- หน้าแรก
- ฮ่องเต้หุ่นเชิด ระบบเสกกองทัพถล่มวัง
- บทที่ 470 - ปราชญ์เดียวดาย
บทที่ 470 - ปราชญ์เดียวดาย
บทที่ 470 - ปราชญ์เดียวดาย
บทที่ 470 - ปราชญ์เดียวดาย
ความคิดของแต่ละคนแตกต่างกันไป ทว่าพวกเขาก็เดินเข้าไปในตำหนักพร้อมกัน
หลังจากเดินเข้าไปในท้องพระโรง นอกเหนือจากไป๋ฉีและคนอื่นๆ อีกไม่กี่คนแล้ว แววตาของคนอื่นๆ ต่างก็มีร่องรอยของความประหม่าหลุกหลิกซ่อนอยู่
เมื่อครู่นี้แสดงออกอย่างสงบนิ่งก็จริง แต่จะให้ในใจไม่รู้สึกหวั่นเกรงเลยก็คงเป็นไปไม่ได้
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หากเซิ่งจวินเอาผิดขึ้นมา ต่อให้ถูกสั่งตัดหัว ก็ไม่นับว่าเป็นโทษที่หนักเกินไปเลย
ทว่าสำหรับท่าทีของพวกเขา โจวหยวนกลับไม่ได้ใส่ใจนัก
เมื่อมองเห็นแววตาที่หลุกหลิกของหลายๆ คน โจวหยวนก็สามารถเดาความคิดในใจของพวกเขาออกได้
"เหล่าขุนนางที่รัก ศึกนี้พวกเจ้ามีความดีความชอบ ล้วนสมควรได้รับรางวัล!"
ประโยคเดียว เป็นการวางรากฐานของการสนทนาในวันนี้โดยตรง
เมื่อประโยคนี้หลุดออกมา ดวงตาของเฉิงเหยาจินก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เขาย่อมเข้าใจดีว่าสิ่งที่เซิ่งจวินตรัสนั้นหมายความว่าอย่างไร และในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา
นี่มันเป็นโอกาสทองในการขอพระราชทานรางวัลไม่ใช่หรือไง?
"พวกข้าพระพุทธเจ้า ไหนเลยจะกล้ารับความดีความชอบ หากไม่ใช่เพราะบารมีของเซิ่งจวิน พวกข้าพระพุทธเจ้าก็คงไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับมา ตาข่ายฟ้ากว้างใหญ่ ตาห่างแต่ไม่หลุดรอด ต้าหรงนั่นบังอาจรุกรานต้าเฉียนของเรา การที่เซิ่งจวินประทับเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอยู่ในเมืองจู้เทียน พวกมันย่อมต้องพบกับหายนะเช่นนี้อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เพียงไม่กี่ประโยค เขาก็ยกความดีความชอบทั้งหมดไปรวมไว้ที่โจวหยวนจนหมด
เรียกได้ว่างัดเอาวาทศิลป์มาใช้จนถึงขีดสุด
คนอื่นๆ ก็ไม่ได้พูดขัดอะไร แม้เซิ่งจวินจะไม่เอาผิดพวกเขาแล้ว และพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องความดีความชอบเท่าไหร่นัก
แต่การปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ก็ถือเป็นเรื่องที่ประเสริฐสุดแล้ว
"ต้าหรงรุกรานต้าเฉียนของเรา ในช่วงเวลานั้นต้าเฉียนกำลังรับศึกหนักจากทั้งต้าหม่างและจิ่วหลีพร้อมกัน ในสถานการณ์เช่นนั้น เราแทบจะไม่มีกำลังพอไปรับมือกับกองทัพอันเกรียงไกรของต้าหรงได้เลย จนปล่อยให้กองทัพของราชวงศ์นั้นบุกทะลวงเข้ามาถึงในเขตแดนของต้าเฉียน และสร้างความวุ่นวายไปไม่น้อย ทั้งหมดนี้ต้องพึ่งพาพวกท่านที่รักทุกคน ที่ยอมสู้ถวายชีวิตเพื่อต้านทานการโจมตีของต้าหรงเอาไว้ หาไม่แล้ว ต้าเฉียนในตอนนี้คงต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ง่อนแง่นสั่นคลอนแน่ๆ"
โจวหยวนไม่ได้คิดจะปฏิเสธความดีความชอบของพวกเขา หนำซ้ำยังกล่าวชื่นชมพวกเขาเป็นการใหญ่
เฉิงเหยาจินยิ้มกว้างทันที
ใช่เลย ต้องรสชาตินี้แหละ
เห็นได้ชัดว่ารางวัลของพวกเขากำลังจะมาถึงแล้ว
โจวหยวนกล่าวต่อว่า
"เหล่าขุนนางที่รักได้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ไว้เช่นนี้ บัดนี้ต้าหรงถอยทัพ พวกท่านก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดในการไล่ตามตี และสามารถบดขยี้พวกมันได้จนหมดสิ้น นับว่าเป็นการสร้างความสูญเสียอย่างหนักให้กับราชวงศ์ต้าหรงเลยทีเดียว เช่นนี้แล้ว การศึกในปีหน้าที่ต้าเฉียนจะกรีธาทัพออกไป ก็ย่อมจะง่ายดายขึ้นมาก เรื่องนี้นับเป็นความดีความชอบที่ไม่น้อยเลย ทว่าพวกท่านก็ยังคงมีความผิดฐานนำทัพออกไปโดยพลการ ซ้ำยังล่วงล้ำออกนอกเขตแดนของต้าเฉียนอีก ซึ่งโทษทัณฑ์ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เช่นกัน แต่นำทั้งสองเรื่องมาหักล้างกัน ก็ถือว่าความดีความชอบหักล้างกับความผิดไป ไม่มีการไต่สวนอีกต่อไป ส่วนความดีความชอบในการต้านทานการรุกรานของต้าหรง ขุนพลทุกท่านจะได้รับการปูนบำเหน็จตามความเหมาะสม หากพวกท่านมีความปรารถนาสิ่งใด ก็สามารถทูลขอต่อข้าได้ ข้าจะตอบสนองให้พวกท่านอย่างแน่นอน"
ไป๋ฉีก้าวออกมาเบื้องหน้า ก่อนจะประสานมือกล่าวว่า "ทูลเซิ่งจวิน นี่คือหน้าที่ที่พวกข้าพระพุทธเจ้าพึงกระทำอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ไม่นับว่าเป็นความดีความชอบอันใด"
เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเกียรติยศหรือรางวัลเหล่านี้มานานแล้ว ในอดีตชาติเขาผ่านการทำศึกมานับครั้งไม่ถ้วน
และหลังจากผ่านการต่อสู้เหล่านั้นมา เขาก็ได้เห็นวัฏจักรการเกิดแก่เจ็บตายของมนุษย์มามากพอแล้ว ดังนั้นเกียรติยศเหล่านี้จึงไม่ได้สำคัญอะไรกับเขาเลย
แต่เมื่อได้ยินคำพูดของไป๋ฉี เฉิงเหยาจินกลับรู้สึกร้อนรนขึ้นมาทันที
"เจ้าเฒ่าไป๋นี่ โอกาสดีๆ แบบนี้แท้ๆ ดันไม่ขอรางวัลอะไรเลย แบบนี้มันโง่ชัดๆ"
เขาบ่นอุบอิบอยู่ในใจ
เมื่อหันไปมองคนอื่นๆ ก็พบว่าสายตาของพวกเขาก็ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจกับรางวัลเหล่านี้สักเท่าไหร่
นับไปนับมา ดูเหมือนจะมีแค่เขาคนเดียวล่ะมั้ง ที่ยังคงมีความคิดอยากได้รางวัลอยู่
เมื่อกลอกตาไปมา เฉิงเหยาจินก็จำต้องยอมล้มเลิกความคิดที่จะขอพระราชทานรางวัล
นกที่โผล่หัวออกมาย่อมถูกยิง
ในเมื่อแม่ทัพคนอื่นๆ ยอมสละรางวัลเหล่านั้นกันหมด ถ้าขืนเขาเสนอหน้าไปขออยู่คนเดียว เซิ่งจวินก็ต้องมองเขาในแง่ลบแน่ๆ
อะไรสำคัญกว่ากัน เขาย่อมมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ทว่าสำหรับเรื่องนี้ โจวหยวนก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นกัน
เฉิงเหยาจินเป็นคนฉลาด มีความคิดเป็นของตัวเอง แถมยังเป็นคนที่กะล่อนพลิกแพลงเก่งมาก
แต่ความสามารถก็มีอยู่จริง
ขุนพลแบบนี้ ย่อมคุ้มค่าที่จะยอมจ่ายค่าตอบแทนให้บ้าง
แต่ในเมื่อเฉิงเหยาจินไม่เอ่ยปากขอเอง เขาก็ย่อมไม่พูดอะไรออกมาอยู่แล้ว
"เซิ่งจวินพ่ะย่ะค่ะ ต้าหรงล่วงล้ำแนวชายแดนของเราครั้งแล้วครั้งเล่า บัดนี้ศึกกับต้าหม่างและจิ่วหลีก็ได้ยุติลงแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าขออาสานำทัพออกศึกบุกต้าหรง เพื่อเชิดชูบารมีของแว่นแคว้นพ่ะย่ะค่ะ"
คนที่เอ่ยปากคือไป๋ฉี
เมื่อได้ยินคำพูดของไป๋ฉี สายตาของเฉิงเหยาจินก็หันขวับไปมองเขาทันที
เขาไม่คิดเลยว่าไป๋ฉีจะเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาในเวลานี้
พวกเขาเพิ่งจะกลับมาถึงเมืองหลวง ยังไม่ทันได้พักผ่อนเลยด้วยซ้ำ
ไป๋ฉีนี่กระตือรือร้นเกินไปแล้ว
ถ้าไม่รู้ว่าไป๋ฉีไม่รังเกียจที่จะทำแบบนั้น เขาคงสงสัยไปแล้วว่าไป๋ฉีจงใจพูดแบบนี้ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเซิ่งจวินแน่ๆ
แต่คิ้วของเขากลับขมวดเข้าหากัน
ไม่ใช่แค่ไป๋ฉีคนเดียวหรอก แต่เจ้าพวกนี้แต่ละคนล้วนมีท่าทีเห็นดีเห็นงามกันทั้งนั้น ดูเหมือนว่าสำหรับพวกเขาแล้ว สงครามจะเป็นเรื่องที่น่าสนุกสนานมาก ถึงได้กระตือรือร้นอยากจะออกรบกันขนาดนี้
แต่สำหรับตัวเขา เฉิงเหยาจิน ไม่ได้คิดแบบนั้นเลย
แม้ว่าเฉิงเหยาจินจะมีความคิดอยากได้เกียรติยศอยู่บ้าง แต่เขากลับชอบการได้ใช้ชีวิตสบายๆ เป็นคนว่างงานมากกว่า
โจวหยวนส่ายหน้า
"เรื่องนี้ ข้าได้พิจารณาดูแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่อากาศหนาวเหน็บจนน้ำแข็งจับตัว ในเวลานี้ไม่เหมาะที่จะส่งกองทัพออกไป ต่อให้ต้องทำศึก ก็ต้องรอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ในตอนที่อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น ดังนั้นเมื่อถึงเวลานั้น เหล่าขุนนางที่รักจะเข้าร่วมรบด้วยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน ตอนนี้ต้าเฉียนของเราเรียกได้ว่าทหารแข็งแกร่งม้าศึกพร้อมเพรียง ต่อให้ต้องทำศึก ก็ไม่จำเป็นต้องให้แม่ทัพทุกคนออกรบพร้อมกันหมด เมื่อถึงตอนนั้น หากยอดขุนพลไป๋ยังมีเจตนารมณ์จะออกศึก ก็ค่อยมาบอกข้าอีกครั้งก็แล้วกัน"
"เห็นด้วยอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ! เห็นด้วยอย่างยิ่ง!"
