- หน้าแรก
- ยอดเซียนเทพทรู แอปพลิเคชันสวรรค์เปลี่ยนชีวิต
- บทที่ 60 เรื่องราวเริ่มมีเบาะแส
บทที่ 60 เรื่องราวเริ่มมีเบาะแส
บทที่ 60 เรื่องราวเริ่มมีเบาะแส
บทที่ 60 เรื่องราวเริ่มมีเบาะแส
เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่เทพแห่งการแพทย์ให้ความสนใจมาก เขาจึงส่งข้อความมาถามจางเล่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่จางเล่อก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับการไปซื้อยา เคี่ยวยา แล้วก็รีบเอาไปให้ซ่งอวี้ถิงที่โรงพยาบาล ก็เลยไม่มีเวลาตอบกลับเทพแห่งการแพทย์เลย
"ท่านอย่าเพิ่งใจร้อนสิ ผมเอาไปให้เขาใช้แล้ว คาดว่าน่าจะเห็นผลพรุ่งนี้เช้านั่นแหละ" จางเล่อตอบกลับเทพแห่งการแพทย์
"ดูท่าทางอาการของคนผู้นั้นจะสาหัสเอาการเลยนะเนี่ย ถ้าเส้นประสาทไม่ได้รับความเสียหายหนักขนาดนั้น ข้าว่ายาของข้าคงจะเห็นผลตั้งแต่เดี๋ยวนี้แล้วล่ะ แต่ถ้านี่ต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้า ก็แปลว่าอาการของเขาคงจะหนักหนาสาหัสจริงๆ"
"ก็ใช่น่ะสิครับ ผมบอกท่านแล้วไงว่าเขาเจ็บหนักมาก แต่ผมเชื่อว่าพรุ่งนี้เช้าต้องเห็นผลแน่นอนครับ"
"ดีมากๆ ถือว่าเจ้ายังมีความเชื่อมั่นในตัวข้าอยู่ เจ้าวางใจเถอะ ในเมื่อเจ้าเชื่อมั่นในตัวข้า ข้าก็จะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่นอน พรุ่งนี้เช้าเพื่อนของเจ้าจะต้องฟื้นขึ้นมาแน่ๆ เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ"
พอได้ยินเทพแห่งการแพทย์ยืนยันหนักแน่นแบบนั้น จางเล่อก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง เอาเถอะ เรื่องนี้คงต้องรอฟังผลพรุ่งนี้เช้า ตอนนี้จะมานั่งกังวลไปก็เปล่าประโยชน์ จางเล่อเอนตัวลงนอนบนโซฟา กะว่าจะงีบหลับสักพัก แต่จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น พอดูหน้าจอก็เห็นว่าเป็นเบอร์ของผู้กองหวังเวยโทรมา
ก่อนหน้านี้จางเล่อเพิ่งจะขอร้องให้ผู้กองหวังเวยช่วยสืบข้อมูลเกี่ยวกับโรงประมูลเทียนหยาให้หน่อย การที่เธอโทรมาหาเขาแบบนี้ แสดงว่าคงจะได้เบาะแสอะไรมาบ้างแล้วล่ะ
ดูเหมือนว่าวันนี้จะมีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาพร้อมกันเลยนะเนี่ย อาการป่วยของซ่งอวี้ถิงก็กำลังจะดีขึ้น แล้วตอนนี้ผู้กองหวังเวยก็กำลังจะแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับโรงประมูลเทียนหยาให้เขาฟังอีก
"ฮัลโหล ผู้กองหวัง ได้เบาะแสอะไรเกี่ยวกับโรงประมูลเทียนหยามาแล้วใช่ไหมครับ?"
พอรับสายปุ๊บ จางเล่อก็โพล่งถามออกไปด้วยความตื่นเต้น เพราะเขาร้อนใจอยากรู้เรื่องนี้ใจจะขาด
เขาหวังลึกๆ ว่าหวังเวยจะบอกข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับโรงประมูลเทียนหยาให้เขาฟังบ้าง
"นี่ฉันจะโทรหานายเรื่องอื่นบ้างไม่ได้เลยหรือไงฮะ? ทำไมถึงต้องคิดว่าเป็นเรื่องโรงประมูลเทียนหยาอย่างเดียวด้วย นายนี่มันยังไงกันแน่เนี่ย?"
หวังเวยตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยพอใจที่จางเล่อเอาแต่สนใจเรื่องคดี โดยไม่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเธอเลยสักคำ
"เปล่านะครับ ผมก็แค่อยากรู้ว่าคุณโทรมาหาผมทำไมกันแน่ อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ผมก็เพิ่งจะไหว้วานคุณให้ช่วยสืบเรื่องนี้นี่นา คุณเป็นถึงตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ก็ต้องตั้งใจทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงอยู่แล้วใช่ไหมล่ะครับ"
พอจับน้ำเสียงได้ว่าผู้กองหวังเวยกำลังงอน จางเล่อก็รีบพูดจาเอาใจเธอทันที
"จะบอกให้นะว่าฉันพอจะได้เบาะแสเรื่องนี้มาบ้างแล้วล่ะ ข้อมูลเกี่ยวกับโรงประมูลเทียนหยาแล้วก็เรื่องอื่นๆ ที่ฉันสืบมาได้ ฉันจะส่งเข้าอีเมลนายให้หมดเลยนะ เดี๋ยวก็อย่าลืมเช็กดูด้วยล่ะ"
ในเมื่อข้อมูลเยอะจนต้องส่งทางอีเมล แสดงว่าเรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องสำคัญมากๆ และคงมีข้อมูลเยอะน่าดู
"ขอบคุณมากนะครับคุณตำรวจ วันหลังถ้ามีโอกาส ผมจะเลี้ยงข้าวคุณมื้อใหญ่เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจเลยครับ"
"เลี้ยงข้าวมื้อเดียวมันจะไปพออะไรยะ? ฉันอุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยสืบหาข้อมูลมาให้นายตั้งมากมาย นายจะมาตอบแทนด้วยข้าวแค่มื้อเดียวเนี่ยนะ มันไม่ง่ายไปหน่อยหรือไง?"
หวังเวยแกล้งพูดล้อเล่นกับจางเล่อ พอได้ยินเขาบอกว่าจะเลี้ยงข้าวเพื่อตอบแทน
"แล้วคุณอยากให้ผมตอบแทนยังไงล่ะครับ?"
ช่วยไม่ได้นี่นา ในเมื่อไปขอร้องให้เขาช่วย ก็ต้องยอมทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตนหน่อย ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวอดกินข้าวไม่รู้ด้วยนะ
"อย่างน้อยก็ต้องสิบมื้อสิ เลี้ยงแค่มื้อเดียวมันน้อยไปหน่อยมั้ง" ผู้กองหวังเวยหัวเราะคิกคักพลางพูดแซวมาตามสาย
พอจางเล่อได้ยินว่าแค่สิบมื้อ เขาก็โล่งใจ เลี้ยงแค่สิบมื้อจะเป็นไรไป ดีไม่ดีวันหลังเขาอาจจะต้องพึ่งพาเธออีก การเลี้ยงข้าวบ่อยๆ ก็ถือเป็นการสร้างคอนเนกชั่นที่ดี เวลาจะขอให้ช่วยอะไรจะได้คุยกันง่ายๆ หน่อย
หลังจากคุยกับหวังเวยเสร็จ จางเล่อก็กลับเข้าห้องไปเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเช็กอีเมลที่หวังเวยส่งมาให้ ข้อมูลพวกนี้น่าจะสำคัญมากแน่ๆ และน่าจะพอช่วยให้เขาไขปริศนาเรื่องไหใบนั้นได้บ้าง
ดีล่ะ คืนนี้เขาจะนั่งอ่านข้อมูลพวกนี้ให้หมดเลย พรุ่งนี้ค่อยไปเยี่ยมซ่งอวี้ถิงที่โรงพยาบาล ถ้าซ่งอวี้ถิงฟื้นแล้วค่อยว่ากันอีกที ดูท่าทางความจริงใกล้จะปรากฏแล้วล่ะ จางเล่อคิดในใจพลางเดินกลับเข้าห้อง
พอเปิดคอมพิวเตอร์ปุ๊บ อีเมลจากหวังเวยก็เด้งขึ้นมาปั๊บ
พอเปิดอ่านดู เขาก็ถึงกับผงะ!
เบื้องหลังของโรงประมูลเทียนหยามันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิดแฮะ
ที่แท้ผู้สนับสนุนหลักของโรงประมูลเทียนหยาก็คือบริษัทข้ามชาติที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นี่เอง มิน่าล่ะ
ถ้าไม่มีเงินทุนหนาพอ โรงประมูลธรรมดาๆ คงอยู่รอดได้ยาก เพราะของที่เอามาประมูลแต่ละชิ้น ล้วนมีมูลค่ามหาศาลทั้งนั้น ถ้าไม่มีความมั่นคงทางการเงิน ใครเขาจะกล้าเอาของมาฝากประมูลด้วยล่ะ แถมของพวกนี้ก็เป็นของมีค่าทั้งนั้น เรื่องความปลอดภัยก็เลยสำคัญมาก
ถ้าเกิดทำของประมูลหายขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบไหวล่ะ? เพราะฉะนั้น คนถึงจะกล้าเอาของมาประมูลก็ต่อเมื่อโรงประมูลนั้นมีความน่าเชื่อถือและมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงเท่านั้น
ไม่เพียงแค่นั้นนะ เบื้องหลังของโรงประมูลแห่งนี้ยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกคอยหนุนหลังอยู่ แถมประธานกรรมการก็มีชื่อว่า เริ่นเทียนหยา นี่คงเป็นที่มาของชื่อโรงประมูลเทียนหยาสินะ
ก่อนหน้านี้จางเล่อรู้แค่ว่า โรงประมูลฮั่นไห่ของพวกเขาเป็นบริษัทใหญ่ แต่จากข้อมูลที่ผู้กองหวังเวยส่งมาให้ โรงประมูลเทียนหยาก็เป็นโรงประมูลระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันเลย
ดูเหมือนว่าโรงประมูลเทียนหยาจะเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของโรงประมูลฮั่นไห่จริงๆ บางทีอาจจะเป็นฝีมือของพวกเขาก็ได้นะ ที่วางแผนจะฮุบกิจการโรงประมูลฮั่นไห่
ข้อมูลส่วนต่อไปเป็นรายชื่อพนักงานระดับสูงของโรงประมูลเทียนหยา แล้วก็ประวัติการประมูลของตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงราคาประมูลด้วย ข้อมูลพวกนี้ก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้สำคัญที่สุด
พออ่านเอกสารนี้จบ เขาก็เห็นว่ายังมีไฟล์แนบอีกไฟล์หนึ่ง พอเปิดดูก็พบว่าเป็นประวัติของเด็กมัธยมคนนั้น
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด หมอนั่นไม่ได้ธรรมดาเลย
เด็กคนนั้นไม่ได้เป็นแค่เด็กมัธยมธรรมดาๆ อย่างที่เห็นภายนอก จากประวัติที่หวังเวยส่งมาให้ เด็กคนนี้เป็นคนไทย แต่ไม่รู้ว่าทำอาชีพอะไร อายุยังน้อย แถมยังไม่มีประวัติภูมิหลังอะไรเลย
ข้อมูลบอกแค่ว่าหมอนั่นมาจากประเทศไทย และเป็นคนที่ผู้จัดการใหญ่ของโรงประมูลเทียนหยาจ้างมาโดยเฉพาะ
สาเหตุที่ไหปริศนาใบนั้นไปโผล่ที่โรงประมูลเทียนหยาในตอนแรก ก็เพราะเด็กมัธยมคนนั้นเป็นคนเอามันมา แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะประมูลที่นั่นหรอกนะ เขาจงใจเอามันมาประมูลที่โรงประมูลฮั่นไห่ต่างหากล่ะ
นี่ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ไหใบนั้นไม่ใช่ของประมูลธรรมดาๆ แต่มันน่าจะเป็นอาวุธที่โรงประมูลเทียนหยาใช้เพื่อทำลายโรงประมูลฮั่นไห่มากกว่า ถึงได้จงใจเอามันมาไว้ที่นี่
พอคิดมาถึงตรงนี้ ความจริงก็เริ่มจะกระจ่างขึ้นมาแล้ว
เริ่นเทียนหยา ไอ้จิ้งจอกเฒ่านั่น ต้องเป็นคนจ้างเด็กมัธยมคนนี้มาจากประเทศไทยแน่ๆ และแน่นอนว่าเด็กคนนี้ต้องไม่ใช่แค่เด็กมัธยมธรรมดาๆ
ไหที่เขาใช้ อาจจะมีคำสาปอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ถึงได้ทำร้ายคนของฮั่นไห่จนบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้
แม้ว่าตอนนี้จะมีคนของโรงประมูลฮั่นไห่บาดเจ็บแค่คนเดียว
แต่นั่นก็ถือเป็นสัญญาณเตือนแล้วนะ ถ้าไม่รีบจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด ต่อไปอาจจะมีคนบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีกก็ได้
สถานการณ์ตอนนี้มันอันตรายมากๆ ต้องรีบหาสาเหตุที่แท้จริงให้เจอ แล้วหาทางหยุดยั้งมันให้ได้ ไม่อย่างนั้นถ้ามีคนบาดเจ็บเพิ่มขึ้นมาอีก มันคงได้ไม่คุ้มเสียแน่ๆ
และนี่แหละคือสิ่งที่จางเล่อกลัวที่สุด เขากลัวว่าจะมีใครในบริษัทต้องมาเจอเรื่องร้ายๆ แบบเดียวกับซ่งอวี้ถิงอีก
เขาถึงได้ร้อนใจรีบไปขอให้ผู้กองหวังเวยช่วยสืบประวัติโรงประมูลเทียนหยาให้ไงล่ะ
แถมยังขอให้เทพแห่งการแพทย์ช่วยปรุงยามารักษาซ่งอวี้ถิงด้วย
แต่มีเรื่องหนึ่งที่จางเล่อยังไม่เข้าใจ ทำไมก่อนหน้านี้โรงประมูลฮั่นไห่กับโรงประมูลเทียนหยาถึงต่างคนต่างอยู่ ไม่เคยก้าวก่ายกันเลยล่ะ? ทั้งสองบริษัทก็เปิดทำการในเมืองนี้มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว ไม่เคยมีเรื่องขัดผลประโยชน์อะไรกันเลยนี่นา
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งสองบริษัทต่างก็เติบโตในเส้นทางของตัวเอง ถึงจะไม่มีการติดต่อทำธุรกิจร่วมกัน แต่พวกเขาก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน แล้วทำไมจู่ๆ โรงประมูลฮั่นไห่ถึงโดนโรงประมูลเทียนหยาเล่นงานเอาแบบนี้ล่ะ?
หรือว่า... จะมีใครอยู่เบื้องหลังคอยชักใยให้ทั้งสองบริษัทตีกัน เพื่อที่ตัวเองจะได้ผลประโยชน์? ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ คนที่จางเล่อต้องระวังตัว ก็ไม่ใช่แค่โรงประมูลเทียนหยาแล้วล่ะ แต่เป็น 'บุคคลที่สาม' ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังต่างหาก
แต่ก็นะ ทั้งหมดนี่ก็เป็นแค่ข้อสันนิษฐานของจางเล่อเท่านั้นแหละ เขาแค่พยายามวิเคราะห์จากสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าโรงประมูลเทียนหยาตั้งใจจะเล่นงานโรงประมูลฮั่นไห่จริงๆ แม้ว่ามันจะดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ก็เถอะ
ความจริงบางเรื่องมันก็หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้หรอก จางเล่อเข้าใจเรื่องนี้ดี ข้อสันนิษฐานทั้งหมดของเขาในตอนนี้ ถึงแม้จะดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้าง แต่มันก็ยังไม่ชัดเจนพอ เขาต้องสืบเรื่องนี้ต่อไป บางทีพวกนั้นอาจจะกำลังกบดานเพื่อไม่ให้เขาจับได้ก็ได้
แต่ในขณะเดียวกัน พวกนั้นก็อาจจะกำลังเตรียมแผนเล่นงานพวกเขาอีกครั้งก็ได้ ถ้าถึงตอนนั้น จางเล่อก็จะสามารถหาหลักฐานมายืนยันข้อสันนิษฐานของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น
จางเล่อนั่งจ้องเอกสารพวกนั้นอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เขาคาดหวังว่าจะได้เจอเบาะแสอะไรบางอย่าง
เพื่อที่จะได้กระชากหน้ากากคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้ แต่ต่อให้เขาจะอ่านเอกสารวนไปวนมาเป็นสิบๆ รอบ เขาก็ยังไม่เจอเบาะแสอะไรเลย บางทีเขาอาจจะต้องลองเอาไปให้คนอื่นช่วยดู เผื่อว่ามุมมองของคนอื่นอาจจะมองเห็นจุดบกพร่องที่เขามองข้ามไปก็ได้
ในหัวของเขาเอาแต่คิดวนเวียนเรื่องไหปริศนาและอาการบาดเจ็บของซ่งอวี้ถิง จนเผลอฟุบหลับคาโต๊ะคอมไปในที่สุด
ในความฝัน จางเล่อรู้สึกเหนื่อยล้าไปหมด เขาต้องเผชิญกับปัญหามากมายที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
เขารู้สึกหมดหนทางที่จะแก้ปัญหาพวกนี้ แถมเรื่องพวกนี้มันยังเกี่ยวกับความเป็นความตายของคนอื่นอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวและทุกข์ใจ
เขารู้สึกเหนื่อยล้าและง่วงนอนเหลือเกิน แม้แต่ในความฝันเขาก็ยังรู้สึกหนักอึ้ง ไม่มีความรู้สึกผ่อนคลายเลยสักนิด
ขณะที่จางเล่อกำลังหลับสนิท จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ แต่เสียงสั่นของโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะ มันสั่นสะเทือนจนโต๊ะสั่นตามไปด้วย
หูของจางเล่อแนบอยู่กับโต๊ะ ทำให้เขารับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนนั้น เขาจึงรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
ในอาการสะลึมสะลือ จางเล่อก็ได้ยินเสียงของขงเมิ่งหานดังลอดมาจากปลายสาย