
"อย่างเช่นโรงรับจำนำแปดเซียนที่อยู่ข้างๆ ร้านยาชิงเหอ ซึ่งเป็นโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองสวินหยางยุคนั้น ก็ถูกฆ่าตายเรียบไม่เหลือรอดสักคน พอปล้นของเสร็จก็จุดไฟเผาร้านจนวอดวาย"
ชายหนุ่มเล่าด้วยความทอดถอนใจ "ปีนั้นปู่ของข้าเคยเป็นลูกมืออยู่ในร้านยาชิงเหอ แต่เพราะกินจุเกินไปเลยถูกไล่ออก คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องนั้นจะทำให้ปู่รอดชีวิตมาได้"
"ถ้าไม่ใช่เพราะปู่ชอบเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟังบ่อยๆ ข้าก็คงจำชื่อร้านยาชิงเหอไม่ได้หรอกนะ ก็แหมมันตั้งร้อยกว่าปีมาแล้วนี่นา..."
หลังจากจัดยาบำรุงร่างกายเสร็จสรรพ โจวเซิงก็เดินออกจากร้านไป๋เฉ่าถัง
ชายหนุ่มลูกจ้างมองตามแผ่นหลังของเขาไปพลางยิ้มมุมปาก แววตาฉายแววปราดเปรื่องราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกสิ่งทุกอย่าง
"บอกว่าแวะมาซื้อยา ที่แท้ก็เข้าตำราอุตส่าห์ห่อเกี๊ยวตั้งเยอะก็เพื่อจะได้กินน้ำส้มสายชูถ้วยนี้ชัดๆ จุ๊ๆๆ"
...
เมื่อเดินออกจากร้านไป๋เฉ่าถัง แววตาของโจวเซิงก็สั่นไหว
ถ้าเขาเดาไม่ผิด ร้านยาชิงเหอน่าจะตั้งอยู่ในตลาดผี คำว่าภายในเมืองสวินหยางที่ลั่วซูบอก ไม่ได้หมายถึงเมืองสวินหยางที่คนเป็นอาศัยอยู่ แต่เป็นเมืองสวินหยางที่ถูกเรียกว่าเมืองปรโลกน้อยต่างหาก
ดูเหมือนว่าคืนนี้เขาจะต้องไปเยือนตลาดผีสักรอบแล้ว
หลังจากนั้นเขาก็ไปที่ร้านหนังสือเพื่อซื้อตำนานหงฝูเล่มจบ พอคิดไปคิดมาก็ซื้อนิยายออกใหม่มาอีกหลายเล่ม ตั้งใจว่าจะเอาไปฝากเหยาไถเฟิ่งในคืนนี้ด้วย
เมื่อทำธุระเสร็จสิ้นเขาก็เตรียมจะกลับบ้านพักผ่อน แต่ตอนที่เดินผ่านทางแยกถนนฝั่งตะวันออก จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกดังขึ้น
"คุณชายช้าก่อน หยุดเดินก่อนเถิด!"
เขาหันกลับไปมอง ก็เห็นร่างหนึ่งนั่งอยู่หน้าร้านดูดวงใต้ต้นหลิวริมแม่น้ำ กำลังยิ้มและกวักมือเรียกเขา
คนผู้นั้นเป็นนักพรตเฒ่าสวมชุดนักพรตสีเหลืองสดใส หนวดเคราและผมขาวโพลน แต่กลับมีใบหน้าแดงเปล่งปลั่งและดูกระฉับกระเฉง มองดูแล้วมีสง่าราศีราวกับเซียนผู้บำเพ็ญเพียร
ข้างกายเขามีเด็กรับใช้นักพรตหน้าตาจิ้มลิ้มยืนอยู่ด้วย
หน้าร้านดูดวงมีป้ายผ้าสองผืนแขวนอยู่ ด้านบนเขียนข้อความสองประโยค
"ซ่อนคัมภีร์โจวอี้ในแขนเสื้อหยั่งรู้ชะตาสวรรค์ ชี้กระบี่ปราบภูตผีปีศาจทะลวงทำลายปรโลก"
เดิมทีโจวเซิงไม่คิดจะสนใจและตั้งใจจะเดินจากไปเลย เพราะพวกที่ตั้งแผงดูดวงแบบนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกสิบแปดมงกุฎที่มีกลเม็ดหลอกลวงเป็นขั้นเป็นตอน
ก็แค่การสังเกตสีหน้าและคาดเดาใจคนเท่านั้น
แต่คาดไม่ถึงว่าพอเขาหันหลังกลับ ก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายวิ่งตามมา เพียงพริบตาเดียวคนผู้นั้นก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเขาจากระยะห่างหลายจั้ง ท่าร่างรวดเร็วว่องไวมาก
"ช่วงนี้คุณชายคงไปรบกวนสิ่งอัปมงคลเข้าแล้วสินะ นักพรตชราอย่างข้ามียันต์กันผีอยู่แผ่นหนึ่ง ไม่คิดเงินหรอก ขอรับไปเถอะ หากได้ผลพรุ่งนี้ยามเฉินคุณชายก็กลับมาหาข้าที่นี่ได้เลย"
"จำไว้นะ ต้องเป็นยามเฉินเท่านั้น หากเลยเวลา ข้าก็ต้องไปร่วมงานเลี้ยงผลท้อสวรรค์ของเจ้าแม่หวังหมู่แล้ว"
