- หน้าแรก
- จะทำอะไรดีถ้าผมมีระบบจัดสรรแต้ม
- ผมสุ่มบวกแต้มให้ทุกสรรพสิ่ง ตอนที่ 10
ผมสุ่มบวกแต้มให้ทุกสรรพสิ่ง ตอนที่ 10
ผมสุ่มบวกแต้มให้ทุกสรรพสิ่ง ตอนที่ 10
ผมสุ่มบวกแต้มให้ทุกสรรพสิ่ง ตอนที่ 10
ตอนที่ 10: ไอเทมพิเศษ: ก้อนอิฐเสียโฉมผู้นำโชค
ก้อนอิฐก้อนนี้เขาเก็บได้ตอนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านใหม่ๆ ตอนที่เห็นมันครั้งแรก ซูหยางรู้สึกว่าเขากับมันมี "พรหมลิขิต" ต่อกัน (คิดไปเอง) เขาก็เลยเก็บมันกลับมาบ้านด้วย
หลังจากนั้นไม่ว่าจะไปออกศึกที่ไหน ซูหยางก็มักจะมีมันอยู่ข้างกายเสมอ
ทั้งช่วยเขาทำภารกิจให้สำเร็จ เป็นฮีโร่ช่วยสาวงาม หรือกำจัดคนพาล อิฐก้อนนี้ล้วนสร้างผลงานไว้อย่างโชกโชน
...โอเคครับ มโนต่อไม่ไหวแล้ว ความจริงก็คือมันคืออิฐเน่าๆ ก้อนหนึ่งที่ซูหยางสุ่มหยิบมาจากเขตก่อสร้างแถวนี้แหละ...
แต่ใครจะบอกได้ล่ะว่าอิฐเน่าๆ จะบวกแต้มให้มีชีวิตไม่ได้! ดูอย่างเจ้าปีศาจกุรุกุรุสิ ต้นกำเนิดมันก็แค่กิ่งไม้แห้งเองไม่ใช่เหรอ
คิดได้ดังนั้น ซูหยางก็ตัดสินใจเด็ดขาด: เอา [แต้มสุ่ม] ที่เพิ่งได้มาเนี่ยแหละ บวกให้เจ้าก้อนอิฐนี่แหละ!
จากประสบการณ์คราวก่อน ซูหยางเดินเข้าห้องน้ำไปล้างมืออีกรอบ แถมฟอกสบู่จนสะอาดกริบเพื่อให้แน่ใจว่ามือเขาน่ะหอมฟุ้งจนดวงต้องวิ่งเข้าหา จากนั้นเขาก็กลับมาที่โต๊ะทำงานและหยิบก้อนอิฐขึ้นมาไว้ในมือ
เขาเปิดระบบบวกแต้ม ทันใดนั้นเครื่องหมาย [+] โปร่งใสก็ปรากฏขึ้นเหนือหน้าก้อนอิฐ
ซูหยางสวดภาวนาในใจนิดหน่อย แล้วกดจิ้มไปที่เครื่องหมายนั้นเบาๆ
เหมือนเดิมครับ แสงสลัววาบขึ้นหนึ่งครั้ง การบวกแต้มเสร็จสมบูรณ์
พอมองดูก้อนอิฐตรงหน้าที่แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ซูหยางก็เริ่มลังเล หรือว่าบวกแต้มพลาดวะ?
แต่ต่อให้พลาด มันก็น่าจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างสิ อย่างน้อยก็น่าจะมีคำอธิบายขึ้นมาหน่อย...
ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น หน้าต่างโปร่งใสก็เด้งขึ้นมาเหนือหน้าก้อนอิฐ: [ก้อนอิฐ +1: ได้รับความสามารถพิเศษ ต้องการประเมินหรือไม่?]
ความสามารถพิเศษ? ได้ความสามารถพิเศษอีกแล้วเหรอ!?
ซูหยางรีบกด [ตกลง] ทันที
ครู่หนึ่ง คำอธิบายข้างก้อนอิฐก็เปลี่ยนไป:
----------------------------------------------
[ก้อนอิฐเสียโฉมผู้นำโชค]
ความสามารถ: ใช้ก้อนอิฐนี้ฟาดเข้าที่หน้าตัวเองอย่างแรง ยิ่งฟาดแรงเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งโชคดีมากขึ้นเท่านั้น
ข้อจำกัด: ความสามารถนี้ใช้ได้เพียงเดือนละ 1 ครั้ง และหลังจากฟาดแล้ว ช่วงเวลาแห่งโชคลาภจะคงอยู่เพียง 30 นาที
หมายเหตุ: มาเลยไอ้หนู! เลือดอาบหัวไปพร้อมรับโชคกันเถอะ!
----------------------------------------------
ซูหยาง: ".........."
นี่มัน... ไอ้ความสามารถเฮงซวยนี่มันกะจะให้เขาฟาดตัวเองตายชัดๆ!
แถมต่อให้ยอมตายก็โชคดีได้แค่ 30 นาที แถมเดือนหนึ่งใช้ได้แค่ครั้งเดียวอีก ไอ้ความสามารถแบบนี้มันคือไม้ตายก้นหีบชัดๆ เอามาใช้บ่อยๆ ไม่ได้หรอก!
คิดได้ดังนั้น ซูหยางตัดสินใจเก็บก้อนอิฐนี้ไว้ก่อน รอจนกว่าจะถึงคราวจำเป็นจริงๆ ค่อยว่ากัน
แน่นอนว่าเขาหวังว่าชาตินี้คงไม่ต้องใช้มันหรอก เพราะหน้าหล่อๆ ของเขามันมีค่าเกินกว่าจะเอาอิฐมาฟาดเล่น...
..........
พอเก็บก้อนอิฐเสร็จ ซูหยางก็หันไปมองเจ้ากุรุกุรุที่ยังคงเต้นตามจังหวะเพลงอยู่ พอมองดูแล้วเขาก็รู้สึกว่าเจ้าตัวเล็กนี่โชคดีจริงๆ
เขาเคยบวกแต้มมาเป็นสิบๆ ครั้ง แต่มีแค่ครั้งเดียวที่ได้ [วิวัฒนาการระดับชีวิต] เพราะฉะนั้นการที่มันเกิดมาในโลกนี้ได้เนี่ย ถือว่าเป็นลูกรักของโลกใบนี้จริงๆ
หลังจากซาบซึ้งกับชีวิตได้พักหนึ่ง ซูหยางก็บิดขี้เกียจเตรียมตัวไปอาบน้ำ แต่พอเขาลุกขึ้น สายตาก็ไปปะทะกับกระเป๋าเป้ที่วางอยู่บนพื้น
ทันใดนั้น หน้าเขาก็หงิกงอลงทันที
เกือบลืมเรื่องคัดโน้ตไปเลยแฮะ...
เขาเปิดกระเป๋า หยิบสมุดโน้ตของเสือซุ่มออกมาวางตรงหน้า พอลองเปิดดู... โอ๊ยย ง่วงชะมัด อยากนอนจัง
เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคัดดีไหมนะ... ยังไงฉู่เซี่ยก็ช่วยกล่อมอาจารย์โจวให้แล้ว ขยายเวลาไปได้ตั้งหนึ่งสัปดาห์แน่ะ
แต่ก็นะ ต่อให้ขยายไปกี่วัน สุดท้ายเขาก็ต้องเป็นคนคัดเองอยู่ดี ขี้เกียจเขียนชะมัด... ถ้ามีใครมาช่วยเขียนให้ก็คงดี...
ในขณะที่ซูหยางกำลังเพ้อฝัน สายตาเขาก็เหลือบไปเห็นเจ้ากุรุกุรุที่กำลังโยกเยกอยู่
ตาเขาเป็นประกายทันที เหย... เจ้านี่เป็นปีศาจนี่นา น่าจะช่วยเราคัดโน้ตได้นะ...
คิดได้ดังนั้น ซูหยางก็เอาสมุดโน้ตไปวางข้างๆ กุรุกุรุ แล้วชี้ไปที่ตัวอักษรพลางถามว่า “กุรุกุรุ นายช่วยคัดข้อความพวกนี้หน่อยได้ไหม?”
กิ่งไม้แห้งที่กำลังเต้นอยู่หยุดชะงัก กิ่งสีเหลืองค่อยๆ ยืดออกมาช้าๆ แล้วเกา "หัว" ตัวเองแบบงงๆ “กุรุ กุรุ?”
ท่าทางของมันเหมือนจะไม่เข้าใจว่าซูหยางพูดเรื่องอะไร
แต่ซูหยางกลับสังเกตเห็นอาการลังเลเพียงชั่วพริบตาของมัน สมองเขาหมุนเร็วปรี๊ดแล้วรีบยื่นข้อเสนอทันที “ถ้านายช่วยฉันคัดโน้ตล่ะก็ ฉันจะให้กินนมหนึ่งถุงเลย!”
“กุรุ!” เจ้ากุรุกุรุรีบยืดกิ่งมาแตะที่ "หัว" ทำท่าตะเบ๊ะรับคำสั่งทันที
นั่นไง... เมื่อกี้มันแกล้งโง่จริงๆ ด้วย
สมกับที่เป็น [สติปัญญาขั้นพื้นฐาน] ตามหมายเหตุของระบบจริงๆ นะจ๊ะ เหะๆ
เมื่อดีลสำเร็จ ซูหยางก็ไปหยิบนมกล่องมาจากลังใต้เตียง ตัดมุมกล่องแล้วเทนมราดลงบนหัวเจ้ากุรุกุรุ
“กุรุ กุรุ!” กุรุกุรุเริงร่าไปมา สองกิ่งเล็กๆ โบกสะบัดด้วยความดีใจพลางดูดซับน้ำนมเข้าสู่ตัวอย่างรวดเร็ว
นี่คือรสนิยมที่ซูหยางเพิ่งค้นพบ: เจ้านี่ชอบอาบน้ำนมมาก กิ่งไม้แห้งสีดำขลับแท้ๆ แต่ดันใช้ชีวิตหรูหราประณีตยิ่งกว่าผู้หญิงบางคนซะอีก...
หลังจากอาบน้ำนมเสร็จ กุรุกุรุก็คว้าปากกาของซูหยางขึ้นมา เปิดสมุดโน้ตของเสือซุ่มและสมุดของซูหยางออก แล้วเริ่มลงมือตวัดปากกาคัดโน้ตทันที
พอลองมองดู ลายมือที่เขียนออกมาดันเหมือนกับลายมือของซูหยางเป๊ะอย่างกับก๊อปปี้วาง!
เจ้านี่มันซ่อนคมชัดๆ...
เมื่อจัดการเรื่องโน้ตเสร็จ ซูหยางก็ไปอาบน้ำแปรงฟันอย่างสบายใจ เขาล้มตัวลงนอนบนเตียง ฟังเสียง "แกรกๆ" ของปลายปากกาที่กระทบกับกระดาษอย่างเพลิดเพลิน และหลับไปอย่างมีความสุข
.................
เช้าวันรุ่งขึ้น พอซูหยางตื่นขึ้นมา เขาก็พบสมุดโน้ตที่คัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยวางอยู่บนโต๊ะ
ส่วนเจ้ากุรุกุรุก็นอนแผ่อยู่ข้างๆ สลบเหมือดไปเรียบร้อย
ที่เขารู้ว่ามันหลับ ก็เพราะมันจะส่งเสียง “กุรุ กุรุ” เบาๆ ออกมาเหมือนเสียงปลาพ่นฟองอากาศ
ซูหยางหยิบสมุดโน้ตขึ้นมาเปิดดู เดิมทีเขาตั้งใจจะให้คัดแค่โน้ตของช่วงที่เขาโดดเรียนไปไม่กี่วัน แต่เขาดันลืมกำชับกุรุกุรุไว้ ผลก็คือเจ้านี่มันเล่นคัดมาให้ทั้งเล่มเลยจ้า!
ค่านมถุงนี้โคตรคุ้ม!
ในเมื่อกุรุกุรุจัดเต็มขนาดนี้ ซูหยางก็ไม่คิดจะดึงเช็งต่อ วันนี้เขาจะเอาโน้ตไปให้อาจารย์โจวเช็กทันที! ถึงฉู่เซี่ยจะช่วยคุยให้แล้ว แต่ถ้าทำงานเสร็จตามกำหนดเดิม (หรือเร็วกว่า) มันก็น่าจะดีกว่า โดยเฉพาะตอนที่เขาทำออกมาได้เป๊ะขนาดนี้... ซูหยาง รู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น เมื่อคิดถึงคำชมที่อาจจะได้รับ
พอกินข้าวเช้าเสร็จ เขาก็เช็กตารางสอน วันนี้ช่วงเช้ามีวิชาภาษาอังกฤษของอาจารย์ผู้โชคร้ายอย่างชวีเสี่ยวเหมิง เมื่อวานฉู่เซี่ยบอกว่ายัยบ๊องนั่นถามหาเขาตั้งหลายรอบ ทางที่ดีเขาควรจะโผล่หน้าไปเข้าเรียนให้เรียบร้อยดีกว่า
แต่คาบนั้นเริ่มตอน 10 โมง ยังพอมีเวลาเหลือเฟือ เขาเลยกะว่าจะไปหาอาจารย์โจวที่ห้องพักครูเพื่อส่งงานก่อน
ซูหยางเก็บของเข้ากระเป๋า แล้วมุ่งหน้าไปหาอาจารย์โจวที่ตึกคณะอักษรศาสตร์
ปกติอาจารย์โจวจะประจำอยู่ที่ตึกทำงานของคณะ ต่างจากอาจารย์คนอื่น ตรงที่ต่อให้ไม่มีคาบสอน เขาก็จะมาทำงานแต่เช้าตรู่ และสิงสถิตอยู่ในห้องทำงานทั้งวัน
ตามข่าวเม้าท์มอยของสาวๆ ในห้อง เขาว่ากันว่าอาจารย์โจวกับภรรยาแต่งงานกันเพราะผู้ใหญ่จัดให้ ความสัมพันธ์เลยไม่ค่อยดีและทะเลาะกันบ่อย
เพราะงั้นถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ อาจารย์โจวจะเลือกนั่งจิบชาอ่านหนังสืออยู่ในห้องทำงานที่มหาวิทยาลัยดีกว่ากลับบ้าน
ข่าวลือนี้น่าจะมีมูลความจริงอยู่ไม่น้อย เพราะมีเพื่อนหลายคนเห็นอาจารย์โจวก่อนจะเข้าบ้าน มักจะยืนขมวดคิ้วสูบบุหรี่ที่ใต้ตึกหนึ่งมวนก่อน แล้วค่อยเดินขึ้นบันไดไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ท่าทางแบบนั้น ดูแล้วให้บรรยากาศเหมือนนักรบที่กำลังจะออกไปพลีชีพในสมรภูมิยังไงยังงั้น...
...................
พอถึงหน้าห้องทำงานอาจารย์โจว ซูหยางก็เคาะประตู เสียงของอาจารย์โจวดังออกมาด้วยน้ำเสียงทรงพลังทันที “เข้ามา”
ซูหยางเปิดประตูเข้าไป พบอาจารย์โจวกำลังสวมแว่นสายตาอ่านหนังสือพิมพ์เช้าของเซี่ยงไฮ้อยู่ เขาจึงทักทายอย่างนอบน้อม “สวัสดีครับอาจารย์โจว”
อาจารย์โจวก้มหน้าลงเล็กน้อย มองข้ามขอบแว่นมาที่ซูหยาง “อ้อ ซูหยางเองเรอะ เข้ามาสิ”
ซูหยางเดินเข้าไป เปิดกระเป๋าเตรียมจะหยิบสมุดโน้ตออกมา
แต่อาจารย์โจกลับยกมือห้ามไว้ก่อน และชิงเปิดประเด็นขึ้นมาด้วยตัวเอง “เรื่องของเธอเนี่ย ฉันน่ะรู้หมดแล้วนะ”
ซูหยางชะงักมือที่ค้างอยู่ในกระเป๋า ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม: เรื่องอะไรของผมเหรอครับอาจารย์!?