- หน้าแรก
- เป่ายิ้งฉุบหน้ากระจก : กติกามรณะตอนเที่ยงคืน
- บทที่ 209: เริ่มแล้วเหรอ? เปล่า... จบแล้วต่างหาก
บทที่ 209: เริ่มแล้วเหรอ? เปล่า... จบแล้วต่างหาก
บทที่ 209: เริ่มแล้วเหรอ? เปล่า... จบแล้วต่างหาก
บทที่ 209: เริ่มแล้วเหรอ? เปล่า... จบแล้วต่างหาก
“ถ้าหลานต้องไปที่ชายแดน ยายคงต้องดำเนินเรื่องขออนุญาตผ่านทางเป็นกรณีพิเศษให้ด้วย”
เมื่อเห็นข้อความจาก เจิ้งจิ่วฮั่ว ทั้ง เซี่ยอี้จื่อ และอีกสองคนต่างก็ลอบตระหนกอยู่ในใจ
ดูท่าสถานการณ์จะคับขันมากจริงๆ เจิ้งจิ่วฮั่วอาศัยอำนาจด่วนถูกสั่งย้ายตัวไปทันทีโดยไม่มีเวลาแม้แต่จะเตรียมตัว
เรื่องชายแดนมณฑลอวิ๋นหนาน นอกจากปัญหาของ พ่อมดผี แล้ว พวกเขาก็นึกไม่ออกเลยว่าจะมีเรื่องอะไรที่มีผลกระทบใหญ่หลวงได้ขนาดนี้อีก
“สุดท้าย... เราก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้ากับมันสินะ”
เหยียนสวี่ ถอนหายใจ
การฟื้นคืนชีพของพ่อมดผีเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลาล่วงเลยมาสามสิบปีแล้ว และมีเพียงพลังที่เหลืออยู่ของวิชา เบญจสายฟ้า ของท่านนักพรต หลิงเฟิง เท่านั้นที่สะกดมันไว้
มันยื้อมาได้นานหลายปีขนาดนี้ ถ้ามันไม่ออกมาตอนนี้สิถึงจะแปลก
“เอาไว้โทรกลับหลังแข่งเสร็จเถอะครับ ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว”
อี้เฟิง พูดอย่างรีบร้อน
ตอนนี้เวลา 13:50 น. แล้ว ถ้าขืนมัวแต่โทรคุยตอนนี้ พวกเขาคงไปแข่งไม่ทันแน่ๆ
ในขณะเดียวกัน หลี่ฉีหลาน ก็นั่งกระสับกระส่ายพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ แอบสงสัยในใจว่าเจ้าหลานชายตัวดีจะนอนเพลินจนลืมตื่นหรือเปล่า นี่มันเกือบบ่ายสองแล้วนะ!
อีเวนต์ลงเดิมพันข้างนอกของเธอ! ถ้าหยุดอยู่แค่ท็อปโฟร์แล้วไม่มีอันดับ อย่างมากเธอก็แค่เท่าทุน แต่เธอจะไม่ได้กำไรโว้ย!
นอกจากเซี่ยอี้จื่อแล้ว ผู้ใช้กู่อีกสามคนได้ขึ้นไปสแตนด์บายบนเวทีเรียบร้อยแล้ว
“คนจากหมู่บ้านตระกูลไป๋ยังไม่มาอีกเหรอ? เขาคงไม่มาสายหรอกนะ?” หวังเยว่ ถามขึ้น
“มาสายก็ปรับแพ้สิ ฉันล่ะหวังให้เขามาสายจริงๆ นายก็เห็นตอนเช้าแล้วนี่ ‘กู่กินวิญญาณ’ โผล่มาแบบนั้น ใครจะไปเล่นด้วยไหว?” อู๋เหยา ตอบกลับ
ตอนนี้ในสายตาของพวกเขา ระดับความอันตรายของเซี่ยอี้จื่อนั้นไม่ด้อยไปกว่าหลัวอิงเลยสักนิด
ถ้าเซี่ยอี้จื่อมาไม่ทันและโดนตัดสิทธิ์ มันก็เหมือนลาภลอยตกใส่หัวพวกเขาชัดๆ
“ไม่เป็นไรหรอก รอบนี้เป็นแบบตะลุมบอน”
“เดี๋ยวถ้าสถานการณ์ไม่ดี เราแอบร่วมมือกันเงียบๆ ก็ได้”
“ยังไงซะ เราต้องเขี่ยไม่เซี่ยอี้จื่อก็หลัวอิงออกไปก่อนหนึ่งคน ถึงจะมีลุ้น”
“และการแข่งรอบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการต่อสู้เพียวๆ เรายังมีโอกาสอยู่” หวังเยว่กระซิบเสียงเบา
การแข่งตะลุมบอนรอบท็อปโฟร์นั้นต่างจากรอบร้อยคนตอนเช้า
รอบแรกคือการสู้จนกว่าจะเหลือคนสุดท้ายที่ยืนอยู่บนเวที
แต่กติกาในรอบนี้คือ เมื่อเริ่มการแข่งขัน กรรมการจะปล่อยกู่เรืองแสงสี่ตัวที่มีสีและขนาดต่างกันออกมา
คุณสมบัติพิเศษของกู่พวกนี้คือ... มันบินได้! และบินเร็วมาก ยิ่งตัวเล็กยิ่งเร็วสปีดนรก
กู่ทั้งสี่มีสี: แดง, น้ำเงิน, เหลือง และเขียว กู่เรืองแสงสีแดง คือตัวที่เล็กที่สุดและเร็วที่สุด ตามมาด้วยน้ำเงิน เหลือง และเขียว
ใครที่จับกู่สีแดงได้ก่อนจะชนะเข้ารอบชิงชนะเลิศทันที
อันดับสองและสาม (น้ำเงินและเหลือง) จะต้องอยู่ดวลตัวต่อตัวกันต่อ ส่วนอันดับสี่ที่จับได้กู่สีเขียว จะได้รับรางวัลเป็นแอปเปิ้ลสองลัง ลูกแพร์หนึ่งลัง... และเงินสดสามหมื่นหยวนกลับบ้านไป
กู่เรืองแสงพวกนี้จะบินวนอยู่ตลอดเวลา แต่จะไม่บินออกนอกขอบเขตสนามประลอง
“อย่างที่ทุกคนทราบกันดี แมตช์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้มักจะเป็นแมตช์ที่ผู้ชมรอคอยมากที่สุดในรอบปี”
“เพราะมีไฮไลท์ให้ชมเพียบ!”
“ผู้เข้าแข่งขันไม่ได้มีหน้าที่แค่ขัดขวางคนอื่นไม่ให้จับกู่ได้เท่านั้น แต่ต้องหาวิธีจับพวกมันให้ได้ด้วยตัวเองด้วย”
“ในระหว่างนี้ จะมีการปะทะกัน การไล่ล่าที่โชว์ทั้งวิชากู่และอิทธิฤทธิ์สารพัดรูปแบบ”
พิธีกรทั้งสองกล่าว ตอนนี้เวลา 13:59 น. แล้ว หลังจากส่งยิ้มให้กันพวกเขาก็พูดต่อ “การแข่งขันกำลังจะเริ่มขึ้น หากผู้เข้าแข่งขันมาไม่ถึงก่อนเริ่มงาน จะถือว่าสละสิทธิ์โดยอัตโนมัติ”
ครืนนนนน—!!
สิ้นเสียงพูด เงาร่างของเซี่ยอี้จื่อก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศในโซนพักคอยราวกับเสกได้ และรีบวิ่งหน้าตั้งขึ้นไปบนเวที
“มาแล้วครับ! มาแล้ว!”
เซี่ยอี้จื่อพูดพลางหอบแฮกๆ
เสี่ยวไป๋ทำหน้ามุ่ยอยู่ในกระเป๋า “พี่ชาย จะหอบทำไมเนี่ย? ทำเหมือนพี่เป็นคนเดินทางมาเองอย่างนั้นแหละ...”
ถ้าเสี่ยวไป๋รู้ว่าตัวเองจะโดนลดระดับกลายเป็น ‘สกิลเคลื่อนที่เร็ว’ แบบนี้ นางคงปล่อยให้พลัง อาณาจักรผี มันเน่าคาสนามไปเลยดีกว่า
ตั้งแต่เซี่ยอี้จื่อลองใช้วิธีเปิดอาณาจักรผีแบบใหม่เพื่อวาร์ปมาเนี่ย เขาก็ไม่เคยคิดจะเดินเองอีกเลย
“เอาละครับ เราจะเห็นได้ว่าผู้เข้าแข่งขันทั้งสี่ท่านเดินทางมาถึงสนามประลองภายในเวลาที่กำหนดเรียบร้อยแล้ว”
“ในหนังมักจะบอกว่าพระเอกตัวจริงต้องโผล่มาตอนสุดท้ายเสมอ ผมล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าคุณเซี่ยอี้จื่อจากหมู่บ้านตระกูลไป๋ จะโชว์ผลงานได้น่าประทับใจแค่ไหน? ฮ่าๆ เรามาคอยชมกันครับ”
พิธีกรหยอดมุกตลกตามสไตล์
จังหวะนั้นเอง อี้เฟิงและเหยียนสวี่ก็วิ่งตามมาถึงด้วยสภาพลิ้นห้อยและหมดสภาพสุดขีด
“ทัน... ทันจนได้”
อี้เฟิงเหงื่อท่วมตัว เขาควักพัดลมไฟฟ้ามือถือออกมาจ่อหน้าพลางหอบหายใจอย่างหนัก
เหยียนสวี่ที่มีพื้นฐานวิชาติดตัวจึงดูดีกว่าอี้เฟิงหน่อย แต่เขาก็เหนื่อยล้าไม่แพ้กัน
“เมื่อกี้พ่อทูนหัวก็ดูฉลาดดีนะ ที่ให้เสี่ยวไป๋เปิดอาณาจักรผีวาร์ปมา แล้วทำไมไม่พกพวกหลานมาด้วยล่ะจ๊ะ?”
หลี่ฉีหลานถามด้วยความสงสัย
เสี่ยวไป๋เปิดอาณาจักรผีวาร์ปมาน่ะ คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เธอน่ะมองออกอยู่แล้ว
อี้เฟิงและเหยียนสวี่หันมามองหน้ากันด้วยความว่างเปล่า: “...”
เออ... นั่นดิ
ทำไมเสี่ยวไป๋ไม่วาร์ปพวกเขาสองคนมาด้วยวะ? ต้องมาวิ่งให้ขาสั่นทำไมเนี่ย?
อาณาจักรผีของเสี่ยวไป๋กว้างตั้งขนาดนั้น พกพวกเขามาเพิ่มอีกสองคนก็ไม่น่าจะหนักอะไร
เมื่อก่อนในตึกเยว่ไถ เสี่ยวไป๋ยังเคยวาร์ปพวกเขาทั้งกลุ่มจากชั้น 1 ไปชั้น 21 ได้ในพริบตาเลย
“พวกเรา... รักการออกกำลังกายน่ะครับ ตื่นมาเลยอยากยืดเส้นยืดสายหน่อย” อี้เฟิงตอบพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ
ทว่า สีหน้าเอือมระอาของหลี่ฉีหลานก็บอกชัดเจนว่าเธอไม่เชื่อสักนิด
เหง่งงงงง—!!!
เสียงฆ้องดังสนั่น กู่เรืองแสงสี่ตัวถูกปล่อยออกมาจากกล่องเหล็ก
แม้จะอยู่ท่ามกลางแสงแดดจัด แต่พวกมันก็แผ่รัศมีสีต่างๆ ออกมาจางๆ
กู่สีเขียวตัวที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดประมาณลูกเทนนิส ส่วนกู่สีแดงตัวที่เล็กที่สุดนั้น ทันทีที่มันบินออกไปก็นแทบจะจับตามองไม่ทันแล้ว
มันมีขนาดเท่าหัวแม่มือและเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ที่แน่นอนคือมันยังคงบินวนเวียนอยู่ภายในขอบเขตสนามประลองเท่านั้น
พิธีกรประกาศก้อง “การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!! มาลุ้นกันว่าใครจะเป็นผู้คว้าชัย!”
พิธีกรหญิงอีกคนเริ่มพากย์อย่างออกรส “ใช่ค่ะ ผู้เข้าแข่งขันคนไหนจะเป็นผู้คว้ากู่เรืองแสงสีแดงมาครองได้!”
“ถ้าทำได้ เขาจะเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทันที และการันตีตำแหน่งรองแชมป์เป็นอย่างน้อย!”
“ตอนนี้เราจะเห็นได้ว่าผู้เข้าแข่งขันทุกคนเริ่มปล่อยกู่บินออกมาไล่ล่ากู่เรืองแสงกันแล้วค่ะ”
“ในขณะเดียวกัน ผู้เข้าแข่งขันก็เริ่มขัดขวางกันเองแล้ว! กู่จั๊กจั่นทองคำของอู๋เหยา โดนกู่ผีเสื้อกลางคืนสีเงินของหลัวอิงสอยร่วงไปแล้วค่ะ!!”
“อู๋เหยาตัดสินใจเลิกไล่ตามกู่เรืองแสงชั่วคราว และหันมาโจมตีหลัวอิงก่อน!”
“ตราบใดที่มีผู้เข้าแข่งขันถูกกำจัดออกจากสนาม พวกเขาก็จะตกรอบและไม่ได้รับรางวัลใดๆ หากจับกู่ไม่ได้!”
“จากสถิติปีก่อนๆ การแข่งรอบนี้มักจะกินเวลานานพอๆ กับรอบเช้าสองรอบรวมกัน รับรองว่าจะเป็นแมตช์ที่ตึงเครียดและตื่นเต้นแน่นอนค่ะ!!”
“เดี๋ยวนะคะ คุณเซี่ยอี้จื่อกำลังทำอะไรอยู่? เขาเพิ่งมาแข่งครั้งแรกเลยไม่รู้กติกาหรือเปล่าคะ? เขาเดินไปหาคุณกรรมการทำไมคะนั่น!”
ภายใต้เสียงพากย์ของพิธีกรหญิง ผู้ชมทุกคนต่างหันไปมองเซี่ยอี้จื่อเป็นตาเดียว
เซี่ยอี้จื่อเดินตรงไปหากรรมการและถามอย่างสุภาพว่า “สวัสดีครับ”
กรรมการ: “สวัสดีครับ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?”
เซี่ยอี้จื่อ: “มีครับ”
“เอ่อ ขอโทษนะครับ ถ้าผมจับไอ้ตัวนี้ได้แล้ว นับว่าชนะเลยไหมครับ?”
พูดจบ เซี่ยอี้จื่อก็แบมือออก... และ กู่เรืองแสงสีแดง ที่มีขนาดเพียงข้อนิ้วเดียวก็นอนนิ่งสงบอยู่กลางฝ่ามือของเขาอย่างชัดเจน