พูดจบร่างนั้นก็ยัดยันต์สีเหลืองใส่มือโจวเซิงอย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ ยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วก็เดินปลิวลมจากไป
ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินเลยแม้แต่น้อย ท่าทางการกระทำดูเหมือนยอดคนผู้สูงส่งทีเดียว
โจวเซิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เก็บยันต์แผ่นนั้นเข้ากระเป๋าเสื้ออย่างเงียบๆ อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า หรือเขาจะได้เจอยอดคนเข้าจริงๆ
คิดๆ ดูแล้วก็เป็นไปได้ เขาเพิ่งถูกเถ้าแก่เฟิ่งดูดพลังหยางไป ในสายตาของคนที่มีตาในก็ย่อมมองเห็นว่าพลังหยางของเขาพร่องและมีพลังหยินปกคลุมตัว
สภาพเช่นนี้เหมือนกับคนที่ถูกผีสางตามรังควานไม่มีผิด
ถ้าเป็นยอดคนจริงๆ ยันต์แผ่นนี้ก็ต้องเป็นของแท้แน่นอน ของฟรีไม่รับก็โง่แล้ว เก็บไว้เผื่อวันหน้าได้ใช้งาน
แน่นอนว่าพรุ่งนี้ยามเฉินเขาไม่มีทางมาหานักพรตเฒ่าคนนี้หรอกนะ ถึงขนาดอ้างว่าจะไปงานเลี้ยงผลท้อสวรรค์ของเจ้าแม่หวังหมู่ โม้ซะขนาดนี้ ฝีมือก็คงไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมายหรอก
...
คล้อยหลังโจวเซิง ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของนักพรตเฒ่าก็หุบลงทันที แววตาฉายแววเจ็บปวดเสียดาย
นั่นคือยันต์เบญจอัสนีที่ผ่านการเบิกเนตรจากเขาหลงหู่เชียวนะ เขามีอยู่แค่ไม่กี่แผ่นเอง
ครั้งนี้ถือว่าลงทุนอย่างหนัก รับรองว่าพรุ่งนี้ไอ้หนุ่มนั่นต้องเคารพเขาประดุจเทพเจ้าแน่
"ศิษย์เอ๋ย จำกลิ่นอายของเขาไว้แล้วใช่ไหม"
"เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์จดจำไว้แล้วขอรับ"
เด็กรับใช้นักพรตถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า "อาจารย์ ท่านจะไม่รออีกสักหน่อยจริงๆ หรือขอรับ"
"รอหรือ"
เมื่อได้ยินคำนี้ นักพรตเฒ่าก็โกรธจนหนวดกระดิก ตวาดลั่นว่า "เจ้ารู้ไหมว่าสองวันนี้ข้าใช้ชีวิตมายังไง ข้ายืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเมืองทั้งคืนเชียวนะ!"
"ลมหนาวพัดจนกระดูกแก่ๆ ของข้าแทบจะหลุดเป็นชิ้นๆ อยู่แล้ว เจ้ารู้ไหมว่าเมื่อคืนมีไอ้บ้าหน้ากากงิ้วที่เกาะผีสาวกินคนหนึ่ง มันบังอาจมาว่าข้าเกะกะแล้วไล่ให้ข้าไปยืนไกลๆ ด้วย!"
"แค่นี้ยังไม่พอนะ ที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ ตอนหลังดันมีคนมาถามข้าอีกว่า ข้าเป็นยามเฝ้าประตูใช่ไหม!"
พูดถึงตรงนี้นักพรตเฒ่าก็แทบจะโกรธจนผมตั้งชัน กัดฟันกรอดด้วยความแค้น
"พวกคนของศูนย์ใหญ่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ รอมาตั้งนานก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา สงสัยคงตายห่าอยู่กลางทางแล้วมั้ง ดูท่าการจะเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั่นมาให้ได้ คงต้องพึ่งพาตัวเองเสียแล้ว!"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง มองไปทางที่โจวเซิงเดินจากไปแล้วพูดว่า "คนผู้นี้มีพลังหยินพันธนาการ พลังหยางอ่อนแรง เดิมทีก็ง่ายต่อการดึงดูดสิ่งอัปมงคลอยู่แล้ว บางทีเขาอาจจะช่วยข้าเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้นออกมาได้..."
