เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 18 ขุนนางหมานฮวง(ฟรี)

ตอนที่ 18 ขุนนางหมานฮวง(ฟรี)

ตอนที่ 18 ขุนนางหมานฮวง(ฟรี)


ด้านหน้าจวนขุนนางเจิ้งหยวนมีทหารหลายร้อยนายปิดล้อมทุกด้าน แม้กระทั่งเส้นทางน้ำก็ยังถูกปิดกั้น ชายวัยกลางคนสวมชุดเกราะสีเงินกำลังนั่งอยู่บนอานม้าแสดงสีหน้าเหยียดหยามเหลือบลงมองไปทางฮูหยินหลง

ฮูหยินหลงที่มีใบหน้าขาวซีดกำลังสนทนาอะไรบางอย่างกับชายผู้นั้น ด้านหลังของฮูหยินหลงมีเป่าเอ๋อและเหล่าข้ารับใช้ที่กำลังจ้องมองไปยังชายผู้นั้นเป็นตาเดียว

ในช่วงเวลาที่หลงเฉินปรากฏตัวขึ้น ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็ตะโกนเสียงดังลั่น “หลงเฉิน เจ้ากระทำการอุกอาจยิ่งนัก ทำร้ายบุตรขุนนางโจวเย้าหยางจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้าจึงมาเพื่อจับกุมเจ้า ยังไม่รีบมามอบตอบอย่างนั้นหรือ?”

“เช้ง”

ดาบยาวนับร้อยเล่มถูกชักออกมาอย่างพร้อมเพรียงจนเกิดเสียงเสียดสีกับฝักดาบดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ บรรยากาศปกคลุมไปด้วยความเย็นยะเยือก แรงกดดันมหาศาลจนผู้คนทั้งหลายไม่อาจที่หายใจได้สะดวกอีกต่อไป

เหล่าผู้ที่ปิดล้อมทั้งหมดต่างก็เป็นพลทหารที่เรือนร่างอาบชโลมด้วยกลิ่นอายโลหิตอันรุนแรง แม้แต่ฮูหยินหลงเองก็ยังไม่เคยประสบกับสถานการณ์ที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้มาก่อน ใบหน้าที่ขาวซีดอยู่ก่อนแล้วกลับซีดลงไปอีกราวกับไม่มีโลหิตไหลเวียนอีกต่อไปแล้ว ร่างสั่นเทาจนแทบจะทรุดลงไปได้ทุกเมื่อ หากไม่ได้เป่าเอ๋อพยุงเอาไว้แม้แต่จะยืนก็ยังไม่อาจตั้งตรงอยู่ได้

หลงเฉินเผชิญหน้ากับประกายแสงแวววับจากดาบยาวนับไม่ถ้วนที่อยู่เบื้องหน้า แต่เขากลับทำเหมือนสิ่งเหล่านั้นไร้ความหมาย มุ่งตรงเข้าไปหามารดาอย่างเป็นห่วงเป็นใย เมื่อได้มองใบหน้านั้นใกล้ๆ ก็พบว่าแววตาทั้งคู่ของนางมีแต่ความหวาดกลัว ทำให้หลงเฉินเจ็บปวดในใจขึ้นมาอย่างถึงที่สุด

“ไม่เป็นไรนะมารดาของข้า นี่เป็นเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น เมื่อตื่นขึ้นทุกอย่างก็จะเลือนหายไปเอง” หลงเฉินยื่นมือเข้าพยุงร่างของมารดาเอาไว้ แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน

เมื่อสิ้นคำพูดประโยคนั้น พลังแห่งจิตวิญญาณที่อบอุ่นขุมหนึ่งก็ได้ไหลออกไป จู่จู่หนังตาทั้งสองข้างของฮูหยินหลงก็หนักอึ้งดุจเหล็กพันชั่ง จากนั้นก็เหมือนกับร่างไร้สติอย่างไรอย่างนั้น

“เป่าเอ๋อ แม่นมจาง พวกเจ้าช่วยพยุงมารดาของข้าเข้าไปด้านในให้ที”

หลงเฉินไม่อาจทนได้ที่จะให้มารดาต้องแบกรับความหวาดกลัวนี้ไว้ จึงใช้พลังแห่งจิตวิญญาณทำให้นางคล้อยหลับไป ไม่เช่นนั้นความหวาดกลัวที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้คงยากจะทานรับไหวเป็นทวีคูณ เพราะมารดาของเขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น

เมื่อได้รับคำสั่งจากหลงเฉินอย่างยื่นคำขาด เป่าเอ๋อกับแม่นมจางก็พากันพยุงฮูหยินหลงเข้าไปในจวนเล็กแล้วลงกลอนปิดประตูอย่างมิดชิด

หลงเฉินหันไปสนใจชายผู้ที่อยู่บนหลังม้า สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายโลหิตอันเข้มข้น พลันมุมปากของหลงเฉินก็ปรากฏรอยยิ้มแสนเย้ยหยันขึ้นมา

“ก็แค่ผู้ที่มีพลังครึ่งก้าวเข้าสู่ระดับก่อโลหิตเท่านั้น”

ชายผู้นั้นรอจนหลงเฉินสะสางสิ่งต่างๆ จนเรียบร้อยทั้งหมด เขาไม่มีทีท่าว่าจะเตรียมตัวให้พร้อมแต่อย่างใด เอาแต่หรี่ตาจ้องมาที่หลงเฉินที่ยังคงไม่รู้สึกเกรงกลัวต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

“หลงเฉิน เจ้าบังอาจเกินควรแล้ว บัดนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจปกป้องเจ้าได้ เจ้าต้องการที่จะให้แม่ทัพอย่างข้าลงมือด้วยตนเองอย่างนั้นหรือ?” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“แม่ทัพ? เจ้ามันก็เป็นแค่แม่ทัพ หรือจะกล่าวว่าแค่สุนัขรับใช้ตัวหนึ่งก็เห็นจะได้ ยังกล้าเรียกว่าตัวเองว่าแม่ทัพอย่างนั้นหรือ? เจ้าอยากจะให้ข้าขำกลิ้งจนตายหรืออย่างไร?” หลงเฉินชี้นิ้วไปยังชายผู้นั้น

แม่ทัพที่อยู่ท่ามกลางแม่ทัพภายในจักรวรรดิเฟิงหมิงแทบจะไม่ต่างอะไรกับข้าราชการชั้นต่ำต้อยผู้หนึ่งเท่านั้น ไร้ซึ่งผลงานและไร้ซึ่งอำนาจ การเรียกขานที่ฟังดูห้าวหาญแต่กลับมีความสำคัญเป็นเพียงหัวหน้าหน่วยเล็กๆ ผู้หนึ่ง

แต่ว่าชายหนุ่มผู้ที่เพิ่งจะได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นแม่ทัพเอาแต่กระหยิ่มยิ้มย่องไม่หยุดหย่อน จะกล่าววาจาใดก็มีแต่เพียงแม่ทัพอย่างข้าอย่างนั้น แม่ทัพอย่างข้าอย่างนี้ จนกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว

วาจาของหลงเฉินเมื่อครู่คล้ายกับเป็นศรพิษหลายพันเล่มจ้วงแทงเข้าไปยังจิตใจของผู้คนหลายคนนัก จนทำให้สีหน้าของผู้คนเหล่านั้นเริ่มแปรเปลี่ยนไป ไม่อาจปั้นให้อยู่ในลักษณะที่ดีได้อีก

เขามีชาติกำเนิดมาจากชั้นรากหญ้าและเข้ารับราชการภายในค่ายทหารอย่างยากลำบากมากว่าสิบปี บัดนี้ได้มีโอกาสที่ใกล้จะทะลวงพลังเข้าสู่ขอบเขตก่อโลหิตจึงได้เลื่อนขั้นจนกลายเป็นแม่ทัพนายหนึ่ง

ขณะนี้กลับถูกเหยียบย่ำสิ่งที่เป็นดั่งความภาคภูมิใจที่สุดของเขาราวกับสิ่งที่ได้ทุ่มเทกระทำมานั้นแสนไร้ค่า จนเขาไม่อาจหยุดยั้งจิตสังหารที่แรงกล้าขึ้นมาอย่างมหาศาล

“หลงเฉิน อย่าได้บีบบังคับให้แม่ทัพอย่างข้าต้องสังหารเจ้านะ” ชายผู้นั้นกัดฟันกรอด แล้วใช้มือกุมไปยังฝักดาบที่คาดอยู่ที่เอว

“หากเจ้ากล้าชักดาบยาวนั้นออกมา ข้าจะทำให้ศีรษะของเจ้าหล่นลงสู่พื้นเอง”

หลงเฉินยืนเอามือไพล่หลัง สายตาจ้องมองไปยังชายผู้นั้น การเอื้อนเอ่ยวาจาของเขานั้นช่างหนักแน่นจนศัตรูอาจพ่ายไปได้กว่าครึ่ง เสียงที่ออกมาแม้จะไม่ดังมากแต่กลับแฝงเอาไว้ด้วยพลังแห่งความเชื่อมั่นของผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า

“หาที่ตาย”

ชายวัยกลางคนไม่อาจอดกลั้นความท้าทายของหลงเฉินได้อีกแล้ว เขากดฝ่ามือลงไปที่หลังม้าพลันสะบัดตัวแล้วกระโจนลงมาดั่งอินทรีโผบินในเวหา เดินมุ่งตรงมาทางหลงเฉินแล้วปล่อยหมัดที่เต็มไปด้วยพลังแห่งการทำลายล้างออกมาทันที

เมื่อได้เห็นการไหลเวียนสภาวะโลหิตทั่วร่างที่ปล่อยกระแสโลหิตอันเย็นเฉียบขุมหนึ่งออกมา ก็สามารถบ่งบอกได้ว่านี่เป็นพลังฝีมือของผู้ที่อยู่ในขอบเขตขั้นก่อโลหิตแล้ว

หลงเฉินจ้องมองท่วงท่านั้นด้วยดวงตาคมกล้าของเขา สีหน้าไร้ความรู้สึกใดใดแสดงออกมา จากนั้นก็ได้ก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าวแล้วยกกำปั้นสวนกลับไปหนึ่งหมัด

“ตูม”

สองหมัดได้เข้าปะทะกันจนสายลมกรรโชกไปทั่วทั้งสี่ทิศ เสียงกระแทกคล้ายกับแรงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหว ทั้งสองคนต่างก็ถูกพลังสะท้อนอันมหาศาลของอีกฝ่ายพัดลอยจนถอยหลังออกไปหลายก้าว

“มีกึ๋นเพียงเท่านี้ ยังจะกล้าเหิมเกริมอีก” หลงเฉินยิ้มเยาะขึ้นมา

ชายผู้นั้นชักสีหน้าทันทีที่ได้ยิน การถูกดูหมิ่นเกียรติอย่างเย้ยหยันจากเด็กหนุ่มที่เป็นเฉกเช่นคนไร้ประโยชน์นั้นช่างไม่น่าให้อภัย โทสะที่คับอยู่ในอกได้ถูกทำให้ระเบิดออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด

“ไปตายซะ”

“เช้ง”

ดาบยาวได้ถูกชักออกมาจากฝัก ด้านสันคมของดาบได้ส่องประกายวิบวับเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ และกำลังมุ่งตรงเข้ามายังศีรษะของหลงเฉิน เสียงแหวกกระแสของสายลมของคมดาบได้เสียดแทงจนทำให้ผู้คนโดยรอบเกิดความเจ็บปวดลึกเข้าไปยังเยื่อแก้วหู บรรยากาศปกคลุมไปด้วยความหนาวเหน็บอย่างหาที่สุดไม่ได้

ผู้ที่ตั้งรับอย่างใจจดจ่ออยู่นั้นกำลังขยับออกจากพื้นที่เขาเหยียบย่ำอยู่เล็กน้อย การเคลื่อนไหวที่ไม่อาจจับสังเกตได้ดั่งภูตพราย พลันเบี่ยงตัวหลบจากการโจมตีของชายผู้นั้นอย่างง่ายดาย

เมื่อเขาได้ระยะจากการถอยหลังไปราวหนึ่งจั่ง ก็ทำการวาดท่วงท่าไล่วายุที่เพิ่งศึกษามาไม่นานแม้ว่าจะเป็นเพียงขั้นต้นแต่ว่าหลงเฉินที่ผนึกรวมเข้ากับความทรงจำของจักรพรรดิโอสถแล้วย่อมเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเส้นทางการไหลเวียนพลังลมปราณภายในร่างกายของมนุษย์เปรียบได้กับผู้ที่ได้ฝึกฝนมานานหลายสิบปีอย่างไรอย่างนั้น

เมื่อก้าวออกมาหยุดอยู่ด้านหน้าของทหารเลวผู้หนึ่ง เขาได้ออกหมัดเพื่อกระแทกไปที่ร่างนั้นอย่างไม่รีรอ จนทำให้ทหารเลวผู้นั้นแตกตื่นตกใจรีบชักดาบออกมาจากฝัก

ทว่าทันใดนั้นเองกลับมีฝ่ามือข้างหนึ่งฟาดเข้ามา ดาบยาวในมือก็ได้หายวับไป ในช่วงเวลาที่ความสนใจรวมอยู่ที่หลงเฉิน เขาที่เพิ่งแย่งชิงดาบยาวมาอยู่ในมือได้แล้วก็มุ่งตรงดิ่งไปทางแม่ทัพผู้นั้นอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า

“ชิ”

แม่ทัพผู้นั้นที่เพิ่งจะลงดาบใส่อากาศธาตุไปหนึ่งครั้งยังไม่ทันจะตั้งตัวรับการโจมตีได้ทันก็พบว่าหลงเฉินได้ถอยหลบไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นรวดเร็วเพียงแค่หนึ่งลมหายใจเท่านั้น ดาบที่เพิ่งพวยพุ่งจนตัดผ่าสายลมที่อยู่ท่ามกลางอากาศทำให้เขาไม่อาจสกัดกั้นพลังสะท้อนที่ตามมาจึงเร่งรีบไหลเวียนพลังต้านทานเอาไว้

“ตูม”

หลังจากเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณนั้น แม่ทัพผู้นั้นไม่อาจที่จะไหลเวียนพลังเข้าต้านทานเอาไว้ได้ทัน จึงได้ลอยกระเด็นด้วยพลังสะท้อนของตนเองไปพร้อมกับดาบไกลออกไปหลายจั่ง

เขาทรงตัวขึ้นยืนหลังจากกลิ้งบนพื้นหลายตลบ จู่ๆ ก็ได้มีสิ่งแหลมคมที่เย็นเยียบจ่ออยู่ที่เอว เขานึกย้อนคิดไปถึงประสบการณ์ที่ผ่านความเป็นตายมานานหลายปีก่อน แต่ความคิดยังไม่ทันประจบครบตอนเมื่อดาบยาวได้ถูกชักออกไปอีกครั้ง

การปะทะกันของดาบคมสองเล่มเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทุกลายเป็นเพลิงดารากระจายไปทั้งสี่ทิศ ประกายแสงวูบวาบได้ลอยออกมาพร้อมกับเสียง ลอยห่างออกไปไกลหลายสิบจั่งแล้วกระแทกเข้ากับต้นไม้แก่ต้นใหญ่

เมื่อครู่แม่ทัพผู้นั้นได้หยิบยืมประสาทความตื่นตัวเข้าปะทะคมดาบของหลงเฉินเอาไว้ แต่ก็ยังไม่อาจที่จะต้านทานพลังอันมหาศาลที่น่าหวาดกลัวของหลงเฉินได้ ง่ามนิ้วของเขาฉีกขาด ดาบยาวหลุดลอยออกไปเพราะไม่อาจจับเอาไว้ได้อีกแล้ว

แม่ทัพผู้นั้นไม่สามารถที่จะแสดงความโอหังเฉกเช่นก่อนหน้านี้ได้อีกต่อไป สีหน้าในตอนนี้มีเพียงความตื่นตระหนกและหวาดกลัวเนื่องจากเบื้องหน้าของเขามีแสงประกายวาบสายหนึ่งปรากฏขึ้นมาดั่งอาวุธของเทพมรณะ

“ไม่”

“พรวด”

เสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณนี้ จากนั้นศีรษะของแม่ทัพผู้นั้นก็ลอยละลิ่วปลิวไปกลางอากาศ บนใบหน้าประดับด้วยความแตกตื่นและความไม่ยินยอม

ก่อนที่จิตวิญญาณของเขาจะเข้าสู่ความมืดมิดก็ได้นึกถึงคำกล่าวของหลงเฉินก่อนหน้านี้ว่า “หากเจ้ากล้าชักดาบยาวนั้นออกมา ข้าจะทำให้ศีรษะของเจ้าหล่นลงสู่พื้นเอง”

ในที่สุดเขาจึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าหลงเฉินไม่ได้คิดที่จะข่มขู่เขา ที่เขากล่าวออกมานั้นเป็นเรื่องจริง น่าเสียดายเสียจริงที่เข้าใจขึ้นมาในยามสายเกินแก้แล้ว

“ตุบ”

ร่างไร้ศีรษะล้มลงกับพื้น ศีรษะยังคงลอยเคว้งคว้างไปในกลางอากาศอยู่นาน แล้วค่อยร่วงหล่น กลิ้งเกลือกไปบนพื้นหลายตลบ

ความเงียบงันเข้าปกคลุมบริเวณนั้นอีกครั้ง เหล่าทหารเลวทั้งหลายต่างก็ทอแววตาโง่งมไปทั้งหมด สายตาต่างจ้องมองไปยังศีรษะที่อยู่ปลายทางอีกด้านหนึ่ง อาวุธยุทโธปกรณ์ในมือแต่ละข้างต่างก็แทบจะกุมเอาไว้ไม่อยู่

พวกเขาต่างก็เป็นผู้ที่เคยผ่านศึกอันโชกโชนจนนับไม่ถ้วนมาก่อน แต่ที่เห็นอยู่ตอนนี้กลับต่างจากกลิ่นคาวโลหิตที่เคยพบมาทั้งชีวิต หลงเฉินยังมีสีหน้าเรียบเฉยตั้งแต่แรกเริ่มจวบจนจบ แม้แต่หางตาก็ยังไม่ขยับแม้สักครั้งเดียว นับเป็นความโหดเหี้ยมที่น่าเกรงกลัวเสียยิ่งกว่าอื่นใดในปฐพี

“หลงเฉิน เจ้ากล้าลงมือกับแม่ทัพคนโปรดของข้า เชื่อหรือไม่ว่าข้าคนนี้จะทำให้จวนเจิ้งหยวนอย่างเจ้าวอดวายเอง?”

ทันใดนั้นเองในบริเวณที่ห่างไกลออกไปก็ได้เกิดเสียงดังขึ้นมาเสียงหนึ่ง ชายวัยกลางคนที่ดูน่าเกรงขามผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวพร้อมยอดฝีมืออีกนับหลายสิบคนมุ่งหน้ามายังหลงเฉิน

“ในที่สุดก็ยอมออกมาจนได้แล้วอย่างนั้นหรือ?”

หลงเฉินแสยะยิ้มที่มุมปาก เพราะคาดเดาได้ก่อนหน้าแล้วหลังจากที่เพิ่งมาถึงจวน เขาก็ได้ใช้พลังจิตสำนึกเข้าตรวจสอบบริเวณโดยรอบเอาไว้แล้ว และพบว่ามีผู้คนซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆ เพื่อคอยจับตาดูอยู่ในที่ห่างไกล

“ขุนนางหมานฮวง ช่างสมกับนามของท่านเสียจริง ช่างดิบเถื่อน (蛮หมาน) ไม่สนเหตุผลเอาเสียเลย สมกับฐานะโหวเยว่ของท่านเสียจริงนะ”

หลงเฉินยืนพิงอย่างผ่อนคลายที่ศิลารูปสิงโตหน้าประตูจวน ก่อนจะกล่าวขึ้นพร้อมบิดตัวด้วยความเกียจคร้าน

“หลงเฉิน เมื่อวันก่อนที่เจ้าได้ล่วงเกินองค์ชายเจ็ดบุตรชายของข้าที่หอศึกษา วันนี้ยังบังอาจสังหารแม่ทัพคนโปรดของข้าไปอีก ชิ ต่อให้เจ้าถ่มน้ำลายออกมาเป็นบุปผาก็ไม่อาจพ้นจากความผิดเหล่านี้ได้ ข้าจะรอดูว่าจะมีผู้ใดช่วยเจ้าได้บ้าง” ขุนนางหมานฮวงตะโกนออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

เมื่อหลงเฉินได้มองดูโหวเยว่ที่มีชื่อเสียงเทียบเคียงกับบิดาของตน พลันก็ปรากฏรอยยิ้มหยามเหยียดขึ้นมาอย่างสุดทน พลังฝีมือระดับขยะเช่นนี้สามารถอยู่ในระดับเดียวกับบิดาของข้าได้อย่างนั้นเชียวหรือ? เพ่ย!

“โจวเฉิงชิง เจ้านี่ยิ่งมีชีวิตก็ยิ่งถดถอยหรืออย่างไรกัน ข้าเป็นถึงหลงเฉินยังจะต้องให้ผู้อื่นช่วยอีกอย่างนั้นหรือ? ช่างโง่เขลาเสียจริง”

หลงเฉินเลื่อนมือไปที่หน้าอกแล้วหยิบแผ่นป้ายออกมา แล้วกล่าวต่อไปว่า “เบิกตาสุนัขและใช้ประสาทรับกลิ่นของเจ้าซะ อ่อ ยังมีบั้นท้ายที่มีดวงตางอกเงยขึ้นมาของเจ้าอีก มองดูให้ชัดเจนว่านี่คือสิ่งใด?”

เมื่อขุนนางหมานฮวงโจวเฉิงชิงหรี่ตามองดูตราที่สลักสัญลักษณ์ของโอสถสามัญบนแผ่นป้ายนั้นก็เกิดสีหน้าตื่นตระหนกตกใจจนปากอ้าตาค้างยกใหญ่

“เป็นไปได้อย่างไรกัน เหตุใดเจ้าถึงได้มีแผ่นป้ายโอสถสามัญ? นี่จะต้องเป็นของปลอมอย่างแน่นอน” โจวเฉิงชิงสบถออกมาด้วยความไม่พอใจ

“ตาเฒ่าโง่เง่า ดูเหมือนว่าเจ้าจะชราลงจนสายตาพร่ามัวดูไม่ชัดเจนอย่างนั้นหรือ” หลงเฉินกล่าวจบก็ได้ยื่นแผ่นป้ายเข้าไปใกล้โจวเฉิงชิง

โจวฉางชิงรับแผ่นป้ายมาดูแล้วตรวจทานอย่างละเอียดถี่ถ้วน พลันความรู้สึกด้านชาก็ก่อตัวขึ้นทั่งใบหน้า เขามีศักดินาเป็นถึงโหวเยว่ (侯爷เจ้าพระยา) มีหรือที่แค่แผ่นป้ายของผู้หลอมโอสถจากสภาผู้หลอมโอสถจะหลอกสายตาเขาผู้นี้ได้

เขามีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อทราบอยู่เต็มอกว่าตรานั้นเป็นของจริง อีกทั้งเมื่อพลิกดูด้านหลังของแผ่นป้ายยังมีการลงนามของบุคคลผู้หนึ่ง——หวินฉี นั่นเอง ทั้งจักรวรรดิเมืองเฟิงหมิงไม่มีผู้ใดที่จะไม่รู้จักปรมาจารย์ท่านนี้กันอย่างนั้นหรือ?

แม้แต่ฮ่องเต้ในปัจจุบันก็ยังต้องให้ความเคารพแก่ผู้อาวุโสของทางสภาผู้หลอมโอสถผู้นี้ เพียงเท่านี้ก็พอจะทราบได้แล้วว่าสภาผู้หลอมโอสถมีจุดยืนที่สูงส่งภายในจักรวรรดิมากเพียงใด หากจักรวรรดิแห่งหนึ่งไม่ได้รับการค้ำจุนจากสภาผู้หลอมโอสถก็คงจะถูกจักรวรรดิอื่นกลืนกินไปแล้ว

“โจวเฉิงชิงดูชัดเจนแล้วหรือไม่? เอาแผ่นป้ายคืนมาให้ข้าได้หรือยัง?” หลงเฉินยิ้มเยาะเมื่อมองไปเห็นใบหน้าที่ไร้สีโลหิตไหลผ่านของขุนนางหมานฮวง

ขุนนางหมานฮวงไม่อาจปั้นสีหน้าให้ปกติสุขอยู่ได้ ภายในใจก็อยากจะบีบแผ่นป้ายในฝ่ามือนั้นให้แหลกสลายเป็นจุล แล้วจัดการกับหลงเฉินให้จบสิ้นกันไปเสีย แต่ก็ไม่อาจจะกระทำได้

แม้ว่าจะไม่อาจทราบได้ว่าหลงเฉินได้รับตรานี้มาได้อย่างไร แต่ว่าเมื่อไว้ในครอบครองแล้วก็ประจักษ์อยู่แล้วว่าหลงเฉินเป็นคนของสภาผู้หลอมโอสถอันสูงส่ง บุคคลที่อยู่เหนือกว่ากฎของจักรวรรดิ และแม้แต่เขาเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะขัดขืนอันใดได้

ขุนนางหมานฮวงยื่นตราหยกคืนด้วยความแคลงใจ หลงเฉินชักสีหน้าแข็งกร้าวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “โจวเฉิงชิง แม่ทัพของเจ้าได้นำกำลังพลมาปิดล้อมจวนของผู้หลอมโอสถสามัญไว้ อีกทั้งยังหันคมดาบเข้าทำร้ายข้า หากวันนี้เจ้าไม่มีคำแถลงไขแก่ข้า ในวันพรุ่งนี้ข้าจะไปร้องเรียนต่อสภาชุมนุมผู้หลอมโอสถ ดูว่าทางจักรวรรดิเมืองเฟิงหมิงจะลงทัณฑ์เช่นไร”

โจวเฉิงชิงกำหมัดกัดฟันกรอดด้วยความโกรธเกลียด การลงทัณฑ์จากชุมนุมผู้หลอมโอสถเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งยวด อาจถูกปฏิเสธที่จะส่งโอสถให้แก่ทางจักรวรรดิซึ่งเปรียบเสมือนดั่งเส้นชีวิตของจักรวรรดิได้ถูกตัดขาดอย่างไรอย่างนั้น

“ไว้ข้ากลับไปจะตรวจสอบให้กระจ่างแจ้งทั้งหมดเอง คงเป็นเพราะเจ้าหนูผู้นั้นที่ริเริ่มความคิด หากทราบแล้วกลับมาให้คำแถลงไขแก่คุณชายทันที” ทันใดนั้นหลงเฉินก็ได้มีสถานะที่พิเศษขึ้นมาอย่างฉับพลัน ขุนนางหมานฮวงข่มกลั้นอารมณ์เอาไว้แล้วกัดฟันพูดจนจบ

มารดาเจ้าเถิด กล้ำกลืนฝืนทนเกินไปแล้ว ตนเองหอบกำลังพลมาเองยังสามารถกล้ำกลืนถ้อยวาจากลับไปได้อย่างไร้อารมณ์ใดใด หลงเฉินรู้สึกนับถือขุนนางหมานฮวงขึ้นมาเป็นครั้งแรก

ไม่แปลกใจเลยที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับขั้นก่อโลหิตและในวันนี้ก็ยังคงอยู่ในระดับขึ้นก่อโลหิตอยู่อย่างนั้นมาหลายสิบปีกว่าแล้ว ที่ผ่านมาคงจะมีเพียงการฝึกฝนการเลียแข้งเลียขาก็เท่านั้น

“เจ้าจะตรวจสอบอย่างไรก็เรื่องของเจ้า พรุ่งนี้ที่ข้าตื่นขึ้นมาในรุ่งสางจะต้องพบว่าที่หน้าประตูใหญ่ ต้องสะอาดสะอ้าน ไม่เช่นนั้น…เจ้าก็คงจะทราบดีว่าผลลัพธ์จะหนักหนามากเพียงใด”

หลงเฉินส่งเสียงดังชิออกมาอย่างคร้านที่จะกล่าววาจาไร้สาระกับจิ้งจอกเฒ่าไร้ยางอายผู้นี้อีก เมื่อกล่าวจบก็ได้หันหลังกลับเข้าจวนทันทีแล้วปิดประตูใหญ่เสียงดังปัง

ทั้งวันที่ผ่านมาหลงเฉินได้ปะทุบันดาลโทสะมากเกินไปแล้ว ในยามเช้าที่หอศึกษา ยามบ่ายที่หุบเขาเมฆาคล้อย ยามเย็นก็ที่หน้าจวนอีก วันเดียวกันถึงสามครั้ง ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อยามบ่ายยังคงหอมหวนอยู่ในห้วงความทรงจำ

หลังจากที่หลงเฉินจากไป ทางขุนนางหมานฮวงก็มีใบหน้าด้านชาขึ้นมา ผิดจากที่คาดการณ์เอาไว้อย่างลิบลับ ในทางกลับกันยังกลายเป็นการหาเหาใส่หัวอีก แส่หาเรื่องให้ตัวเองเสียจริง

“ท่านโหวเยว่พวกเราควรจะทำอย่างไรกันดี?”

“ทำอะไร? ทำบ้านเจ้าสิ รีบเก็บกวาดให้เรียบร้อย คราบโลหิตที่อยู่บนพื้นนั้นต่อให้ต้องใช้ลิ้นก็ต้องจัดการให้สะอาดสะอ้าน”

หมานฮวงที่เกิดบันดาลโทสะสุมอยู่เต็มอกก็ได้ปลดปล่อยออกไปบางส่วนด้วยการด่าทอออกไปเสียยกใหญ่ สร้างความงงงวยให้แก่ผู้ที่อยู่โดยรอบ ก่อนที่เขาจะเดินจากไปอย่างโดดเดี่ยว

“มารดาเถิด เจ้าเดรัจฉานน้อย เหตุใดถึงได้กลายเป็นคนของสภาผู้หลอมโอสถได้ ดูท่าจะยุ่งยากขึ้นมาเสียแล้ว”

ขุนนางหมานฮวงพึมพำอยู่ในใจอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อพบว่าบริเวณนั้นไม่มีใครอื่นจึงเปลี่ยนทิศมุ่งหน้าไปยังเส้นทางสู่วังหลวง

.

.

.

ติดตามได้ที่ >>> 9 ดารา

จบบทที่ ตอนที่ 18 ขุนนางหมานฮวง(ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว