- หน้าแรก
- ยอดเซียนเทพทรู แอปพลิเคชันสวรรค์เปลี่ยนชีวิต
- บทที่ 37 ขัดจังหวะเรื่องดี ๆ
บทที่ 37 ขัดจังหวะเรื่องดี ๆ
บทที่ 37 ขัดจังหวะเรื่องดี ๆ
บทที่ 37 ขัดจังหวะเรื่องดี ๆ
พอหวังเวยได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ก็รีบลืมตาขึ้นมาทันที เห็นจางเล่อกำลังมองเธอด้วยสายตาขี้เล่น เธอก็รู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงรีบปัดมือเขาออก
"ที่แท้นายก็คิดจะลวนลามฉันจริง ๆ ด้วย เชื่อไหมว่าฉันจะจับนายเข้าซังเตงไปดัดนิสัยเสียให้เข็ดเลย" หวังเวยพูดกับจางเล่อด้วยสีหน้าเอาเรื่อง ดูจากท่าทางแล้วคงอยากจะพุ่งเข้ามากัดคอเขาให้ตายไปเลย
แต่เสียงเอะอะโวยวายข้างนอกกลับยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ เสียงตะโกนของหมอและพยาบาลก็ดังไม่หยุด
"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ทำไมในโรงพยาบาลถึงมีเสียงคนโวยวายดังขนาดนี้ หรือว่าจะมีคนมาหาเรื่อง?" หวังเวยพูดขึ้น
พอหวังเวยได้ยินว่ามีคนมาหาเรื่องข้างนอก ก็คิดในใจว่าคงไม่ใช่เรื่องข้อพิพาททางการแพทย์หรอกนะ ช่วงนี้ในข่าวก็มักจะมีเรื่องญาติคนไข้มาโวยวายที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ
เป็นหมอสมัยนี้ก็ลำบากเหมือนกันนะ เกิดรักษาพลาดจนคนไข้เจ็บตัวหรือเสียชีวิตขึ้นมา จริงอยู่ที่ว่าอาจเป็นเพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์ของโรงพยาบาลยังไม่ดีพอ แต่ญาติคนไข้กลับไปโทษหมอว่าไม่ใส่ใจในการรักษา จนทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง หรือไม่ก็มีข่าวว่าญาติคนไข้เอาศพไปวางขวางหน้าประตูโรงพยาบาลไม่ให้คนอื่นเข้าไปใช้บริการ
ความจริงปัญหาแบบนี้มันเป็นปัญหาที่ระบบของประเทศ บางโรงพยาบาลมีมาตรฐานการรักษาไม่สูงพอ ทำให้คนไข้ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจนเสียชีวิต ญาติคนไข้ก็เลยโมโหจนเกิดเป็นข้อพิพาททางการแพทย์แบบนี้
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ปัญหาแบบนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง หรืออาจจะต้องรอให้เป็นสังคมคอมมิวนิสต์เต็มตัวก่อน หรืออาจจะต้องรอให้เทคโนโลยีทั่วโลกก้าวหน้าจนมนุษย์เป็นอมตะไม่เจ็บไม่ป่วยนู่นแหละ ปัญหานี้ถึงจะหมดไป
เสียงเอะอะโวยวายข้างนอกดังขึ้นเรื่อย ๆ หวังเวยเลยลุกจากเตียงเตรียมจะออกไปดู