ต่อให้ไม่มีวิชาเร้นกายวิถีปฐพี ข้าก็พิสูจน์ฝีมือตัวเองได้เหมือนกัน หัวหน้าแท่นบูชาบ้าบออะไร เรื่องแค่นี้ยังจัดการไม่ได้แล้วยังจะให้ข้าสวามิภักดิ์อีกหรือ
รอให้ข้าได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั่นมาก่อนเถอะ ข้าจะหันหลังกลับไปมอบให้พระมารดาศักดิ์สิทธิ์โดยตรง ไม่แน่ข้าอาจจะได้เป็นหัวหน้าแท่นบูชาคนใหม่เลยก็ได้!
...
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เพื่อความปลอดภัย โจวเซิงจึงนำยันต์แผ่นนั้นไปให้อาจารย์ช่วยดู
"ของดีนี่ ยันต์เบญจอัสนีจากเขาหลงหู่เชียวนะ ผ่านการเบิกเนตรมาแล้วด้วย ใช้ป้องกันผีร้ายได้จริงๆ ดูเหมือนว่านักพรตเฒ่าคนนั้นจะมีฝีมืออยู่บ้าง"
"อาจารย์ครับ อีกฝ่ายยังมองไม่ออกว่าผมก็เป็นผู้ฝึกวิชาเหมือนกัน แบบนี้ควรจะเอายันต์ไปคืนไหมครับ"
"เอาไปคืนหรือ"
อวี้เจิ้นเซิงแค่นหัวเราะ "ของฟรีให้มาก็รับไว้สิ จะปฏิเสธทำไม แต่คืนนี้เวลาแกไปร้องงิ้วอย่าพกยันต์นี้ไปด้วยล่ะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะไปยั่วโมโหฝูงผีหน้าเวทีเข้า"
โจวเซิงพยักหน้า นำยันต์สีเหลืองไปเก็บไว้ในลิ้นชักชั่วคราว
เวลาหลังจากนั้นเขาใช้ไปกับการกินข้าว ดื่มยา และฝึกวิชา เมื่อได้รับการบำรุงอย่างต่อเนื่อง พอตกเย็นเขาก็รู้สึกว่าร่างกายที่เหนื่อยล้าค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมากแล้ว
พลังหยางที่สูญเสียไปกำลังถูกเติมเต็มกลับมาอย่างรวดเร็ว
ส่วนอาจารย์นั้นฟื้นตัวช้ากว่าเขามาก เห็นได้ชัดว่าความหนุ่มแน่นคือข้อได้เปรียบจริงๆ
เมื่อความมืดมิดยามราตรีมาเยือน โจวเซิงก็นำโคมไฟไปแขวนไว้ที่หัวเตียง เตรียมตัวจะไปเยือนตลาดผีแห่งเมืองปรโลกน้อยที่เลื่องลือมานานในคืนนี้
ทว่าเขายังไม่ทันได้เอนตัวลงนอน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างชัดเจนจากด้านนอก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะมีจังหวะจะโคน ระยะห่างของแต่ละครั้งดูเหมือนจะเท่ากันเป๊ะ แม่นยำราวกับเครื่องจักร
ฟุ่บ! โคมไฟที่หัวเตียงราวกับถูกกระตุ้นด้วยบางสิ่ง จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นแสงสีขาว
"ใครน่ะ"
โจวเซิงส่งเสียงถามออกไป
"ฉันเอง"
เสียงของอาจารย์ดังมาจากนอกประตู
โจวเซิงเดินไปที่ประตู ยื่นมือไปจับกลอนเตรียมจะเปิด แต่แล้วก็ต้องชะงักมือ แววตาสั่นไหว
ไม่สิ ทำไมจู่ๆ เสียงของอาจารย์ถึงดูกังวานและมีพลังขนาดนี้
เขาปล่อยให้เวลาผ่านไปนานโดยไม่ยอมเปิดประตู คนข้างนอกคงรอนานเกินไปจนเริ่มหมดความอดทน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกสี่ครั้ง ท่ามกลางความเงียบสงัดยามดึกดื่น ช่างดูผิดปกติและชวนให้รู้สึกขนลุก
แววตาของโจวเซิงแข็งกร้าวขึ้นมา ความรู้สึกเย็นเยียบเกาะกุมจิตใจ
ตามตำนานพื้นบ้าน คนทั่วไปจะเคาะประตูสามครั้ง ส่วนผีเคาะประตู...คือสี่ครั้ง!
[จบแล้ว]