- หน้าแรก
- ระบบเช็คอินตระกูลไร้เทียมทาน
- 35.การคาดเดาอันกล้าหาญของเซียวจ้าน
35.การคาดเดาอันกล้าหาญของเซียวจ้าน
35.การคาดเดาอันกล้าหาญของเซียวจ้าน
ฉัวะ!
แทบจะในชั่วขณะที่คนจากตระกูลหวังพูดจบแสงกระบี่สีเงินพาดผ่านเซียวจ้านก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังพวกเขาอย่างเงียบเชียบ
จากนั้นหัวของหลายคนลอยขึ้นพร้อมกันดวงตายังคงสงบนิ่งราวกับไม่รู้สึกอะไรจนกระทั่งมองเห็นร่างไร้หัวของตนเองยืนอยู่บนพื้นดวงตาถึงเผยความหวาดกลัวสุดๆแต่เสียใจด้วย...พวกเขาไม่มีโอกาสส่งเสียงใดๆอีกแล้ว
ตุบ! ตุบ!
หัวหลายดวงกลิ้งลงพื้นเลือดสดพุ่งกระจาย
“อ๊าา!”
เหตุการณ์กะทันหันนี้ทำให้คนเดินถนนรอบข้างกรีดร้องตกใจก่อนจะแตกกระเจิงหนีกันอย่างโกลาหล
เซียวจ้านเก็บกระบี่ในมือกลับแล้วเหลือบมองศพพวกนั้นอย่างดูถูกระดับแบบนี้เขาแม้แต่จะเสียเวลาพูดด้วยยังรู้สึกเสียของจากนั้นหันหลังเดินตรงไปยังทิศทางตระกูล
“เจ้าจะออกจากตระกูลงั้นหรือ?”
เซียวเฉินถามด้วยความสงสัย
“ใช่ อย่างที่ท่านประมุขกล่าวตระกูลหวังนี่น่ารำคาญจริงๆวิธีที่ดีที่สุดคือกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก!”
“ยิ่งกว่านั้นในตระกูลมีท่านประมุขค้ำอยู่ก็คงไม่มีปัญหาอะไรเราก็ไม่อาจนั่งกินทรัพย์จนหมดสิ้นการออกไปฝึกฝนข้างนอกอาจยังหาทรัพยากรการบ่มเพาะมาให้ตระกูลได้อีกด้วย!”
เซียวจ้านพยักหน้าเขายังมีศัตรูเก่าที่ค้างคาใจต้องจัดการและด้วยพลังในปัจจุบันเขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยมที่จะจัดการได้แล้ว
“ก็ดีการออกไปฝึกฝนข้างนอกเป็นเรื่องดีด้วยพลังของเจ้าในตอนนี้ในแถบแดนใต้คงไม่มีใครคุกคามเจ้าได้หากก้าวหน้าอีกสักหน่อยเกรงว่าทั่วทั้งดินแดนดาราไท่ชูก็คงเดินทางได้อย่างสบาย!”
“เจ้าลองไปยังสถานที่ที่ไกลกว่ากว้างใหญ่กว่านี้ดูบ้างตระกูลเซียวของเราจะอยู่แต่ในที่แคบๆแบบนี้ไม่ได้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมข้าจะนำตระกูลทั้งหมดออกจากที่นี่มุ่งสู่โลกที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่านี้!”
ตอนนี้ทรัพยากรในตระกูลเหลือเฟือช่วงนี้ยังเช็คอินได้หินวิญญาณจำนวนไม่น้อยแต่การให้คนในตระกูลออกไปผจญภัยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายในฐานะประมุขเขาย่อมสนับสนุนเต็มที่
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะเตรียมตัวแล้วออกเดินทางเลยไม่มาลาเป็นการส่วนตัวแล้วนะ!”
“ดีมาก!”
หลังจากเซียวจ้านจากไปเขายังไปกล่าวลาผู้อาวุโสในตระกูลและเซียวเยว่กับคนอื่นๆก่อนจะเก็บสัมภาระแล้วออกจากตระกูลทันที
“เมื่อไหร่เราถึงจะได้ออกไปฝึกฝนบ้างนะ!”
เซียวเยว่ที่มาส่งมองแผ่นหลังที่หายลับตาไปด้วยความอิจฉา
“พลังเรายังอ่อนแอเกินไปแม้แต่เทือกเขาจิ่วจี๋ก็คงข้ามไม่ได้เซียวจ้านเมื่อก่อนโชคดีเท่านั้นมิเช่นนั้นคงกลายเป็นกระดูกขาวกองหนึ่งเหมือนคนส่วนใหญ่!”
เมืองจิ่วจี๋ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาจิ่วจี๋ชั้นแล้วชั้นเล่าหากอยากออกไปยังเมืองอื่นต้องข้ามเทือกเขาอันตรายนี้ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนล้มตายระหว่างทาง
มีเพียงส่วนน้อยที่โชคดีมากเท่านั้นถึงรอดชีวิตออกไปได้
แน่นอนด้วยพลังฝึกฝนปัจจุบันของเซียวจ้านการข้ามเทือกเขาจิ่วจี๋ไม่ใช่เรื่องอันตรายอีกต่อไป
“นายท่าน...ท่านประมุขของพวกท่านมีพลังระดับไหนกันแน่?”
ไป๋เลี่ยที่กำลังกางปีกบินถามขึ้นแรงกดดันเมื่อวันนั้นน่ากลัวยิ่งนักจนถึงตอนนี้เขายังจำได้ชัดเจน
“ไม่รู้ แต่แข็งแกร่งและน่ากลัวมาก!”
ประมุขสามารถสังหารเศษเสี้ยววิญญาณจักรพรรดิได้อย่างง่ายดายแถมยังทำให้อาวุธจักรพรรดิระดับสูงสุดยอมศิโรราบเซียวจ้านเดาไม่ออกว่าพลังของอีกฝ่ายถึงระดับใดกันแน่
เขายกหน้าขึ้นมองตำราทองคำขนาดใหญ่ที่ลอยเด่นกลางท้องฟ้าสายตาจับจ้องชื่ออันดับหนึ่งที่แผ่แสงเซียนเจ็ดสี แล้วพึมพำ
“หรือว่าจะเป็นเขาจริงๆ?”
เพียงคำพูดเดียวก็ทำให้อาวุธจักรพรรดิระดับสูงสุดยอมศิโรราบพลังระดับนี้อย่างน้อยก็ต้องเป็นขอบเขตจักรพรรดิแล้วกระมัง?
ขณะนั้นเก้ากระบี่จักรพรรดิที่อยู่ในทะเลจิตสำนึกของเขาส่งเสียงขึ้น
“นายท่านท่านผู้นั้นให้ความรู้สึกไม่เหมือนขอบเขตจักรพรรดิเพราะแม้เผชิญหน้ากับจักรพรรดิในจุดสูงสุดข้าก็ไม่หวั่นเกรงแต่ท่านผู้นั้น...เพียงสายตาเดียวก็ทำให้ร่างกระบี่ของข้าพังทลายได้น่ากลัวยิ่งนัก!”
มิเช่นนั้นมันคงไม่ยอมศิโรราบเพราะอีกฝ่ายอยู่คนละระดับโดยสิ้นเชิง!
เซียวจ้านหดแคบดวงตาตกตะลึง
“เซียวเฉินมีพรสวรรค์อะไรกัน? คัมภีร์คู่กำเนิดเป็นระดับใด? เหตุใดจึงก้าวหน้าถึงเพียงนี้ได้ภายในสิบกว่าปี?”
จากนั้นเขาหันมองชื่ออันดับห้า—เซียวหลิงเทียน หรือว่าคนนี้ก็คือ...ท่านลุงหลิงเทียน?
คิดได้เท่านี้เขาก็ขนลุกซู่ตัวสั่นสะท้านตัวเองจะคิดอะไรเพ้อฝันขนาดนี้ได้
หากเซียวเฉินยังพอมีโอกาสเล็กน้อยท่านลุงหลิงเทียนย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
ไม่นานหลังเซียวจ้านออกจากตระกูลผู้อาวุโสใหญ่ก็รีบรุดมาหาเซียวเฉินด้วยความตื่นเต้นถือแผ่นหยกหนึ่งชิ้น
“เกิดอะไรขึ้นถึงดีใจขนาดนี้?”
เซียวเฉินยิ้มถาม
“เซียวหราน! เซียวหรานส่งข่าวมาแล้ว!” ผู้อาวุโสใหญ่ตื่นเต้น
“เซียวหราน? เขาไม่ได้เข้าสำนักหลิงหยุนหรือข้าจำได้ว่าหลายปีแล้วที่ไม่มีข่าวคราวเขาเลย!”
เซียวเฉินประหลาดใจเขายังจำเซียวหรานได้ลางๆแต่คนผู้นั้นออกจากตระกูลไปเข้าสำนักหลิงหยุนมานานแล้ว
“ใช่! นานมากแล้วที่ไม่มีข่าวข้ายังคิดว่าเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้นซะอีก!”
หากก่อนที่เซียวเฉินและเซียวจ้านจะผงาดขึ้นมาอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลเซียวคือใครก็ต้องเป็นเซียวหรานแน่นอนมิเช่นนั้นสำนักหลิงหยุนคงไม่รับเขาเข้าไป
“เขาอยู่นอกนั้นสบายดีไหมมีพูดอะไรบ้าง?”
เซียวเฉินถาม
“นอกจากรายงานว่าปลอดภัยแล้วเขาบอกว่าช่วงนี้สำนักหลิงหยุนอาจปะทะกับสำนักอื่น—สำนักชางอู๋ ทั้งสองสำนักตั้งอยู่ในเทือกเขาจิ่วจี๋หากเกิดสงครามกันเกรงว่าจะลุกลามมาถึงเมืองจิ่วจี๋ของเราเขาขอให้ตระกูลรีบหาทางออกจากที่นี่เพื่อหลบภัย!”
ผู้อาวุโสใหญ่กำแผ่นหยกแน่นข้างในบันทึกคำพูดของเซียวหรานไว้
“เด็กคนนี้อยู่ข้างนอกก็ดูแลตัวเองให้ดีก็พอแล้วยังห่วงตระกูลอีก”
“สำนักหลิงหยุน สำนักชางอู๋? ดูเหมือนช่วงหน้าภายในเทือกเขาจิ่วจี๋จะคึกคักขึ้นแล้วล่ะ!” เซียวเฉินยิ้มและเขาเพิ่งสังเกตว่าช่วงนี้มีผู้ฝึกตนเข้าออกเมืองจิ่วจี๋มากกว่าปกติ
“ใช่! แต่จากที่ข้ารู้สำนักหลิงหยุนและชางอู๋เป็นเพียงสำนักเล็กๆแม้แต่ในเขตอำนาจราชวงศ์ต้าเซียก็ยังเป็นเพียงขุมอำนาจเล็กๆผู้อาวุโสในสำนักยังอยู่แค่ขแบเขตชีพจรวิญญาณส่วนประมุขสำนักอาจแข็งแกร่งกว่าไม่รู้ว่าจะถึงขอบเขตตำหนักวิญญาณหรือไม่!”
หากเป็นเมื่อก่อนตระกูลได้รับข่าวนี้คงกังวลใจกลัวสงครามจะกระทบชีวิตคนในตระกูลแต่ตอนนี้ไม่จำเป็นอีกต่อไป!
ไม่ต้องพูดถึงประมุขและรองประมุขแม้แต่ผู้อาวุโสพวกเขาก็ยังพอปะทะกับผู้อาวุโสของสองสำนักได้
“ถูกต้องแล้วแม้ข้าและท่านพ่อไม่ลงมือพวกมันก็ทำอะไรพวกท่านไม่ได้!”
“ดังนั้นหากไม่จำเป็นข้าและท่านพ่อจะไม่ลงมือครั้งนี้มอบให้พวกท่านเองและนี่ก็เป็นโอกาสดีที่จะฝึกฝนคนรุ่นเยาว์!”
ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้าเขาเข้าใจความหมายของประมุข
หากสงครามระหว่างสองสำนักลุกลามมาถึงเมืองจิ่วจี๋จริงๆก็ให้พวกเขานำคนรุ่นเยาว์ในตระกูลออกมาต่อสู้กับสองสำนักพร้อมตรวจสอบผลการฝึกฝนของตระกูลในช่วงนี้ด้วย!
คิดได้เท่านี้เขารีบกล่าวลาเซียวเฉินแล้วไปหาผู้อาวุโสอีกหกคนมาปรึกษาหารือกันจากนั้นเหล่าผู้อาวุโสสีหน้าเคร่งขรึมก็ไปพบตัวแทนรุ่นเยาว์ในตระกูลหลายคน