- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 685 ขายดีจนพ่อต้องหลั่งน้ำตา!
บทที่ 685 ขายดีจนพ่อต้องหลั่งน้ำตา!
บทที่ 685 ขายดีจนพ่อต้องหลั่งน้ำตา!
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ตอนแรกเขายังแอบกังวลว่าพอเจิงอันหรงมาอยู่ที่ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาแล้วต้องอุดอู้ในร้านทุกวันจะเบื่อจนเฉาตายไปซะก่อน
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าความกังวลของเขาจะสูญเปล่า เธอเริ่มออกสำรวจซูจี และค้นพบความสนใจใหม่ ๆ แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังบังเอิญเจอคนที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กันอีกต่างหาก
โจวเยี่ยนยัดใบสั่งของใส่กระเป๋า แล้วออกไปวิ่งออกกำลังกาย กะว่าเดี๋ยวจะวิ่งไปที่บ้านจางเหล่าซาน เพื่อให้เขาเอาเนื้อมาส่งให้ในเช้าวันพรุ่งนี้
“นี่ พรุ่งนี้เสี่ยวเจิงจะไปเดตที่ห้องสมุดกับเว่ยกั๋วด้วยแหละ” จ้าวเถี่ยอิงกระซิบกับโจวเหมี่ยว
“เห็นบอกว่าจะไปอ่านหนังสือนี่นา?” โจวเหมี่ยวพูด
“ฉันถามหน่อยเถอะ เว่ยกั๋วเคยชวนผู้หญิงคนอื่นไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดเมื่อไหร่กัน? ทำไมถึงต้องเป็นเสี่ยวเจิงด้วยล่ะ?” จ้าวเถี่ยอิงถามยิ้ม ๆ
โจวเหมี่ยวคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า “ก็จริงนะ เมื่อปีก่อน ๆ ตอนที่แม่ให้คนจัดคิวดูตัวให้ เขาน่ะต่อต้านสุด ๆ แค่หน้าผู้หญิงยังไม่ยอมไปเจอเลย นับประสาอะไรกับการเป็นฝ่ายชวนผู้หญิงไปเจอก่อน”
“ใช่ไหมล่ะ ต่อให้ชวนไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เลยนะ” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มบอก “ในที่สุดก้อนหินที่แข็งที่สุดของบ้านสกุลโจวก็เริ่มจะรู้จักความรักกับเขาบ้างแล้ว”
“จะรอดไหมเนี่ย? เสี่ยวเจิงเพิ่งยี่สิบหกเองนะ แต่เว่ยกั๋วปีนี้ปาไปสามสิบห้าแล้ว” โจวเหมี่ยวแอบกังวล “กว่าเขาจะยอมเป็นฝ่ายรุกสักที ถ้าโดนปฏิเสธขึ้นมา จะไม่เสียใจแย่เหรอ?”
“สามสิบห้าแล้วไง เว่ยกั๋วตอนนี้เป็นถึงหัวหน้าฝ่ายกำลังพลเมืองซูจี เป็นข้าราชการเต็มตัว แถมยังมีเงินเบี้ยเลี้ยง แม่สื่อที่มาแนะนำคู่ให้เขาตอนนี้ ก็มีแต่สาว ๆ วัยยี่สิบต้น ๆ ทั้งนั้น” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มบอก “เขาสองคนเพิ่งจะเริ่มทำความรู้จักกันเอง คุณก็มานั่งกังวลซะแล้วว่าจะรอดไม่รอด เสี่ยวเจิงเป็นเด็กดี จะลงเอยกันได้ไหม คบเป็นเพื่อนไว้ก็ยังดี อย่างน้อยก็ให้เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการเข้าหาผู้หญิงบ้างไง”
“มีเหตุผล” โจวเหมี่ยวพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “หลายปีมานี้ถึงแม่จะไม่พูด แต่ในใจคงร้อนรนน่าดู”
“ถ้าเรื่องนี้สำเร็จ ลำดับญาติคงวุ่นวายน่าดู โจวเยี่ยนเพิ่งบอกว่าจะรับเสี่ยวเจิงเป็นลูกศิษย์ไม่ใช่เหรอ”
“ก็แยกกันเรียกไปสิ...”
ทั้งสองคนกระซิบกระซาบปรึกษากัน รอยยิ้มบนใบหน้าปิดไว้ไม่อยู่เลย
เจิงอันหรงวางหนังสือลง เหมือนจะรู้สึกตัว จึงหันมามองทั้งสองคน
คนนึงก้มหน้าแทะเมล็ดแตงโม อีกคนกำลังยุ่งอยู่กับการเช็ดเคาน์เตอร์
เธอก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ ในหัวไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่ ปากกาในมือลากเส้นไปมาอย่างไม่รู้ตัว พอเพ่งมองดี ๆ ตรงกลางสมุดมีชื่อเขียนโย้เย้ไว้ชื่อหนึ่ง——โจวเว่ยกั๋ว
เจิงอันหรงหน้าแดงก่ำ จิตใต้สำนึกสั่งให้เอาปากกาขีดฆ่าชื่อนั้นทิ้ง แต่ก็ไม่รู้นึกอะไรขึ้นมาได้ มือที่ถือปากกาชะงักไป แล้วเปลี่ยนเป็นพลิกสมุดไปหน้าใหม่แทน
พ่อของเธอเคยบอกไว้ว่า การขีดฆ่าชื่อทิ้งเป็นเรื่องไม่เป็นมงคล
โจวเว่ยกั๋วเป็นสหายที่ดี ปกป้องบ้านเมือง (เป่าเจียเว่ยกั๋ว) ชื่อที่คุณย่าตั้งให้เขาในตอนนั้นไม่ค่อยเหมือนกับพี่ชายคนอื่น ๆ ซึ่งเขาก็ทำได้ตามชื่อจริง ๆ
เขาคือวีรบุรุษ
มุมปากของเจิงอันหรงยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อไป
...
ร้านอาหารเฟยเยี่ยน
“โธ่เอ๊ย! ขาดทุนย่อยยับแล้ว! ขาดทุนย่อยยับเลย!”
หวงเฮ่อนั่งตบต้นขาอยู่หลังเคาน์เตอร์ ร้องโอดครวญ สีหน้าแฝงไปด้วยความหดหู่ใจ
“ไม่ต้องมาโวยวายหรอก เป็นอะไรไปล่ะ? พะโล้ของอิงอิงขายเป็นยังไงบ้าง? ขายไม่ออกเหรอ?” จ้าวซูหลานมองค้อนเขาแวบหนึ่ง วางลูกคิดไว้ข้าง ๆ แล้วมองเขาพลางถาม
“ไม่ใช่ขายไม่ออก แต่ขายดีเกินไปต่างหากล่ะ” หวงเฮ่อถอนหายใจ “หัวหมูยี่สิบจิน เนื้อวัวสิบจิน ขาหมูสิบขา ไส้ใหญ่สองพวง พะโล้เจอีกสามสิบจิน ฟ้ายังไม่ทันมืดก็ขายหมดเกลี้ยง ไม่เหลือเลยสักนิด”
“เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ? เมื่อวานฉันยังบ่นอยู่เลยว่าเธอรับของมาเยอะไป” จ้าวซูหลานได้ยินก็ตาเป็นประกาย รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า “ลูกสาวฉัน เกิดมาเพื่อเป็นแม่ค้าจริง ๆ”
หวงเฮ่อพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “อิงอิงน่ะเกิดมาเพื่อทำธุรกิจจริง ๆ คุณไม่รู้หรอกว่าเธอช่างพูดช่างเจรจาแค่ไหน ผู้ชายก็เรียกพี่ชาย ผู้หญิงก็เรียกพี่สาว เด็ก ๆ ก็เรียกเด็กดี ปากหวาน บนใบหน้าก็มีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอดเวลา น่าเอ็นดูสุด ๆ ไปเลย
แถมเธอยังหูตาไวมาก เลือกคนให้ชิมฟรีได้ผลชะงัดเลย คนที่ได้ชิมเกือบครึ่งล้วนยอมควักเงินซื้อกันทั้งนั้น”
“อิงอิงเก่งขนาดนี้ แล้วคุณจะมาร้องห่มร้องไห้ทำไมเนี่ย?” จ้าวซูหลานเบ้ปาก “ทำเอาฉันตกใจหมด”
“ก็เพราะอิงอิงเก่งขนาดนี้นี่แหละ ตอนแรกกะจะให้เธอมาสืบทอดร้านอาหารเฟยเยี่ยน ขยายกิจการให้ใหญ่โต ผมจะได้รีบเกษียณไปนั่งเล่นที่โรงน้ำชาไว ๆ” หวงเฮ่อกางมือทั้งสองข้างออก สีหน้าหดหู่ใจ “แต่ตอนนี้สิ เธอกลายเป็นคนของโจวเยี่ยนไปซะแล้ว โจวเยี่ยนเลยได้กลายเป็นเถ้าแก่แบบเสือนอนกิน ทายาทที่ผมอุตส่าห์ฟูมฟักมาตั้งสิบแปดปีบินหนีไปซะแล้ว”
“คุณนี่ก็ฝันหวานไปได้ ธุรกิจร้านอาหารมันยุ่งยากกว่าร้านพะโล้ตั้งเยอะ ทั้งต้องคุมรสชาติให้คงที่ ทั้งต้องมีเส้นสายเข้าสังคม แถมยังต้องคุมพ่อครัวในครัวให้อยู่มืออีก หวงอิงอายุแค่นี้ ยังไงก็สืบทอดงานของคุณไม่ได้หรอก” จ้าวซูหลานพูดยิ้ม ๆ “ฉันกลับมองว่าแบบนี้ก็ดีออก คุณดูสิช่วงนี้เธอมีไฟแค่ไหน ตอนทำงานที่ร้านเรายังไม่มีความกระตือรือร้นขนาดนี้เลย”
“คุณพูดก็ถูก ทำงานกับโจวเยี่ยนก็คงได้เรียนรู้อะไรเยอะจริง ๆ นั่นแหละ” หวงเฮ่อพยักหน้า พูดด้วยความรู้สึกปลื้มปีติ “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย ตั้งแต่ไปกินข้าวที่ร้านโจวเยี่ยนคราวนั้น ทั้งหวงปิงกับอิงอิงก็เปลี่ยนไปเยอะมาก
คุณดูหวงปิงตอนนี้สิ เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย ตอนนี้ตั้งหน้าตั้งตาขายพะโล้ทุกวัน กลางคืนก็ไม่หนีไปเที่ยวเตร่ที่ไหนแล้ว ขอบตาดำ ๆ ก็หายไป ดูมีชีวิตชีวาขึ้น แถมยังมานั่งเล่นหมากรุกกับผมตั้งสองกระดานแน่ะ
อิงอิงเวลาแค่ไม่กี่เดือนก็ผอมลงไปตั้งหลายสิบจิน ดูสดใสขึ้นเป็นกอง ใครจะไปคิดล่ะว่าเมื่อสามเดือนก่อน เด็กผู้หญิงที่ยังแบมือขอค่าขนมอยู่เลย ตอนนี้มีบ้านเป็นของตัวเอง แถมยังได้เป็นเถ้าแก่แล้วด้วย”
“พอได้อยู่ใกล้คนเก่ง ๆ จิตใต้สำนึกก็จะเรียนรู้และทำตามไงล่ะ ถึงได้มีคำกล่าวที่ว่า คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผลไง” จ้าวซูหลานหัวเราะ “แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว คุณก็ควรจะก้มกราบขอบคุณโจวเยี่ยนสักทีแล้วนะ”
“เรื่องก้มกราบข้ามไปเถอะน่า ลำดับญาติมันต่างกัน” หวงเฮ่อโบกมือ “แต่คุณพูดถูก ปีใหม่นี้พวกเราก็แวะไปสวัสดีปีใหม่ที่บ้านเขาสักหน่อยก็ดี หิ้วของไปฝากคุณน้าจางสักหน่อย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย อาศัยพะโล้ของโจวเยี่ยน ธุรกิจของเราในช่วงสามเดือนนี้ก็กระเตื้องขึ้นมาเยอะเลย ลูกค้าเก่า ๆ ก็กลับมากันตั้งเยอะ”
จ้าวซูหลานพยักหน้าเห็นด้วย “ไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ น่ะถูกต้องแล้ว ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นเลย เนื้อวัวพะโล้ตอนนี้กลายเป็นเมนูเด็ดของร้านเราไปแล้ว ถึงตอนที่โจวเยี่ยนย้ายร้านมาเปิดที่เจียโจว หวังว่าเขาจะยังยอมให้เราขายเนื้อวัวพะโล้ของเขาอยู่นะ ไม่งั้นลูกค้าคงหนีไปเยอะแน่”
...
ตอนแรกเหยียนเกอคิดว่าต้องรอถึงพรุ่งนี้เช้าถึงจะโดนสวด ไม่คิดเลยว่าเหมยซิ่วจะรอข้ามคืนไม่ไหว
พอกลับมาถึงภัตตาคารว่านซิ่ว ในครัวเพิ่งจะยุ่งเสร็จ พวกหัวหน้าพ่อครัวเพิ่งจะเก็บมีดทำครัวเสร็จ ก็โดนเหมยซิ่วที่ทำหน้าตึงเรียกตัวไปประชุมที่ห้องทำงานซะแล้ว
“อาจารย์เหยียน เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ? ทำไมเถ้าแก่ถึงหน้าบึ้งขนาดนั้น?”
“พวกอาจารย์ไปสืบดูร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาไม่ใช่เหรอครับ? ร้านนั้นเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
ทุกคนเริ่มสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ไม่ค่อยดี จึงเดินรั้งท้าย แล้วดึงตัวเหยียนเกอมากระซิบถามก่อน
เหยียนเกอยิ้มขื่นตอบ “ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาเป็นร้านของโจวเยี่ยนน่ะสิ ไม่ใช่แค่มีเป็ดรมควันใบชาขึ้นโต๊ะนะ แต่ยังมีเนื้อเงาโคมไฟด้วย แถมยังทำอร่อยกว่าร้านเราอีก”
“นี่... จะเป็นไปได้ยังไง!”
พวกพ่อครัวได้ยินก็แตกตื่นกันทันที เบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ
คราวก่อนที่โจวเยี่ยนมาทำโต๊ะจีนที่ภัตตาคารว่านซิ่ว เอาโต๊ะจีนหนึ่งโต๊ะแลกกับทีวีสีเครื่องใหญ่ไป เรื่องนี้ดังกระฉ่อนไปทั่ววงการพ่อครัวเจียโจว แม้แต่พ่อครัวฝั่งเฉิงตูก็ยังเคยได้ยิน
โจวเยี่ยนได้หน้าไปเต็ม ๆ ส่วนภัตตาคารว่านซิ่วกลับกลายเป็นแค่ฉากหลัง โดนคนในวงการหัวเราะเยาะว่านักธุรกิจฮ่องกงอุตส่าห์ให้โอกาสแล้วแต่กลับทำไม่ได้เรื่องเอง
ในฐานะตัวแทนศิษย์รุ่นที่สี่ของสำนักข่ง โจวเยี่ยนได้กลายมาเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของพวกพ่อครัวในภัตตาคารว่านซิ่วอย่างชัดเจนแล้ว
ไม่คิดเลยว่าร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาที่เพิ่งจะข่มภัตตาคารว่านซิ่วไปเมื่อไม่กี่วันก่อน จะเป็นร้านที่โจวเยี่ยนเปิดเอง
ให้ตายเถอะ โดนตบหน้าซ้ำสองเลยนี่หว่า!
“โจวเยี่ยนไม่ใช่คนของสำนักข่งเหรอ? เขาทำเป็ดรมควันใบชาเป็นได้ยังไง?”
“นั่นสิ! ต่อให้เป็นพ่อครัวที่ออกมาจากร้านหรงเล่อหยวน คนที่จะทำเนื้อเงาโคมไฟออกมาได้ระดับอาจารย์เหยียนก็มีน้อยยิ่งกว่าน้อย โจวเยี่ยนจะทำออกมาได้ยังไง?”
พวกพ่อครัวทำหน้าไม่เชื่อเด็ดขาด
เหยียนเกอถอนหายใจ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เขาก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เสียดายที่ความเป็นจริงตบหน้าเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตบจนหน้าเขาแทบจะบวมปูดอยู่แล้ว
ถ้าเป็นไปได้ เขาขอให้เรื่องนี้เป็นแค่ฝันร้าย พอลืมตาตื่นขึ้นมา ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
พวกหัวหน้าพ่อครัวเดินเข้าไปในห้องทำงานที่สว่างไสว บนโต๊ะทำงานมีจานกระเบื้องสีขาวสองใบวางอยู่ จานหนึ่งคือเนื้อเงาโคมไฟ ส่วนอีกจานคือเป็ดรมควันใบชาสีแดงทองครึ่งตัว
พวกพ่อครัวที่ตอนแรกยังคุยกันเสียงขรม ก็พากันเงียบกริบไปในพริบตา
ทุกคนมองอาหารสองอย่างบนโต๊ะ สีหน้าเริ่มดูซับซ้อนขึ้นมา
เนื้อเงาโคมไฟที่ถูกหั่นเป็นชิ้นยาวสี่เหลี่ยมผืนผ้าบางเฉียบราวกับกระดาษ เปล่งประกายสีแดงมันวาว มีงาประดับอยู่ประปราย แต่ละชิ้นแข็งเป็นทรงสวยงาม พอจัดวางอยู่ในจาน รูปร่างหน้าตาดูสวยกว่าของภัตตาคารว่านซิ่วไปอีกขั้น
เป็ดรมควันใบชาครึ่งตัว ก็ถูกนำมาจัดจานใหม่แล้วเหมือนกัน หนังเป็ดสีแดงทอง มองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่ากรอบ กลิ่นหอมเฉพาะตัวของเป็ดรมควันใบชาโชยมาเตะจมูก สีสันแทบจะไม่ต่างจากของร้านหรงเล่อหยวนเลย
พวกเขาล้วนเป็นพ่อครัวที่ออกมาจากร้านหรงเล่อหยวน มองแวบเดียวก็รู้ว่าเนื้อเงาโคมไฟกับเป็ดรมควันใบชานี้ไม่ธรรมดา ลำพังแค่ดูจากหน้าตา ก็ถึงระดับขึ้นโต๊ะจีนของร้านหรงเล่อหยวนได้แล้ว
ในขณะที่เนื้อเงาโคมไฟกับเป็ดรมควันใบชาของภัตตาคารว่านซิ่วของพวกเขา กลับกลายเป็นแค่แบบลดทอนคุณภาพลงมาเท่านั้น
“นี่คือเป็ดรมควันใบชากับเนื้อเงาโคมไฟที่ฉันห่อกลับมาจากร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา โจวเยี่ยนบอกว่าเขาแค่ลองหัดทำงู ๆ ปลา ๆ มาจากตำราอาหาร” เหมยซิ่วหยิบกระบอกตะเกียบมาตบปังลงบนโต๊ะ มองพวกพ่อครัวแล้วพูดว่า “พวกอาจารย์ทุกท่านล้วนเป็นคนที่ออกมาจากร้านหรงเล่อหยวน ลองชิมดูสิคะว่ารสมือคนหัดทำงู ๆ ปลา ๆ อย่างโจวเยี่ยนเป็นยังไง”
เสียงตบโต๊ะปัง ดังราวกับเสียงเคาะไม้เรียกสติของศาล ทำเอาตับไตไส้พุงของพวกพ่อครัวสั่นสะท้านไปด้วย มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เหมยซิ่วปีนี้อายุสามสิบต้น ๆ แต่รัศมีเถ้าแก่เนี้ยแผ่ซ่านทรงพลังมาก แม้แต่เหยียนเกอเวลาอยู่ต่อหน้าเธอหลาย ๆ ครั้งก็ยังอดเกร็งไม่ได้
“ลองชิมกันดูเถอะ” เหยียนเกอเอ่ยปาก “เดี๋ยวจะได้รู้ว่าต้องกลับไปทบทวนตัวเองยังไง ต้องปรับปรุงแก้ไขตรงไหน”
พวกพ่อครัวหยิบตะเกียบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เริ่มชิมจากเนื้อเงาโคมไฟก่อน
กร๊อบ!