- หน้าแรก
- เมื่อเกมบุกโลก ฉันแย่งชิงวาสนาพระนางจนติดหนึบ
- บทที่ 520 เกมเทพเจ้า: ร้านอาหารอลวน 35
บทที่ 520 เกมเทพเจ้า: ร้านอาหารอลวน 35
บทที่ 520 เกมเทพเจ้า: ร้านอาหารอลวน 35
บทที่ 520 เกมเทพเจ้า: ร้านอาหารอลวน 35
เทพเจ้าเฝ้าดูเกมอยู่จริงๆ ด้วยแฮะ……แถมยังดูอย่างตั้งใจอีกต่างหาก?
กระต่ายตัวนั้นเตะวัตถุดิบเข้ามา แล้วนั่งลงที่เคาน์เตอร์ทำอาหารสไตล์บาร์ด้านหลังเคาน์เตอร์คิดเงิน สั่งอาหารมาสองสามอย่าง: "ทำให้เต็มที่ก็แล้วกัน"
อวี๋สวินเกอหิ้ววัตถุดิบเข้าไปในครัว เธอเริ่มกลุ้มใจขึ้นมาแล้ว ถ้าเกิดแพ็กเกจกิจกรรมที่มาหลังจากนี้เอาผู้เล่นที่เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์มากเกินไปมาเป็นวัตถุดิบจะทำยังไง? กลายเป็นฮันนิบาลของแท้เลยนะนั่น
เธอพิจารณาวัตถุดิบที่ยาวถึงสองเมตรบนโต๊ะ ด้วยความคิดที่ว่าลองดูสักตั้งเผื่อฟลุก ก็เลยวิ่งไปถามถังปลาหมึกยักษ์ว่า พอจะให้เธอเข้าไปฝึกมือในมิติลึกลับนั่นอีกสักรอบได้ไหม?
ถังปลาหมึกยักษ์ส่ายหัว พร้อมอธิบายว่าไม่ใช่ไม่อยากให้เธอฝึก แต่ไม่มีวิธีแล้วต่างหาก: "คูลดาวน์หนึ่งเดือน"
กระต่ายที่ได้ยินบทสนทนาของพวกเธอจู่ๆ ก็พูดขึ้นมา: "เจ้าอยากไปฝึกทำอาหารที่สถานีพักพิงกาลเวลาใช่ไหม?"
อวี๋สวินเกอมีความระแวดระวังอยู่ในใจ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอีกฝ่ายในทันที กลับถามกลับไปว่า: "คุณมีวิธีงั้นเหรอ?"
กระต่าย: "สกิลที่คล้ายๆ กันน่ะ เทียบของถังปลาหมึกยักษ์ไม่ได้หรอก แต่ข้าต้องการให้เจ้าเอาปีกแสงสีส้มอมแดงของเจ้ามาแลก"
อวี๋สวินเกอปฏิเสธไปโดยไม่แม้แต่จะคิด: "งั้นช่างมันเถอะ"
เธอเดินไปที่ห้องครัวเพื่อทำอาหารต่อ ไม่คิดว่ากระต่ายจะตามมาด้วย: "ทำไมล่ะ?"
อวี๋สวินเกอรู้สึกว่าเทพเจ้าพวกนี้ก็ช่างซุบซิบเหมือนกันนะ ในเมื่อพวกเขายังรู้กระทั่งคำพูดปั่นประสาทของม้าน้ำน้อย เธอไม่เชื่อหรอกว่าเทพเจ้าจะไม่รู้ว่าปีกแสงสีส้มอมแดงมีความหมายต่อเธออย่างไร
ปีกแสงสีส้มอมแดงไม่เพียงเกี่ยวข้องกับสองสกิลใหญ่อย่าง [ชนแก้ว] และ [ขี้เมา] แต่ยังเป็นสายใยเชื่อมโยงระหว่างเธอกับเฟิงถังอีกด้วย
เธอรู้ดีว่าต่อให้เธอจะปากแข็งแค่ไหน เธอก็ลบเลือนอิทธิพลที่เฟิงถัง เฟิงมู่ เฟิงชาง มีต่อตัวเองไปไม่ได้หรอก
เฟิงถังคือทรราชคือศัตรูคู่อาฆาต เป็นดั่งมารดาดั่งอาจารย์ หล่อนคือแสงสว่างนำทางบนเส้นทางที่อวี๋สวินเกอก้าวเดินไป
และการที่เฟิงถังทำดีกับเธอเป็นพิเศษขนาดนี้ ไม่ใช่แค่เพราะใช้เวลาร่วมกันบนหอคอยถึงสิบปีอย่างแน่นอน ในมุมมองของอวี๋สวินเกอ สาเหตุหลักก็คือเธอครอบครองปีกแสงสีส้มอมแดงของเฟิงหรานอยู่นั่นเอง
หากวันใดเธอสูญเสียปีกแสงสีส้มอมแดงไป เฟิงถังก็จะไม่มีทางสนใจเธออีก ต่อให้ในอนาคตพลังการต่อสู้ของเธอจะเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 17 หรือระดับ 18 สำหรับเฟิงถังแล้ว เธอก็จะกลายเป็นเหมือนกับผู้เล่นอย่างม่ายหมางปูปูและตงไห่ชาร์ค ไม่ได้มีความพิเศษอะไรอีกต่อไป
เห็นได้ชัดว่ากระต่ายรู้เรื่องต่างๆ มากกว่านั้น มันไม่เพียงรู้เรื่องซุบซิบ แต่มันยังรู้ด้วยว่าไจ้จิ่วสวินเกอต้องการอะไร มันพูดต่อ:
"งั้นมิติที่สามารถฝึกฝนความสามารถในการต่อสู้ได้ล่ะ? อัตราส่วนเวลาคือข้างนอกหนึ่งวันข้างในหนึ่งเดือน เธอสามารถกำหนดค่าสถานะและพรสวรรค์ของศัตรูได้อย่างอิสระเลยนะ"
อวี๋สวินเกอจัดการวัตถุดิบเงียบๆ แล้วส่ายหัว
กระต่ายถามอีก: "แล้วถ้ามิตินี้สามารถจำลองผู้เล่นทุกคนในสนามรบระดับโลกได้ด้วยล่ะ?"
อวี๋สวินเกอลังเลไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงส่ายหัว
กระต่ายราวกับปีศาจที่ล่อลวงให้คนตกต่ำ เพิ่มข้อเสนออย่างต่อเนื่อง
ม่ายหมางปูปูกับถังปลาหมึกยักษ์นอนแผ่ฟังอยู่ใกล้ๆ ม้าน้ำน้อยแทบอยากจะตอบตกลงแทนไจ้จิ่วสวินเกอใจจะขาด: "ปีกนั่นมันพิเศษขนาดนั้นเลยเหรอ?!"
อวี๋สวินเกอพยักหน้า พิเศษมาก
กระต่ายพยักหน้าอย่างจริงจัง แล้วสรุปเอาเองว่า: "เจ้าทรยศเผ่าพันธุ์ของตัวเอง"
"เปล่า" อวี๋สวินเกอตอบกลับอย่างเยือกเย็น
เธอไม่ได้โกรธเพราะคำใส่ร้ายของกระต่าย เธอรู้ตัวเองดีว่าไม่ได้ทำ
หากพลังชีวิตของเฟิงถังเหลือเพียง 1% เธอสามารถลั่นไกสังหารได้โดยไม่ลังเล การได้ลงมือฆ่าศัตรูที่แข็งแกร่งขนาดนี้ด้วยตัวเอง ถือเป็นเกียรติของเธอเลยทีเดียว
กระต่ายถามอีก: "แล้วทำไมเจ้าถึงปฏิเสธล่ะ ปีกคู่นี้สำคัญกว่าการที่เจ้าแข็งแกร่งขึ้นแล้วไปปกป้องเผ่าพันธุ์และโลกของเจ้าอีกเหรอ?"
อวี๋สวินเกอชักจะกลัวความสูงขึ้นมานิดๆ แล้ว ทำไมจู่ๆ ถึงได้ยกระดับไปถึงขั้นปกป้องเผ่าพันธุ์และโลกได้ล่ะเนี่ย?!
