- หน้าแรก
- ยอดเซียนเทพทรู แอปพลิเคชันสวรรค์เปลี่ยนชีวิต
- บทที่ 32 ชี้ตัวคนทรยศตัวจริง
บทที่ 32 ชี้ตัวคนทรยศตัวจริง
บทที่ 32 ชี้ตัวคนทรยศตัวจริง
บทที่ 32 ชี้ตัวคนทรยศตัวจริง
ยังไงซะเงินที่ฝากไว้ในธนาคารก็มีแต่จะลดค่าลง สู้เอาไปซื้อพวกอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินไว้ยังจะเพิ่มมูลค่าได้มากกว่า นี่ก็ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเหมือนกัน เขาวางแผนว่าต่อไปจะซื้อบ้านไว้เยอะ ๆ รอให้ราคาขึ้น ถึงตอนนั้นเขาก็จะกลายเป็นเศรษฐีที่ดินได้เลย
จางเล่อกำลังวาดฝันถึงเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ วางแผนสร้างอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง จู่ ๆ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา ทำเอาความฝันอันแสนหวานของเขาพังทลายลงในพริบตา
จางเล่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นเฉินฟานโทรมา
จางเล่อคิดในใจว่า เฉินฟานไม่ได้ติดต่อเขามาตั้งนานแล้ว ต้องอยากให้เขาเลี้ยงข้าวอีกแน่ ๆ เลยรับสายด้วยอารมณ์ดี
แต่เสียงจากปลายสายกลับไม่ได้ดูร่าเริงเหมือนปกติ
ยังไงซะตอนเรียนมหาวิทยาลัย จางเล่อก็มีเพื่อนแค่คนนี้คนเดียว ความสัมพันธ์ของพวกเขาสมัยเรียนถือว่าแน่นแฟ้นมาก ทั้งสองคนไม่เคยมีความลับต่อกัน เรียกได้ว่าสนิทกันสุด ๆ
ปกติเวลาคุยโทรศัพท์ก็จะเริ่มด้วยการล้อเล่นกันก่อน แต่วันนี้อีกฝ่ายกลับอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่นานสองนาน ไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักที
"จางเล่อ นายพอจะให้ฉันยืมเงินหน่อยได้ไหม?" เฉินฟานที่อยู่ปลายสายเอ่ยปากกับจางเล่อ
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด พอได้ยินเสียงอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ของเฉินฟาน จางเล่อก็รู้ทันทีว่าต้องมีปัญหาอะไรแน่ ๆ
"นายใจเย็น ๆ ก่อนนะ ค่อย ๆ เล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าช่วยได้ฉันช่วยแน่นอน" จางเล่อตอบกลับไป
ถ้าเฉินฟานจะขอยืมเงินเขา เขาก็ยินดีให้ยืมอยู่แล้ว แต่เขาต้องรู้ก่อนว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
"งั้นนายมาหาฉันที่โรงพยาบาลก่อนแล้วกัน คุยทางโทรศัพท์คงไม่สะดวก" พอเฉินฟานได้ยินจางเล่อรับปากแบบนั้น ก็เลยบอกให้จางเล่อมาหา
พอได้ยินแบบนั้น จางเล่อก็รีบบึ่งไปที่โรงพยาบาลทันที ไปหาเฉินฟานเพื่อถามไถ่เรื่องราวให้รู้เรื่อง
ที่แท้ตอนนี้เฉินฟานทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง ธุรกิจหลักของบริษัทคือการปล่อยเช่ารถยนต์ มีอยู่วันหนึ่ง รถหรูของบริษัทถูกคนเช่าไป พอตอนเอามาคืนกลับมีรอยขีดข่วนชัดเจน ทางบริษัทเลยเรียกเก็บค่าเสียหายจำนวนหนึ่ง
บังเอิญว่าเฉินฟานเป็นคนรับผิดชอบออเดอร์นี้พอดี แต่อีกฝ่ายไม่อยากจ่ายค่าเสียหายจำนวนนี้
