เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 ชื่อเสียงขจรไกล ดั่งเงาไม้แผ่กิ่งก้าน

บทที่ 39 ชื่อเสียงขจรไกล ดั่งเงาไม้แผ่กิ่งก้าน

บทที่ 39 ชื่อเสียงขจรไกล ดั่งเงาไม้แผ่กิ่งก้าน


ผู้มาใหม่ร่อนลงสู่เวทีประลอง

เขาแบกกระบี่ไว้เบื้องหลัง ปล่อยแขนวางพาดเข่าอย่างเป็นธรรมชาติ ยืนตระหง่านด้วยท่าทางโอหัง

แม้คนในที่นี้จะไม่ใช่คนของสถานศึกษาเทียนหยวน

แต่พวกเขาก็พอจะรู้จักเรื่องราวในสถานศึกษาสายนอกอยู่บ้าง

หอรบเก้าชั้น!

สิบยอดฝีมือสายนอก!

โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับระดับพลังฝีมือ พวกเขายิ่งให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว พลังยุทธและความแข็งแกร่งคือสิ่งสำคัญที่สุด

เสียงอุทานชื่นชมและสายตานับหมื่นที่จับจ้องมา ทำให้ 'ฉู่หมิง' รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก

ทันใดนั้น ตัวแทนสายที่หนึ่งก็หันไปมองฉู่เจิ้ง

สายตาเยาะเย้ยและดูแคลนนั้นไม่ได้ปิดบังเลยแม้แต่นิดเดียว

ประหนึ่งจะถามว่า... เจ้าจะเอาอะไรมาต้าน?

ในขณะเดียวกัน ฉู่หมิงผู้กำลังฮึกเหิมก็จ้องมองไปยังฉู่เจิ้ง พร้อมกับอ้าปากจะกล่าววาจาโอ้อวด

"เจ้า..."

"เจ้าคือฉู่เจิ้ง!"

เสียงอุทานแหบพร่าดังขึ้นทันควัน สีหน้าของฉู่หมิงเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกโพลงจนกลมโต เขาสะดุ้งโหยงเหมือนแมวที่ถูกเหยียบหางจนขนลุกชัน

จากนั้น เขารีบหันไปมองตัวแทนสายหนึ่งที่รอยยิ้มค้างเติ่งอยู่บนใบหน้าด้วยความมึนตึบ แล้วด่าเปิงออกมา

"มารดามันเถอะ... ข้าฉู่หมิงมีความแค้นเคืองอะไรกับเจ้านักหนา ถึงได้คิดจะฆ่าแกงกันแบบนี้!"

ด่าเสร็จเขาก็รีบหันมาหาฉู่เจิ้งทันที

"ศะ... ศิษย์พี่ฉู่เจิ้ง ข้าไม่รู้ว่าเป็นท่าน โปรดอย่าถือสาเลย ข้ายอมแพ้แล้ว ขอลาล่ะ!"

พูดจบ ฉู่หมิงก็แทบอยากจะงอกขาเพิ่มอีกสักสองสามข้าง หรือไม่ก็งอกปีกบินหนีไปเสียตอนนี้

เขาใช้พลังยุทธทั้งหมดระเบิดออกมา เท้าทั้งสองเหยียบลงบนเวทีจนเกิดเสียงตูมกึกก้องจนเวทีแตกร้าว

ร่างของฉู่หมิงทะยานขึ้นกลางอากาศประดุจเหยียบวายุ พุ่งทะยานออกไปในทันที

เพียงพริบตา เขาก็ข้ามผ่านฝูงชน มุ่งหน้าออกจากคฤหาสน์ตระกูลหลี่และหายลับไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์พลิกผันนี้เกิดขึ้นเร็วมากจนทุกคนตั้งตัวไม่ทัน

จากนั้น สายตาทุกคู่ก็ค่อยๆ เลื่อนกลับมาจับจ้องที่ร่างสูงโปร่งสง่างามบนเวทีเพียงหนึ่งเดียว

ประจวบเหมาะกับที่แสงอาทิตย์ลอดผ่านหมู่เมฆลงมาอาบร่างของเขาพอดี

ฉู่เจิ้งในชุดที่อาบไปด้วยแสงทองราวกับเทพเจ้าจุติลงมา ทำให้ผู้คนถึงกับตาพร่ามัวด้วยความเลื่อมใส

"เจ้า... เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?" ตัวแทนสายหนึ่งถามกลับด้วยเสียงสั่นเครือไปทั้งตัว

ส่วนตัวแทนสายสามนั้น ความโอหังบนใบหน้ามลายหายไปสิ้น

"ฟังให้ดี ศิษย์พี่ฉู่เจิ้งคือหนึ่งในสิบยอดฝีมือสายนอกที่แท้จริง วิชากระบี่ระดับสอง 'ปราณกระบี่อัสนีคำราม' เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งผ่านหอรบเก้าชั้นชั้นที่แปดมาได้!"

หลี่ทิงจู๋ทะยานขึ้นไปยืนบนเวทีพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความภูมิใจ

วินาทีนั้น นางรู้สึกปลอดโปร่งโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก

"ยังมีใครอีกไหม?"

หลี่ทิงจู๋มองเหยียดไปยังตัวแทนสายหนึ่งและสายสาม

ทว่าทั้งคู่กลับหน้าเสียราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ

ใคร? ใครจะกล้าสู้?

ไม่มีเลยสักคน!

แม้ว่าคนที่พวกเขาเชิญมาจะมีระดับพลังชั้นสามขั้นสูงสุด และแต่ละคนก็แข็งแกร่งกว่าระดับชั้นสามทั่วไปมาก

แต่แล้วอย่างไรล่ะ?

ขนาดฉู่หมิงที่เพิ่งโกยแน่บหนีไปเมื่อครู่ยังเทียบไม่ได้เลย แล้วพวกเขาจะเอาอะไรไปสู้กับฉู่เจิ้ง?

"สายหนึ่งและสายสาม จะสู้ต่อหรือไม่?"

ชายชราชุดเทาละสายตาจากฉู่เจิ้งด้วยความทึ่ง ก่อนจะกวาดตามองตัวแทนทั้งสองสายแล้วถามเสียงเข้ม

ทั้งคู่ต่างส่ายหน้าอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจนัก

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การประลองใหญ่รอบสิบปีของตระกูลหลี่สิ้นสุดลง ณ บัดนี้ ในสิบปีต่อจากนี้ สายที่สองจะได้เป็นสายหลัก กุมอำนาจบริหารตระกูล"

เมื่อสิ้นคำตัดสินเด็ดขาด ชายชราชุดเทาก็จ้องมองไปยังหลี่ทิงจู๋

"คนของสายสอง พวกเจ้าต้องจำไว้ว่า ทุกอย่างต้องคำนึงถึงการพัฒนาและความรุ่งเรืองของตระกูลเป็นอันดับแรก..."

เขาเทศนาสั่งสอนอยู่พักใหญ่ พวกหลี่ทิงจู๋ก็รีบรับปากทันทีว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อตระกูลหลี่

เมื่อชายชราจากไป คนของสายหนึ่งและสายสามก็พากันจากไปอย่างเงียบเหงา

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผลสรุปก็ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว อย่างน้อยก็ในตอนนี้

"ขอบคุณศิษย์พี่ฉู่มากค่ะ"

หลี่ทิงจู๋หันมาประสานมือคำนับฉู่เจิ้งด้วยความซาบซึ้งใจยิ่งนัก

หากครั้งนี้ไม่มีฉู่เจิ้งมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ สายของนางคงไม่มีหวังเลยแม้แต่น้อย

ต่อให้นางลงมือเองจนชนะเถี่ยซานหู่ได้ แต่การจะเอาชนะฉู่หมิงนั้นไม่มีทางเป็นไปได้เลย

"เจ้าจ่ายค่าตอบแทนมา ข้าก็ต้องทำให้เต็มที่" ฉู่เจิ้งยิ้มรับ

"ศิษย์พี่ฉู่จะรอยาลูกกลอนหวนวสันต์ หรือจะเข้าไปเลือกของวิเศษในคลังสมบัติของตระกูลดีคะ?" หลี่ทิงจู๋ถามพรางนึกถึงนิสัย 'ไม่เห็นกระต่ายไม่ปล่อยเหยี่ยว' ของฉู่เจิ้ง

"ไปดูที่คลังสมบัติก่อน ถ้าไม่มีที่ถูกใจ ค่อยรอยา" ฉู่เจิ้งตอบอย่างไม่ลังเล

เพราะเขารู้ดีว่าการจะหายานั่นมันยากลำบากเพียงใด

ตระกูลหลี่ตั้งรกรากในเมืองเชียนหลิวมานานหลายร้อยปี

ในฐานะหนึ่งในสิบขุมกำลังใหญ่ รากฐานย่อมมั่นคงและล้ำลึก

ภายในคลังสมบัติเต็มไปด้วยสิ่งของที่สะสมมานานนับร้อยปี

แน่นอนว่าแม้จะเรียกว่าคลังสมบัติ แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นของวิเศษ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยอาวุธ ชุดเกราะ แร่ธาตุ สมุนไพร และของเบ็ดเตล็ดที่ไม่รู้ที่มาที่ไป

'พี่ติ่ง ท่านอ่านตำรามาเยอะ ช่วยข้าดูหน่อย'

เมื่อเข้ามาถึง ฉู่เจิ้งกวาดสายตาไปรอบๆ จนรู้สึกลายตา จึงรีบขอความช่วยเหลือทันที

"หึหึ ตอนนี้เพิ่งจะมารู้ซึ้งถึงประโยชน์ของการอ่านตำราเยอะล่ะสิ..." พี่ติ่งบ่นอย่างโอหัง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขารีบใช้ประสาทสัมผัสตรวจสอบทันที

"ขยะทั้งนั้น"

ผ่านไปครู่เดียว พี่ติ่งก็เบะปากอย่างดูแคลน ฉู่เจิ้งถึงกับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

"เอาไอ้นั่นสิ... ไม้ท่อนดำๆ ที่เหมือนโดนเผานั่นแหละ พอใช้ได้อยู่ มันจะช่วยพัฒนา ร่างเทพจำลอง ของเจ้าได้"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความผิดหวังในดวงตาฉู่เจิ้งก็มลายสิ้น กลายเป็นประกายกล้าทันที

ร่างเทพจำลองเพียง 1% ยังให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ แต่การจะพัฒนาต่อไปนั้นกลับยากยิ่งนัก

อย่างน้อยตั้งแต่มาที่สถานศึกษา เขาก็ยังไม่เคยเจอของที่เหมาะสมเลย

เขาล็อกเป้าหมายไปที่ท่อนไม้สีดำที่เต็มไปด้วยฝุ่นบนชั้นวางของเบ็ดเตล็ด ดูเหมือนเศษไม้ที่เหลือจากการถูกไฟไหม้ แต่บนผิวของมันกลับมีร่องรอยคล้ายถูกสายฟ้าฟาด

"แม่นางหลี่ ข้าเอาชิ้นนี้" ฉู่เจิ้งชูท่อนไม้ดำขึ้นมา

หลี่ทิงจู๋มองดูอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็คือไม้ฟืนดำๆ ท่อนหนึ่ง

ของที่วางอยู่ในโซนนี้ล้วนผ่านสายตาผู้บำเพ็ญตบะในตระกูลมาหมดแล้ว ของจริงย่อมถูกหยิบไปนานแล้ว

"ศิษย์พี่ฉู่ ท่านตัดสินใจดีแล้วนะ?"

"ข้าถูกชะตากับมัน เอาอันนี้แหละ" ฉู่เจิ้งยิ้ม

จากนั้นเขาก็ไม่ได้อยู่ร่วมงานเลี้ยงฉลองของตระกูลหลี่ แต่รีบนำไม้ท่อนนั้นกลับไปยังสถานศึกษาทันที

งานเลี้ยงน่ะหรือ? แม้จะสำคัญแต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับการพัฒนาร่างเทพจำลอง!

เรือนแยกหมายเลข 5

"พี่ติ่ง ต้องทำยังไงต่อ?" ฉู่เจิ้งนำไม้ท่อนดำออกมาแล้วถามทันที

"ง่ายมาก"

พี่ติ่งตอบอย่างภาคภูมิ ทันใดนั้นไม้ในมือฉู่เจิ้งก็หายวับไปปรากฏอยู่ในหม้อสยบสวรรค์

ตูม!