เฉิงเหยาจินพยักหน้าหงึกหงัก
"ท่านแม่ทัพไป๋ ท่านนี่ใจร้อนเกินไปแล้ว พวกเราเพิ่งจะกลับมาถึง ตอนนี้ใช่เวลามาพูดเรื่องพวกนี้ที่ไหนกัน"
แต่เมื่อเขาหันไปมองแม่ทัพคนอื่นๆ ก็พบว่าในแววตาของพวกเขาล้วนมีความปรารถนาที่จะเข้าร่วมรบด้วยกันทั้งสิ้น
เขาจึงทำได้เพียงกรอกตาอย่างจนใจ
โจวหยวนไม่ได้รั้งพวกเขาไว้นานนัก
พวกแม่ทัพเพิ่งจะเดินทางกลับมาถึง ที่โจวหยวนเรียกพวกเขามาเข้าเฝ้า ก็เพื่อให้พวกเขาสบายใจ และไม่ต้องกังวลเรื่องความผิดฐานนำทัพออกศึกโดยพลการในครั้งนี้
ส่วนเรื่องอื่นๆ ยังไม่ใช่เวลาที่ต้องมาพิจารณาในตอนนี้
และในเวลานี้ ภายในเมืองหลวง
บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบสุข ผู้คนมากมายต่างได้รับข่าวการกลับมาของเหล่าแม่ทัพใหญ่จากทิศตะวันออก พร้อมกับชัยชนะที่ได้รับ
ชาวบ้านเหล่านี้ต่างก็ตื่นเต้นดีใจ เพราะชัยชนะในแต่ละครั้ง ย่อมทำให้พลังของต้าเฉียนเพิ่มพูนขึ้น และในตอนนี้ พวกเขาเองก็เรียกได้ว่ามีชะตากรรมร่วมกันกับต้าเฉียน หากต้าเฉียนรุ่งเรืองพวกเขาก็รุ่งเรือง หากต้าเฉียนย่อยยับพวกเขาก็ย่อยยับไปด้วย
ณ ตรอกแคบๆ แห่งหนึ่ง
คนกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกัน
"ดูเหมือนว่าเซิ่งจวินแห่งต้าเฉียน จะเปิดศึกกับต้าหรงจริงๆ เสียแล้ว"
คนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา
ผู้พูดมีสีหน้าเย็นชา กลิ่นอายบนร่างก็ไม่ได้ทรงพลังนัก
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ หลังจากผ่านการกวาดล้างมาหลายต่อหลายครั้ง ตอนนี้ภายในเมืองจู้เทียน ยอดฝีมือส่วนใหญ่ที่ไม่ได้สังกัดต้าเฉียนล้วนหายตัวไปหมดแล้ว
เหลือเพียงหยิบมือเดียว ที่ล้วนเป็นคนพเนจรพึ่งพาตัวเอง ไม่มีสังกัดที่แน่นอน
ส่วนคนกลุ่มนี้ ล้วนมาจากราชวงศ์อื่น
แม้ฐานะและพลังจะไม่ได้แข็งแกร่งนัก แต่ในเมืองจู้เทียนยามนี้ พวกเขากลับกลายเป็นกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุดที่เหลืออยู่
และกุมอำนาจไว้มากที่สุดด้วย
"ก็จริง เซิ่งจวินแห่งต้าเฉียนช่างมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวนัก เพิ่งจะผ่านพ้นสงครามกับสองราชวงศ์มาหมาดๆ ในช่วงเวลานี้กลับกล้าจุดชนวนสงครามครั้งใหม่ขึ้นมาอีก เขาไม่กลัวว่าความตะกละตะกลามของตัวเอง จะทำให้กระเพาะแตกตายหรือยังไง"
"ความตะกละน่ะมันต้องมีอยู่แล้ว ก็ดูสิ ตอนนี้ต้าเฉียนกวาดล้างแคว้นระดับสูงไปถึงสองแคว้น ย่อมต้องกอบโกยของดีๆ กลับมาไม่น้อย และอย่าลืมเชียวล่ะว่า แม่ทัพของต้าเฉียนพวกนั้น พวกท่านคงจะรู้ซึ้งถึงพิษสงกันดีอยู่แล้ว เมื่อมีพลังแผ่นดินที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ การจะเปิดศึกครั้งใหม่ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรเลย"
"บ้าสงครามเกินไปแล้ว..."
อีกคนเอ่ยเสริม ขณะที่พูด แววตาของเขาก็สาดประกายความเย็นเยียบออกมา
ราชวงศ์ที่บ้าสงครามนั้นน่ากลัวมาก
แต่ท้ายที่สุด สายตาของพวกเขาก็หันไปมองที่อีกคนหนึ่ง
"สำหรับเรื่องนี้ พวกเจ้าต้าเสวียน มีความคิดเห็นอย่างไรล่ะ?"
เมื่อได้ยินคำถาม ชายผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้นในที่สุด
"คิดยังไงน่ะหรือ? ข้าจะไปรู้ได้ยังไง ด้วยพลังระดับพวกเรา จะไปมีตำแหน่งสูงส่งอะไรในราชวงศ์ของตัวเองนักเชียว ดังนั้น เรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ที่พวกเราเป็นคนตัดสินใจ แต่อยู่ที่การพิจารณาของราชวงศ์ต่างหาก แต่ถ้าจะให้ข้าพูดล่ะก็ แม้ว่าครั้งนี้ต้าเฉียนจะทำสงครามกับแคว้นต้าหรง แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่จะถูกดึงเข้ามาพัวพันด้วย ย่อมไม่ใช่แค่สองราชวงศ์นี้แน่ๆ ต้าเฉียนนั้น... แข็งแกร่งเกินไปแล้วจริงๆ แถมยังพัฒนาเร็วเกินไปอีกด้วย สถานการณ์แบบนี้มันอันตรายมาก ในประวัติศาสตร์ก็เคยมีบางราชวงศ์ที่มีสถานการณ์คล้ายๆ กัน แต่ผลลัพธ์ที่ราชวงศ์เหล่านั้นสร้างขึ้น กลับทำให้คนเปลี่ยนใจหันหลังให้ ดังนั้น พวกเราจะยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยไม่ได้เด็ดขาด จะยอมปล่อยให้ราชวงศ์นี้พัฒนาต่อไปแบบนี้ไม่ได้ พวกท่านคิดเห็นว่าอย่างไร?"
สายตาของเขากวาดมองคนรอบข้าง
ทุกคนที่สบตากับเขา ล้วนแต่ต้องก้มหน้าหลบสายตากันทั้งสิ้น
ชายผู้นั้นก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
นี่แหละคือสถานะของต้าเสวียน ในหมู่แคว้นระดับสูงด้วยกัน
แม้จะอยู่ในระดับแคว้นระดับสูง แต่ต้าเสวียนของพวกเขา ก็นับว่าเป็นจุดสูงสุดของยอดพีระมิด
ดังนั้น เมื่อเขาเอ่ยปาก ย่อมมีความน่าเกรงขามในหมู่คนเหล่านี้เป็นธรรมดา
"ตอนนี้ต้าเฉียนไม่ใช่แคว้นที่จะไปตอแยได้ง่ายๆ อีกแล้ว ข้ากล้าพูดเลยว่ามันเป็นภาวะปากสิ้นฟันหนาว ถ้าต้าหรงถูกทำลายไปด้วยอีกล่ะก็ ถึงตอนนั้นคนที่ต้องซวย ย่อมไม่ใช่แค่พวกเขาแคว้นเดียวแน่"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ทูตจากต้าหรงก็โพล่งขึ้นมาว่า "ทว่าแม้จะพูดเช่นนั้น แต่ข้าก็มีความคิดบางอย่าง อยากจะนำมาแบ่งปันให้ทุกท่านฟังอยู่เหมือนกัน"
"โอ้? เชิญพูดมาเลย"
ทูตต้าเสวียนยิ้มพร้อมกล่าว
"ด้วยสถานการณ์ของต้าหรงในตอนนี้ ไม่มีทางสู้ต้าเฉียนได้เลย แต่ดูจากการกระทำของพวกเขาที่ผ่านมา ราชวงศ์นี้ไม่มีความเจียมตัวเลยสักนิด หากสองราชวงศ์เปิดศึกกัน ผลลัพธ์สุดท้ายก็แทบจะรู้ๆ กันอยู่แล้ว หากเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น ทุกสิ่งที่เราทุ่มเททำมา ก็จะสูญเปล่าไปหมด และหลังจากที่ต้าเฉียนกลืนกินแคว้นระดับสูงไปถึงสามแคว้น พลังที่พวกเขาครอบครอง จะต้องแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ใช้เวลาไม่ถึงสิบปี ก็คงสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นรากฐาน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ราชวงศ์ได้ เมื่อถึงเวลานั้น หากคิดจะอาศัยเพียงกำลังของแคว้นระดับสูงอย่างพวกเรา เกรงว่าคงไม่มีทางเอาชนะพวกเขาได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้น ตอนนี้พวกเราต้องสร้างปัญหาให้พวกเขา อย่าปล่อยให้ต้าหรงต้องมาล่มสลายไปเพราะเรื่องนี้เด็ดขาด"
"ต่อให้เป็นแบบนั้นก็เถอะ แต่ข้าไม่มีปัญญาไปจัดการเรื่องนี้ได้เลย เรื่องนี้มันอยู่นอกเหนือขอบเขตที่เราจะควบคุมได้"
ชายคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างจนใจ
ไม่มีใครเข้าใจสถานการณ์ของต้าเฉียนได้ดีไปกว่าสายลับอย่างพวกเขา ที่คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของขุมกำลังในต้าเฉียนมาตลอด
ก็เหมือนกับสายลับของต้าหรง ที่พอพูดถึงสถานการณ์ของต้าเฉียน ก็ถูกทูตต้าหรงสั่งตัดหัวเอาเลือดไปเซ่นไหว้ธงรบนั่นแหละ
ต่อให้พวกเขานำเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่ ไปกราบทูลกษัตริย์ของตนเอง กษัตริย์ก็อาจจะไม่ได้เชื่อคำพูดของพวกเขาก็ได้
คนของต้าเสวียนหัวเราะเบาๆ
"ลำพังแค่กองกำลังของพวกเราฝ่ายเดียว การจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากพวกเราหลายๆ แคว้นสามารถร่วมมือกันได้ล่ะก็ การจะกดดันราชวงศ์ต้าเฉียนย่อมทำได้แน่ แถมเรายังไม่ต้องเสียทหารเลยสักนายเดียว ทุกท่านคงไม่ลืมใช่ไหม ว่าทางเหนือ ยังมีเมืองอยู่อีกเมืองหนึ่ง"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ดวงตาของทุกคนก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที
ใช่แล้ว ทางเหนือมีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง และในเมืองนั้นมีกึ่งปราชญ์อยู่ท่านหนึ่ง
กึ่งปราชญ์ผู้นั้น เอาอย่างปราชญ์นักฆ่า สร้างเมืองศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเมืองหนึ่ง
แม้พลังของเขาอาจจะไม่เทียบเท่าปราชญ์นักฆ่า และไม่ใช่ปราชญ์ที่แท้จริง
ทว่าพลังที่เขาครอบครองนั้นก็ไม่ธรรมดาเลย แม้แต่ในหมู่กึ่งปราชญ์ด้วยกัน เขาก็นับว่าแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ
ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงสามารถตั้งมั่นอยู่ในเมืองนั้นได้อย่างมั่นคง โดยไม่ถูกใครรบกวน
"ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่กึ่งปราชญ์ท่านนั้นจะจัดงานพบปะกับแว่นแคว้นต่างๆ พอดี ถึงตอนนั้น ทูตจากหลายราชวงศ์ก็จะเดินทางไปที่นั่น หากพวกเราหลายแคว้นสามารถร่วมมือกันได้ ย่อมต้องสร้างผลกระทบให้พวกเขาได้แน่ แคว้นอื่นๆ อาจจะกลัวต้าเฉียน แต่กึ่งปราชญ์ท่านนั้นไม่มีทางกลัวแน่นอน เขามีพลังที่แข็งแกร่งมาก แถมยังมีแค่เมืองเมืองเดียวที่ต้องปกป้อง ก็แค่นั้นเอง และเพราะเหตุนี้แหละ บรรดาแคว้นรอบๆ ถึงไม่กล้าไปตอแยกับคนผู้นั้น ตอนนี้ต้าเฉียนทำตัวกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว ถ้าเราสามารถยืมมือคนผู้นั้นมาจัดการกับต้าเฉียนได้... วิกฤตของต้าหรง ก็จะได้รับการคลี่คลายไปโดยปริยาย"
เมื่อได้ฟังคำพูดของเขา ทุกคนก็เริ่มมีใจโอนเอียง
เรื่องนี้พวกเขาไม่สามารถตัดสินใจเองได้ แต่พวกเขาสามารถส่งข่าวนี้กลับไปให้เจ้านายเบื้องบนได้
และพวกเขาแทบจะมั่นใจเลยว่า เบื้องบนจะต้องเห็นด้วยกับความคิดของพวกเขาแน่ๆ
เพราะการทำเช่นนี้ แทบจะไม่มีความยุ่งยากอะไรเลย ซ้ำยังไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนอะไรมากมาย
แต่ผลลัพธ์ที่จะได้กลับมานั้น คุ้มค่าพอที่จะทำให้พวกเขาพึงพอใจอย่างแน่นอน
เมื่อคนอื่นๆ แยกย้ายกันไป สายลับของต้าหรงก็หลบเข้าไปในมุมมืด
มีใครบางคนยืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
"จัดการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว การจะให้ราชวงศ์ต่างๆ มาร่วมมือกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามเดียวกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ถึงตอนนั้น หากต้าเฉียนไปมีเรื่องกับกอเอี๊ยะหนังหมานั่นเข้า ย่อมต้องสูญเสียอย่างหนักแน่"
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ชายผู้นั้นก็หัวเราะออกมา
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในกำมือของพวกเขา
ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้ต้าเสวียนกำลังทำศึกชี้ชะตากับอีกราชวงศ์หนึ่งล่ะก็ ไม่แน่ว่าครั้งนี้ พวกเขาอาจจะส่งทหารมาช่วยต้าหรงโดยตรงเลยก็ได้
แต่อีกไม่นานแล้วล่ะ...
อีกไม่นาน ต้าเสวียนของพวกเขา ก็จะได้ครอบครองดินแดนเพิ่มขึ้นอีกแห่ง
มองไปทั่วทั้งใต้หล้านี้ จะมีราชวงศ์ไหนอีกที่สามารถทัดเทียมกับพวกเขาได้
[จบแล้ว]