เฉินฟานเลยขู่ไปว่า ถ้าไม่ยอมจ่าย จะดำเนินคดีตามกฎหมาย สุดท้ายพวกเขาก็ยอมจ่ายเงินจำนวนนี้มา แต่ก็ผูกใจเจ็บเฉินฟานตั้งแต่นั้นมา
คนที่มาเช่ารถคนนั้นเป็นลูกพี่แก๊งมาเฟีย เพื่อจะแก้แค้นเฉินฟาน ก็เลยไปดักรอที่หน้าบ้านเฉินฟาน ตอนที่เกิดการชกต่อยกัน แม่ของเฉินฟานก็บังเอิญโดนลูกหลงจนได้รับบาดเจ็บ
ผลก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ แม่ของเฉินฟานถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล ต้องใช้เงินก้อนโตจนหมดปัญญา เลยต้องบากหน้ามาหาจางเล่อ
เรื่องราวทั้งหมดก็เป็นแบบนี้แหละ
"บ้าชะมัด! แล้วพวกนายแจ้งความหรือยัง" จางเล่อถาม
"แจ้งความแล้วสิ แต่ตำรวจบอกว่าหลักฐานไม่พอ เลยยังรับแจ้งความไม่ได้" เฉินฟานตอบอย่างจนใจ
"ตอนนี้ที่สำคัญที่สุดคือต้องช่วยคุณป้าก่อน พอคุณป้าปลอดภัยแล้ว เราค่อยไปคิดบัญชีกับไอ้ลูกพี่มาเฟียนั่น" จางเล่อปลอบใจเฉินฟาน
"ต้องขอโทษด้วยนะที่ทำให้ต้องมาเดือดร้อนไปด้วย ไว้ฉันเก็บเงินได้เมื่อไหร่ จะรีบเอามาคืนให้นะ" เฉินฟานมองจางเล่อแล้วให้สัญญาอย่างจริงจัง
"นายจะมาทำตัวห่างเหินกับฉันทำไม ใคร ๆ ก็รู้ว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเราสนิทกันที่สุด แม่นายก็เหมือนแม่ฉันนั่นแหละ" จางเล่อตบไหล่เฉินฟานพลางพูด
เป็นเรื่องจริง บ้านของเฉินฟานอยู่ในเมืองนี้แหละ สมัยเรียน เฉินฟานก็มักจะชวนจางเล่อไปเที่ยวบ้านบ่อย ๆ แม่ของเฉินฟานก็มักจะทำของอร่อย ๆ ให้พวกเขากินเสมอ และแทบจะทุกคนในห้องก็รู้ดีว่า ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เฉินฟานกับจางเล่อสนิทกันที่สุด พวกเขาอยู่หอเดียวกัน กินข้าวด้วยกัน เล่นบาสด้วยกัน ไปเรียนด้วยกันทุกวัน เรียกได้ว่าตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋เลยทีเดียว
ตอนนี้แม่ของเฉินฟานถูกคนทำร้ายจนต้องเข้าโรงพยาบาล จางเล่อก็สมควรเป็นคนออกเงินค่ารักษาให้
จางเล่อคิดในใจว่า ไม่ใช่แค่จะออกเงินให้เท่านั้น แต่เขาจะต้องทวงความยุติธรรมคืนให้เฉินฟานด้วย จะปล่อยให้แม่ของเขาเจ็บตัวฟรีไม่ได้เด็ดขาด ต้องทำให้พวกมันรู้ว่าพวกเราไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่าย ๆ
จางเล่อและเฉินฟานนั่งรออยู่ที่เก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน แม่ของเฉินฟานกำลังรับการช่วยเหลืออยู่ในนั้น พวกเขารออยู่ข้างนอกไปก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่อดทนรออยู่ที่นี่เท่านั้น
ตอนที่เงยหน้าขึ้นมา จางเล่อก็เหมือนจะเห็นคนหน้าคุ้น ๆ ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าโรงพยาบาลนี้คือโรงพยาบาลเดียวกับที่โจวเหม่ยน่าเคยพักรักษาตัว และคนที่หน้าคุ้น ๆ นั่นก็คือหมอหลินเสวี่ยนั่นเอง
เหมือนหมอหลินเสวี่ยจะเห็นจางเล่อเหมือนกัน เลยเดินตรงเข้ามาหาเขา
หมอหลินเสวี่ยมองจางเล่อและเฉินฟานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วถามว่า "อ้าว จางเล่อ นายมาทำอะไรที่นี่เหรอ?"
เฉินฟานเห็นหมอทักทายจางเล่อ ก็เลยถามขึ้น "อ้าว พวกนายรู้จักกันเหรอ"
พอจางเล่อเห็นหลินเสวี่ยเดินเข้ามาหา แถมยังทักทายเขาอีก ในใจก็คิดว่า "ยังแอบกลัวเรื่องที่เถียงกับเธอคราวก่อนอยู่เลย" เลยหันไปบอกเฉินฟานว่า "นี่เพื่อนฉันเอง เดี๋ยวฉันขอไปคุยกับเธอแป๊บนึงนะ เดี๋ยวมา"
พูดจบก็ลากหมอหลินเสวี่ยปลีกตัวออกไป
เฉินฟานเห็นว่าพวกเขาสองคนน่าจะรู้จักกัน ก็เลยไม่ได้ถามอะไรต่อ
ที่จางเล่อลากหมอหลินเสวี่ยปลีกตัวออกมา ก็เพราะเขากลัวว่าหลินเสวี่ยจะมาโวยวายใส่เขาเหมือนคราวก่อน หาว่าเขาเป็นคนขับรถชนอีก กลัวเฉินฟานจะได้ยินเข้าแล้วจะดูไม่ดี ยิ่งตอนนี้เฉินฟานกำลังอารมณ์ไม่ดี ไม่อยากให้มีเรื่องปวดหัวเพิ่ม
จางเล่อลากหมอหลินเสวี่ยมาตรงที่เงียบ ๆ ถึงยอมปล่อยมือเธอ แล้วถามว่า "เธอคงไม่ได้จะมาหาเรื่องทะเลาะกับฉันอีกใช่ไหม วันนี้ฉันไม่มีเวลามาเถียงกับเธอหรอกนะ ไว้วันหลังเถอะ!"
พอหมอหลินเสวี่ยได้ยินแบบนั้น หน้าก็แดงก่ำขึ้นมาทันที รีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่ใช่ ๆ วันนี้ไม่ได้จะมาทะเลาะด้วย แต่จะมาขอโทษต่างหาก"
คำพูดของหมอหลินเสวี่ยกลับทำให้จางเล่อรู้สึกงง ทำไมจู่ ๆ ท่าทีถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้ล่ะ? ก่อนหน้านี้เจอหน้ากันทีไรก็ต้องเถียงกันคอเป็นเอ็นทุกที ทำไมคราวนี้พอเจอหน้ากลับมาขอโทษซะงั้น
อ๋อ เข้าใจแล้ว โจวเหม่ยน่าต้องอธิบายให้เธอฟังหมดแล้วแน่ ๆ
ต้องใช่แน่ ๆ ก่อนหน้านี้ที่หมอหลินเสวี่ยเอาแต่หาเรื่องเขา ก็เพราะคิดว่าเขาเป็นคนชน ตอนนี้โจวเหม่ยน่าอธิบายให้ฟังแล้ว เธอถึงรู้ว่าเข้าใจผิด ถึงได้มาขอโทษจางเล่อแบบนี้
หลินเสวี่ยพูดกับจางเล่อด้วยความรู้สึกผิดว่า "เรื่องคราวก่อนฉันผิดเอง ฉันไม่น่าด่วนสรุปสงสัยนายโดยไม่ฟังคำอธิบายเลย"
"คุณหนู เธอไม่ได้สงสัยหรอก แต่เธอปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เลยต่างหากล่ะ" จางเล่อตอบกลับ
เป็นความจริงเลยล่ะ คราวก่อนหลินเสวี่ยไม่ได้แค่สงสัยว่าเขาเป็นคนชน แต่ปักใจเชื่อแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าจางเล่อคือคนชนแน่ ๆ
พอจางเล่อพูดแบบนั้น หลินเสวี่ยก็ยิ่งหน้าแดงด้วยความอายหนักกว่าเดิม พูดเสียงอ่อยว่า "ใช่ ๆ ฉันไม่น่าเข้าใจผิดคิดว่านายเป็นคนชนเลย นายอย่าโกรธฉันเลยนะ"
"ไม่โกรธหรอก ฉันจะไปกล้าโกรธเธอได้ยังไงล่ะ" จางเล่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
หมอหลินเสวี่ยเริ่มแสดงอาการไม่พอใจ เสียงก็ดังขึ้นมาหลายระดับ "นายอย่ามาทำเป็นเล่นตัวนะ ฉันอุตส่าห์ลดตัวมาขอโทษแล้ว อย่าให้มันมากไปนัก เป็นลูกผู้ชายซะเปล่า ทำไมถึงใจแคบแบบนี้"
รู้สึกว่าหมอหลินเสวี่ยคนนี้ใกล้จะระเบิดอารมณ์เต็มทีแล้ว เมื่อนาทีก่อนยังขอโทษจางเล่ออยู่เลย นาทีต่อมาก็ทำท่าจะด่าจางเล่อซะแล้ว
ไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าผู้หญิงคนนี้จะเปลี่ยนสีหน้าได้ไวขนาดนี้ ถ้ารู้แบบนี้ ยอมลงให้ตั้งแต่แรกก็ดี ไม่น่าไปกวนประสาทเธอเลย
ตอนนี้เป็นไงล่ะ เมื่อกี้ตัวเองยังเป็นต่ออยู่แท้ ๆ ตอนนี้กลายเป็นคนผิดไปซะแล้ว
จางเล่อไม่กล้าเถียงอะไรต่อ ขืนพูดไปพูดมาตัวเองคงกลายเป็นคนผิดจริง ๆ แน่
คิดในใจว่าหมอหลินเสวี่ยคนนี้ฝีปากกล้าจริง ๆ ต้องรีบชิ่งหนีให้ไว ไม่งั้นเธอต้องเปลี่ยนดำให้เป็นขาวได้แน่ ๆ
"ขอโทษด้วยนะ หมอหลินเสวี่ย ฉันพูดจาไม่ดีเอง วันหลังฉันจะระวังให้มากกว่านี้นะ" จางเล่อยิ้มให้หมอหลินพลางพูดด้วยรอยยิ้มแป้นปนทะเล้น
เขาต้องการใช้สีหน้าแบบนี้แหละหลอกหมอหลินเสวี่ย ให้เธอคิดว่าเขาสำนึกผิดแล้วจริง ๆ แบบนี้วันหลังเธอจะได้ไม่มาคอยหาเรื่องเขาอีก
ในที่สุดก็คุยเรื่องนี้กับหมอหลินเสวี่ยจนรู้เรื่อง จางเล่อรับปากว่าอีกสองวันจะเลี้ยงข้าวเธอ เพื่อเป็นการขอโทษ
หลังจากส่งหมอหลินเสวี่ยกลับไป จางเล่อก็กลับไปนั่งที่เก้าอี้ตรงทางเดิน เป็นเพื่อนเฉินฟานรอแม่ของเขา
"หมอหลิน ผู้ชายคนเมื่อกี้ใครเหรอ?" ตอนที่หลินเสวี่ยแยกกับจางเล่อและกำลังจะกลับห้องพักแพทย์ จู่ ๆ ก็มีคนเรียกเธอไว้
พอหันไปดูก็พบว่าเป็นหมอโอวหยาง หัวหน้าของเธอนั่นเอง จึงตอบไปว่า "อ๋อ หมอโอวหยางนี่เอง ผู้ชายคนเมื่อกี้เป็นเพื่อนฉันเองค่ะ"
"เพื่อนเหรอ ฉันเห็นพวกเธอเถียงกันโวยวายเชียว" หมอโอวหยางตอบ
"อ๋อ ค่ะ พอดีก่อนหน้านี้เรามีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เคลียร์กันเข้าใจแล้ว
หมอโอวหยางมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ? ถ้าไม่มีอะไร ฉันขอตัวกลับห้องพักแพทย์ก่อนนะคะ" หลินเสวี่ยมองหมอโอวหยางแล้วตอบกลับไป
"ไม่มีอะไรหรอก เธอไปเถอะ" โอวหยางข่ายมองหลินเสวี่ยสลับกับมองตามหลังจางเล่อที่เดินห่างออกไปแล้ว
จางเล่อและเฉินฟานนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตรงทางเดิน ไม่พูดไม่จา นั่งรอฟังข่าวอย่างเงียบ ๆ
รออยู่นานมาก ในที่สุดประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก มีหมอหลายคนเดินออกมา
พอเห็นคนเดินออกมา จางเล่อกับเฉินฟานก็รีบลุกขึ้นถามทันที "หมอครับ แม่ผมเป็นยังไงบ้างครับ?"
"ตอนนี้คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ยังไม่ได้สติ คงต้องนอนดูอาการที่โรงพยาบาลสักพัก" หมอถอดหน้ากากอนามัยออกแล้วตอบ
พอได้ยินหมอพูดแบบนั้น เฉินฟานกับจางเล่อก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
พวกเขาวิ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉินเพื่อดูอาการ แม่ของเฉินฟานนอนอยู่บนเตียงคนไข้ มีสายน้ำเกลือและท่อระโยงระยางเต็มตัว เฉินฟานเห็นสภาพแม่ตัวเองแบบนั้นก็รู้สึกปวดใจจนทนไม่ไหว น้ำตาคลอเบ้า
ส่วนจางเล่อที่เห็นแม่ของเพื่อนสนิทนอนซมอยู่บนเตียงด้วยสภาพอิดโรย กลับรู้สึกโกรธแค้นมากกว่า เขาโกรธที่พวกมาเฟียพวกนั้นมาทำร้ายแม่ของเฉินฟาน ทั้งที่พวกมันเป็นฝ่ายผิดแท้ ๆ แถมแม่ของเฉินฟานก็ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วย
เขาตั้งปณิธานไว้ในใจว่า จะต้องชำระแค้นนี้ให้ได้ ในเมื่อตอนนี้ตำรวจยังหาหลักฐานไม่ได้ รับแจ้งความไม่ได้ เขาก็จะต้องเป็นคนทวงความยุติธรรมให้เฉินฟานเอง
พอเห็นเฉินฟานเศร้าเสียใจขนาดนั้น จางเล่อก็ลากเฉินฟานออกจากห้องฉุกเฉิน
"หมอบอกว่าตอนนี้คุณป้าพ้นขีดอันตรายแล้ว พวกเราก็วางใจได้เปลาะหนึ่ง แต่ปัญหาตอนนี้คือไอ้พวกที่ทำร้ายคุณป้า เราจะปล่อยพวกมันลอยนวลไปไม่ได้เด็ดขาด" จางเล่อพูดกับเฉินฟาน
พอรู้ว่าตอนนี้แม่พ้นขีดอันตรายแล้ว เฉินฟานก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ตอนนี้ความโกรธก็เริ่มปะทุขึ้นมาในใจ แม่ของเขาต้องมาเจ็บตัวฟรี ๆ แบบนี้ เขาจะต้องหาตัวคนที่ทำร้ายแม่มาลงโทษให้ได้ และต้องแก้แค้นให้แม่ด้วย
เขาเชื่อว่าโลกนี้ยังมีความยุติธรรมอยู่ จะปล่อยให้แม่เจ็บตัวฟรีไม่ได้เด็ดขาด
แต่พอตั้งสติได้ เขาก็ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่พูดอย่างจนใจว่า "มีแค่เราสองคนจะไปทำอะไรได้ล่ะ พวกมันมีตั้งหลายคนเลยนะ"
พอได้ยินเฉินฟานพูดแบบนั้น จางเล่อก็ไม่พอใจทันที พูดสวนกลับไปว่า "ทำไม ปอดแหกเหรอ พอออกมาทำงานเข้าหน่อย ทำไมถึงขี้ขลาดแบบนี้ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเราไม่เคยยอมโดนรังแกฟรี ๆ หรอกนะ"
ก็ถูกอย่างที่พูด ตอนอยู่มหาวิทยาลัย เฉินฟานกับเพื่อนพวกนี้ก็เป็นถึงขาใหญ่ประจำห้อง มีเรื่องอะไรในห้องก็ต้องเรียกพวกนี้ไปจัดการ ไม่คิดเลยว่าพอเรียนจบออกมาทำงาน เฉินฟานจะโดนรังแกหนักขนาดนี้