เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 431 - ความพ่ายแพ้ย่อยยับนอกเมืองหวยอัน

บทที่ 431 - ความพ่ายแพ้ย่อยยับนอกเมืองหวยอัน

บทที่ 431 - ความพ่ายแพ้ย่อยยับนอกเมืองหวยอัน


บทที่ 431 - ความพ่ายแพ้ย่อยยับนอกเมืองหวยอัน

ช่วงเช้าของวันที่ห้าเดือนหนึ่ง ปีต้าจิ้นที่สี่ร้อยยี่สิบแปด บรรยากาศภายในห้องโถงหารือของจวนเจ้ามณฑลในเมืองเจี้ยนหยาง มณฑลซู่โจว อบอวลไปด้วยความตึงเครียด ข่าวความพ่ายแพ้ย่อยยับที่เมืองฉินหวยได้แพร่สะพัดมาถึงเมืองเจี้ยนหยางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จางหมิงฉี ผู้นำแห่งกองทัพโพกผ้าแดงเอ่ยกับบรรดาคนสนิทด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ตอนนี้กองทัพเก้าแสนนายที่รวมตัวกันอยู่ที่เมืองฉินหวย เหลือรอดกลับมาไม่ถึงหนึ่งในสิบ เมื่อรวมกับกองกำลังทั้งหมดที่เรามีในมณฑลซูโจว ก็เหลือทหารอยู่แค่แสนนิดๆ เท่านั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพราชสำนักนับแสนนายที่มีทัพพั่วหลู่เป็นกำลังหลัก หัวเมืองต่างๆ ในซูโจวที่เราอุตส่าห์ยึดมาได้ก็คงยากที่จะรักษาไว้แล้ว ทุกคนลองเสนอความคิดเห็นมาหน่อยสิว่าเราควรจะทำอย่างไรต่อไป หรือว่าหนทางรอดเดียวของเราคือต้องยอมก้มหัวรับข้อเสนอสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักต้าจิ้น เฮ้อ..."

ถังเยี่ยน กุนซือคู่ใจที่จางหมิงฉีไว้วางใจที่สุดรีบแย้งขึ้นมา "ท่านอ๋องเยว่ หากไม่ใช่เพราะความพ่ายแพ้อย่างราบคาบที่เมืองฉินหวย เราก็คงพอจะใช้การสวามิภักดิ์มาเป็นข้อต่อรองกับราชสำนักได้ แต่ตอนนี้ในซูโจวเราเหลือทหารแค่แสนเดียว อย่างที่ท่านอ๋องเยว่กล่าวไว้ หัวเมืองในซูโจวคงรักษาไว้ไม่อยู่แล้ว ขืนเราไปขอเจรจาสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักต้าจิ้นในตอนนี้ พวกเขาก็คงจะตั้งเงื่อนไขที่กดขี่ข่มเหงเราอย่างหนักเป็นแน่"

จางหมิงฉียิ้มขื่น "ทว่าพลังรบของทัพพั่วหลู่มันน่าหวาดหวั่นเกินไปจริงๆ อย่าว่าแต่ซูโจวเลย แม้แต่มณฑลฉงโจวที่อยู่ถัดลงไปทางใต้ ข้าก็ยังกังวลว่าจะถูกทัพพั่วหลู่บดขยี้ในคราวเดียว เพราะกองกำลังทั้งหมดที่เรามีในหนึ่งเมืองกับอีกเก้าเขตของมณฑลฉงโจว ก็มีอยู่แค่สองแสนกว่านายเท่านั้น ด้วยกำลังพลเพียงแค่นี้ จะไปต้านทานกองทัพหมาป่าพยัคฆ์อย่างทัพพั่วหลู่ได้อย่างไร!"

ถังเยี่ยนเสนอต่อ "ท่านอ๋องเยว่ ถึงจะรักษาไว้ไม่ได้ก็ต้องหาทางต้านทานเอาไว้ก่อนขอรับ ข้าขอเสนอให้เร่งส่งคำสั่งถึงอู๋จั้น ให้นำทหารที่เหลืออยู่ในซูโจวทั้งหมดถอยร่นไปยังมณฑลฉงโจวโดยด่วน หากทำเช่นนี้ เราก็จะสามารถรวบรวมกำลังพลที่ฉงโจวได้ถึงสามแสนกว่านาย และถ้าเราเร่งเกณฑ์ทหารในพื้นที่เพิ่ม ก็จะขยายกำลังพลได้อีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ ท่านอ๋องเยว่ยังสามารถส่งกองกำลังชั้นยอดจากซู่โจวไปเสริมทัพที่ฉงโจวได้อีกด้วย การที่ทัพพั่วหลู่คิดจะกลืนกินมณฑลฉงโจวทั้งมณฑล ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก"

ถังเยี่ยนหยุดพักหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "เพียงแค่เราสามารถยันกองทัพราชสำนักที่นำโดยทัพพั่วหลู่ให้ชะงักงันอยู่ในเขตมณฑลฉงโจวได้ เราก็จะมีไพ่ตายไปเจรจาต่อรองกับราชสำนักต้าจิ้น แต่หากปล่อยให้ทัพพั่วหลู่ยึดมณฑลฉงโจวไปได้อย่างรวดเร็วล่ะก็ กองทัพโพกผ้าแดงของเราคงต้องพบกับวิกฤตครั้งใหญ่เป็นแน่"

เวลานั้นเอง หลิวเฟิงเป่า ลูกพี่ลูกน้องของจางหมิงฉีและยอดขุนพลอันดับหนึ่งแห่งกองทัพโพกผ้าแดงก็ประกาศก้อง "ขอท่านอ๋องเยว่โปรดอนุญาตให้ข้านำทัพไปที่มณฑลฉงโจวเถิด ข้าขอเอาชีวิตเป็นประกัน ข้าจะขอต้านทานทัพพั่วหลู่ไว้ในมณฑลฉงโจวให้จงได้!"

อันที่จริงหลิวเฟิงเป่าเป็นคนที่มีนิสัยเย่อหยิ่งจองหองเป็นอย่างมาก แต่ความพ่ายแพ้ของกองทัพเก้าแสนนายด้วยน้ำมือทัพพั่วหลู่ภายในระยะเวลาอันสั้นที่เมืองฉินหวย ก็ทำให้หลิวเฟิงเป่าลดความโอหังลงไปเยอะ เขาไม่กล้าพูดจาโอ้อวดว่าจะไปตัดหัวหลิวจีอีกต่อไปแล้ว

จางหมิงฉียังไม่ทันได้ตอบรับ ฉู่เคอ กุนซืออีกคนของจางหมิงฉีก็กล่าวเสริม "ท่านอ๋องเยว่ เวลานี้สถานการณ์ที่ซูโจวและฉงโจวเข้าขั้นวิกฤต ข้าเห็นว่าต้องเป็นท่านแม่ทัพหลิวผู้นี้เท่านั้นที่จะนำทัพไปรับมือได้ ซูโจวเราอาจจะยอมปล่อยให้ทัพพั่วหลู่ยึดไปได้ แต่มณฑลฉงโจวจะตกไปอยู่ในมือทัพพั่วหลู่ไม่ได้อีกแล้วเป็นอันขาด!"

จางหมิงฉีนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้หลิวเฟิงเป่า "ทหารชั้นยอดหนึ่งแสนนายที่เมืองเจี้ยนหยางนี้ เจ้าพาไปได้ห้าหมื่นนาย เดี๋ยวข้าจะหาทางรวบรวมทหารใหม่มาสมทบให้เจ้าอีกหนึ่งแสนนาย มณฑลฉงโจวข้าขอฝากไว้ในมือเจ้าแล้วนะเฟิงเป่า"

หลิวเฟิงเป่าใช้มือขวาทุบอกตัวเองเสียงดังปึก "ท่านอ๋องเยว่วางใจได้เลย ขอเพียงมีข้าหลิวเฟิงเป่าอยู่ ทัพพั่วหลู่จะไม่มีวันยึดมณฑลฉงโจวไปได้เด็ดขาด!"

หลังจากนั้นจางหมิงฉีก็ถอนหายใจยาว "ตอนนี้เมืองฉินหวยก็แตกพ่ายไปแล้ว หากเมืองหวยอันต้องพ่ายแพ้อีก ข้าก็คงต้องยอมปลดป้ายอ๋องเยว่ทิ้ง แล้วก้มหน้ารับข้อเสนอสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักต้าจิ้น แต่ถ้าถึงตอนนั้น... เฮ้อ..."

ถังเยี่ยนพูดปลอบใจ "ท่านอ๋องเยว่ กองทัพราชสำนักที่ส่งไปช่วยเมืองหวยอันที่หางโจว แม้จะมีกำลังพลมหาศาลถึงแปดแสนนาย เมื่อรวมกับทหารของราชสำนักในเมืองหวยอันแล้ว พวกเขาก็จะมีกำลังพลทะลุหนึ่งล้านนาย ทว่ากองทัพโพกผ้าแดงของเราที่ชุมนุมกันอยู่ที่เมืองหวยอันก็มีกำลังพลไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านนายเช่นกัน แถมแม่ทัพผู้คุมทัพอย่างจ้าวเหลียนจิ้นยังเป็นคนที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม และที่สำคัญที่สุดคือ ที่เมืองหวยอันไม่มีทัพพั่วหลู่เข้ามาแทรกแซง"

จางหมิงฉียิ้มขื่น "จ้าวเหลียนจิ้นเพิ่งจะส่งจดหมายลับมาบอกข้าเมื่อไม่นานมานี้ว่า เขากำลังเตรียมเปิดศึกแตกหักกับกองทัพราชสำนักที่เมืองหวยอันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า น่าเสียดายที่ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ข้ากลับไม่มีปัญญาส่งกำลังเสริมไปช่วยจ้าวเหลียนจิ้นได้เลย"

ถังเยี่ยนลูบเคราพลางกล่าว "จ้าวเหลียนจิ้นเป็นคนรอบคอบและระมัดระวังตัวเสมอ ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีกำลังพลนับล้านเผชิญหน้ากันอยู่ที่เมืองหวยอัน การที่จ้าวเหลียนจิ้นตัดสินใจเปิดศึกแตกหัก ย่อมต้องมีเหตุผลมารองรับอย่างแน่นอน ท่านอ๋องเยว่ บางทีอีกไม่นานเราอาจจะได้ยินข่าวดีจากเมืองหวยอันก็ได้นะขอรับ"

ตกบ่ายวันเดียวกัน ผังเหวินเยี่ยนและฉู่ซิ่วซู สองรองเจ้าตำหนักเหยากวงแห่งสำนักกว่างหาน ก็ก้าวเข้ามาในจวนเจ้ามณฑลเมืองเจี้ยนหยาง เมื่อพบกับจางหมิงฉี ผังเหวินเยี่ยนก็เอ่ยถามขึ้นว่า "ท่านอ๋องเยว่ สำหรับข้อเสนอของสำนักกว่างหาน ท่านตัดสินใจอย่างไรแล้ว"

จางหมิงฉียิ้มขื่น "ท่านเซียนทั้งสอง ท่านคงจะทราบข่าวแล้วใช่ไหมว่า กองทัพโพกผ้าแดงของเราเพิ่งจะพ่ายแพ้ยับเยินที่เมืองฉินหวย การไปเจรจาสวามิภักดิ์ในเวลานี้รังแต่จะทำให้กองทัพโพกผ้าแดงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างหนัก ราชสำนักต้าจิ้นย่อมต้องตั้งเงื่อนไขที่ขูดรีดเราอย่างสาหัสเป็นแน่ ดังนั้นเรื่องการเจรจาสงบศึกกับราชสำนัก ข้าว่าขอพักไว้ก่อนดีกว่า!"

ฉู่ซิ่วซูขมวดคิ้ว "ท่านอ๋องเยว่ ที่สำนักกว่างหานเสนอให้ท่านเจรจาสงบศึก ก็เพราะทัพพั่วหลู่เข้ามาร่วมวงกับกองทัพปราบกบฏของราชสำนักนี่แหละ ตอนนี้ทัพพั่วหลู่สร้างความเสียหายให้กองทัพโพกผ้าแดงที่เมืองฉินหวยไปแล้วเป็นล้านนาย ขืนท่านดึงดันสู้รบกับทัพพั่วหลู่ต่อไป ความสูญเสียก็จะยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก ไยท่านไม่ฉวยโอกาสที่ยังมีทหารในมืออีกกว่าสองล้านนาย ไปต่อรองกับราชสำนักต้าจิ้นเล่า สำนักกว่างหานหวังดีต่อท่านอ๋องเยว่จากใจจริง และในการเจรจากับราชสำนักต้าจิ้น สำนักกว่างหานก็จะยังคงยืนหยัดเคียงข้างท่านอ๋องเยว่อย่างแน่นอน!"

จางหมิงฉีโบกมือปฏิเสธ "ขอน้อมรับน้ำใจจากสำนักกว่างหานไว้ ทว่าในเวลานี้ข้าจะไม่มีวันยอมก้มหัวให้ราชสำนักต้าจิ้นเด็ดขาด ข้ายังคงเชื่อมั่นว่ากองทัพของเราจะสามารถสกัดกั้นทัพพั่วหลู่ไว้ที่มณฑลฉงโจวได้ หรือไม่แน่อาจจะกวาดล้างทัพพั่วหลู่ที่บุกลงใต้มาให้สิ้นซากไปเลยก็ได้!"

"ที่มณฑลฉงโจวอย่างนั้นหรือ หมายความว่าท่านอ๋องเยว่จะยอมทิ้งมณฑลซูโจวไปแล้วใช่หรือไม่" ผังเหวินเยี่ยนถามต่อ

จางหมิงฉีพยักหน้าอย่างจนใจ "หัวเมืองในซูโจวที่กองทัพโพกผ้าแดงของเรายึดมาได้นั้น เราเพิ่งจะยึดครองมาได้ไม่นาน รากฐานของกองทัพเราที่นั่นยังไม่มั่นคงนัก ประกอบกับตอนนี้เราเหลือทหารอยู่ในซูโจวแค่แสนเดียว จึงจำใจต้องปล่อยมณฑลซูโจวไปก่อน แล้วถอนกำลังทหารหนึ่งแสนนายนั้นล่าถอยมายังมณฑลฉงโจว"

ผังเหวินเยี่ยนและฉู่ซิ่วซูสบตากัน ก่อนที่ผังเหวินเยี่ยนจะเอ่ยขึ้นว่า "ในเมื่อท่านอ๋องเยว่ยังตัดสินใจไม่ได้ พวกเราสองพี่น้องก็คงไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านที่เมืองเจี้ยนหยางอีกต่อไป วันนี้พวกเราจะออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังมณฑลซูโจว ท่านผู้อาวุโสอู่และท่านผู้อาวุโสเวินแห่งสำนักกว่างหานหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยที่เมืองฉินหวย พวกเราต้องไปสืบหาความจริงให้จงได้"

จางหมิงฉีขมวดคิ้ว "ท่านเซียนทั้งสอง ซูโจวกำลังจะตกไปอยู่ในมือของกองทัพราชสำนัก การที่พวกท่านล่วงล้ำเข้าไปในซูโจวเวลานี้จะปลอดภัยหรือ ให้พวกสายลับที่กองทัพโพกผ้าแดงแฝงตัวอยู่ในซูโจวช่วยตามหาเบาะแสของท่านผู้อาวุโสอู่และท่านผู้อาวุโสเวินให้จะดีกว่าไหม"

ฉู่ซิ่วซูตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก "ต่อให้สำนักกว่างหานจะสนับสนุนกองทัพโพกผ้าแดง แต่ราชสำนักต้าจิ้นก็ไม่กล้าล่วงเกินสำนักกว่างหานอยู่ดี แม้แต่ทัพพั่วหลู่ก็ไม่กล้าเช่นกัน! ในยามศึกสงคราม ชีวิตและความตายล้วนขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต หากศิษย์สำนักกว่างหานพลีชีพในสนามรบ สำนักก็จะไม่เอาความ แต่หากศิษย์ของเราไม่ได้ตายในการสู้รบ สำนักกว่างหานก็จะพลิกแผ่นดินล่าตัวคนผิดมาลงโทษ เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับวิญญาณของศิษย์ทุกคน!"

หลังจากสองรองเจ้าตำหนักแห่งสำนักกว่างหานเดินทางออกจากเมืองเจี้ยนหยางไปได้เพียงไม่กี่วัน จางหมิงฉีก็ได้รับข่าวดีที่ทำให้เขาถึงกับลิงโลด จ้าวเหลียนจิ้น ขุนพลคนสนิทของเขา นำทัพโพกผ้าแดงคว้าชัยชนะครั้งใหญ่ที่นอกเมืองหวยอัน สามารถสังหารและจับกุมทหารราชสำนักได้เกือบสี่แสนนาย หนำซ้ำแม่ทัพเชอฉีเจียงจวินโต้วปิ่ง ยอดขุนพลอันดับหนึ่งแห่งราชสำนักต้าจิ้น ยังถูกนายกองของจ้าวเหลียนจิ้นฟันจนได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกด้วย

ช่วงพลบค่ำของวันที่เจ็ดเดือนหนึ่ง ปีต้าจิ้นที่สี่ร้อยยี่สิบแปด ภายในจวนเจ้ามณฑลของเมืองหวยอัน มณฑลหางโจว แม่ทัพเพี่ยวฉีเจียงจวินหลี่หงเอ่ยถามแม่ทัพเชอฉีเจียงจวินโต้วปิ่งที่มีใบหน้าซีดเผือดด้วยความเป็นห่วง "ท่านแม่ทัพโต้ว อาการบาดเจ็บของท่านเป็นอย่างไรบ้าง"

แม่ทัพเชอฉีเจียงจวินโต้วปิ่งยิ้มขื่น "เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน คำกล่าวนี้เป็นความจริงแท้ ข้าไม่นึกเลยว่าในกองทัพโพกผ้าแดงจะมียอดขุนพลที่ยังอายุน้อยถึงเพียงนี้ วันนี้ข้าประมาทไปหน่อย แต่อาการบาดเจ็บก็ไม่ได้สาหัสอะไร ไม่ได้กระทบกระเทือนถึงเส้นเอ็นหรือกระดูก เพียงแต่ความประมาทของข้าในวันนี้ กลับทำให้ทหารหลายแสนนายต้องเดือดร้อนไปด้วย หากข้าไม่หลงระเริงไปชั่วขณะ ก็คงไม่ตกลงไปในหลุมพรางของพวกกบฏโพกผ้าแดง"

แม่ทัพเพี่ยวฉีเจียงจวินหลี่หงถอนหายใจยาว "ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าพวกกบฏโพกผ้าแดงจะงัดค่ายกลวัวเพลิงออกมาใช้ เดิมทีข้าคิดว่าศึกในวันนี้เราจะกวาดล้างพวกกบฏนอกเมืองหวยอันได้เหมือนที่เมืองฉินหวย ไม่นึกเลยว่า... เฮ้อ..."

แม่ทัพเชอฉีเจียงจวินโต้วปิ่งนำกองทัพปราบกบฏยี่สิบเอ็ดสาย จำนวนทหารรวมแปดแสนนาย เดินทางมาถึงเมืองหวยอันซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลหางโจว เมื่อวันที่สองเดือนหนึ่ง ปีต้าจิ้นที่สี่ร้อยยี่สิบแปด

หลังจากกองทัพหนุนแปดแสนนายของราชสำนักมาถึง กองทัพโพกผ้าแดงที่แต่เดิมปิดล้อมเมืองหวยอันเอาไว้ ก็ยอมถอนกำลังออกจากทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศเหนือของเมือง ทหารกบฏกว่าหนึ่งล้านนายถอยร่นไปรวมตัวกันอยู่ทางทิศใต้ของเมืองหวยอัน ส่วนกองทัพปราบกบฏยี่สิบเอ็ดสายของราชสำนักก็ไปตั้งค่ายอยู่ทางทิศเหนือของเมือง

ในขณะนั้น ข่าวชัยชนะอันงดงามจากเมืองฉินหวยได้ถูกส่งผ่านมาทางพิราบสื่อสารจนถึงเมืองหวยอันแล้ว แม่ทัพเพี่ยวฉีเจียงจวินหลี่หงและแม่ทัพเชอฉีเจียงจวินโต้วปิ่งที่ตั้งมั่นอยู่ที่เมืองหวยอัน ได้ปรึกษาหารือกับแม่ทัพของกองทัพปราบกบฏอีกยี่สิบสาย และมีมติร่วมกันว่าจะใช้จังหวะที่ทหารกำลังฮึกเหิมจากข่าวชัยชนะที่เมืองฉินหวย บุกทะลวงทำลายกองทัพโพกผ้าแดงนอกเมืองหวยอันให้ราบคาบไปในคราวเดียว

หากสามารถบดขยี้กองทัพโพกผ้าแดงนอกเมืองหวยอันได้สำเร็จ การกบฏที่ลุกลามไปทั่วเจ็ดมณฑลตะวันออกเฉียงใต้ก็จะถูกปราบปรามลงในเร็ววัน

แม่ทัพเพี่ยวฉีเจียงจวินหลี่หงและแม่ทัพเชอฉีเจียงจวินโต้วปิ่ง เลือกวันที่เจ็ดเดือนหนึ่งเป็นวันเปิดศึกแตกหัก พวกเขาระดมทหารรบจากกองทัพปราบกบฏยี่สิบเอ็ดสายมาได้ห้าแสนสองหมื่นนาย ส่วนแม่ทัพเพี่ยวฉีเจียงจวินหลี่หงก็สั่งระดมทหารองครักษ์รักษาพระนครชั้นยอดสองหมื่นนายและทหารกองหนุนอีกสี่หมื่นนายออกจากเมืองหวยอันมาร่วมรบด้วย

เพียงแค่เริ่มต้นการสู้รบ กองทัพหลายแสนนายที่กองทัพโพกผ้าแดงส่งมาก็เริ่มต้านทานไม่ไหว ถูกกองทัพราชสำนักห้าแสนแปดหมื่นนายตีโต้จนต้องถอยร่นอย่างต่อเนื่อง ไม่นานกองทัพราชสำนักก็ประชิดค่ายต่างๆ ของกองทัพโพกผ้าแดงทางทิศใต้ของเมืองหวยอัน

เมื่อเห็นว่ากองทัพโพกผ้าแดงเริ่มมีเค้าลางว่าจะแตกพ่าย แม่ทัพเชอฉีเจียงจวินโต้วปิ่งในฐานะผู้บัญชาการรบสูงสุดก็สั่งทุ่มกำลังทหารเพิ่มทันที เพื่อเร่งโหมโจมตีค่ายของกองทัพโพกผ้าแดงให้แตกยับ

ทว่าในขณะที่กองทัพราชสำนักกำลังรุกประชิดค่ายของกองทัพโพกผ้าแดงทางทิศใต้ของเมืองหวยอันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีฝูงวัวนับหมื่นตัวโผล่พรวดออกมาจากค่ายเหล่านั้น บนเขาของวัวทุกตัวถูกผูกติดด้วยอาวุธมีคม ส่วนที่หางก็ผูกด้วยฟางชุบน้ำมันแล้วจุดไฟเผา ทำให้วัวนับหมื่นตัววิ่งเตลิดเปิดเปิงพุ่งเข้าใส่กองทหารของทั้งสองฝ่ายที่กำลังรบพุ่งกันชุลมุน และเบื้องหลังฝูงวัวเพลิงนับหมื่นตัวนั้น ก็คือกองทัพโพกผ้าแดงนับแสนนายที่กำลังเปิดฉากตีโต้กลับ

เวลานั้น ทหารกบฏที่ยังติดพันการรบอยู่กับกองทัพราชสำนักมีอยู่อย่างน้อยหลายหมื่นคน เมื่อเผชิญกับการพุ่งชนของวัวเพลิงนับหมื่นตัว ทหารกบฏหลายคนก็ถูกชนตายไปไม่น้อย ทว่าผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการพุ่งชนและล้มตายเป็นเบือกลับเป็นทหารของกองทัพราชสำนักต่างหาก

เมื่อต้องรับมือกับฝูงวัวเพลิงนับหมื่นตัวที่ตามมาด้วยกองทัพโพกผ้าแดงนับแสนนาย กองทัพราชสำนักก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ยับเยิน กองทัพห้าแสนแปดหมื่นนายสูญเสียกำลังพลไปเกือบสี่แสนนาย แม้แต่แม่ทัพเชอฉีเจียงจวินโต้วปิ่งก็ยังถูกขุนพลหนุ่มของพวกกบฏฟันจนบาดเจ็บกลางสมรภูมิอันวุ่นวาย

ส่วนแม่ทัพของกองทัพปราบกบฏอีกยี่สิบสายนั้น นับว่ายังโชคดี แม้วันนี้พวกเขาจะนำทัพออกรบกันครบทุกคน แต่ก็สามารถหนีรอดกลับมายังค่ายทางทิศเหนือของเมืองหวยอันได้อย่างปลอดภัย

แม่ทัพเชอฉีเจียงจวินโต้วปิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปถามแม่ทัพเพี่ยวฉีเจียงจวินหลี่หง "หลังจากศึกในวันนี้ กองทัพปราบกบฏยี่สิบเอ็ดสายของเราสูญเสียกำลังพลไปอย่างหนักหน่วง แม้ตอนนี้เราจะยังมีทหารเหลืออยู่นอกเมืองอีกกว่าสี่แสนคน แต่ก็เป็นทหารรบเพียงสองแสนนิดๆ ส่วนอีกสองแสนกว่าคนเป็นเพียงทหารสนับสนุน ท่านคิดว่าควรจะสั่งให้ทหารสี่แสนกว่าคนนี้ถอนกำลังเข้าไปหลบในเมืองหวยอันก่อนดีหรือไม่"

แม่ทัพเพี่ยวฉีเจียงจวินหลี่หงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ "วันนี้ข้าส่งทหารองครักษ์ชั้นยอดสองหมื่นนายและทหารกองหนุนอีกสี่หมื่นนายออกไปรบ แต่กลับเหลือรอดหนีตายเข้าเมืองมาได้ไม่ถึงสองหมื่นนาย พลังป้องกันของเมืองหวยอันหดหายไปกว่าสามส่วนเลยทีเดียว ดูท่าคงต้องยอมให้กองทัพนอกเมืองล่าถอยเข้ามาในเมืองก่อนแล้วล่ะ โชคดีที่เสบียงในเมืองหวยอันยังมีอีกเพียบ ทว่าเมื่อไหร่ที่กองทัพนอกเมืองถอยเข้าเมือง กองทัพโพกผ้าแดงก็คงจะฉวยโอกาสเข้ามาปิดล้อมเมืองหวยอันอีกครั้ง ความหวังที่จะคลี่คลายวงล้อมเมืองหวยอันก็คงต้องริบหรี่ลงไปอีก"

แม่ทัพเชอฉีเจียงจวินโต้วปิ่งนิ่งคิดก่อนจะกล่าวเสริม "ท่านแม่ทัพหลี่ ตราบใดที่เมืองหวยอันยังเป็นของเรา เราก็ยังไม่ถือว่าพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ตอนนี้แม่ทัพเจิงหลู่หลิวจีได้นำทัพบดขยี้พวกกบฏที่ปิดล้อมเมืองฉินหวยไปแล้ว หากราชสำนักรู้ข่าวสถานการณ์อันเลวร้ายของเมืองหวยอัน บางทีพวกเขาอาจจะสั่งให้ท่านแม่ทัพหลิวจีนำทัพมาช่วยกอบกู้เมืองหวยอันก็เป็นได้ ขอเพียงทัพพั่วหลู่ของหลิวจีเดินทางมาถึง เมืองหวยอันก็ย่อมปลอดภัย"

แม่ทัพเพี่ยวฉีเจียงจวินหลี่หงยิ้มขื่น "หลิวจีนำทัพกวาดล้างพวกกบฏโพกผ้าแดงนับล้านคนที่เมืองฉินหวยได้สำเร็จ แต่พวกเรากลับโดนพวกกบฏไล่ต้อนจนต้องหดหัวอยู่ในเมืองหวยอัน นี่มันทำให้พวกเราทหารองครักษ์รักษาพระนครต้องเอาหน้าไปมุดดินหนีแล้ว"

แม่ทัพเชอฉีเจียงจวินโต้วปิ่งกล่าวต่อ "ความแข็งแกร่งของทัพพั่วหลู่ใต้บังคับบัญชาของหลิวจีนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สามารถกำราบแคว้นเกาชางในดินแดนตะวันตก และตีชนะชนเผ่าเร่ร่อนในทุ่งหญ้าติดต่อกันได้หลายเผ่าหรอก ตอนนี้สิบสามตระกูลใหญ่ของเราต่างก็กำลังพยายามหาทางดึงตัวหลิวจีมาเป็นพวกให้ได้"

"แล้วหลิวจีผู้นี้มีนิสัยชอบสิ่งใดเป็นพิเศษหรือเปล่า"

"หลิวจีผู้นี้ เรียกได้ว่าบ้าตัณหาเป็นชีวิตจิตใจเลยล่ะ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 431 - ความพ่ายแพ้ย่อยยับนอกเมืองหวยอัน

คัดลอกลิงก์แล้ว