- หน้าแรก
- มหาศึกหอคอยกู้ชาติ
- บทที่ 22: ถ้ำมรณะ วันที่ห้า
บทที่ 22: ถ้ำมรณะ วันที่ห้า
บทที่ 22: ถ้ำมรณะ วันที่ห้า
บทที่ 22: ถ้ำมรณะ วันที่ห้า
ยามราตรี ฉินหยาง เอนกายลงบนเตียงไม้ภายในศูนย์บัญชาการ สองมือก่ายหนุนต่างหมอน
"เวลาช่างผ่านไปไวนัก เผลอประเดี๋ยวเดียววันที่สี่ในต่างโลกก็กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว"
"ความเป็นอยู่ก็พอกล่อมแกล้มไปได้ แต่ข้ายังไม่ชินกับความเงียบงันที่ไร้เสียงบ่นของท่านพ่อท่านแม่ข้างหูเลยจริงๆ"
"พอมีเวลาว่างก็นอนเปื่อยดูวิวไปวันๆ ไร้ซึ่งความบันเทิงเริงใจใดๆ ทั้งสิ้น"
ความโดดเดี่ยวเริ่มเกาะกินใจฉินหยาง
ก่อนจะทะลุมิติมา เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 18 ปีที่กำลังอยู่ในช่วงวัยแห่งความต้องการพุ่งพล่าน กำลังจะได้เริ่มต้นชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอันแสนวิเศษ ทั้งยังมีหน้าตาหล่อเหลาและทักษะการเล่นเกมที่เป็นเลิศ หากเวลามาถึง คงไม่แคล้วมีรุ่นพี่สาวสวยผู้อตือรือร้นอ้าแขนรับเขาไป 'ติวหนังสือแบบตัวต่อตัว' ตามโรงแรมเล็กๆ ข้างสถานศึกษาเป็นแน่
แม้ตอนนี้รอบกายเขาจะมีลูกสมุนมากมาย ทว่าพวกเขาก็ทำเพียงปฏิบัติตามคำสั่งของฉินหยางเท่านั้น ไม่มีใครที่เขาสามารถพูดคุยด้วยได้อย่างปกติเลยแม้แต่คนเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ชาวเมืองที่เป็นสตรีในดินแดนต่างก็มีหน้าตาธรรมดาสามัญ แม้แต่ หยางเม่ย ที่ดูโดดเด่นขึ้นมาหน่อย ก็ยังเป็นได้แค่ระดับพอใช้ในสายตาของฉินหยางเท่านั้น ทว่าเมื่อเห็นว่า หยางเฟย ดูจะมีใจให้หยางเม่ยและทั้งคู่ก็หยอกล้อกันทุกวัน ฉินหยางก็คร้านจะไปแย่งชิงของผู้อื่น
"ราตรีช่างยาวไกล ข้าหาได้มีความง่วงงุนไม่ คิดถึงเหล่าภรรยาในฮาร์ดดิสก์หลายร้อยกิกะไบต์ของข้าเหลือเกิน..."
หลังจากพลิกตัวไปมาอยู่พักใหญ่ ฉินหยางก็นอนไม่หลับ เขาจึงลุกขึ้นนั่งแล้วหยิบ กะโหลกพรายน้ำ ออกมาจากช่องเก็บของส่วนตัว
ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมัน กะโหลกสีขาวโพลนดูน่าสยดสยองไม่น้อย
"มาดูซิว่าเจ้า ฉีหยวน เป็นอย่างไรบ้าง"
ฉินหยางสวมกะโหลกไว้บนศีรษะ พลันเกิดฟองอากาศผุดขึ้นจากเบ้าตาข้างหนึ่งของกะโหลก และภาพเหตุการณ์ก็ปรากฏขึ้นภายในนั้น...
