เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 440: คุยโวโอ้อวด ความแค้นลึกซึ้งดั่งทะเลเลือด!

ตอนที่ 440: คุยโวโอ้อวด ความแค้นลึกซึ้งดั่งทะเลเลือด!

ตอนที่ 440: คุยโวโอ้อวด ความแค้นลึกซึ้งดั่งทะเลเลือด!


"เหอะ"

คิดมาถึงตรงนี้ มุมปากของเฉินหยางก็เผยรอยยิ้มออกมา

ต้องรู้ไว้ว่า บนฝ่ามือไม่ได้มีแค่จุดชีพจรจุดเดียว ถ้าเอามาใช้ให้หมด มันจะสร้างพลังดูดได้มหาศาลขนาดไหนกัน?

เฉินหยางลองทำดู

จุดอวี๋จี้ จุดเหลากงและจุดชีพจรตามนิ้วมืออย่างจุดจงชง จุดเซ่าซาง...

ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ สามารถควบคุมจุดชีพจรให้เกิดกระแสลมหมุนพร้อมกันได้มากที่สุดสิบจุด ถ้ามากไปกว่านี้ ก็จะสิ้นเปลืองพลังจิตเป็นอย่างมาก

แถมยังเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย

เพราะต้องแบ่งสมาธิไปดูแลจุดชีพจรแต่ละจุด ดังนั้น ถ้าอยากจะเพิ่มอานุภาพวิชานี้ ก็ต้องมีความต้องการด้านพลังจิตที่ค่อนข้างสูงตามไปด้วย

ด้วยระดับพลังจิตขั้น 25 ของเฉินหยางในตอนนี้ การควบคุมจุดชีพจรสิบจุดได้อย่างอิสระก็ถือว่าถึงขีดจำกัดแล้ว

แต่ว่า จุดชีพจรสิบจุด ก็มีพละกำลังมากถึงพันชั่ง

ในฐานะที่เป็นวิชาตัวเบาแขนงหนึ่ง พละกำลังพันชั่ง ดูเหมือนจะเพียงพอแล้ว

วิชานี้ บางทีอาจจะมีศักยภาพแฝงที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ซ่อนอยู่ก็ได้

เฉินหยางคิดในใจ

แต่ว่า ตอนนี้ ไม่มีเวลามาคิดอะไรมากแล้ว

เขารีบลืมตาขึ้นดูเวลา ก็เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

เฉินหยางเดินมาที่ริมหน้าผาอีกครั้ง แล้วมองลงไปข้างล่าง

ในหุบเหว ยังคงมืดมิดและเงียบสงัด ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา

"ยังไม่ขึ้นมาอีกเหรอ?"

เฉินหยางหันกลับไปมองหวังเยวี่ยนเฉา

หวังเยวี่ยนเฉาพยักหน้าเล็กน้อย "ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก อดทนรอไปเถอะ"

ยังไงก็ลงไปไม่ได้อยู่แล้ว ทำได้แค่รอเท่านั้น

พวกเฉียวหงจวินไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา คงมีเสียงดังเอะอะโวยวายไปตั้งนานแล้ว

ในเมื่อต้นตรีทูตเทวะเป็นตัวตนระดับขอบเขตเต๋าแท้ สติปัญญาของมันก็น่าจะสูงมาก

ไม่กลัวหรอกว่าจะมีสติปัญญา กลัวแต่จะไม่มีสติปัญญาต่างหาก

มีสติปัญญาก็สามารถสื่อสารกันได้ ขอแค่ต้นตรีทูตเทวะต้นนี้ไม่อยากตาย มันย่อมรู้สถานะและจุดยืนของตัวเองดีอยู่แล้ว

"ก๊า!"

ตอนนั้นเอง เสียงร้องประหลาดดังมาจากข้างล่าง

จากนั้น แสงสีเลือดสายหนึ่งพุ่งวาบขึ้นมา

อีกาสองหัวสีเลือดพุ่งทะลุความมืด บินขึ้นมาที่ริมหน้าผาอย่างรวดเร็ว

ทั้งสองคนรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มองนกประหลาดตรงหน้าด้วยความระแวดระวัง

อีกาสองหัวสีเลือดกวาดสายตามองพวกเขารอบหนึ่ง ส่งกระแสจิตบอก "พวกเจ้า ใครคือผู้เชี่ยวชาญ?"

หืม?

ทั้งสองคนได้ยินดังนั้น ต่างก็ทำหน้าตาเหลอหลา

อีกาสองหัวสีเลือดกล่าว "ผู้อำนวยการเฉียวอะไรของพวกเจ้านั่นบอกว่า ให้พาผู้เชี่ยวชาญลงไปข้างล่าง..."

ทั้งสองคนถึงกับบางอ้อ

หวังเยวี่ยนเฉารีบถาม "ผู้อำนวยการเฉียวกับคนอื่นเป็นยังไงบ้าง?"

"เรื่องที่ไม่จำเป็น อย่าถามให้มากความ"

อีกาสองหัวสีเลือดส่ายหน้า "รีบเข้าหน่อย ใครคือผู้เชี่ยวชาญ?"

หวังเยวี่ยนเฉาจนใจ หันหลังเดินเข้าไปในทางเดิน อธิบายสถานการณ์ให้ฟัง ไม่นานก็พาชายชราสามคนออกมา

อีกาสองหัวสีเลือดมองทั้งสามคนด้วยสายตาแปลกประหลาด

แก่ก็แก่พอตัวอยู่หรอก แต่ว่า ชายชราสามคนนี้ ดูเหมือนจะไม่มีพลังวรยุทธ์อะไรเลยไม่ใช่เหรอ?

แต่ว่า มันก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้

"ขึ้นมาสิ"

อีกาสองหัวสีเลือดย่อตัวลง

ชายชราทั้งสามคนหันไปมองหวังเยวี่ยนเฉา

หวังเยวี่ยนเฉาพยักหน้าเล็กน้อย พวกเขาถึงค่อยเดินไปตรงหน้าอีกาสองหัวสีเลือด แล้วก็ปีนขึ้นไปบนตัวของอีกาสองหัวสีเลือดด้วยความหวาดหวั่น

แต่ว่า อีกาสองหัวสีเลือดตัวใหญ่เทียบเท่ากับนกกระจอกเทศเท่านั้น จะไปนั่งได้ยังไงตั้งสามคน?

ตาแก่สามคนเบียดเสียดกันอยู่บนนั้น ดูแล้วรู้สึกตลกพิลึก

"ผู้อาวุโสหลิน เดี๋ยวผมพาคุณลงไปเองครับ"

เฉินหยางประคองผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาที่แซ่หลินคนนั้นลงมา

สามคนนี้เป็นวัตถุโบราณ ถ้าเกิดไปกระแทกโดนอะไรเข้า เขารับผิดชอบไม่ไหวหรอก

"เจ้าเหรอ? เจ้าไหวเหรอ?"

ในดวงตาทั้งสองคู่ของอีกาสองหัวสีเลือดเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย

หน้าผาสูงชันขนาดนี้ ต่อให้เป็นระดับขอบเขตวาสนา ก็ยังไม่กล้าพาคนลงไป โดยเฉพาะคนธรรมดาทั่วไปแบบนี้ เฉินหยางมีความสามารถอะไรกัน?

"งั้นผู้อาวุโสก็บินรับส่งหลายรอบหน่อยดีไหมครับ?" เฉินหยางถามกลับ

"เหอะ"

อีกาสองหัวสีเลือดไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ "ทั้งสองคน จับให้แน่น "

จากนั้นก็บินทะยานขึ้นไป

ตาแก่สองคนที่อยู่บนหลังรีบคว้าคอทั้งสองข้างของมันเอาไว้ ดูท่าทางแล้ว เหมือนกำลังขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ไม่มีผิด

"ว้าก!"

อีกาสีเลือดบินอยู่กลางอากาศ บินวนไปหนึ่งรอบ แล้วก็ทิ้งดิ่งลงไปทันที สภาวะไร้น้ำหนักกะทันหัน ทำเอาตาแก่สองคนตกใจจนร้องลั่น

ก็เป็นแค่คนธรรมดาทั่วไป แบบนี้มันน่าตื่นเต้นกว่าเล่นรถไฟเหาะซะอีก

ผู้เชี่ยวชาญแซ่หลินที่ยืนอยู่ข้างเฉินหยาง ก็ตกใจจนหน้าซีดเผือดไปเหมือนกัน

"ไปกันเถอะครับ ผู้อาวุโสหลิน"

"ไป?"

หลินจือชิวหันขวับไปมองเฉินหยาง หนวดเคราสีดอกเลาสั่นระริกเล็กน้อย

หน้าผาสูงชันขนาดนี้ หุบเหวลึกขนาดนี้ นายจะให้ฉันเดินไปได้ยังไง? กระโดดลงไปเลยเหรอ?

"ขึ้นมาขี่หลังผมสิครับ!"

เฉินหยางไม่พูดพร่ำทำเพลง บังคับจับหลินจือชิวขึ้นขี่หลังทันที

"เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว พ่อหนุ่ม เรื่องแบบนี้ล้อเล่นไม่ได้นะ..."

หลินจือชิวตกใจจนหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ไอ้หนูนี่จะบ้าระห่ำไปไหน ตาแก่อย่างฉันยังอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกหลายปีนะ

"เฉินหยาง..."

หวังเยวี่ยนเฉาก็เข้ามาช่วยห้าม นี่มันเป็นของล้ำค่าของสมาคมเลยนะ นายจะมาล้อเล่นสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้

เฉินหยางไม่ได้สนใจ แบกหลินจือชิวเดินไปที่ริมหน้าผา ไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วเลยสักนิด กระโดดทิ้งตัวลงไป

"ฉัน... อ๊าก..."

หลินจือชิวตกใจสุดขีด เกือบจะสบถคำหยาบออกมา แต่ก็เปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวแทน

หวังเยวี่ยนเฉาก็ตกใจจนหน้าถอดสีเช่นกัน

ชะโงกหน้าไปดูที่ริมหน้าผา แต่กลับอึ้งไป

เห็นเฉินหยางแบกหลินจือชิวไว้บนหลัง เหยียบไปบนหน้าผาในแนวดิ่ง กำลังก้าวเดินลงไปข้างล่างทีละก้าว

ในวินาทีนี้ แรงโน้มถ่วงราวกับไร้ผล

"ไอ้หนูนี่..."

มองส่งเฉินหยางเดินหายเข้าไปในความมืด หวังเยวี่ยนเฉาขยี้ตาตัวเองเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไป

……

...

หลินจือชิวร้องเสียงหลงอยู่นานสองนาน ก็ยังไม่ตกถึงพื้นสักที ที่ข้างหูก็ไม่มีเสียงลมพัดผ่าน จึงลืมตาขึ้นมาดูด้วยความงุนงง

รอบข้างมืดมิดไปหมด เขารู้สึกแค่ว่าเฉินหยางกำลังแบกเขาเดินไปข้างหน้า

ในวินาทีนี้ เขาราวกับสูญเสียการรับรู้เรื่องพื้นที่ไปแล้ว แยกไม่ออกว่าบนล่างซ้ายขวาคือทางไหน

เฉินหยางก็เพิ่งจะเคยลงสนามจริงเป็นครั้งแรก เลยอดไม่ได้ที่จะต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ

ลมปราณหมุนวนอยู่ที่จุดหย่งเฉวียนและจุดชีพจรอื่นบริเวณฝ่าเท้า พลังดูดที่เกิดจากกระแสลมหมุนเพียงพอที่จะยึดเกาะเขาไว้กับหน้าผาได้อย่างแน่นหนา

ถึงแม้หน้าผาจะเรียบลื่นและตั้งฉาก แต่ว่า พลังนับพันชั่ง ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเดินได้อย่างสบายเหมือนเดินบนพื้นราบ

……

...

ไม่นาน ในที่สุดก็มาถึงก้นเหว

"ผู้อาวุโสหลิน ถึงแล้วครับ!"

วางหลินจือชิวลง ตอนนี้หลินจือชิวก็ขาสั่นไปหมด ผ่านไปพักใหญ่กว่าจะได้สติกลับมา

"โอย เสี่ยวเฉิน ตกใจแทบแย่"

หลินจือชิวตบหน้าอกตัวเองเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมอง ก็พอมองเห็นแสงสว่างเลือนรางจากข้างบนได้บ้าง

สูงขนาดนี้ ลงมาได้ยังไงเนี่ย? เดินลงมางั้นเหรอ?

เขารู้สึกสงสัยอยู่บ้าง เมื่อกี้ไม่น่าจะใช่ภาพลวงตาหรอกมั้ง

"เหอะ ไอ้หนู มีฝีมือไม่เบานี่"

ตอนนั้นเอง อีกาสองหัวสีเลือดก็ส่งเสียงร้องก๊าออกมา ส่งกระแสจิตมาหาเขา

เฉินหยางหยิบไข่มุกราตรีออกมา

แสงสว่างสลัวส่องสว่างบริเวณรอบข้างอย่างรวดเร็ว

ตรงหน้าคือตำหนักที่ทรุดโทรมและเต็มไปด้วยรอยด่างดำหลังหนึ่ง

ตำหนักดูทรุดโทรมจนผิดปกติ บันไดไม่กี่ขั้นทอดยาวไปสู่ประตูตำหนัก ประตูตำหนักล้มพับไปด้านหนึ่ง บนกำแพงตำหนักมีเถาวัลย์และรากไม้แปลกประหลาดเลื้อยพันกันยั้วเยี้ยเต็มไปหมด

ป้ายเหนือประตูตำหนักก็เอียงกระเท่เร่ ตัวอักษรบนนั้นก็เลือนรางจนอ่านไม่ออก

มองเข้าไปในตำหนัก เห็นเงาดำทะมึนขนาดใหญ่ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด นั่นก็น่าจะเป็นต้นตรีทูตเทวะที่ว่านั่นกระมัง?

บนพื้น มีโครงกระดูกกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปหมด

ราวกับหลงเข้ามาในสุสานผีป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง ความมืดมิดรอบข้างขับเน้นให้บรรยากาศดูน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ในความมืด ราวกับมีวิญญาณร้ายนับไม่ถ้วนซ่อนตัวอยู่ กำลังอ้าปากกว้าง เตรียมพร้อมที่จะกลืนกินผู้คนได้ทุกเมื่อ

นี่คือตำหนักเมี่ยวซู่สินะ?

เฉินหยางเปิดแผนที่ขึ้นมาดู สัญลักษณ์บนแผนที่บอกว่า ตำหนักเมี่ยวซู่อยู่ตรงหน้านี้ เครื่องหมายตกใจขนาดใหญ่อันหนึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อม

อีกาสองหัวสีเลือดยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก กำลังมองลงมาที่เฉินหยางจากที่สูง ส่วนฝูงอีกาสีเลือด ก็เกาะอยู่บนกำแพงเป็นกลุ่ม

ไอ้หนูนี่ถึงกับลงมาได้จริง แถมยังพาคนลงมาด้วยอีกคน ฝีมือไม่ธรรมดา

ในวินาทีนี้ มันเริ่มจะมองเฉินหยางในแง่ดีขึ้นมาบ้างแล้ว

"ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปได้ ส่วนเจ้ารออยู่ตรงนี้แหละ" อีกาสองหัวสีเลือดพูดขึ้นประโยคหนึ่ง

เฉินหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย

อุตส่าห์ดั้นด้นมาตั้งไกล ท่านจะไม่ให้ผมเข้าไปงั้นเหรอ?

"ไม่เป็นไรหรอกเสี่ยวเฉิน นายรออยู่ข้างนอกนี่แหละ"

ตอนนั้นเอง หลินจือชิวก็จัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อย ไม่ได้พูดอะไรมาก อาศัยแสงจากไข่มุกราตรีในมือของเฉินหยาง เดินตรงไปที่ประตู

เมื่อกี้ยังร้องห่มร้องไห้ด้วยความตกใจอยู่เลย ตอนนี้กลับมาสุขุมเยือกเย็นได้อีกครั้งแล้ว

หน้าประตูตำหนัก ก็เหลือแค่เฉินหยางกับอีกาสองหัวสีเลือดตัวนั้นจ้องตากันไปจ้องตากันมา

"วิชาตัวเบาไม่เลวนี่ ไอ้หนู?"

อีกาสองหัวสีเลือดมองเฉินหยาง ทำท่าเหมือนหาเรื่องชวนคุยแก้เบื่อ

"ไม่เท่าไหร่หรอก"

เฉินหยางส่ายหน้า "ถ้าเทียบกับพวกที่มีปีกอย่างพวกท่านแล้ว ก็ยังห่างชั้นกันเยอะ"

"เหอะ"

อีกาสองหัวสีเลือดหัวเราะแผ่วเบา "ทำไมข้าถึงมองระดับพลังของเจ้าไม่ออกล่ะ บนตัวเจ้ามีของอะไรที่ช่วยปกปิดกลิ่นอายอยู่ใช่ไหม?"

เฉินหยางยิ้ม ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

เขามองไปรอบข้าง ที่หน้าประตูตำหนัก มีโคมไฟหินอยู่หลายดวง

เขาหยิบน้ำมันก๊าดออกมาจากคลังระบบ แล้วเทลงไป ม้วนเศษผ้าสองสามชิ้นมาทำเป็นไส้ตะเกียง ยัดลงไป แล้วก็ใช้ไฟแช็กจุดไฟ

โคมไฟสว่างขึ้น

แสงสว่างขับไล่ความมืดมิดออกไป ไม่นานรอบข้างก็สว่างไสวขึ้นมา

"ไอ้หนู ทำไมข้าถึงรู้สึกว่า เจ้ามันดูลึกลับจังเลยนะ?" อีกาสองหัวสีเลือดเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

เฉินหยางหันกลับไปมองมัน "ผมจะลึกลับแค่ไหน ก็คงสู้ผู้อาวุโสอย่างท่านไม่ได้หรอกครับ ที่นี่มืดขนาดนี้ พวกท่านทนอยู่กันไปได้ยังไง?"

"เหอะ ชินแล้วก็ดีเองแหละ"

อีกาสองหัวสีเลือดยิ้มบาง "เมื่อก่อนก็ไม่ใช่ว่าไม่มีคนมาหรอก แต่พอพวกเขาเห็นข้าเข้า ต่างก็ตกใจจนฉี่ราด ร้องไห้หาพ่อหาแม่กันทั้งนั้น แต่ข้ากลับไม่รู้สึกถึงความหวาดกลัวจากตัวเจ้าเลยแม้แต่น้อย..."

"ผู้อาวุโสก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายกับผม แล้วผมจะกลัวไปทำไมล่ะครับ?"

เฉินหยางเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา

ผมจะกลัวท่านไปทำไม? เว้นเสียแต่ว่าท่านจะมีเจตนาร้ายกับผม

ท่านมีเจตนาร้ายกับผมหรือเปล่าล่ะ?

อีกาสองหัวสีเลือดกลับพูดไม่ออก

เฉินหยางมองดูโครงกระดูกที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น ในจำนวนนั้น ยังมีโครงกระดูกบางส่วนที่เป็นของมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด

"พวกนี้ ฝีมือพวกท่านทั้งหมดเลยเหรอ?" สีหน้าเฉินหยางเปลี่ยนไปเล็กน้อย

อีกาสองหัวสีเลือดส่ายหน้า "ข้าไม่กินคนหรอก แต่ว่า ท่านที่อยู่ข้างในน่ะ กินได้หมดทั้งเจและชอ"

ท่านที่อยู่ข้างในที่มันพูดถึง ก็น่าจะเป็นต้นตรีทูตเทวะในตำหนักเมี่ยวซู่กระมัง?

ฟังจากความหมายของมันแล้ว ต้นไม้ต้นนี้ คงจะทำร้ายคนมาไม่น้อย แถมยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนด้วย

เฉินหยางเคยฟังเหอสืออู่เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อน ตอนที่ติงฮ่วนชุนเลี้ยงดูสัตว์วิญญาณพวกนี้ ก็ล้วนมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่ เหอสืออู่เคยเห็นกับตาตัวเองว่า ติงฮ่วนชุนส่งเพื่อนของมันบางส่วนเข้าไปในตำหนักทิศตะวันออก แล้วก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย

ดังนั้น เฉินหยางก็มีเหตุผลให้สงสัยได้ว่า ที่ติงฮ่วนชุนเลี้ยงดูพวกเหอสืออู่ในตอนนั้น ความจริงก็คือการเตรียมอาหารไว้ให้ต้นตรีทูตเทวะต้นนี้

การที่คนผู้นี้จะได้รับการยอมรับจากต้นตรีทูตเทวะ ก็คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่

เฉินหยางมองอีกาสีเลือดตรงหน้าด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย "ผู้อาวุโส พวกท่านอยู่ที่นี่มานานแล้วเหรอครับ?"

"อืม ก็เป็นสิบเป็นร้อยปีแล้ว"

อีกาสีเลือดจิกไซ้ขนของตัวเอง พูดด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน

เฉินหยางถามต่อ "เป็นสิบเป็นร้อยปี แล้วพวกท่านกินอะไรเป็นอาหารล่ะ?"

อีกาสีเลือดตั้งหลายสิบตัว จะไม่กินไม่ดื่มมาเป็นสิบเป็นร้อยปีได้ยังไง ท่านบอกว่าโครงกระดูกพวกนี้ไม่เกี่ยวกับพวกท่าน ใครจะไปเชื่อ?

อีกาสีเลือดตอบ "แถวนี้มีแม่น้ำกู่อยู่สายหนึ่ง ในนั้นมีแมลงเยอะแยะไปหมด รสชาติก็พอใช้ได้อยู่..."

แม่น้ำกู่ แมลง?

เฉินหยางเลิกคิ้วขึ้น ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย พวกมันกินแมลงกินกระดูกเหรอ?

เปลือกของแมลงกินกระดูกแข็งจะตาย พวกมันจะกินเข้าไป แล้วย่อยได้เหรอ?

อีกอย่าง ฝูงแมลงกินกระดูกก็ดุร้ายขนาดนั้น พวกท่านจะไปสู้มันได้เหรอ?

แต่อีกาสีเลือดก็ไม่ได้อธิบายให้เขาฟัง "ไอ้หนู ตอนนี้เจ้าอยู่ระดับไหนแล้ว?"

"เพิ่งจะเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณได้ไม่กี่วันมั้งครับ"

เฉินหยางเดินมาที่บันไดหิน ปัดฝุ่นบนบันไดหินออก แล้วก็นั่งลง ตอบปัดไป จากนั้นก็ถามต่อ "ผู้อาวุโส ท่านบอกว่าติงฮ่วนชุนเคยช่วยพวกท่านไว้ ไม่ทราบว่า เขาเคยช่วยอะไรพวกท่านไว้เหรอครับ?"

อีกาสีเลือดมองเฉินหยางด้วยสายตาแปลกประหลาด

หัวข้างซ้ายเอ่ยขึ้น "ดูเหมือนเจ้าจะสนใจคนผู้นี้มากเลยนะ เขาเป็นผู้อาวุโสในตระกูลเจ้าเหรอ?"

"ผู้อาวุโสบ้าบออะไรกัน"

เฉินหยางถ่มน้ำลายลงพื้น "คนสารเลวอย่างมัน มีสิทธิ์มาเป็นผู้อาวุโสของผมด้วยเหรอ?"

"เหอะ ฟังจากน้ำเสียงนี้ มีความแค้นกันสินะ?"

อีกาสีเลือดประหลาดใจเล็กน้อย

คราวที่แล้วที่เจอกัน เฉินหยางก็พูดถึงติงฮ่วนชุนขึ้นมาอย่างจงใจหรือไม่จงใจก็ไม่รู้ แถมยังถามเรื่องของติงฮ่วนชุนอีก นี่มันน่าสงสัยจริง

"มีความแค้นกันครับ"

เฉินหยางพยักหน้า ไม่ได้ปิดบังอะไร "แถมยังเป็นความแค้นที่ลึกซึ้งดั่งทะเลเลือดด้วย"

ความแค้นลึกซึ้งดั่งทะเลเลือด?

อีกาสีเลือดชะงักไป น้ำหนักของคำพูดประโยคนี้ มันออกจะเกินจริงไปหน่อย มันสัมผัสได้ถึงความโกรธแค้นในตัวเฉินหยางได้

เฉินหยางเล่าเรื่องความแค้นระหว่างสองตระกูลให้ฟัง

อีกาสีเลือดฟังจบ ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

"เจ้ามาเล่าเรื่องพวกนี้ให้ข้าฟัง ไม่กลัวข้าจะลงมือกับเจ้าเหรอ?"

หัวทั้งสองข้างของอีกาสีเลือดเอียงคอ ประหลาดใจนิดหน่อย เพราะยังไง มันก็บอกไว้ก่อนแล้ว ว่าติงฮ่วนชุนเคยช่วยพวกมันไว้ ดังนั้นก็ถือว่ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

"เหอะ"

เฉินหยางยิ้ม "ในเมื่อผมกล้าพูด ก็ย่อมต้องไม่กลัวอยู่แล้ว เพราะยังไง ต่อให้ผู้อาวุโสจะลงมือกับผมจริง ผมก็มีความมั่นใจถึงเจ็ดส่วนที่จะสวนกลับฆ่าผู้อาวุโสให้ตายได้..."

"หืม?"

ในดวงตาทั้งสองคู่ของอีกาสีเลือด มีประกายประหลาดใจวูบผ่าน

สวนกลับฆ่าให้ตาย?

ไอ้หนูนี่ ถึงกับกล้าคุยโวโอ้อวด บอกว่าจะฆ่าข้าให้ตายได้เนี่ยนะ?

ล้อเล่นระดับชาติอะไรกัน?

"ผู้อาวุโสคิดว่าผมกำลังพูดเล่นอยู่เหรอครับ? เหอะเหอะ บอกตามตรงเลยนะครับ ยอดฝีมือระดับขอบเขตวาสนาที่ตายด้วยน้ำมือผมไม่ได้มีแค่คนสองคนหรอกนะครับ" เฉินหยางใช้น้ำเสียงที่เรียบเฉยที่สุด พูดจาโอหังที่สุดออกมา

อีกาสีเลือดชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด

มันไม่ได้สงสัยเฉินหยาง สัญชาตญาณบอกมันว่า สิ่งที่ไอ้หนูนี่พูดมา น่าจะเป็นเรื่องจริง มันสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งเลยว่า ตอนที่เฉินหยางพูดประโยคนี้ บนตัวเขาแผ่ซ่านความมั่นใจอันเปี่ยมล้นออกมา

"ผู้อาวุโสจะเลือกเป็นศัตรูกับผมเพื่อติงฮ่วนชุนไหมล่ะครับ?" ทันใดนั้นเฉินหยางก็หันขวับไปมองอีกาสองหัวสีเลือด บนใบหน้ามีรอยยิ้มอบอุ่น

อีกาสองหัวสีเลือดกลับเป็นฝ่ายถูกถามจนมุม พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ

"พวกเราบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่มาหลายปี ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเวรกรรมมาตั้งนานแล้ว เรื่องระหว่างเจ้ากับเขา พวกเราไม่มีความสนใจหรอก ไม่ขอยุ่ง และก็จะไม่ยุ่งด้วย"

เนิ่นนานผ่านไป คำพูดประโยคเดียวของอีกาสองหัวสีเลือด ก็ถือเป็นการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน

ก็คือเป็นกลางนั่นแหละ ข้าไม่สนหรอกว่าพวกเจ้าจะไปมีเรื่องบ้าบออะไรกัน

มุมปากของเฉินหยางโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม "รู้จักรุกรู้ถอย รู้จักได้รู้จักเสีย การตัดสินใจของผู้อาวุโสฉลาดมากครับ แล้วพวกท่านไม่ได้เจอติงฮ่วนชุนมานานแค่ไหนแล้วเหรอครับ?"

"นานแค่ไหนเหรอ?"

อีกาสองหัวสีเลือดคิดอยู่ครู่หนึ่ง "จำไม่ได้แล้ว แต่ก็นานมากแล้ว"

"ช่วงสิบกว่าปีนี้ เขาไม่ได้มาที่นี่อีกเลยเหรอครับ?"

"ไม่เลย"

อีกาสองหัวสีเลือดตอบอย่างหนักแน่น

เฉินหยางเอ่ย "เขาเอาผลสามซากไปจากที่นี่ เมื่อก่อนเจ้านี่ก่อเรื่องไว้ตั้งมากมาย จนแทบจะกลายเป็นศัตรูของคนทั้งวงการเขาผานซาน ไปไหนก็มีแต่คนอยากจะฆ่ามัน มันก็เลยใช้ตรีทูตสลัดคราบจั๊กจั่นทองคำเพื่อเอาชีวิตรอดโดยใช้ตัวตนใหม่ ได้ยินมาว่า มันก้าวเข้าสู่ขอบเขตวาสนาไปตั้งนานแล้ว..."

"งั้นเหรอ?"

อีกาสองหัวสีเลือดชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากมาย

เฉินหยางถามต่อ "ผู้อาวุโส ถ้าผมดูไม่ผิด พวกคุณก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ในการกลับมาเกิดใหม่ใช่ไหมล่ะครับ?"

"หืม?"

อีกาสองหัวสีเลือดมองเฉินหยางด้วยความแปลกใจ ดูเหมือนกำลังวิเคราะห์ว่าเฉินหยางพูดประโยคนี้หมายความว่ายังไง จากนั้นก็เริ่มระวังตัว

เฉินหยางเอ่ย "คนตรงไปตรงมาไม่พูดจาอ้อมค้อม ผมยังพูดตรงขนาดนี้แล้ว ผู้อาวุโสก็ควรจะจริงใจกับผมบ้างไม่ใช่เหรอครับ? พวกท่านก็น่าจะยืมพลังของตรีทูตเพื่อกลับมาเกิดใหม่เหมือนกันใช่ไหม? ผมสงสัยจังเลยว่า เมื่อก่อนพวกคุณเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงต้องมาเกิดใหม่ในร่างของฝูงอีกาด้วย?"

"ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร" อีกาสองหัวสีเลือดแกล้งทำเป็นโง่

เฉินหยางหัวเราะเยาะ "ไม่สิ ท่านรู้ดีว่าผมกำลังพูดอะไรอยู่"

ผมยังรู้ชื่อพวกคุณด้วยซ้ำ แต่ละคนยังจะมาแกล้งทำเป็นไขสือต่อหน้าผมอีกเหรอ?

"เหอะ"

หัวข้างซ้ายที่ห้อยต่องแต่งอยู่ หัวเราะแผ่วเบา "ไอ้หนู เปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่าไหม?"

เห็นได้ชัดว่า พวกเขาไม่ได้อยากจะพูดถึงเรื่องนี้

เฉินหยางอมยิ้ม ไม่อยากจะพูดก็ช่างเถอะ พวกท่านจะเป็นใคร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมล่ะ?

หัวข้างซ้ายเอ่ยขึ้น "เมื่อกี้เจ้าบอกว่า มียอดฝีมือขอบเขตวาสนาตายด้วยน้ำมือเจ้ามาไม่น้อย ถือซะว่าสิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริงก็แล้วกัน เจ้าสนใจจะช่วยพวกเราหน่อยไหมล่ะ?"

"ผู้อาวุโส พวกเราไม่ใช่ญาติพี่น้องกันนะ เพิ่งเจอกันก็จะให้ผมช่วยซะแล้ว มันไม่ค่อยดีมั้งครับ?" เฉินหยางประหลาดใจเล็กน้อย

แต่ว่า เขาไม่ใช่พวกชอบช่วยเหลือคนอื่นซะด้วยสิ

"เจ้าลองฟังดูก่อนดีไหมว่าข้าอยากจะให้เจ้าช่วยเรื่องอะไร?" อีกาสองหัวสีเลือดกล่าว

เฉินหยางมองเข้าไปในประตูตำหนัก พวกเฉียวหงจวินก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะออกมา "ลองว่ามาสิครับ"

พูดก็พูดไปเถอะ แต่ผมไม่รับปากหรอกนะ

หัวข้างซ้ายเอ่ย "ช่วยข้าจัดการคนคนหนึ่งให้หน่อยสิ"

"ห๊ะ?"

เสียงของเฉินหยางดังขึ้นหลายเดซิเบลทันที เขาทั้งขำทั้งสลดใจ "ผู้อาวุโส ล้อเล่นใช่ไหมครับ?"

คุยกันให้ดีหน่อยไม่ได้เหรอเนี่ย?

อยู่ดีไม่ว่าดี จะให้ผมช่วยคุณฆ่าคนเนี่ยนะ?

"ไม่ได้ล้อเล่น"

หัวข้างขวาส่ายหน้า "เจ้าลองฟังดูก่อนไหมว่าจะให้ไปจัดการใคร?"

"ไม่อยากฟังแล้วครับ"

เฉินหยางพูดแทรกขึ้นมาทันที

หัวข้างขวากลับทำเหมือนไม่ได้ยิน พูดต่อไปว่า "คนผู้นี้มีชื่อว่าหูจงไห่ เป็นคนของตระกูลหูแห่งเขาเหมิงติ่ง..."

"ตระกูลหู?"

เฉินหยางอึ้งไป ตระกูลหูแห่งเขาเหมิงติ่งงั้นเหรอ?

ตระกูลหูล่มสลายไปแล้ว ท่านยังจะไปจัดการคนตระกูลหูอีก?

เฉินหยางไม่เคยได้ยินชื่อหูจงไห่อะไรนี่หรอก แต่ว่า ตระกูลหูตอนนี้ก็ถูกกวาดล้างไปหมดแล้ว คุณเพิ่งจะมาจัดการคนตระกูลหูเอาป่านนี้ ตกขบวนรถเที่ยวสุดท้ายไปตั้งนานแล้วกระมัง

เขากำลังจะอธิบายให้อีกาสองหัวสีเลือดฟัง อีกาสองหัวสีเลือดก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน "ข้าไม่ให้เจ้าช่วยฟรีหรอกนะ ขอแค่เจ้ารับปากว่าจะช่วย ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ พวกเราก็จะให้ค่าตอบแทนเจ้าอย่างงาม..."

"โห?"

ถ้าท่านพูดแบบนี้ ผมก็เริ่มจะสนใจขึ้นมาแล้วสิ

ได้ยินดังนั้น เฉินหยางก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันที กลืนคำพูดที่กำลังจะหลุดออกจากปากลงคอไป

ตระกูลหูก็ล่มสลายไปแล้ว คุณมาขอให้ผมช่วยแบบนี้ มันก็เหมือนได้เปล่าไม่ใช่หรือไง?

"ผู้อาวุโส จะให้ค่าตอบแทนอะไรผมเหรอครับ?"

ของได้มาฟรี ใครจะไม่อยากได้? เฉินหยางหน้าด้านถามออกไป

จบบทที่ ตอนที่ 440: คุยโวโอ้อวด ความแค้นลึกซึ้งดั่งทะเลเลือด!

คัดลอกลิงก์แล้ว