- หน้าแรก
- ข้ามมิติมาเปิดคณะงิ้วปราบผี
- บทที่ 61 - เจ้าเมือง
บทที่ 61 - เจ้าเมือง
บทที่ 61 - เจ้าเมือง
บทที่ 61 - เจ้าเมือง
ท่ามกลางเมืองผีอันมืดมิด ร่างสองร่างกำลังถือโคมไฟเดินไปข้างหน้า
แสงเทียนสีขาวส่องสว่างได้เพียงสามฉื่อรอบตัว ราวกับว่าหากเปลวไฟดับลงราตรีอันมืดมิดดั่งคลื่นใต้น้ำจะถาโถมเข้ามากระหน่ำและกลืนกินผู้คนจนมิด
ทั้งที่มองไม่เห็นใครสักคนรอบกายและบ้านเรือนก็ปิดสนิท แต่โจวเซิงกลับรู้สึกอยู่ตลอดว่ากำลังถูกแอบมอง
ราวกับว่าภายในบ้านเรือนแต่ละหลังที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดยามราตรี มีดวงตาอันเย็นเยียบซุกซ่อนอยู่
"อาจารย์ พวกเขากำลังจ้องมองพวกเราอยู่ตลอดเวลา จะให้ผมดัดเสียงข่มขวัญสักหน่อยไหมครับ"
โจวเซิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยถาม
"ไม่ต้อง ผีในบ้านเหล่านี้ไม่ใช่ผีร้าย ตราบใดที่พวกเขามองไม่ออกว่าพวกเราเป็นคนเป็น พวกเขาก็จะไม่ลงมือบุ่มบ่าม"
เมื่อได้ยินเช่นนี้โจวเซิงก็นึกขึ้นได้ว่าด้านหลังของตนมียันต์ต้อนศพวาดเอาไว้ แล้วอาจารย์ล่ะ
เขาคงไม่สามารถวาดฮู้ที่หลังตัวเองได้หรอกใช่ไหม
หากอาจารย์ไม่ได้วาดฮู้ต้อนศพ แล้วทำไมผีเหล่านี้ถึงมองว่าอาจารย์เป็นคนตายด้วยล่ะ
"ในเมืองปรโลกน้อยแห่งนี้ หากคนเป็นเปิดเผยตัวตนเมื่อใด บานประตูที่ปิดสนิทเหล่านี้ก็คงจะต้องเปิดออกทั้งหมดแน่"
อวี้เจิ้นเซิงกล่าวอย่างมีความนัย "นอกจากเงินธูปเทียนแล้ว คนเป็นก็ถือเป็นของมีค่าที่ใช้แลกเปลี่ยนในที่แห่งนี้เช่นกัน"
โจวเซิงรู้สึกหนาวสะท้านในใจ แผ่นหลังพลันเย็นเยียบขึ้นมา
"หากไม่มีความสามารถพิเศษ คนเป็นทั่วไปที่เข้ามาในเมืองนี้ย่อมต้องมีจุดจบที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง"
"เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะได้พบกับบรรพบุรุษของตัวเองที่นี่"
"ตัวอย่างเช่น โจวเหลาสามที่ขายโลงศพ เขาสามารถรอดชีวิตกลับออกไปได้ นอกจากดวงชะตาจะแข็งมากแล้ว ก็เป็นเพราะครอบครัวของเขามีบรรพบุรุษเปิดร้านอยู่ในตลาดผีคอยช่วยเหลือลูกหลานของตน"
แววตาของโจวเซิงทอประกายประหลาดใจ มิน่าล่ะตอนนั้นอาจารย์ถึงไม่ตกใจเลยแม้แต่น้อย ที่แท้ก็มองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งมาตั้งแต่ต้นแล้ว
"อาจารย์ แล้วเมืองผีแห่งนี้ปรากฏขึ้นเมื่อไหร่ครับ คนที่ตายในเมืองสวินหยางทุกคนจะต้องมาที่นี่แทนที่จะไปยมโลกอย่างนั้นหรือ"
เมื่อได้ยินคำถามนี้ แววตาของอวี้เจิ้นเซิงก็ลึกล้ำขึ้นและสั่นไหวเล็กน้อย
"เมืองผีแห่งนี้ปรากฏขึ้นเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ ฉันรู้เพียงว่าอาจารย์ปู่ของแก อาจารย์ทวดของแก ตลอดจนอาจารย์ของอาจารย์ทวดแก ล้วนเคยมาที่ตลาดผีแห่งนี้กันทั้งนั้น"
"อีกอย่างก็ไม่ใช่ทุกคนที่ตายในเมืองสวินหยางจะมาที่นี่ เรื่องนี้ดูเหมือนจะมีกฎเกณฑ์บางอย่างอยู่ แต่ไม่มีใครจับทางได้ บางทีอาจมีเพียงเจ้าเมืองผู้นั้นที่รู้"
เมื่อได้ยินคำว่าเจ้าเมือง แววตาของโจวเซิงก็ขยับไหวเล็กน้อยแล้วถามต่อ "อาจารย์ เจ้าเมืองผู้นี้คือใครกันแน่ครับ"
อวี้เจิ้นเซิงปรายตามองเขาแล้วแค่นหัวเราะ "จะเป็นใครก็ไม่เกี่ยวอะไรกับแก อย่าไปสืบรู้ให้มากนักเลย มันไม่เป็นผลดีต่อแกหรอก"
เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์ดูเหมือนจะไม่ค่อยยอมรับ เขาจึงกล่าวเรียบๆ ว่า "พูดแบบนี้ก็แล้วกัน ในเมืองปรโลกน้อยแห่งนี้ หากตอนนี้ฉันพูดชื่อของท่านออกไป อีกฝ่ายก็จะรับรู้ได้ในทันที ถึงตอนนั้นไม่ว่าพวกเราจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนก็ไม่อาจหลบพ้นสายตาของท่านไปได้!"