ท่ามกลางป่าลึก ฉีหยวนยังไม่ได้พักผ่อน เขานั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่ ท่ามกลางเงามืดที่วูบวาบไปมา เสียงแมลงกรีดร้อง เสียงสัตว์ป่าคำราม และเสียง 'เฮ่-เฮ่' อันเป็นเอกลักษณ์ของพวกซอมบี้ดังแว่วเข้าหู
หลังจากได้รับผลจากการเพิ่มพูนร้อยเท่า พรสวรรค์ติดตัวของฉีหยวนทำให้เขาสามารถ 'ถูกเมินเฉย' จากเป้าหมายที่เป็นศัตรูได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ต่อให้ซอมบี้เดินผ่านหน้าเขาไปตอนนี้ มันก็คงมองไม่เห็นเขา
ไม่เพียงแค่ซอมบี้ แม้แต่แมลงหรือสัตว์ป่าที่มีเจตนาร้ายก็จะเมินเขาไปโดยสัญชาตญาณ ยุงหรือแม้แตู่พิษบางตัวยังบินมาเกาะหรือเลื้อยผ่านร่างกายเขาไปราวกับเขาเป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่งในป่าที่ไม่มีความสลักสำคัญใดๆ
โฮก—
เมื่อราตรีดึกสงัด เสียงคล้ายหมาป่าเห่าหอนดังระงมไปทั่วป่า ฉีหยวนขยับตัวด้วยความประหม่า ความสนใจของเขาถูกดึงดูดด้วยเสียงลึกลับนั้นทันที
ห่างออกไปหลายสิบเมตร เงาร่างดำทมิฬที่ดูคล้ายมนุษย์ขนาดใหญ่กำลังเดินไปมา ดวงตาสีเขียววาวโรจน์กวาดมองผ่านความมืดมิด ราวกับกำลังออกล่าเหยื่อที่หลงทาง
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งคล้ายจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่แผ่ออกมาจากตัวฉีหยวน มันกระชากตัวอย่างแรง เปลี่ยนท่าทางจากยืนตัวตรงมาเป็นคลานสี่ขาเหมือนสัตว์ป่า ก่อนจะพุ่งทะยานมายังจุดที่ฉีหยวนนั่งอยู่อย่างรวดเร็ว
ฉีหยวนนั่งนิ่งพิงต้นไม้ใหญ่ หัวใจเต้นระรัวจนลมหายใจเริ่มติดขัด
เงาร่างปีศาจนั่นรวดเร็วเหลือเชื่อ เพียงอึดใจเดียวมันก็พุ่งข้ามระยะทางหลายสิบเมตรมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ภายใต้แสงจันทร์รำไรที่ลอดผ่านกิ่งไม้ ฉีหยวนเห็นรูปลักษณ์ของมันชัดเจน
มันมีลักษณะครึ่งคนครึ่งสัตว์ ผมเผ้ายุ่งเหยิงปิดบังใบหน้า เหลือเพียงดวงตาสีเขียวคู่หนึ่งที่ฉายแววเย็นชาและกระหายเลือด หากมันยืนตัวตรงจะสูงเกือบสองเมตร กล้ามเนื้อเป็นมัด ร่างกายยาวเก้งก้าง และนิ้วทั้งสิบมีกรงเล็บแหลมคมยาวโง้ว
"บ้าเอ๊ย! นั่นมันมนุษย์หมาป่าเรื่อ?"
ฉินหยางที่มองผ่านกะโหลกพรายน้ำถึงกับสะดุ้งโหยงลุกขึ้นนั่งตัวตรง การจู่โจมของอสุรกายนั่นทำเอาเขาใจหายใจคว่ำจริงๆ ทว่าพอเห็นรูปร่างมันชัดๆ เขาก็เริ่มประหลาดใจ
"พวกที่มาทำลายกำแพงดินแดนกลางดึกวันก่อน ต้องเป็นพวก 'มนุษย์หมาป่า' พวกนี้แน่ๆ ใช่ไหม?"
พอมองเห็นกรงเล็บแหลมคมคู่นั้น ฉินหยางก็นึกเชื่อมโยงไปถึงเหตุการณ์ซอมบี้บุกปล้นดินแดนเมื่อไม่กี่วันก่อนทันที
"ทำไมมนุษย์หมาป่ากับซอมบี้ถึงมาอยู่ในที่เดียวกันได้? โลกนี้มันคือเกมผีชีวะภาค 8 หรืออย่างไร?"
อสุรกายที่ดูคล้ายมนุษย์หมาป่าหยุดลงตรงหน้าฉีหยวนเพียงสองเมตร มันดูจะสับสน พลางดมกลิ่นในอากาศไม่หยุดและเดินวนเวียนไปมาอย่างหงุดหงิด มันตามกลิ่นคาวเลือดมาถึงที่นี่แท้ๆ แต่กลับหาเป้าหมายไม่เจอเสียอย่างนั้น จนมันเริ่มสงสัยว่าประสาทสัมผัสของตัวเองผิดเพี้ยนไปหรือเปล่า
"พรสวรรค์ของฉีหยวนได้ผล!"
ฉินหยางถอนหายใจยาวพลางพิงหลังกับหัวเตียง จากนั้นเขาจึงสังเกตเห็นว่า หลังจากจ้องมองอสุรกายตนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ชื่อและคำอธิบายสั้นๆ ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
【อสุรกายราตรี】
【ซอมบี้กลายพันธุ์ที่ผสมผสานยีนของหมาป่าและมนุษย์เข้าด้วยกัน รูปแบบการโจมตีหลักคือการใช้กรงเล็บแหลมคมฉีกกระชากเป้าหมาย】
"เอาเถอะ ถึงจะใส่หนังมนุษย์หมาป่า แต่มันก็ยังเป็นสมาชิกของกองทัพซอมบี้ล่ะนะ"
"คำอธิบายนี้นับว่าพอรับฟังได้"
อสุรกายราตรีเดินวนเวียนหน้าฉีหยวนอยู่อีกพักใหญ่ เมื่อหาไม่เจอจริงๆ มันจึงต้องจำใจหันหลังกลับไป
ฉีหยวนเห็นดังนั้นจึงรีบลุกขึ้นสะกดรอยตามมันไปทันที หลังจากตามมาได้หลายสิบเมตร ก็เริ่มมีอสุรกายราตรีตนอื่นๆ โผล่ออกมาจากป่ารอบข้าง พวกมันรวมกลุ่มกันราวกับฝูงสัตว์ที่ออกล่าในยามค่ำคืน พลางวิ่งลัดเลาะไปตามป่า บางครั้งก็หยุดนิ่งพร้อมใจกันแหงนหน้าเห่าหอนโหยหวน
เดินๆ หยุดๆ ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง ฝูงอสุรกายราตรีก็มาถึงถ้ำมืดมิดแห่งหนึ่ง
ยามนี้พลังกายของฉีหยวนเริ่มจะหมดลง เขาจึงไม่ได้ตามพวกมันเข้าไปในถ้ำ ทำเพียงแค่ทำเครื่องหมายตำแหน่งภายนอกไว้เท่านั้น ก่อนจะรีบปลีกตัวออกมาจากรังของพวกมัน หาที่แห้งๆ แล้วล้มตัวลงนอนพักผ่อน
เมื่อเห็นฉีหยวนยุติการผจญภัยในคืนนี้ ฉินหยางก็ถอดกะโหลกพรายน้ำออก
"พวกซอมบี้กลายพันธุ์ที่มียีนสัตว์ป่าพวกนี้ดูจะทรงพลัง แต่จุดอ่อนก็ชัดเจนเช่นกัน"
อย่างแรกคือพวกมันออกหากินเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังมีความเป็นสัตว์ป่าหลงเหลืออยู่ ชอบรวมกลุ่มกัน และที่สำคัญคือ... มีรัง!
"ในเมื่อฉีหยวนทำเครื่องหมายที่รังของมันไว้แล้ว เรื่องก็ง่ายขึ้นเยอะ"
"พอรุ่งสาง ข้าจะส่งติงต้าลี่กับหวังเป่าเฉียงไปที่นั่น จะเกิดอะไรขึ้นนะถ้าพวกเขาลอบวางเพลิงในถ้ำนั่น? หึๆๆ..."
การเอาชีวิตรอดในต่างโลก วันที่ห้า
สิ่งแรกที่ฉินหยางทำหลังจากตื่นนอนคือการเปิดหน้าต่างดินแดนขึ้นมา
【มีชาวเมืองใหม่มาถึง 2 คน ท่านต้องการเรียกพบทันทีหรือไม่?】