อวี๋สวินเกอไม่ได้ตอบคำถามของกระต่ายอีก เมื่อสัมผัสได้ถึงความอยากรู้อยากเห็นและรสนิยมแย่ๆ ของอีกฝ่าย เธอจึงพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายคุมเกม: "นี่ไม่อยู่ในขอบเขตการให้บริการของร้านอาหารนะ ถ้าคุณอยากรู้ คุณต้องจ่ายค่าตอบแทนเพื่อซื้อคำตอบของฉัน"
กระต่ายยืนสองขา ใช้มือสั้นๆ ล้วงเข้าไปในขนกระต่าย แล้วหยิบสี่เหลี่ยมเล็กๆ อันหนึ่งออกมา มันคือไอคอนสกิล มันไม่กลัวอวี๋สวินเกอจะแย่งไป แต่กระโดดขึ้นไปบนโต๊ะทำอาหารแล้วยื่นให้อวี๋สวินเกอโดยตรง:
"นี่ ซื้อคำตอบของเจ้า การเลือกของเจ้าเมื่อครู่นี้ไม่สอดคล้องกับไฟวิญญาณของเจ้าเลย ถึงขั้นขัดแย้งกันเลยด้วยซ้ำ"
อวี๋สวินเกอรับไอคอนนั้นมา ด้านบนเป็นรูปกากบาทที่หมายถึงข้อผิดพลาด การปฏิเสธ และข้อห้าม
[เกมจับคู่] (ระดับ SS): ใช้สกิลนี้ทำเครื่องหมายผู้เล่นหนึ่งคน เครื่องหมายจะคงอยู่ 5 นาที ในช่วงเวลานี้ หากผู้เล่นคนนั้นใช้เวทมนตร์ธาตุใดธาตุหนึ่งครบ 3 ครั้ง สกิลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ธาตุนั้นจะถูกปิดผนึกทั้งหมด ระยะเวลาปิดผนึก 1 ชั่วโมง; ในช่วงที่ติดเครื่องหมาย จำนวนชนิดของเวทมนตร์ธาตุที่ถูกปิดผนึกจะไม่มีขีดจำกัดสูงสุด; การทำเครื่องหมายแต่ละครั้งต้องใช้มานา 500 หน่วย; ในเวลาเดียวกันสามารถทำเครื่องหมายเป้าหมายได้เพียง 3 เป้าหมายเท่านั้น
ความใจป้ำของกระต่ายทำเอาอวี๋สวินเกอตกใจ เธอถามว่า: "แค่ซื้อคำตอบเดียวเนี่ยนะ?"
กระต่าย: "ใช่ ต้องทำให้ข้าพอใจด้วยนะ ไม่อย่างนั้นข้าจะเรียกคืน"
อวี๋สวินเกอดันไอคอนกลับไป ส่ายหัวพร้อมถอนหายใจ: "ราคาต่ำไป ความสัมพันธ์และความรู้สึกระหว่างฉันกับเฟิงถัง เป็นความลับที่บอกใครไม่ได้ คุณซื้อไม่ไหวหรอก"
ม่ายหมางปูปูกับม้าน้ำน้อยกอดกันกลมพร้อมกับสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่!
กระต่ายก็ตกใจเช่นกัน มันคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดัน [เกมจับคู่] กลับมา แล้วหยิบของออกมาอีกชิ้น: "ถ้าเพิ่มเจ้านี่ด้วยล่ะ?"
——ใบไม้แห้งจากต้นไม้ทองคำหนึ่งใบ!
อวี๋สวินเกอ: "อ๊ากกกกก เทพเจ้าชอบกินเผือกเรื่องน้ำเน่าขนาดนี้เลยเหรอ? เรื่องเผือกปลอมๆ แบบนี้พวกเขาก็เชื่อด้วย?"
B8017913: "……หลักๆ ก็คือคิดไม่ถึงว่าเธอจะไร้ยางอายได้ขนาดนี้น่ะสิ"
อวี๋สวินเกอ: "เทพเจ้านี่ช่างรสนิยมต่ำตมจริงๆ!"
อวี๋สวินเกออาศัยทักษะการแสดงควบคุมสีหน้าและแววตาเอาไว้ กุมขมับฝืนยิ้มให้กระต่าย: "ก็ได้ ยอมคุณเลยจริงๆ"
กระต่ายขมวดคิ้ว ลูบตัวเองไปมา: "เจ้าใช้สกิลสายพลังจิตอะไรกับข้าหรือเปล่า? ตอนวินาทีที่เจ้าทำท่าและพูดประโยคนี้ออกมา จู่ๆ ก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวน่ะ"
อวี๋สวินเกอตีหน้าตายยื่นมือไปแย่งใบไม้แห้งจากต้นไม้ทองคำมา พร้อมกับถือโอกาสเก็บ [เกมจับคู่] บนโต๊ะไปด้วย แล้วถามว่า: "ตกลงคุณจะฟังต่อไหมเนี่ย"
กระต่าย: "เจ้าพูดมาสิ"
อวี๋สวินเกอชำเลืองมองม่ายหมางปูปูกับม้าน้ำน้อยที่แอบฟังอยู่ตลอด แล้วพูดขึ้นว่า: "ฉันพูดให้คุณฟังได้คนเดียวนะ เพราะมีแค่คุณที่จ่ายเงิน"
กระต่ายยกมือขึ้นร่ายสกิลที่สามารถปิดกั้นการมองเห็นและเสียงโดยไม่แม้แต่จะหันหน้าไปมอง
อวี๋สวินเกอเรียบเรียงความคิด แล้วกล่าวว่า: "สาเหตุมีหลายอย่าง……"
กระต่าย: "โอ้ งั้นเจ้าค่อยๆ เล่ามาทีละข้อเลย พวกเจ้ามีความสัมพันธ์แบบไหนกันแน่?"
อวี๋สวินเกอรู้สึกเหมือนตอนนี้ตัวเองกำลังนั่งจับเข่าคุยอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เธอจำใจดึงหัวข้อสนทนากลับเข้าสู่ความเป็นจริง: "เฟิงถังคือทางหนีทีไล่ที่ฉันเหลือเอาไว้ให้ไจ้จิ่วและตัวฉันเอง"
เพียงประโยคเดียว กระต่ายก็กระจ่างแจ้งในทันที มันดูเรื่องสนุกมากไปหน่อย ก็เลยถูกคำพูดและการกระทำที่ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย รวมถึงไฟวิญญาณของไจ้จิ่วสวินเกอทำให้เข้าใจผิด มันยังนึกว่าจะมีเรื่องซุบซิบรักต้องห้ามน้ำเน่าให้ฟังซะอีก!
กระต่ายหัวเราะเยาะเธอ: "เจ้าไม่ได้บอกว่าจะให้เจ๋อหลานผนวกรวมเข้ากับไจ้จิ่วหรอกเหรอ?"
อวี๋สวินเกอก็ไม่ได้โกรธ อุดมคติก็คืออุดมคติ ความเป็นจริงก็คือความเป็นจริง: "ถ้าสถานการณ์พ่ายแพ้มันกู่ไม่กลับ อย่างน้อยฉันก็ต้องพาไฟแห่งความหวังไปเอาชีวิตรอดที่เจ๋อหลานให้ได้แหละ"
ทุกครั้งที่ได้พบกับยอดฝีมือแห่งเจ๋อหลานอย่างเฟิงถัง อู้เริ่น ซงกุย แล้วพอกลับไปที่ไจ้จิ่วเปิดดูบอร์ดจัดอันดับของไจ้จิ่ว เธอก็จะรู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงขึ้นมาทันที
เรื่องที่ใช้ตัวคนเดียวช่วยโลกทั้งใบแบบนี้ แน่นอนว่าเธออยากทำ เธออยากทำจนเก็บไปฝันเลยล่ะ!
แต่นิสัยของเธอถูกกำหนดมาให้คิดเผื่อไว้สำหรับทุกๆ ตอนจบ และเตรียมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับสิ่งเหล่านั้น
หากไจ้จิ่วพ่ายแพ้ งั้นการที่ไจ้จิ่วไปผนวกรวมกับเจ๋อหลานก็ถือได้ว่าเป็นตอนจบที่ดีแล้ว
ต่อให้เธอจะฝันร้ายหลายครั้งว่าตัวเองพากองกำลังที่เหลือรอดของไจ้จิ่วไปดิ้นรนเอาชีวิตรอดที่เจ๋อหลาน รอจนเจ๋อหลานไปบุกรุกโลกใบใหม่ แล้วต้องกลายเป็นสัตว์ประหลาดในสายตาของสิ่งมีชีวิตในอีกโลกหนึ่งก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ยังมีฝันร้ายใหม่เพิ่มเข้ามาอีก——ผู้พเนจรแห่งจักรวาล
เธอชอบเป็นหมาป่าเดียวดายก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเผ่าพันธุ์จะสูญสิ้นก็ไม่เป็นไร นี่มันก็เหมือนกับการไปใช้ชีวิตสันโดษในป่าเขานั่นแหละ ทำได้ แต่ห้ามตัดขาดจากอินเทอร์เน็ต ห้ามตัดขาดการติดต่อกับโลกภายนอกเด็ดขาด
แต่กระต่ายกลับส่ายหน้า: "ถ้าไจ้จิ่วพ่ายแพ้ เจ๋อหลานเฟิงถังไม่มีทางละเว้นเผ่าพันธุ์ของเจ้าเพียงเพราะชื่นชมเจ้าหรอกนะ"
"ฉันรู้ดี" แน่นอนว่าเธอรู้ซึ้งถึงความเย็นชาและเด็ดขาดภายใต้ความห้าวหาญของเฟิงถังดี
"แต่หล่อนจะยอมประนีประนอมเพราะปีกแสงสีส้มอมแดงของเฟิงหราน
ยิ่งไปกว่านั้น……พลังที่ปีกแสงสีส้มอมแดงมอบให้ฉัน ก็ไม่ได้น้อยไปกว่ามิติฝึกซ้อมที่คุณพูดถึงเมื่อครู่นี้เลย"