เพียงแค่เอ่ยชื่อก็รับรู้ได้ในทันทีงั้นหรือ
โจวเซิงสูดลมหายใจเข้าลึก อิทธิฤทธิ์เช่นนี้ช่างเหมือนกับเซียนในตำนานไม่มีผิด
"เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า เหนือคนย่อมมีคน ตบะของเจ้าเมืองผู้นั้นสูงส่งจนแกคาดไม่ถึงเลยล่ะ อาจารย์ทวดของแกเคยแสดงงิ้วให้ท่านดู อาจารย์ปู่ก็เคยแสดงงิ้วให้ท่านดู รวมถึงฉันก็ด้วย บางทีในอนาคตเมื่อแกสำเร็จวิชาแล้วก็อาจจะได้แสดงงิ้วให้ท่านดูเช่นกัน"
"ท่านเป็นคนมือเติบแต่สายตาเฉียบแหลมมาก ตอนที่อาจารย์ทวดของแกแสดงเรื่องมู่เหลียนช่วยมารดา เพียงเพราะสื่ออารมณ์ทางสายตาได้ไม่ถึงจุด ท่านก็ควักดวงตาทั้งสองข้างของเขาออกมา"
โจวเซิงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง มือที่ถือโคมไฟอยู่สั่นระริกเล็กน้อย
"ตุลาการลู่แห่งยมโลกเก่งกาจมากแล้วใช่ไหมล่ะ แต่สำหรับเมืองปรโลกน้อยแห่งนี้ เขาไม่มีทางกล้าเข้ามายุ่งอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่แค่เขาที่ไม่ยุ่ง แต่ทั้งยมโลกต่างก็ยอมรับการมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้"
"สรุปก็คือ สำหรับเจ้าเมืองผู้นั้น วิธีรับมือที่ดีที่สุดก็คืออย่าไปข้องแวะ"
อวี้เจิ้นเซิงเน้นย้ำอีกครั้ง สีหน้าดูเคร่งเครียดและจริงจังกว่าตอนเผชิญหน้ากับตุลาการลู่เสียอีก
ตอนนี้โจวเซิงสามารถเข้าใจความหวาดหวั่นที่อาจารย์มีต่อเจ้าเมืองได้อย่างถ่องแท้แล้ว
ตัวตนลึกลับที่ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่มานานเท่าใด ตัวตนที่สามารถสร้างเมืองปรโลกน้อยไว้นอกเขตรอยต่อของยมโลก อีกทั้งยังทำให้เหล่าภูตผีเทพเทวาในยมโลกยอมรับได้
น้ำหนักของตัวตนนี้ย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก
เขาเดินเงียบๆ ไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน "อาจารย์ ถ้าอย่างนั้นกองเพลิงที่หอชุมนุมเซียนในปีนั้นก็คงไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างแน่นอน"
ฝีเท้าของอวี้เจิ้นเซิงชะงักลง เขาหันกลับมามองลูกศิษย์อย่างลึกซึ้ง
"ทำไมแกถึงพูดแบบนี้"
"ง่ายมากครับ เพราะถึงขนาดเจ้าเมืองที่เก่งกาจเพียงนั้นลงมือเองแล้ว ก็ยังไม่สามารถดับไฟนั้นได้จนหมด"
แม้เหนือศีรษะจะไร้แสงจันทร์และรอบกายจะมืดมิดเพียงใด แต่ดวงตาของโจวเซิงกลับสว่างไสวและเฉียบคมผิดปกติ
ไฟกองนั้นเผาผลาญโรงงิ้วในปีนั้นและลุกลามมาเผาผลาญฝูงผีหน้าเวทีในวันนี้ เพียงแค่ไอเพลิงอาฆาตสายหนึ่ง สำหรับเนตรปัญญาแล้วก็เทียบเท่ากับปีศาจร้าย
เจ้าเมืองผู้มีตบะลึกล้ำสุดหยั่งคาดภายใต้คำร้องขอของอาจารย์ ก็เพียงแค่ยื่นมือเข้าช่วยปัดเป่าเพลิงอาฆาตให้กับคนในคณะงิ้ว อีกทั้งยังจงใจตั้งกฎให้คนของคณะงิ้วต้องขึ้นเวทีแสดงเพื่อค่อยๆ สลายความอาฆาตนี้
ทว่าแสดงงิ้วมาสิบแปดปีแล้ว คืนนี้ฝูงผีหน้าเวทีกลับยังมีจิตอาฆาตพวยพุ่งและมีเปลวเพลิงแผดเผาร่างอยู่เช่นเดิม
ไฟไหม้ธรรมดาที่ไหนจะมีอานุภาพร้ายแรงเช่นนี้
อวี้เจิ้นเซิงพยักหน้า แววตาเย็นชาลงเล็กน้อย
"ข้อนี้แกพูดได้ถูกต้อง ไฟกองนั้นเมื่อปีนั้นไหม้ได้อย่างน่าประหลาด ฉันร้องงิ้วบทเจ้าสมุทรทั้งสี่เพื่อเรียกน้ำไร้รากมาดับก็ยังดับเพลิงอาฆาตบนตัวพวกมันไม่ได้ เจ้าเมืองบอกว่าไฟนี้มาจากราชันผีที่ดุร้ายอำมหิตตนหนึ่ง"
"ภายใต้คำขอร้องของฉัน เจ้าเมืองถึงยอมรับปากชิงตัวคนเหล่านี้มาจากเงื้อมมือของราชันผีตนนั้น แล้วนำมาเก็บไว้ในเมืองปรโลกน้อย"
โจวเซิงตื่นตัวขึ้นมาในใจ ตามที่อาจารย์พูด วิญญาณของทุกคนที่ถูกไฟคลอกตายในหอชุมนุมเซียนปีนั้นเดิมทีจะต้องถูกราชันผีตนนั้นเก็บไป แต่เป็นเจ้าเมืองแห่งเมืองปรโลกน้อยที่ชิงตัวมาได้
"คนของหอชุมนุมเซียนจิตใจไม่เลว แต่เรื่องนี้ตัวฉันในตอนนั้นก็ไร้กำลังจะช่วยเหลือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแกในตอนนี้เลย"
"ทุกวันนี้...ก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้วล่ะ"
อวี้เจิ้นเซิงตบไหล่เขาแล้วเดินต่อไป ทว่าแผ่นหลังกลับดูอ้างว้างและโดดเดี่ยว
เห็นได้ชัดว่าการที่ไม่สามารถช่วยหอชุมนุมเซียนเอาไว้ได้ก็เป็นหนึ่งในความเสียใจของเขาเช่นกัน เพราะในบรรดาคนที่อยู่หน้าเวทีเพื่อฟังงิ้วและเรียนงิ้วในปีนั้น มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อแม่หนูหงเสี้ยนรวมอยู่ด้วย
...
ทั้งสองเดินต่อไปอีกครู่หนึ่งก็มาถึงทางแยกแห่งหนึ่ง
โจวเซิงจำได้ว่าตอนที่พวกเขามาถึง พวกเขาได้พบกับคนสวมชุดคลุมดำถือโคมไฟหลายคน หลังจากเดินร่วมทางกันมาสักพักก็แยกย้ายกันที่ทางแยกนี้
"เดินตามถนนสายตะวันตกนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นตลาดผี"
อวี้เจิ้นเซิงกล่าวอย่างมีความหมายลึกซึ้ง "ที่นั่นต่างหากคือสถานที่ที่อันตรายและน่ากลัวที่สุด ทว่าก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจที่สุดในเมืองปรโลกน้อย หากเป็นไปได้ก็อย่าไปจะดีที่สุด"
โจวเซิงถามด้วยความแปลกใจ "อาจารย์บอกว่าอย่าไปจะดีที่สุด แล้วทำไมอาจารย์ถึงหยุดอยู่ตรงนี้ไม่เดินต่อล่ะครับ"
"แล้วก็ อาจารย์เอาเงินธูปเทียนของผมไปทำไมครับ"
อวี้เจิ้นเซิงกระไอเบาๆ แล้วตอบว่า "ฉันจะไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่ตลาดผี จะให้ไปมือเปล่าได้ยังไง แกให้ฉันยืมเงินพวกนี้ก่อนก็แล้วกัน"
"อาจารย์จะไม่กลับไปพร้อมผมหรือครับ"
"เดินไปอีกไม่ไกลก็ออกจากเมืองแล้ว ทางที่เหลือแกน่าจะจำได้ ฉันไม่เดินกลับไปเป็นเพื่อนแกแล้วล่ะ"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาสั่นไหวแล้วพูดต่อ "คือว่า ถ้าพรุ่งนี้เช้าฉันยังไม่กลับไปก็ไม่ต้องเป็นห่วงนะ แกเอาเงินไปซื้อยาสมุนไพรให้ฉันหน่อย"
"ยาสมุนไพรอะไรครับ"
"รากฟู่จื่อ ซูตี้หวง หญ้าอินหยางฮั่ว โร่วชงหรง หลงกู่ดิบ..."
ยิ่งโจวเซิงฟังก็ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด
นี่มันยาโด๊ปบำรุงไตทั้งนั้นเลยไม่ใช่หรือ
[จบแล้ว]