ความจริงแผลของหวังเวยก็หายดีแล้ว ก็แค่ผ่าตัดก้อนเนื้อเล็ก ๆ ที่หน้าอก แล้วก็เย็บแผลไปไม่กี่เข็ม ที่ยังต้องนอนโรงพยาบาลนานขนาดนี้ ก็เพื่อรอดูอาการว่าแผลสมานตัวดีหรือเปล่าเท่านั้น ขอแค่แผลสมานตัวดี ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ร่างกายของเธอก็ยังเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว ไม่ได้มีอะไรติดขัดเลย
จางเล่อเห็นหวังเวยลุกจากเตียง ก็รีบเข้าไปห้าม
"แม่คุณครับ นอนพักรักษาตัวไปเงียบ ๆ เถอะน่า อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเลย"
"นายพูดอะไรเนี่ย ฉันไปยุ่งเรื่องคนอื่นที่ไหน ฉันเป็นตำรวจนะ เจอเรื่องแบบนี้ก็ต้องออกไปดูสิ ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าห้ามขัดขวางฉัน ถ้านายกล้าขัดขวาง ฉันจะตั้งข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงาน หรือไม่ก็ข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน"
พอจางเล่อได้ยินหวังเวยพูดมาขนาดนี้ เรื่องเล็ก ๆ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติไปซะแล้ว ถ้าเขาขัดขวางหวังเวย เธอคงยัดข้อหาทำลายความมั่นคงของชาติให้เขาแน่ ๆ ถึงตอนนั้นก็คงโดนข้อหากบฏ มีหวังซวยแน่ ๆ ถึงแม้มันจะเป็นไปไม่ได้ก็เถอะ ความคิดของจางเล่อนี่มันล้ำลึกเกินไปจริง ๆ
ทางด้านหวังเวยก็แต่งตัวใส่รองเท้าเสร็จสรรพ ลุกจากเตียงแล้ววิ่งออกไปทางประตูห้องพักฟื้นแล้ว
พอจางเล่อเห็นหวังเวยวิ่งออกไป เขาก็คงไม่ยอมอยู่เฉยแน่ ๆ เลยวิ่งตามออกไปดูด้วย
ที่โถงทางเดินข้างนอกวุ่นวายกันไปหมด ที่แท้ก็มีคนไข้คนนึงวิ่งหนีออกมาจากห้องพักฟื้น กำลังวิ่งพล่านไปทั่ว เป็นผู้ชายอายุประมาณสามสิบกว่า ๆ กำลังโวยวายเถียงกับพวกหมอและพยาบาลอยู่ตรงทางเดิน หมอและพยาบาลหลายคนพยายามจะลากตัวเขากลับเข้าห้องพักฟื้น แต่ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนั้นจะอารมณ์ไม่คงที่ ดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรง พวกหมอและพยาบาลเลยไม่กล้าใช้ความรุนแรงกับเขามากนัก
ตอนนี้ในใจจางเล่อไม่ได้สนใจเลยว่าผู้ชายคนนี้เป็นอะไร เขาแค่คิดว่าผู้ชายคนนี้น่ารำคาญชะมัด ดันมาโวยวายขัดจังหวะเรื่องดี ๆ ของเขาเมื่อกี้ซะได้
ถ้าหวังเวยรู้ว่าในใจจางเล่อคิดอะไรอยู่ล่ะก็ คงอยากจะตบเขาให้ตายซะเดี๋ยวนี้เลย ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขายังมีอารมณ์มาคิดเรื่องพรรค์นี้อีก น่าผิดหวังจริง ๆ
แต่จางเล่อก็เป็นแค่คนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มีจิตสาธารณะอะไรขนาดนั้น คนไข้จะป่วยเป็นอะไร เขาก็ไม่มีหน้าที่หรือความรับผิดชอบที่จะต้องไปรับรู้
แต่ตอนนี้เหมือนจะมีอะไรเปลี่ยนไปแล้ว ดูเหมือนเขาจะรู้วิชาแพทย์อันล้ำเลิศ เขาก็ควรจะเข้าไปช่วยรักษาคนไข้สิ
พอคิดได้แบบนั้น เขาก็กำลังจะเดินเข้าไป แต่พวกคนที่โวยวายกันอยู่ตรงนั้นก็รับมือยากซะเหลือเกิน หวังเวยก็รีบวิ่งเข้าไปช่วย
ดูเหมือนว่าหมอและพยาบาลจะควบคุมคนไข้คนนั้นไม่ได้ เลยพากันร้องตะโกนขอความช่วยเหลือวุ่นวายไปหมด คนไข้ห้องอื่น ๆ ก็พากันออกมามุงดูเรื่องสนุกกันใหญ่ ในโรงพยาบาลก็มีแต่หมอกับพยาบาล คงไม่มีใครมีแรงพอจะจับผู้ชายคนนี้ไว้ได้หรอก
หวังเวยก็คือหวังเวย เป็นตำรวจก็ต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
หวังเวยพุ่งเข้าไป จับผู้ชายคนนั้นทุ่มข้ามไหล่ลงไปกองกับพื้นแล้วจับกดไว้ทันที ทำเอาหมอและพยาบาลรอบข้างถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กัน คิดในใจว่าคนไข้คนนี้มาจากไหนเนี่ย ทำไมวันนี้ถึงได้โหดขนาดนี้ จัดการคนไข้คลุ้มคลั่งซะอยู่หมัดเลย
ถึงแม้ท่าทางจะดูรุนแรงไปหน่อย และอาจจะทำให้คนไข้คนนั้นเจ็บตัวได้ แต่ก็ถือว่าช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้
พอจัดการคนไข้คนนั้นได้แล้ว หมอและพยาบาลก็รีบกรูกันเข้าไปช่วยกันหามเขากลับเข้าห้องพักฟื้น พยาบาลคนนึงฉีดยาระงับประสาทให้คนไข้คนนั้นเพื่อให้เขาสงบลง
เรื่องวุ่นวายก็จบลงแค่นี้ คนไข้ห้องอื่น ๆ ก็ถูกหมอและพยาบาลไล่ให้กลับเข้าห้องไป พยาบาลสองสามคนก็มาช่วยกันเก็บกวาดข้าวของที่หล่นเกลื่อนกลาดอยู่ตรงทางเดิน
จางเล่อและหวังเวยก็ตามคนไข้คนนั้นเข้าไปในห้องพักฟื้นด้วย ตอนนี้คนไข้คนนั้นนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงแล้ว จางเล่อถึงเพิ่งได้สังเกตดูหน้าเขาชัด ๆ เป็นผู้ชายอายุประมาณสามสิบกว่า ๆ หน้าตาดูสะอาดสะอ้านทีเดียว เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า คนดี ๆ ทำไมจู่ ๆ ถึงได้คลุ้มคลั่งอาละวาดทำร้ายคนอื่นแบบนั้นล่ะ?
เลยหันไปถามหมอที่อยู่ข้าง ๆ ว่า "หมอครับ คนไข้คนนี้เป็นอะไรเหรอครับ ทำไมจู่ ๆ ถึงได้วิ่งออกมาโวยวายจากห้องพักฟื้นแบบนั้น"
"อ้าว คุณนี่เอง" หมอคนนั้นพอเห็นจางเล่อกับผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ทักทาย เพราะเมื่อกี้หวังเวยเพิ่งจะช่วยจับคนไข้คนนี้ไว้ หมอคนนั้นเลยหันไปพูดขอบคุณหวังเวยก่อน
หวังเวยโบกมือแล้วบอกว่าไม่เป็นไร เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว
จากนั้นหวังเวยก็หันไปถามหมอคนนั้นด้วยว่า "คุณหมอคะ ตกลงคนไข้คนนี้ป่วยเป็นอะไรเหรอคะ?"
หมอตอบหวังเวยว่า "คนไข้คนนี้ป่วยเป็นโรควัวบ้าครับ เมื่อกี้เขาก็อยู่ในห้องพักฟื้นดี ๆ พอเราเตรียมจะฉีดยาให้เขา จู่ ๆ เขาก็คลุ้มคลั่งแล้วก็วิ่งพรวดพราดออกไปจากห้อง โชคดีที่คุณช่วยจับเขาไว้ได้ ไม่งั้นพวกเราก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน"
จางเล่อยืนหน้ามุ่ยอยู่ข้าง ๆ เมื่อกี้ผมถามคุณทำไมไม่ตอบ พอคนอื่นถามก็รีบตอบเชียวนะ นี่จงใจเมินผมชัด ๆ แต่พอเขาได้ยินคำว่าโรควัวบ้า ในหัวก็มีข้อมูลมากมายผุดขึ้นมาทันที
หวังเวยที่อยู่ข้าง ๆ ก็ถามต่อ "โรควัวบ้าคืออะไรคะ โรควัวบ้าก็ต้องเป็นในวัวไม่ใช่เหรอคะ?"
พอได้ยินแบบนั้น หมอก็หันกลับมาตอบหวังเวยว่า "ความจริงโรควัวบ้ามันก็เกิดในวัวนั่นแหละครับ แต่คนก็สามารถติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้เหมือนกัน แค่โอกาสติดเชื้อจะน้อยกว่า แต่ถ้าคนติดเชื้อไวรัสชนิดนี้แล้ว โดยพื้นฐานก็ไม่มีทางรักษาหายได้เลยครับ"
"โรควัวบ้า หรือโรคสมองฝ่อในโค (Bovine Spongiform Encephalopathy) เรียกย่อ ๆ ว่า BSE โรคนี้ถูกตั้งชื่อว่า BSE ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1986 โดยมีการรายงานข่าวครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ของอังกฤษ โรคนี้แพร่ระบาดไปในหลายประเทศทั่วโลก จากการตรวจสอบพบว่า บางประเทศติดเชื้อเพราะนำเข้าเนื้อวัวจากอังกฤษครับ"
หมอคนนั้นอธิบายต่อ
"นักวิทยาศาสตร์พบว่า โรคนี้มักจะแสดงอาการประมาณ 14 ถึง 90 วัน แต่ระยะฟักตัวอาจจะนานถึง 4 ถึง 6 ปี และโรคนี้มักจะเกิดในวัวที่โตเต็มวัยอายุประมาณ 4 ปี อาการของโรคก็จะไม่ค่อยเหมือนกันสักเท่าไหร่ วัวส่วนใหญ่จะมีปัญหาทางระบบประสาท มีพฤติกรรมก้าวร้าว กระสับกระส่าย ไวต่อเสียงและการสัมผัส โดยเฉพาะบริเวณหัว เดินโซเซ ชอบเตะสะเปะสะปะ หกล้มบ่อย และมีอาการชักเกร็ง ในระยะแรกของโรคจะไม่มีอาการอะไร แต่ในระยะท้าย ๆ จะมีอาการชักเกร็ง อุจจาระแข็ง หูกระดิกบ่อย น้ำหนักลดฮวบฮาบ ผอมโซ และตายในที่สุด"
ระหว่างที่ฟังหมอร่ายยาวเป็นคุ้งเป็นแคว หวังเวยก็แอบถามพยาบาลข้าง ๆ ถึงได้รู้ว่าหมอคนนี้ชื่อว่าเฉียนจงซู หมอเฉียนยังทำท่าจะอธิบายต่อ แต่หวังเวยฟังมาตั้งเยอะก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ เธอจำได้แค่คำว่า 'โรควัวบ้า' คำเดียว
หวังเวยรีบห้ามหมอเฉียน "หมอเฉียนคะ รบกวนหมอช่วยอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ หน่อยได้ไหมคะ ที่หมอพูดมาตั้งเยอะเมื่อกี้ ฉันฟังไม่รู้เรื่องเลยค่ะ"
พอได้ยินหวังเวยพูดแบบนั้น หมอเฉียนก็ยอมหยุดพูดแล้วบอกว่า "อ๋อ ที่ผมพูดมาทั้งหมดเมื่อกี้ ผมก๊อปมาจากไป่ตู้ป่ายเคอที่อธิบายเรื่องโรควัวบ้ามาน่ะครับ"
พอได้ยินแบบนั้น หวังเวยกับจางเล่อก็ถึงกับพูดไม่ออก ไป่ตู้ป่ายเคอใคร ๆ ก็ค้นหาเป็นหรือเปล่า หมอช่วยอธิบายตามความเข้าใจของตัวเองให้เราฟังหน่อยไม่ได้เหรอ พวกเขาแทบอยากจะเอาหัวโขกกำแพงตาย
"หมอเฉียนคะ เราไม่อยากฟังคำอธิบายจากไป่ตู้ป่ายเคอหรอกค่ะ หมอช่วยอธิบายตามความเข้าใจของหมอให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมคะ"
"อ๋อ ความเข้าใจของผมเกี่ยวกับโรควัวบ้าเหรอครับ ง่าย ๆ เลยครับ มันก็คือโรคทางระบบประสาทชนิดหนึ่งที่รักษาไม่หายครับ"
จางเล่อกับหวังเวยมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รู้สึกเพลียใจกับหมอเฉียนคนนี้จริง ๆ
แต่สิ่งที่จางเล่อกำลังคิดอยู่ในใจตอนนี้ไม่ใช่เรื่องนี้ เขากำลังพยายามนึกทบทวนวิชาแพทย์ที่เพิ่งได้รับถ่ายทอดมา เขาจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยมีการกล่าวถึงโรคนี้อยู่ และสามารถใช้ยาสมุนไพรจีนไม่กี่ชนิดมาปรุงเพื่อรักษาโรคนี้ได้
ความจริงก็ไม่ใช่การรักษาให้หายขาดหรอก แค่หยุดยั้งไม่ให้อาการกำเริบเท่านั้น ความจริงไวรัสตัวนี้จะยังคงแฝงตัวอยู่ในร่างกาย แต่ตราบใดที่มันไม่กำเริบขึ้นมา ก็ถือว่าโรคนี้ไม่มีผลอะไรใช่ไหมล่ะ
หวังเวยยังคงคุยกับหมอเฉียนต่อไป คนไข้คนนี้ชื่อว่าหวังชุนเซี่ย ส่วนผู้หญิงที่นั่งดูแลอยู่ข้างเตียงชื่อจ้าวมาน ดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับหวังชุนเซี่ยมากมายนัก ดูแลเหมือนคนแปลกหน้า ทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด แต่ดูไร้เยื่อใย
หวังชุนเซี่ยถูกฉีดยาระงับประสาทไปเข็มนึง ตอนนี้ก็ค่อย ๆ สงบลงแล้ว
"เฮ้อ โรคนี้คงรักษาไม่หายแล้วล่ะครับ ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมก็แล้วกัน พวกเราทำได้แค่นี้แหละครับ" หมอเฉียนจงซูส่ายหน้าอย่างจนใจ
พอจางเล่อรู้ว่าหมอคนนี้ชื่อเฉียนจงซู ในใจก็อดด่าไม่ได้ หมอที่ฝีมือห่วยแตกแบบนี้ดันมาชื่อเฉียนจงซู ในใจของคนพวกนี้ เฉียนจงซูก็เป็นแค่นักเขียนนิยายไม่ใช่เหรอ? รู้สึกว่าจะเขียนนิยายเกี่ยวกับความรักและการแต่งงานมั้ง ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเขาก็เคยอ่านผ่าน ๆ ตามาบ้าง ตอนนั้นอาจารย์ยังบอกว่าเป็นหนังสือต้องห้าม ไม่ให้เด็กประถมอ่าน ตอนนี้นึกขึ้นมาก็ยังขำอยู่เลย
จางเล่อกับหวังเวยเดินตามหลังกันกลับไปที่ห้องพักฟื้นของตัวเอง พอเข้าไปในห้องปุ๊บ จางเล่อก็กดหวังเวย
ลงบนเตียงทันที