- หน้าแรก
- ผมซื้อของถูกราคาหลักหน่วย แต่ระบบกลับให้ของจริงราคาหลักล้าน!
- บทที่ 372 นายยังเป็นแร็ปเปอร์ด้วยเหรอ?
บทที่ 372 นายยังเป็นแร็ปเปอร์ด้วยเหรอ?
บทที่ 372 นายยังเป็นแร็ปเปอร์ด้วยเหรอ?
บทที่ 372 นายยังเป็นแร็ปเปอร์ด้วยเหรอ?
เขาก็พูดไม่ผิดหรอกนะ ที่เขามาที่นี่ หนึ่งคือเพราะโดนเจ้าพวกนั้นตามตื้อจนรำคาญ สองคือเขาคิดว่าเรียนมหาลัยมาจนถึงปีสุดท้ายแล้ว ยังไงก็ควรจะมาสัมผัสบรรยากาศสักหน่อย ไม่อย่างนั้นมันเหมือนเรียนมาไม่คุ้ม
พูดง่ายๆ คือเน้นการมีส่วนร่วม ท่ามกลางฝูงชนที่หนาแน่นเบียดเสียดกันอยู่นี้ เหล่านักศึกษาปีสี่แต่ละคนต่างก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนและกังวลในอนาคต
อย่างเช่นพวกเขาสายคอมพิวเตอร์ ตำแหน่งงานบางอย่างฟังดูหรูหราอลังการมาก แต่พอได้ลองคุยรายละเอียดจริงๆ ก็พบว่ามันก็แค่พื้นๆ ทั่วไป
บางบริษัทจงใจลงช่วงเงินเดือนไว้กว้างมาก เช่น สี่พันถึงแปดพัน หรือสามพันถึงหนึ่งหมื่น ดูผ่านๆ ได้แต่เชื่อไม่ได้หรอก
ส่วนงานที่เงินเดือนไม่น้อย สวัสดิการมักจะไม่ค่อยดี ถ้าไม่ใช่สายขายที่ต้องปั่นยอด ก็ต้องเป็นงานที่ใช้ชั่วโมงการทำงานยาวนานมาก เวลาพักผ่อนน้อยนิดจนน่าตกใจ เกือบทั้งหมดหยุดได้แค่วันเดียวต่อสัปดาห์หรือบางที่ต้องทำครึ่งเดือนถึงจะได้หยุดสักวัน งานที่หยุดเสาร์-อาทิตย์น่ะหายากยิ่ง ถ้าไม่ใช่มบริษัทชั้นนำที่การแข่งขันสูงลิบลิ่ว ก็จะเป็นงานที่เงินเดือนค่อนข้างต่ำ
แน่นอนว่านี่เป็นแค่สถานการณ์ของนักศึกษาคนอื่นๆ ส่วนหลินโม่กับควนเม่ยน่ะไม่อยู่ในกลุ่มนั้น
สองคนนี้ คนหนึ่งน่ะ "เปิดโปรแกรมโกง" ไปแล้ว อีกคนน่ะ "กลายพันธุ์" (บ้า) ไปแล้ว สรุปคือ "คนรวยใช้เทคโนโลยี คนจนใช้การกลายพันธุ์" (มุกจากอนิเมะ) ทั้งคู่เข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดี
การมาที่นี่จึงเป็นแค่การมาตามพิธี เพื่อสัมผัสบรรยากาศของเด็กจบใหม่เท่านั้นเอง
ทว่าหัวหน้าห้องกับเหอเสี่ยวเย่วนั้นต่างออกไป พวกเธอมาเพื่อหางานจริงๆ และดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่ค่อยสู้ดีนัก
บริษัทดีๆ ตำแหน่งงานเด่นๆ มีคนจ้องตาเป็นมันเยอะเกินไป ส่วนงานที่ไม่จำกัดสาขาวิชาที่เรียน ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่มีอนาคตที่ชัดเจน เพราะในเมื่อไม่มีกำแพงด้านวิชาชีพ มันก็หมายความว่าเพดานรายได้ต่ำ ใครมาทำก็ได้ ใครๆ ก็แทนที่ได้ การจะเติบโตในสายงานนี้จึงยากกว่าปกติ
อย่างเช่นฝ่ายขาย ไม่จำกัดสาขา บางที่ถึงขั้นไม่จำกัดวุฒิการศึกษาด้วยซ้ำ แต่จะบอกว่ามันไม่ทำเงินเหรอ?
พนักงานขายที่เก่งกาจสามารถหาเงินได้เดือนละหลายหมื่นหยวนสบายๆ หรือแม้แต่การหาเงินดาวน์บ้านในเมืองเจียงหนิงได้ภายในเดือนเดียวก็มีให้เห็น
อย่างยอดนักขายอย่างคุณหนูหยวน เงินเดือนผู้จัดการในบริษัทรวมกันหลายคนยังอาจจะไม่เท่าเธอคนเดียวเลย แถมเธอยังทำงานไปเล่นไปได้อีกต่างหาก
แต่ในบรรดาพนักงานขายตั้งมากมาย มีสักกี่คนที่ทำรายได้เกินหนึ่งหมื่นต่อเดือน? ส่วนใหญ่มักจะได้แค่เงินเดือนพื้นฐาน ถ้าเก่งหน่อยก็ได้สักหกเจ็ดพันก็นับว่าหรูแล้ว
ในตลาดแรงงานมันมีกฎเกณฑ์อยู่อย่างหนึ่ง คือยิ่งงานไหนกำแพงเข้าสู่สายอาชีพต่ำ ยอดฝีมือในนั้นจะยิ่งเหนือชั้นจนน่ากลัว เพราะจำนวนคนมันเยอะ การแข่งขันสูง คนที่ประสบความสำเร็จได้จึงต้องมีฝีมือที่แข็งแกร่งจริงๆ และได้เงินเยอะตามไปด้วย ส่วนพวกฝีมือธรรมดาก็จะถูกคัดออกไปนานแล้ว
"พวกเรายื่นเรซูเม่ไปสองบริษัทจ้ะ เป็นบริษัทโรงงานใหญ่ที่ขึ้นชื่อของเมืองเจียงหนิงเรานี่แหละ แต่นายก็เห็นแล้วนี่ว่าแถวรอน่ะยาวขนาดไหน"
"ฉันเช็คมาแล้ว สองบริษัทนั้น ที่หนึ่งรับแค่หกคน อีกที่รับแปดคน... เฮ้อ" หัวหน้าห้องหวังจิ้งชี้ไปยังแถวที่ยาวเหยียดไม่ไกลนัก
หลินโม่มองตามไป เห็นเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงจริงๆ ไม่แปลกที่มีคนไปรุมสมัครขนาดนั้น
เหอเสี่ยวเย่วก็พูดขึ้นบ้าง: "แปดในสิบคือแห้วชัวร์จ้ะ งานอื่นๆ ที่พวกเราดูมา สรุปคือ... พูดไม่ออกบอกไม่ถูกเลย เมื่อกี้ฉันยังเจอ 'นายหน้าจัดหางาน' มาแฝงตัวอยู่ด้วยล่ะ!"
"จัดหางาน... ยังต้องมีนายหน้าด้วยเหรอ? หมายความว่าไงครับ?" หลินโม่สงสัย
ที่นี่คืองานนัดพบแรงงานไม่ใช่เหรอ? ยังต้องพึ่งนายหน้าอีกเหรอ?
"ก็คือให้เราไปเรียนงานที่บริษัทเขาก่อน ช่วงที่เรียนเขาจะให้เงินเดือนเราคนละหนึ่งพันหยวนต่อเดือน พอเรียนจบสองเดือนเขาก็จะส่งไปทำงาน แต่หลังจากทำงานผ่านไปครึ่งปี เราต้องจ่ายค่าเรียนคืนให้บริษัทเดือนละเจ็ดร้อยกว่าหยวน เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม"
"โดยเขารับประกันว่าเงินเดือนของเราจะอยู่ที่แปดพันหยวนขึ้นไป ถ้าทำงานแล้วไม่พอใจ บริษัทสามารถจัดหาที่ใหม่ให้ได้เรื่อยๆ ฟังดูดีใช่มั้ยล่ะ?" หัวหน้าห้องถามพลางยิ้มขื่นๆ
หลินโม่นิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า: "ถ้าเขารับประกันเงินเดือนได้จริง สวัสดิการโอเค เวลาพักผ่อนดี มันก็น่าจะโอเคอยู่นะครับ!"
"บ้าสิ! อย่างแรกเลยนะ เขาจะรับประกันเงินเดือนแปดพันได้จริงมั้ยก็ไม่รู้ แต่ประเด็นสำคัญคือเรื่องจ่ายเงินนี่แหละ ถ้าเราไม่มีเงินจ่ายเขาก็จัดเตรียม 'สินเชื่อ' ไว้ให้พร้อม"
"นั่นหมายความว่า เราต้องยอมจ่ายเงินก้อนให้บริษัทก่อน หรือไม่ก็ต้องกู้เงินมาจ่าย แล้วค่อยผ่อนคืนสถาบันการเงิน"
"ถ้าเราจ่ายเงินไปแล้ว แล้วเขาไม่ดูแลเราจะทำยังไง? ยังไม่ทันเรียนจบก็แบกหนี้ก้อนโตแล้วเหรอ?" เหอเสี่ยวเย่วพ่นลมหายใจด้วยความโมโห
ได้ยินดังนั้น หลินโม่ถึงกับอ้าปากค้าง: "หา? มีแบบนี้ด้วยเหรอ? พวกเธอรู้ได้ไงครับ เขาบอกเรื่องกู้เงินกับพวกเธอตรงๆ เลยเหรอ?"
"จะเป็นไปได้ไงล่ะจ๊ะ ฉันเอาชื่อบริษัทเขาไปค้นในเน็ต แล้วไปเจอข้อมูลในคอมเมนต์ข้างล่างน่ะสิ ไม่อย่างนั้นเสี่ยวเย่วเกือบจะเดินตามเขาไปแล้ว"
"พอพวกเราเข้าไปจี้ถามตรงๆ ว่าเงินที่จะต้องจ่ายให้บริษัทเนี่ยต้องจ่ายยังไง ต้องกู้เงินล่วงหน้ามาก่อนหรือเปล่า เขาก็ใบ้กินไปเลยจ้ะ"
"พูดซะดิบดีว่าพอเรียนจบเริ่มทำงานผ่านไปครึ่งปีค่อยเริ่มผ่อนจ่าย ที่แท้คือผ่านไปครึ่งปีต้องเริ่มใช้หนี้เงินกู้น่ะสิ" หัวหน้าห้องหวังจิ้งถอนหายใจยาว ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
นี่ถ้าจะพูดตรงๆ ก็ไม่ต่างจากการหลอกลวงเลยสักนิด หากเป็นนักศึกษาที่ไม่รู้ประสีประสา ก็มีโอกาสสูงมากที่จะโดนเงื่อนไขสวยหรูพวกนี้ล่อลวงเอาได้
เพราะเขาบอกว่า "หลังจากทำงานไปครึ่งปีค่อยเริ่มจ่ายคืน" ถ้าเงินเดือนได้แปดพันจริง จ่ายคืนเดือนละเจ็ดร้อยกว่าหยวนมันก็ไหวอยู่ ปีหนึ่งรวมๆ ก็แค่หมื่นหยวนต้นๆ แลกกับงานดีๆ มันก็คุ้ม
แต่ถ้าต้อง "จ่ายเงินก่อน" หรือ "ต้องกู้เงิน" กลิ่นมันจะเปลี่ยนไปทันที ถึงตอนนั้นอำนาจการต่อรองจะอยู่ที่เขาหมดเลย
ไอ้งานเดือนละแปดพันน่ะไม่มีหรอก เขาอาจจะหางานเดือนละสามสี่พันให้แทน พอเราถามว่าทำไมไม่ได้แปดพัน เขาก็จะบอกว่าความสามารถเราไม่ถึง ทีนี้เรื่องหนี้สินน่ะคุณก็ต้องไปคุยกับบริษัทไฟแนนซ์เอาเองนะจ๊ะ
เหอเสี่ยวเย่วถอนหายใจ: "ช่างเถอะๆ โชคดีที่พวกเรารู้ทันก่อน ไม่งั้นฉันคงซวยแน่ ถ้าไปที่บริษัทเขาแล้วเขาให้กู้เงิน ถ้าฉันตกลงก็ตกหลุมพราง ถ้าไม่ตกลงก็เสียโอกาสในงานนัดพบแรงงานไปเปล่าๆ"
"โชคดีที่ตอนนี้ยังทันเวลา แต่งานดีๆ นี่มันหายากจริงๆ นอกจากพวกงานขายแล้ว งานอื่นที่เงินเดือนดีสวัสดิการเด่นนี่แข่งขันกันดุเดือดมาก นายว่าคนรุ่นเราทำไมถึงซวยขนาดนี้ล่ะเนี่ย!"
ทางด้านหัวหน้าห้องหวังจิ้งกลับดูมองโลกในแง่ดีกว่ามาก เพราะถ้าหางานดีๆ ไม่ได้ เธอก็แค่ไปทำงานที่สตูดิโอควนเม่ยกับหวังชู่ จะได้อยู่ใกล้ๆ กันด้วย เธอจึงร้องออกมาเป็นจังหวะว่า:
"น้ำตาทำไมมันไหลไม่หยุดเลย~ พวกเราคือไอ้พวก 00 หลัง (Gen Z) ที่แสนซวยยย เรื่องดีๆ ไม่เคยเจอ เรื่องแย่ๆ ไม่เคยพลาดดด~"
"ประถมโดนด่าว่าเป็นเด็กประถม~ มหาลัยโดนด่าว่าเป็นหมามหาลัย~ ไม่มีใครซวยตลอดกาลหรอก... ยกเว้นนายจะเกิดปี 00"
"เข้ามหาลัยถึงเพิ่งจะรู้~ ว่าต้องสอบกงวู่หยวน (ข้าราชการ) หรือต่อโทแข่งกันจนตัวตาย พอจบมาหางานทำก็เหมือนโดนพระเจ้าต้มตุ๋น~"
"เงินเดือนเดือนละสามสี่พัน~ นายจะทำไม่ทำก็เรื่องของนาย ของกินมีแต่ 'อาหารกึ่งสำเร็จรูป' ทำไมความซวยต้องมาลงที่พวกเราาา"
"เจอทุกเรื่องที่ควรจะเลี่ยง~ แต่ไม่เคยเจอเรื่องเดียวคือโรงเรียนรีโนเวท... ประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย มหาลัย พอเรียนจบปุ๊บตึกใหม่ก็สร้างเสร็จปั๊บ!"
"แถมยังมีพวกแก๊งลักเด็กที่จ้องจะอุ้มพวกเราไปขายอีก~ น่าขยะแขยงชะมัด จะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ก็มีแต่พวกเรานี่แหละที่ต้องสู้กับพวกมันนน~"
หัวหน้าห้องหวังจิ้งสมกับเป็นคนจากถิ่นกำเนิด "เซี่ยงเซิง" (ตลกพูดคู่) จริงๆ ฝีปากเธอน่ะรวดเร็วและลื่นไหลสุดๆ นอกจากตลกแล้ว นี่เธอแร็ปได้ด้วยเหรอเนี่ย?
หลินโม่: "นี่... หัวหน้าห้องเป็นแร็ปเปอร์ด้วยเหรอครับ?"
เหอเสี่ยวเย่ว: "ฉันจะส่งเธอไปประกวดรายการ 'นักแสดงพร้อมประจำที่' นะ เดี๋ยวฉันเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เอง!"
หลินโม่: "นั่นมันรายการการแสดงครับ รายการแร็ปต้อง 'The Rap of China' พี่ไปผิดรายการแล้วครับ"
หัวหน้าห้อง: "......"