เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27: สามครอบครัวกินข้าวพร้อมหน้า

บทที่ 27: สามครอบครัวกินข้าวพร้อมหน้า

บทที่ 27: สามครอบครัวกินข้าวพร้อมหน้า


บทที่ 27: สามครอบครัวกินข้าวพร้อมหน้า

"แล้วยังไงล่ะ ตอนนี้พวกเขาสองคนเป็นสามีภรรยากัน แถมท่าทางสนิทสนมแนบชิดกันเมื่อกี้ เธอก็เห็นแล้วนี่นา ตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาดีจะตายไป"

"ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้หรอกที่ความสัมพันธ์จะดี วีรกรรมที่ผู้หญิงคนนั้นเคยก่อไว้ เธอก็เห็นไม่ใช่เหรอ? ก็เพราะหล่อน เส้าตั๋วถึงชวดโอกาสที่จะได้ย้ายไปอยู่เมืองฮาร์บิน เขาไม่มีทางญาติดีกับหล่อนได้หรอก!"

"จือชิว เธออย่าลืมข้อความที่โจวตงหยางฝากมาบอกสิ ฟู่เส้าตั๋วไม่ให้เธอไปหาเขา แล้วก็จะไม่ยอมเจอเธอด้วย แค่นี้มันก็ชัดเจนพอแล้วนะ เธอจะทนเอาอกเอาใจคนที่เขาไม่เห็นค่าอยู่ทำไม"

พอพูดประโยคหลังสุด จี้จิ้งก็ลดเสียงเบาลง เพราะกลัวว่าจะไปกระตุ้นอารมณ์สวี่จือชิวมากเกินไป

ความรู้สึกที่สวี่จือชิวมีต่อฟู่เส้าตั๋ว มันกลายเป็นความยึดติดฝังลึกไปแล้ว

แต่ในฐานะเพื่อนสนิท เธอจะทนดูเพื่อนหลงผิดงมงายต่อไปโดยไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ได้

ทว่าคำพูดประโยคนี้กลับสร้างความสะเทือนใจให้สวี่จือชิว รุนแรงกว่าที่จี้จิ้งคิดไว้มาก

"ห้ามเธอพูดแบบนี้นะ! ห้ามพูดแบบนี้! เธอกำลังดูถูกความรู้สึกของฉัน! ถ้าไม่มีผู้หญิงคนนั้น เส้าตั๋วต้องยอมรับฉันแน่ๆ เขาต้องรับรักฉันแน่!"

สวี่จือชิวยิ่งพูดก็ยิ่งใช้อารมณ์ เสียงก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้คนอื่นๆ ในห้องสมุดตกใจ ทุกคนต่างพากันหันมามองทางเธอ เมื่อเห็นท่าไม่ดีว่ากำลังจะสร้างความเดือดร้อน จี้จิ้งก็สบถด่าในใจเป็นหมื่นๆ คำ รีบดึงตัวสวี่จือชิวออกไปจากตรงนั้นทันที

เจียงชิ่นควงแขนฟู่เส้าตั๋ว ก้าวยาวๆ เดินออกไปข้างนอก จนกระทั่งพ้นตัวตึก เธอก็รีบปล่อยมือทันที

จากนั้นเธอก็ตีหน้าขรึม "คุณกับสวี่จือชิว นี่มันยังไงกันคะ?"

"ไม่ได้เป็นยังไงทั้งนั้น" ฟู่เส้าตั๋วมองเธอด้วยแววตาจริงจัง "ไม่ว่าจะเป็นก่อนแต่งงาน หรือหลังแต่งงาน ผมกับเธอก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกันทั้งสิ้น"

"แล้วเมื่อกี้มันคืออะไรคะ ไม่เห็นเหรอว่าสวี่จือชิวพอเจอหน้าคุณก็ทำท่าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ"

"นั่นมันเรื่องของเธอ ผมไม่รู้ แล้วก็ไม่สนใจด้วย คุณเป็นภรรยาผม สิ่งเดียวที่ผมแคร์ก็คือความรู้สึกของคุณเท่านั้น"

เจียงชิ่น: "..."

เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมแค่คำพูดไม่กี่คำของเขา ถึงทำเอาเธอใจเต้นแรงขึ้นมาได้ล่ะ

ดูหน้าตาก็ไม่เหมือนพวกผู้ชายกะล่อนปลิ้นปล้อนซะหน่อย แต่ทำไมถึงพูดจาหว่านล้อมเก่งขนาดนี้ ช่างเอาใจเก่งซะเหลือเกิน ช่ำชองขนาดนี้ เคยไปพูดเอาใจใครที่ไหนมาก่อนหรือเปล่าเนี่ย ชิ

เจียงชิ่นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไรไป อารมณ์ที่เพิ่งจะดีขึ้นมานิดหน่อย จู่ๆ ก็ดิ่งฮวบลงไปอีกแล้ว

เธอเดินหน้ามุ่ยต่อไปอย่างเงียบๆ

ฟู่เส้าตั๋วเดินตามหลังเธอไป ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

เขาพูดอะไรผิดไปงั้นเหรอ? ทำไมจู่ๆ ถึงโกรธขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?

ทั้งสองคนไปที่สหกรณ์ร้านค้าเพื่อซื้อน้ำอัดลม ฟู่เส้าตั๋วถามเจียงชิ่นว่าอยากกินขนมอะไรไหม

พอได้ยินว่ามีขนมให้กิน ความขุ่นเคืองเมื่อกี้ก็ปลิวหายวับไปในพริบตา เจียงชิ่นเกาะเคาน์เตอร์ชะโงกดูของข้างใน "ฉันเอาซันจาแผ่น แล้วก็ถั่วลิสงอบ แล้วก็บิสกิตด้วยค่ะ..."

เจียงชิ่นสั่งขนมไปหลายอย่าง พนักงานขายหลังเคาน์เตอร์ก็หยิบขนมที่เธอต้องการออกมาทีละอย่าง

"ทั้งหมดสามหยวนห้าเหมาจ้ะ"

ฟู่เส้าตั๋วล้วงเงินออกมาจ่าย ทั้งสองคนหิ้วของกินเดินออกจากสหกรณ์ร้านค้า

ตอนนี้ พอเจียงชิ่นเห็นขนมถุงเบ้อเริ่ม อารมณ์ก็เบิกบานขึ้นมาทันที บนใบหน้าเขียนแปะไว้ชัดเจนเลยว่า 'ฉันมีความสุขมาก' พอมองดูท่าทางดีอกดีใจของเธอ ฟู่เส้าตั๋วก็พลอยรู้สึกอารมณ์ดีตามไปด้วย

"ไปเถอะ กลับบ้านกัน กลับไปแล้วยังมีงานต้องทำอีกเยอะเลยนะ"

เจียงชิ่นนั่งซ้อนท้ายจักรยาน พลางเจื้อยแจ้ววางแผนกับฟู่เส้าตั๋วว่ากลับบ้านไปแล้วต้องทำอะไรบ้าง

ฟู่เส้าตั๋วพยักหน้ารับ จดจำภารกิจที่เธอแบ่งหน้าที่มาให้ทีละข้ออย่างตั้งใจ

พอกลับถึงบ้าน เวลาก็ล่วงเลยไปพอสมควร ทั้งสองคนรีบกินมื้อเที่ยงกันอย่างลวกๆ แล้วก็เริ่มลงมือเตรียมตัว

เจียงชิ่นนัดกับอีกสองครอบครัวไว้ตอนเย็น แต่พอบ่ายสามโมง อู๋ตันกับเหอชุนผิงก็มาถึงแล้ว

พวกเธอตั้งใจมาช่วยงาน เพราะกลัวว่าเจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วสองคนจะทำกันไม่ทัน ขืนมารอกินของสำเร็จรูปอย่างเดียว มันจะดูไม่งาม ทั้งสองคนทำงานบ้านกันจนชินอยู่แล้ว พอลงมือทำก็ทั้งคล่องแคล่วและรวดเร็ว

พอมีคนมาช่วย อาหารเต็มโต๊ะก็เตรียมเสร็จอย่างรวดเร็ว

หลัวเป่าหมิน จางเจี้ยนจวิน แล้วก็เด็กอีกสองคนเดินเข้าประตูมา บ้านที่ปกติเคยดูกว้างขวางเงียบเหงา พอมีคนเพิ่มมาอีกหกคน จู่ๆ ก็ดูแคบและอบอุ่นขึ้นมาทันที คนเยอะๆ ครึกครื้นดี บรรยากาศแบบนี้เจียงชิ่นชอบเป็นพิเศษ

เธอทักทายและเอาขนมให้เด็กๆ กิน แล้วก็วุ่นอยู่กับการจัดโต๊ะ หยิบถ้วยชามตะเกียบ และหยิบแก้วน้ำเคลือบอีนาเมล ด้วยความที่เดินรีบร้อนเกินไป ตอนที่ก้าวข้ามธรณีประตูเธอไม่ได้ระวัง ตัวเลยเซถลาล้มลง

นึกว่าก้นจะจ้ำเบ้ากระแทกพื้นซะแล้ว ทว่ามือใหญ่ที่แข็งแรงคู่หนึ่งกลับพุ่งเข้ามารับตัวเธอไว้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเธอก็ล้มลงไปในอ้อมกอดอันอบอุ่น

"ระวังเดินหน่อยสิ"

น้ำเสียงทุ้มละมุนของฟู่เส้าตั๋วดังมาจากเหนือหัว

เจียงชิ่นเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้เขา แต่พอนึกขึ้นได้ว่าข้างหลังยังมีคนอยู่เต็มบ้าน ก็รีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง รักษาระยะห่างจากฟู่เส้าตั๋วทันที

"ฉันไปยกกับข้าวนะ คุณช่วยเปิดขวดน้ำอัดลมให้หน่อย"

พูดจบ เธอก็ก้มหน้าก้มตาเดินหน้าแดงแจ๋เข้าไปในครัว

ในห้องนั่งเล่น เหอชุนผิงอุ้มลูกสาวอยู่ แอบขยิบตาให้สามีตัวเอง แล้วกระซิบงึมงำ "เห็นไหมล่ะ ความสัมพันธ์ของสองคนนั้นดีจะตายไป เสี่ยวฟู่เนี่ยดีกว่าคุณตั้งเยอะ คราวที่แล้วฉันล้มอยู่ข้างๆ คุณ คุณยังไม่แม้แต่จะปรายตามามองฉันเลย"

จางเจี้ยนจวินถลึงตาใส่ "เขาเป็นคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามัน ส่วนเราสองคนแต่งกันมาตั้งกี่ปีแล้ว มันจะเหมือนกันได้ยังไง!"

เหอชุนผิงเบ้ปาก "ชิ ข้ออ้างชัดๆ"

จางเจี้ยนจวินจนปัญญาจะเถียง สู้ไม่ได้ก็หลบดีกว่า เขาเลยเดินเลี่ยงไปคุยกับหลัวเป่าหมินแทน

ไม่นานอาหารก็จัดเรียงเต็มโต๊ะ ตรงหน้าทุกคนมีแก้วเคลือบใส่น้ำอัดลมคนละแก้ว การกินเลี้ยงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

ตอนอยู่ที่สหกรณ์ร้านค้า เจียงชิ่นถามฟู่เส้าตั๋วว่าจะซื้อเหล้าขาวสักขวดไหม แต่ฟู่เส้าตั๋วบอกว่าพรุ่งนี้ยังต้องทำงาน วันนี้เลยของดดื่มเหล้า ก็เลยซื้อน้ำอัดลมมาเพิ่มอีกหลายขวด ให้ทุกคนได้ดื่มน้ำอัดลมด้วยกัน

เด็กสองคนก็ถือแก้วเคลือบใส่น้ำอัดลมคนละแก้ว

คนที่อายุมากที่สุดในที่นี้คือจางเจี้ยนจวิน ในฐานะพี่ใหญ่ เขาจึงเป็นคนยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นมาชนแก้วกับทุกคนก่อน พร้อมกับกล่าวคำขอบคุณที่เชิญมากินเลี้ยง

จากนั้นเจียงชิ่นก็ยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นดื่มแทนเหล้าเพื่อชนแก้วกับทุกคน พร้อมกับกล่าวขอบคุณทุกคนที่คอยช่วยเหลือดูแลเธอในช่วงที่ผ่านมา

คนเต็มบ้านกินข้าวกันอย่างครึกครื้นและมีความสุข

มองดูเจียงชิ่นที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังพูดคุยหัวเราะกับทุกคนอย่างเบิกบานใจ ฟู่เส้าตั๋วก็เกิดอาการเหม่อลอยไปชั่วขณะ

จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่า ชีวิตตอนนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ดูเหมือนว่าจะสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ เลย

ระหว่างกินข้าว เจียงชิ่นก็ถามถึงอาการป่วยของอู๋ตัน หลัวเป่าหมินเล่าว่า ตั้งแต่อู๋ตันมาถึงดินแดนรกร้างทางเหนือตอนแรกก็มีอาการอาเจียนและท้องร่วง ต่อมาก็มีไข้ หลังจากนั้นตามตัวก็มักจะมีผื่นขึ้น แล้วก็เหนื่อยง่ายเป็นพิเศษ

"เพื่อรักษาโรคของเธอ เราเคยไปหาหมอที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอ แล้วก็ไปโรงพยาบาลที่เมืองฮาร์บินมาแล้วด้วย หมอที่ฮาร์บินบอกว่าระบบภูมิคุ้มกันของเธอมีปัญหา ให้พยายามกินของบำรุงร่างกายเยอะๆ แต่พอทำตามที่หมอบอก อาการก็ยังไม่ดีขึ้นเลย เดิมทีกะว่าจะมีลูกกัน แต่ร่างกายอู๋ตันเป็นแบบนี้ ก็เลยยังไม่กล้ามี..."

พอเขาพูดถึงตรงนี้ อู๋ตันก็แอบเหยียบเท้าเขาใต้โต๊ะ พร้อมกับส่งสายตาประท้วงว่าทำไมถึงได้เล่าซะหมดเปลือกขนาดนี้ หลัวเป่าหมินทำหน้าตาใสซื่อ "ก็มีแต่สหายร่วมรบ แล้วก็พี่น้องคนสนิทของเธอทั้งนั้น เล่าให้ฟังนิดหน่อยไม่เห็นเป็นไรเลย"

"คุณยังจะพูดอีก!"

อู๋ตันโมโหจนหน้าแดง แอบเหยียบเท้าเขาไปอีกที

เรื่องมีลูกอะไรแบบนี้ จะเอามาพูดต่อหน้าคนเยอะแยะได้ยังไง น่าอายจะตายไป

เจียงชิ่นมองดูการหยอกล้อของสองสามีภรรยาแล้วก็รู้สึกว่าน่ารักดี

ปกติอู๋ตันดูเป็นคนเงียบๆ เย็นชา ถ้าไม่ได้คลุกคลีสนิทสนมด้วย ก็คงไม่มีทางรู้เลยว่าเธอจะมีมุมแบบนี้ด้วย

เจียงชิ่นหันไปมองฟู่เส้าตั๋วที่นั่งอยู่ข้างๆ

จบบทที่ บทที่ 27: สามครอบครัวกินข้าวพร้อมหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว