- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 700 เมื่อเพื่อนเก่าและมิตรใหม่โคจรมาพบกัน
บทที่ 700 เมื่อเพื่อนเก่าและมิตรใหม่โคจรมาพบกัน
บทที่ 700 เมื่อเพื่อนเก่าและมิตรใหม่โคจรมาพบกัน
เซียวเจิ้งเจ๋อหันขวับ พอเห็นเหอจื้อหย่วนก็แอบแปลกใจ “เสี่ยวเหอ?! เอ๊ะ? พวกนายมาทำอะไรที่ซูจีล่ะเนี่ย?”
“โจวเยี่ยนชวนผมมากินข้าวครับ เลยแวะมาสัมภาษณ์ด้วยเลย” เหอจื้อหย่วนหัวเราะ “เมื่อวานผมหิ้วพะโล้ไปหาคุณลุงที่บ้าน ปรากฏว่าคุณลุงไม่อยู่ โจวเยี่ยนนี่เดาแม่นจริง ๆ บอกว่าคุณลุงต้องอยู่ซูจีแน่”
“คุณลุงเซียวครับ” เสี่ยวหลี่ลงมาจากเบาะหลัง เอ่ยทักทายเซียวเจิ้งเจ๋อ
เซียวเจิ้งเจ๋อหัวเราะร่วน “โจวเยี่ยนเรียกพวกเรามากินข้าวเที่ยง บอกว่านัดเพื่อนไว้ให้ ฉันก็ว่าใคร ที่แท้ก็เพื่อนตัวน้อยสองคนนี้นี่เอง”
“คุณลุงท่านนี้คือ?” เหอจื้อหย่วนหันไปมองหลี่ซูเย่ที่นั่งอยู่บนวีลแชร์
“เหล่าหลี่ หลี่ซูเย่ นักเขียนใหญ่ประจำคณะกรรมการจัดการมรดกวัฒนธรรมของเราไงล่ะ หนังสือ ‘โบราณคดีเสฉวน’ ที่เขาเขียนเพิ่งตีพิมพ์ไปเมื่อสองวันก่อนเอง” เซียวเจิ้งเจ๋อแนะนำ
“อ๋อ! คุณลุงหลี่ซูเย่! ผมได้ยินคุณลุงเซียวพูดถึงคุณลุงบ่อย ๆ ครับ บัณฑิตหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง หนึ่งในสองดาวเด่นแห่งสำนักงานจัดการมรดกวัฒนธรรมในยุคนั้น ผมเคยอ่านบทความที่คุณลุงเขียนด้วยนะครับ ภาษาสละสลวยมาก เล่าเรื่องโบราณคดีได้สนุกและมีชีวิตชีวา โบราณคดีเสฉวนตีพิมพ์แล้วเหรอครับ? กลับเฉิงตูไปผมต้องไปหาซื้อมาอ่านที่บ้านสักเล่มแล้ว” เหอจื้อหย่วนตาเป็นประกาย น้ำเสียงดังขึ้นอย่างลืมตัว
“ก็แค่บทความงู ๆ ปลา ๆ ชมเกินไปแล้ว” หลี่ซูเย่โบกมือปฏิเสธอย่างเขิน ๆ
“เหล่าหลี่ นี่เสี่ยวเหอ รองบรรณาธิการนิตยสาร ‘การทำอาหารเสฉวน’ ที่ทำงานพวกเขาอยู่ใกล้กับสำนักงานจัดการมรดกวัฒนธรรมของเรานี่แหละ ก่อนเกษียณเราสองคนชอบจับคู่กันตระเวนกินไปทั่ว หมอนี่หาร้านอาหารเก่งมากเลยนะ” เซียวเจิ้งเจ๋อแนะนำให้หลี่ซูเย่รู้จัก
หลี่ซูเย่พยักหน้าเบา ๆ “อ๋อ เป็นถึงบรรณาธิการนิตยสารเชียว บทความของเธอต้องเขียนได้ดีมากแน่ ๆ”
“ผมก็เขียนแต่เรื่องของกินนั่นแหละครับ จะไปเทียบกับผลงานชิ้นเอกที่สัมผัสถึงประวัติศาสตร์ของคุณลุงหลี่ได้ยังไง” เหอจื้อหย่วนหัวเราะ “ผมเคยได้กินเนื้อรมควันกับกุนเชียงฝีมือภรรยาคุณลุงที่บ้านคุณลุงเซียวด้วยนะครับ รสชาติอร่อยมาก! ประทับใจไม่รู้ลืมเลย หลายปีมานี้ยังไม่เคยกินที่ไหนอร่อยกว่านั้นเลยครับ ปีนี้คุณป้าได้ทำเนื้อรมควันกับกุนเชียงใหม่หรือเปล่าครับ? ไหน ๆ ก็เจอกันแล้ว ผมเลยอยากจะหน้าด้านขอซื้อจากคุณป้ากลับไปฉลองปีใหม่สักหน่อยน่ะครับ”
เซียวเจิ้งเจ๋อเม้มปาก หันไปมองหลี่ซูเย่อย่างเกร็ง ๆ
ไอ้เด็กนี่ พูดจาเจื้อยแจ้วไม่รู้จักกรองเลยนะ
ทว่าหลี่ซูเย่ได้ยินแล้วกลับยิ้มบาง ๆ “อิ้งชิวจากไปสามปีแล้วล่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าเหอจื้อหย่วนแข็งค้างไปในพริบตา สีหน้ากระอักกระอ่วนแฝงไปด้วยความรู้สึกผิด ปากขมุบขมิบ แทบอยากจะคุกเข่าโขกศีรษะให้หลี่ซูเย่สักที
ปากหนอปาก!
ทำไมถึงได้พูดอะไรโพล่ง ๆ ออกไปแบบนั้น!
เรื่องของหลี่ซูเย่กับฉู่อิ้งชิว เขาเคยได้ยินคุณลุงเซียวเล่าให้ฟังตอนเมาอยู่หลายหน
ชีวิตของคุณลุงเซียวแลกมาด้วยขาทั้งสองข้างของคุณลุงหลี่ เพราะขาทั้งสองข้างเป็นอัมพาต ฉู่อิ้งชิวหญิงเก่งแห่งคณะกรรมการจัดการมรดกวัฒนธรรมในยุคนั้น จึงต้องลาออกกลับบ้านเกิดไปดูแลเขา กลายเป็นสาวชาวนาที่ต้องเลี้ยงหมูให้อาหารไก่
เรื่องราวความรักแบบนี้ช่างน่าซาบซึ้งใจนัก พอผนวกเข้ากับกุนเชียงแสนอร่อยนั้น ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติอันกลมกล่อมของกาลเวลาเข้าไปอีก
แต่เขาคาดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าฉู่อิ้งชิวจะด่วนจากไปก่อน
พวกเขาตกลงปลงใจเป็นคู่รักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ครองรักกันอย่างลึกซึ้งมานานหลายสิบปี ความเจ็บปวดในใจของคุณลุงหลี่นั้นคงยากจะจินตนาการ
ซวยแล้ว คืนนี้ตื่นมาเขาคงต้องตบหน้าตัวเองสักสองฉาด
“คุณลุงหลี่ ผม... ผมไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนเลยครับ ขอโทษจริง ๆ ครับ” เหอจื้อหย่วนพูดเสียงอ่อย แทบอยากจะมุดดินหนี
“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าอิ้งชิวรู้ว่าบรรณาธิการนิตยสารการทำอาหารเสฉวนชอบกินกุนเชียงที่เธอทำ เธอต้องดีใจมากแน่ ๆ” หลี่ซูเย่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ตอนที่เธอยังอยู่ นิตยสารที่เธอชอบที่สุดก็คือ ‘การทำอาหารจีน’ ไม่เคยพลาดเลยสักฉบับ
เธอยังเคยเขียนบทความส่งไปให้กองบรรณาธิการการทำอาหารจีนด้วยนะ มีอยู่บทความนึงได้รับเลือกให้ตีพิมพ์ ได้ค่าต้นฉบับมาสามหยวนสองเจี่ยว เงินก้อนนี้เธอเก็บไว้อย่างดีไม่ยอมใช้เลย การทำอาหารเสฉวนนี่เพิ่งจะมาก่อตั้งทีหลังใช่ไหม?”
ท่าทีของหลี่ซูเย่ทำให้เหอจื้อหย่วนถอนหายใจอย่างโล่งอก พยักหน้ารับ “ใช่ครับ พวกเราเพิ่งก่อตั้งเมื่อปลายปี 1983 นิตยสารการทำอาหารจีนเป็นต้นแบบให้พวกเราได้เรียนรู้เลยครับ ไม่คิดเลยว่าคุณป้าฉู่ก็เขียนบทความเกี่ยวกับอาหารด้วย”
เซียวเจิ้งเจ๋อเอ่ยขึ้น “ไม่ใช่แค่บทความอาหารนะ อิ้งชิวยังเขียนบทความโบราณคดีด้วย เหล่าหลี่เอาบทความเก่า ๆ ที่อิ้งชิวเคยเขียนมาเรียบเรียงและพิสูจน์อักษรใหม่ เมื่อหลายวันก่อนฉันเพิ่งเอาไปส่งที่กองบรรณาธิการ ลากบรรณาธิการบริหารหลายคนมานั่งอ่านต้นฉบับทั้งหมดอยู่ตั้งสามวัน ตอนนี้เคาะแล้วว่าโบราณคดีเสฉวนเล่มสองจะใช้บทความที่อิ้งชิวเขียน ฉันเพิ่งกลับจากเฉิงตูมาเมื่อเย็นวานนี่เอง”
“เก่งขนาดนี้เลย! สมกับเป็นหญิงเก่งแห่งสำนักงานจัดการมรดกวัฒนธรรมจริง ๆ!” เหอจื้อหย่วนเอ่ยชม
“แหงสิ ระดับหญิงเก่งจากม.ปักกิ่งเลยนะ” เซียวเจิ้งเจ๋อหัวเราะ
พอพูดถึงฉู่อิ้งชิว รอยยิ้มของหลี่ซูเย่ก็เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและภาคภูมิใจ “บทความของอิ้งชิว เขียนได้ดีกว่าฉันเยอะเลย ทั้งสำนวนภาษา ความลึกซึ้ง และมุมมอง ล้วนมีเอกลักษณ์และงดงามมาก”
เซียวเจิ้งเจ๋อพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “จะบอกให้นะ พอพวกบรรณาธิการได้อ่านแล้ว ก็พากันชมว่าสำนวนของอิ้งชิวสละสลวย มุมมองลึกซึ้ง มุมมองเฉพาะตัวของนักโบราณคดีหญิงทำให้บทความดูมีชีวิตชีวาและงดงาม ถือเป็นการเติมเต็มเล่มแรกได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยล่ะ”
“โบราณคดีเสฉวนเล่มสองเคาะแล้วเหรอครับ? เยี่ยมไปเลย!” โจวเยี่ยนเดินออกมาจากร้านอาหาร เขาได้ยินบทสนทนาเมื่อกี้มาบ้าง พอได้ยินแบบนี้ก็อดสอดขึ้นมาไม่ได้
“ใช่ ฉันไปขลุกอยู่ที่กองบรรณาธิการมาหลายวัน ยังไงก็ต้องบังคับให้พวกเขาอ่านบทความให้จบให้ได้” เซียวเจิ้งเจ๋อยิ้มพยักหน้า “ฉันบอกพวกเขาไปว่า ถ้าไม่อ่านให้ดี ๆ วันหลังฉันจะไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษพวกเขามาทำโบราณคดีซะ”
ทุกคนได้ยินก็พากันหัวเราะ
อันธพาลน่ะไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคืออันธพาลมีตรรกะต่างหาก
เจอประโยคขุดหลุมศพไปทำโบราณคดีเข้าไป โจวเยี่ยนถึงกับกลั้นขำไม่อยู่
ไม่เพียงแต่จะฟังดูชอบธรรมเท่านั้น เผลอ ๆ คุณยังต้องขอบคุณเขาอีกนะ
หลี่ซูเย่มองหวงเชินแล้วถาม “นายกเทศมนตรีหวง คุณก็เป็นเพื่อนของเสี่ยวเหอด้วยเหรอ?”
หวงเชินพยักหน้า “คุณลุงหลี่ ผมกับจื้อหย่วนเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันครับ เมื่อก่อนนอนเตียงชั้นบนชั้นล่าง สนิทกันมาก ก่อนหน้านี้ผมก็เป็นคนพาเขามากินข้าวที่ร้านโจวเยี่ยนเองแหละครับ”
โจวเยี่ยนหัวเราะ “บังเอิญจังเลยนะครับ วนไปวนมา สรุปก็เพื่อนกันทั้งนั้น”
เหอจื้อหย่วนพยักหน้า “ก็เพราะแบบนี้ไงล่ะครับ คนที่รู้เรื่องกินและรักการกิน สุดท้ายก็จะมารวมตัวกันในที่ที่ของอร่อยที่สุดในท้องถิ่น แล้วก็กลายมาเป็นเพื่อนกัน”
“กริ๊ง!” เสียงกระดิ่งจักรยานดังใสแจ๋ว จักรยาน 28 นิ้วคันหนึ่งมาจอดที่หน้าร้านอาหาร เสิ่นเส้าหวามองโจวเยี่ยนแล้วยิ้มถาม “ผมมาไม่สายใช่ไหม? พอดีตอนเช้าติดประชุมนิดหน่อยน่ะ”
“นักข่าวเสิ่นมาได้จังหวะพอดีเลยครับ เพื่อน ๆ ที่เชิญมาวันนี้ก็เพิ่งมาถึงกันหมด” โจวเยี่ยนยิ้มแนะนำให้ทุกคนรู้จัก “นี่คือนักข่าวเสิ่นเส้าหวาจากหนังสือพิมพ์เจียโจวเดลี่ครับ ข่าวเรื่องนักธุรกิจต่างชาติไปกินงานเลี้ยงล้มหมูที่หมู่บ้านโจว เขาก็เป็นคนเขียนเองครับ”
“ผมยังกะว่าจะไปเยี่ยมเยียนนักข่าวเสิ่นที่กองบรรณาธิการเจียโจวเดลี่พรุ่งนี้อยู่เลย ไม่คิดว่าวันนี้โจวเยี่ยนจะจัดให้มากินข้าวด้วยกันซะแล้ว บังเอิญจริง ๆ เลยนะครับเนี่ย” เหอจื้อหย่วนก้าวเข้าไปจับมือกับเสิ่นเส้าหวา “นักข่าวเสิ่น ไม่เจอกันนานเลยนะครับ”
เสิ่นเส้าหวาหัวเราะ “บรรณาธิการเหอ ไม่เจอกันนานเลยนะครับ ผมได้อ่านบทความเรื่องสำนักข่งกับร้านพะโล้ตระกูลจางที่คุณเขียนในนิตยสารการทำอาหารเสฉวนฉบับใหม่ที่เพิ่งออกเมื่อวานแล้วนะครับ เขียนได้ดีมาก มีชีวิตชีวา สำนวนทรงพลังจริง ๆ ครับ”
พวกเขาสองคนเคยเจอกันตอนไปสัมภาษณ์สำนักข่งที่ฐานฝึกอบรมเล่อหมิงมาก่อน โจวเยี่ยนรู้ว่าการมาของเหอจื้อหย่วนในครั้งนี้ก็เพื่อเขียนบทความเรื่องพานักธุรกิจต่างชาติไปกินงานเลี้ยงล้มหมูที่หมู่บ้านโจว ก็เลยถือโอกาสเชิญเสิ่นเส้าหวามากินข้าวด้วยกันซะเลย
เสิ่นเส้าหวามีข้อมูลมือหนึ่งและรูปถ่ายอยู่ในมือ น่าจะพอช่วยเหลือเหอจื้อหย่วนได้บ้าง
อีกอย่าง หนังสือพิมพ์เจียโจวเดลี่ก็จัดพื้นที่หน้าหนึ่งให้เขา อิทธิพลแผ่ขยายไปไกลถึงเมืองหลวง จนแม้แต่นิตยสารการทำอาหารจีนยังเจาะจงให้เหอจื้อหย่วนมาขอต้นฉบับ มาหาโจวเยี่ยนแห่งเจียโจวคนนี้โดยเฉพาะ
คำว่าชื่อเสียงและผลประโยชน์ มักจะเป็นของคู่กันเสมอ
มีกี่คนที่ยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อชื่อเสียงแต่ก็ไม่ได้มา และในหลาย ๆ ครั้ง ชื่อเสียงก็สามารถเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ได้
ดังนั้นวันนี้โจวเยี่ยนจึงจงใจเชิญเสิ่นเส้าหวามาโดยเฉพาะ เชิญเขามากินมื้อเที่ยงด้วยกัน แล้วตอนบ่ายค่อยจิบชาพูดคุยกันต่อ
นี่คือสหายที่ทำงานสายข่าวเชียวนะ มีคนตั้งเท่าไหร่ที่พยายามแทรกตัวเข้าไปหา อยากจะโผล่หน้าออกกล้องสักครั้ง
ปีนี้โจวเยี่ยนเพิ่งจะอายุยี่สิบ ทำไมบริษัทบริการอาหารและเครื่องดื่มถึงให้เขาเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมบริการอาหารและเครื่องดื่มขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ล่ะ? ก็เป็นเพราะในช่วงปีที่ผ่านมา เขาได้ปรากฏตัวบนหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารระดับต่าง ๆ บ่อยครั้ง และมีอิทธิพลค่อนข้างมากไม่ใช่หรือไง
ในฐานะอดีตบล็อกเกอร์อาหาร เซนส์เรื่องพวกนี้เขามีอยู่แล้ว
เสิ่นเส้าหวาจอดรถเสร็จ ก็เดินเข้าไปทักทายหลี่ซูเย่ “คุณลุงหลี่ ยังจำผมได้ไหมครับ? ปีก่อนผมยังเคยสัมภาษณ์คุณลุงอยู่เลย”
หลี่ซูเย่พยักหน้า “จำได้สิ เสี่ยวเสิ่นใช่มั้ยล่ะ บทความที่เธอสัมภาษณ์ฉัน ฉันยังเก็บไว้ในลิ้นชักอยู่เลย เขียนได้ดีมากนะ”
เอาเถอะ สรุปคือรู้จักกันไปมาระหว่างกลุ่มจริง ๆ ด้วย คุยกันแค่สองสามประโยคก็สนิทสนมกันทันที
“กริ๊ง ๆ~~” เสียงออดเลิกงานของโรงงานทอผ้าดังขึ้น
โจวเยี่ยนยิ้มเชื้อเชิญ “ทุกท่านเข้าไปนั่งข้างในกันเถอะครับ เดี๋ยวพอคนงานเลิกงานออกมา ที่นั่งจะเต็มเอาซะก่อน”
“ได้เลย!”
ทุกคนขานรับ
เหอจื้อหย่วนช่วยเข็นวีลแชร์ของหลี่ซูเย่เข้าไปในร้านอาหาร ไปนั่งตรงมุมที่โจวเยี่ยนจัดไว้ให้ เขามองซ้ายมองขวา “เปลี่ยนไปจากตอนที่มาคราวที่แล้วเยอะเลยนะ พื้นที่ร้านขยายกว้างขึ้นเท่านึงเลย ส่วนเมนูนี่... โห! มีเมนูใหม่เพิ่มมาตั้งเยอะแยะ!”
“ผมจัดเมนูไว้ให้พวกคุณแล้วครับ อาหารจานเย็นมีหัวหมูพะโล้กับเนื้อเงาโคมไฟ อาหารเรียกน้ำย่อยเป็นเป็ดรมควันใบชา เมนูนึ่งเป็นหมูสามชั้นนึ่งผักกาดดอง เมนูผัดเป็นไก่ผัดพิทักษ์วัง เมนูเด็ดปิดท้ายเป็นปลาไนผัดแห้ง ส่วนของหวานเป็นสาลี่ยัดไส้แปดเซียน” โจวเยี่ยนร่ายเมนูให้ฟัง แล้วหันไปบอกเหอจื้อหย่วน “บรรณาธิการเหอ คุณสั่งเมนูทานกับข้าวที่คุณอยากลองชิมเพิ่มอีกสักสองอย่างสิครับ จะได้ครบเก้าอย่างพอดี”
เหอจื้อหย่วนคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พวกเรามากันแค่หกคน อาหารเจ็ดอย่างนี่ก็น่าจะพอแล้วล่ะ อลังการมากแล้ว”
“ใช่ กินไม่หวาดไม่ไหวแล้ว” เซียวเจิ้งเจ๋อพยักหน้าเห็นด้วย มองโจวเยี่ยนแล้วบอก “เสี่ยวโจว เธอจัดชุดใหญ่เกินไปแล้ว ยกมาแต่เมนูจัดโต๊ะจีนทั้งนั้น พวกเราจะไปกล้ารับไว้ได้ยังไงล่ะ”
“นาน ๆ ทีจะได้เชิญพวกคุณมารวมตัวกัน ร้านผมยุ่งมาก ไม่มีเวลามานั่งกินด้วยช้า ๆ แต่ยังไงก็ต้องให้พวกคุณกินให้อิ่มหนำสำราญที่สุดครับ” โจวเยี่ยนมองเหอจื้อหย่วนแล้วยิ้มบอก “บรรณาธิการเหอ คุณคิดให้ดี ๆ นะครับ กว่าจะมาคราวหน้าก็อาจจะต้องรอไปอีกหลายเดือนเลยนะ”
“งั้นผมขอสั่งต้มเลือดหมูไส้ใหญ่เพิ่มอีกอย่างแล้วกัน ผมอยากจะลองชิมดูจริง ๆ ว่าต้มเลือดหมูไส้ใหญ่ฝีมือคุณรสชาติจะเป็นยังไง” เหอจื้อหย่วนตัดสินใจ
หลี่ซูเย่เอ่ยขึ้นมา “งั้นก็สั่งกุนเชียงสองไฟมาอีกอย่างสิ เมื่อกี้เสี่ยวเหอบอกว่าอยากกินกุนเชียงฝีมืออิ้งชิวนี่นา กุนเชียงที่โจวเยี่ยนทำก็ใช้สูตรของอิ้งชิวนั่นแหละ”
“จริงเหรอครับ! งั้นผมต้องขอลองชิมหน่อยแล้วล่ะ” เหอจื้อหย่วนตาเป็นประกาย
โจวเยี่ยนพยักหน้า “ได้ครับ งั้นตกลงเมนูตามนี้นะครับ เดี๋ยวพวกคุณค่อย ๆ กิน ค่อย ๆ คุยกันไปก่อน ตอนบ่ายผมค่อยมาจิบชาเป็นเพื่อน”
“มาซูจีทีไรก็ได้ลาภปากทุกที ดูท่าวันนี้ก็ไม่เว้นเหมือนกัน” เสิ่นเส้าหวาปลดกระเป๋ากล้องวางไว้ข้างตัว หัวเราะบอก “บ่ายนี้ผมก็มีสัมภาษณ์จะคุยกับโจวเยี่ยนเหมือนกันนะ”
“สัมภาษณ์อีกแล้วเหรอครับ?” โจวเยี่ยนได้ยินก็แอบแปลกใจ
“ไม่เป็นไร รอให้คุณยุ่งช่วงเที่ยงเสร็จก่อนค่อยว่ากัน ลูกค้ามากันแล้วนู่น” เสิ่นเส้าหวายิ้มบอก
คนงานโรงงานทอผ้าเริ่มทยอยกันเข้ามาในร้าน นั่งลงและเริ่มสั่งอาหาร
“ได้ครับ งั้นตอนบ่ายค่อยคุยกันนะครับ” โจวเยี่ยนรับคำ รับบิลล็อตแรกที่คุณน้าจ้าวรับออเดอร์มา แล้วรีบจ้ำอ้าวเข้าไปในครัว
ส่วนพวกเหอจื้อหย่วนก็นั่งคุยเล่นกันไป