ฉู่เจิ้งได้ยินเสียงระเบิดกึกก้อง ในภวังค์นั้นเขาเห็นหม้อขนาดยักษ์ค่อยๆ หมุนวนอยู่ในจักรวาลอันไร้ขอบเขต

ที่ปากหม้อมีเปลวไฟเทพสีดำสลับลายพุ่งออกมา

เมื่อหม้อหมุนวน ก็มีแสงเทพสีดำสาดประกายออกมานับไม่ถ้วน

ภายในหม้อสยบสวรรค์ ไม้ท่อนนั้นถูกเปลวไฟเทพแผดเผา

ทันใดนั้น ผิวไม้สีดำก็ถูกเผาจนสลายไป เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน... มันคือ แกนต้นไม้ สีเขียวมรกตที่ดูราวกับแกะสลักจากหยกงาม ล้ำค่าอย่างยิ่ง!

และยังแฝงไว้ด้วยพลังชีวิตอันน่าทึ่ง

จากนั้น แกนไม้หยกก็หลอมละลายภายใต้ความร้อนของไฟเทพ

ฉู่เจิ้งรู้สึกถึงพลังมหาศาลที่พุ่งพล่านประดุจเขื่อนแตก มันซัดสาดไปยังทุกส่วนของร่างกายรวมถึงศีรษะ

เขารู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัวราวกับถูกจุดไฟเผา เสื้อผ้าถูกเผาไหม้ด้วยอุณหภูมิที่สูงลิ่วอีกครั้ง

ทว่าครั้งนี้ไม่ได้เกิดความโกลาหลใหญ่โตจนคนภายนอกสังเกตเห็น เพราะครั้งแรกนั้นเป็นเพราะหม้อสยบสวรรค์ตื่นจากการหลับใหล

ครู่ต่อมา...

ความร้อนค่อยๆ จางหายไป ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ

ฉู่เจิ้งได้สติขึ้นมา เขากำหมัดแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะ

เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ราวกับจะบดขยี้ขุนเขาหรือทำลายดวงดาวได้

"พี่ติ่ง ข้ารู้สึกว่าตอนนี้ข้าสามารถต่อยจ้าวโม่ร่วงได้ด้วยหมัดเดียวเลยว่ะ" ฉู่เจิ้งกำหมัดแน่นด้วยความฮึกเหิม

"งั้นเจ้าก็ไปลองดูสิ" พี่ติ่งเย้าแหย่ "ดูสิว่าเจ้าจะต่อยเขาพัง หรือเจ้าจะถูกเขาต่อยจนเละ"

"ไว้วันหลังค่อยลองละกัน" ฉู่เจิ้งยิ้มแห้งๆ

ความรู้สึกนั้นมันคือภาพลวงตาที่เกิดจากการพัฒนาร่างเทพจำลองเท่านั้น

ช่องว่างระหว่างระดับทองหล่อกายและผู้บำเพ็ญตบะมันเหมือนสวรรค์กับเหว ไม่ได้ก้ามข้ามกันง่ายๆ

ทว่า เมื่อร่างเทพจำลองพัฒนาขึ้น ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นทุกด้านจริงๆ รวมถึงสมองที่ดูจะแจ่มใสและเฉลียวฉลาดขึ้นด้วย

"พี่ติ่ง ตอนนี้ร่างเทพจำลองของข้าถึงระดับไหนแล้ว?"

"2%" พี่ติ่งตอบอย่างเกียจคร้าน

"แกนไม้สายฟ้าฟาดร้อยปีนั่นเป็นเพียงวัตถุดิบวิญญาณชั้นต่ำ ผลลัพธ์จึงมีจำกัด"

"เดี๋ยวนะ! ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าต้องใช้ยาลูกกลอนเสริมกายาซึ่งเป็นยาระดับสูง ไม่ใช่รึ?"

"อ๋อ... ข้าก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยเพื่อกระตุ้นเจ้าน่ะ" พี่ติ่งตอบอย่างไร้ความรับผิดชอบ

ฉู่เจิ้งถึงกับหน้ามืด

เกือบโดนหลอกจนแย่แล้วสิ นึกว่าต้องใช้แต่ยาระดับสูงเท่านั้นถึงจะได้ผล

"แต่ยาลูกกลอนเสริมกายามันระดับสูงกว่าไม้ร้อยปีนั่นนะ ทำไมมันถึงสร้างร่างเทพจำลองได้แค่ 1% เหมือนกันล่ะ?" ฉู่เจิ้งพบจุดบอด

"โง่... บอกให้อ่านตำราเยอะๆ ก็ไม่เอา ดันถามคำถามงี่เง่าแบบนี้ออกมาได้" พี่ติ่งรีบด่าทันที

"ตอนนั้นหม้อสยบสวรรค์ยังหลับใหลอยู่ พลังส่วนใหญ่ของยาเม็ดนั้นถูกหม้อดูดไปเพื่อใช้ในการตื่นขึ้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เอาไปสร้างร่างเทพให้เจ้า!"

ฉู่เจิ้งถึงบางอ้อทันที

จากนั้นเขาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว จึงรีบหาเสื้อผ้ามาใส่

แล้วเริ่มฝึกพลังเทียนหยวนต่อทันที

พลังยุทธในระดับทองหล่อกายมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับความแข็งแกร่งของร่างกาย

ยิ่งร่างกายแข็งแกร่งเท่าไหร่ พลังยุทธที่กลั่นออกมาก็จะยิ่งเข้มข้นและรุนแรงขึ้นเท่านั้น

ฉู่เจิ้งฝึกกระบวนท่าทั้งหกของพลังเทียนหยวนระดับสามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยสมองที่แจ่มใสขึ้นทำให้เขาเข้าใจความล้ำลึกของแต่ละท่าได้ดียิ่งขึ้น

เขาจึงเริ่มฝึกใหม่ตั้งแต่ท่าแรกของระดับแรก

ทุกย่างก้าว ทุกกระบวนท่าแฝงไว้ด้วยความสมบูรณ์แบบ ลื่นไหลเป็นธรรมชาติและล้ำลึกถึงขีดสุด

พลังยุทธค่อยๆ ถูกบีบคั้นออกมาจากร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

พวกมันรวมตัวกันและเข้าแทนที่พลังยุทธเดิม

เสียงคำรามดังขึ้นภายในร่างเทพจำลองของฉู่เจิ้งไม่หยุดหย่อน มันส่งผ่านออกมาภายนอกร่างประดุจเสียงอัสนีที่กึกก้องสะท้อนไปมาในห้อง

เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง พลังยุทธในร่างของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

มันทั้งเข้มข้นและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

"พลังเทียนหยวนสามระดับแรกความต่างอาจจะไม่มากนัก แต่ตั้งแต่ระดับสี่เป็นต้นไปมันคือการผลัดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ความต่างจะมหาศาลมาก"

"เดิมทีตอนข้าอยู่ระดับสาม พลังของข้าก็เหนือกว่าระดับสี่และใกล้เคียงระดับห้าของคนอื่นอยู่แล้ว แต่ตอนนี้... ข้ามั่นใจว่าข้าถึงระดับที่ห้าแน่นอน!"

"และข้าสัมผัสได้ว่าศักยภาพของร่างเทพจำลอง 2% นั้นน่าทึ่งยิ่งกว่าเดิม"

"อาศัยจังหวะนี้แหละ ทะลวงเข้าสู่ระดับที่สี่ให้ได้ในคราวเดียว!"

เขาขจัดความคิดฟุ้งซ่านและทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการฝึกพลังเทียนหยวน

ฝึกท่าแล้วท่าเล่า รอบแล้วรอบเล่า

จนกระทั่งพลังยุทธถูกผลักดันไปถึงระดับทองหล่อกายชั้นสามขั้นสูงสุด!

และแล้ว...

กระบวนท่าแรกของพลังเทียนหยวนระดับที่สี่ ก็ถูกฉู่เจิ้งร่ายรำออกมาได้อย่างราบรื่นราวกับสายน้ำที่ไหลริน!

พลังยุทธในร่างพลันโคจรขึ้นด้วยอานุภาพที่รุนแรงและน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม!

จบบทที่ บทที่ 39 ชื่อเสียงขจรไกล ดั่งเงาไม้แผ่กิ่งก้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว