- หน้าแรก
- หมื่นกระบี่สยบศาสตรา
- บทที่ 39 ชื่อเสียงขจรไกล ดั่งเงาไม้แผ่กิ่งก้าน
บทที่ 39 ชื่อเสียงขจรไกล ดั่งเงาไม้แผ่กิ่งก้าน
บทที่ 39 ชื่อเสียงขจรไกล ดั่งเงาไม้แผ่กิ่งก้าน
ผู้มาใหม่ร่อนลงสู่เวทีประลอง
เขาแบกกระบี่ไว้เบื้องหลัง ปล่อยแขนวางพาดเข่าอย่างเป็นธรรมชาติ ยืนตระหง่านด้วยท่าทางโอหัง
แม้คนในที่นี้จะไม่ใช่คนของสถานศึกษาเทียนหยวน
แต่พวกเขาก็พอจะรู้จักเรื่องราวในสถานศึกษาสายนอกอยู่บ้าง
หอรบเก้าชั้น!
สิบยอดฝีมือสายนอก!
โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับระดับพลังฝีมือ พวกเขายิ่งให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว พลังยุทธและความแข็งแกร่งคือสิ่งสำคัญที่สุด
เสียงอุทานชื่นชมและสายตานับหมื่นที่จับจ้องมา ทำให้ 'ฉู่หมิง' รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
ทันใดนั้น ตัวแทนสายที่หนึ่งก็หันไปมองฉู่เจิ้ง
สายตาเยาะเย้ยและดูแคลนนั้นไม่ได้ปิดบังเลยแม้แต่นิดเดียว
ประหนึ่งจะถามว่า... เจ้าจะเอาอะไรมาต้าน?
ในขณะเดียวกัน ฉู่หมิงผู้กำลังฮึกเหิมก็จ้องมองไปยังฉู่เจิ้ง พร้อมกับอ้าปากจะกล่าววาจาโอ้อวด
"เจ้า..."
"เจ้าคือฉู่เจิ้ง!"
เสียงอุทานแหบพร่าดังขึ้นทันควัน สีหน้าของฉู่หมิงเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกโพลงจนกลมโต เขาสะดุ้งโหยงเหมือนแมวที่ถูกเหยียบหางจนขนลุกชัน
จากนั้น เขารีบหันไปมองตัวแทนสายหนึ่งที่รอยยิ้มค้างเติ่งอยู่บนใบหน้าด้วยความมึนตึบ แล้วด่าเปิงออกมา
"มารดามันเถอะ... ข้าฉู่หมิงมีความแค้นเคืองอะไรกับเจ้านักหนา ถึงได้คิดจะฆ่าแกงกันแบบนี้!"
ด่าเสร็จเขาก็รีบหันมาหาฉู่เจิ้งทันที
"ศะ... ศิษย์พี่ฉู่เจิ้ง ข้าไม่รู้ว่าเป็นท่าน โปรดอย่าถือสาเลย ข้ายอมแพ้แล้ว ขอลาล่ะ!"
พูดจบ ฉู่หมิงก็แทบอยากจะงอกขาเพิ่มอีกสักสองสามข้าง หรือไม่ก็งอกปีกบินหนีไปเสียตอนนี้
เขาใช้พลังยุทธทั้งหมดระเบิดออกมา เท้าทั้งสองเหยียบลงบนเวทีจนเกิดเสียงตูมกึกก้องจนเวทีแตกร้าว
ร่างของฉู่หมิงทะยานขึ้นกลางอากาศประดุจเหยียบวายุ พุ่งทะยานออกไปในทันที
เพียงพริบตา เขาก็ข้ามผ่านฝูงชน มุ่งหน้าออกจากคฤหาสน์ตระกูลหลี่และหายลับไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว
เหตุการณ์พลิกผันนี้เกิดขึ้นเร็วมากจนทุกคนตั้งตัวไม่ทัน
จากนั้น สายตาทุกคู่ก็ค่อยๆ เลื่อนกลับมาจับจ้องที่ร่างสูงโปร่งสง่างามบนเวทีเพียงหนึ่งเดียว
ประจวบเหมาะกับที่แสงอาทิตย์ลอดผ่านหมู่เมฆลงมาอาบร่างของเขาพอดี
ฉู่เจิ้งในชุดที่อาบไปด้วยแสงทองราวกับเทพเจ้าจุติลงมา ทำให้ผู้คนถึงกับตาพร่ามัวด้วยความเลื่อมใส
"เจ้า... เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?" ตัวแทนสายหนึ่งถามกลับด้วยเสียงสั่นเครือไปทั้งตัว
ส่วนตัวแทนสายสามนั้น ความโอหังบนใบหน้ามลายหายไปสิ้น
"ฟังให้ดี ศิษย์พี่ฉู่เจิ้งคือหนึ่งในสิบยอดฝีมือสายนอกที่แท้จริง วิชากระบี่ระดับสอง 'ปราณกระบี่อัสนีคำราม' เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งผ่านหอรบเก้าชั้นชั้นที่แปดมาได้!"
หลี่ทิงจู๋ทะยานขึ้นไปยืนบนเวทีพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความภูมิใจ
วินาทีนั้น นางรู้สึกปลอดโปร่งโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
"ยังมีใครอีกไหม?"
หลี่ทิงจู๋มองเหยียดไปยังตัวแทนสายหนึ่งและสายสาม
ทว่าทั้งคู่กลับหน้าเสียราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ
ใคร? ใครจะกล้าสู้?
ไม่มีเลยสักคน!
แม้ว่าคนที่พวกเขาเชิญมาจะมีระดับพลังชั้นสามขั้นสูงสุด และแต่ละคนก็แข็งแกร่งกว่าระดับชั้นสามทั่วไปมาก
แต่แล้วอย่างไรล่ะ?
ขนาดฉู่หมิงที่เพิ่งโกยแน่บหนีไปเมื่อครู่ยังเทียบไม่ได้เลย แล้วพวกเขาจะเอาอะไรไปสู้กับฉู่เจิ้ง?
"สายหนึ่งและสายสาม จะสู้ต่อหรือไม่?"
ชายชราชุดเทาละสายตาจากฉู่เจิ้งด้วยความทึ่ง ก่อนจะกวาดตามองตัวแทนทั้งสองสายแล้วถามเสียงเข้ม
ทั้งคู่ต่างส่ายหน้าอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจนัก
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การประลองใหญ่รอบสิบปีของตระกูลหลี่สิ้นสุดลง ณ บัดนี้ ในสิบปีต่อจากนี้ สายที่สองจะได้เป็นสายหลัก กุมอำนาจบริหารตระกูล"
เมื่อสิ้นคำตัดสินเด็ดขาด ชายชราชุดเทาก็จ้องมองไปยังหลี่ทิงจู๋
"คนของสายสอง พวกเจ้าต้องจำไว้ว่า ทุกอย่างต้องคำนึงถึงการพัฒนาและความรุ่งเรืองของตระกูลเป็นอันดับแรก..."
เขาเทศนาสั่งสอนอยู่พักใหญ่ พวกหลี่ทิงจู๋ก็รีบรับปากทันทีว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อตระกูลหลี่
เมื่อชายชราจากไป คนของสายหนึ่งและสายสามก็พากันจากไปอย่างเงียบเหงา
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผลสรุปก็ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว อย่างน้อยก็ในตอนนี้
"ขอบคุณศิษย์พี่ฉู่มากค่ะ"
หลี่ทิงจู๋หันมาประสานมือคำนับฉู่เจิ้งด้วยความซาบซึ้งใจยิ่งนัก
หากครั้งนี้ไม่มีฉู่เจิ้งมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ สายของนางคงไม่มีหวังเลยแม้แต่น้อย
ต่อให้นางลงมือเองจนชนะเถี่ยซานหู่ได้ แต่การจะเอาชนะฉู่หมิงนั้นไม่มีทางเป็นไปได้เลย
"เจ้าจ่ายค่าตอบแทนมา ข้าก็ต้องทำให้เต็มที่" ฉู่เจิ้งยิ้มรับ
"ศิษย์พี่ฉู่จะรอยาลูกกลอนหวนวสันต์ หรือจะเข้าไปเลือกของวิเศษในคลังสมบัติของตระกูลดีคะ?" หลี่ทิงจู๋ถามพรางนึกถึงนิสัย 'ไม่เห็นกระต่ายไม่ปล่อยเหยี่ยว' ของฉู่เจิ้ง
"ไปดูที่คลังสมบัติก่อน ถ้าไม่มีที่ถูกใจ ค่อยรอยา" ฉู่เจิ้งตอบอย่างไม่ลังเล
เพราะเขารู้ดีว่าการจะหายานั่นมันยากลำบากเพียงใด
ตระกูลหลี่ตั้งรกรากในเมืองเชียนหลิวมานานหลายร้อยปี
ในฐานะหนึ่งในสิบขุมกำลังใหญ่ รากฐานย่อมมั่นคงและล้ำลึก
ภายในคลังสมบัติเต็มไปด้วยสิ่งของที่สะสมมานานนับร้อยปี
แน่นอนว่าแม้จะเรียกว่าคลังสมบัติ แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นของวิเศษ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยอาวุธ ชุดเกราะ แร่ธาตุ สมุนไพร และของเบ็ดเตล็ดที่ไม่รู้ที่มาที่ไป
'พี่ติ่ง ท่านอ่านตำรามาเยอะ ช่วยข้าดูหน่อย'
เมื่อเข้ามาถึง ฉู่เจิ้งกวาดสายตาไปรอบๆ จนรู้สึกลายตา จึงรีบขอความช่วยเหลือทันที
"หึหึ ตอนนี้เพิ่งจะมารู้ซึ้งถึงประโยชน์ของการอ่านตำราเยอะล่ะสิ..." พี่ติ่งบ่นอย่างโอหัง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขารีบใช้ประสาทสัมผัสตรวจสอบทันที
"ขยะทั้งนั้น"
ผ่านไปครู่เดียว พี่ติ่งก็เบะปากอย่างดูแคลน ฉู่เจิ้งถึงกับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
"เอาไอ้นั่นสิ... ไม้ท่อนดำๆ ที่เหมือนโดนเผานั่นแหละ พอใช้ได้อยู่ มันจะช่วยพัฒนา ร่างเทพจำลอง ของเจ้าได้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความผิดหวังในดวงตาฉู่เจิ้งก็มลายสิ้น กลายเป็นประกายกล้าทันที
ร่างเทพจำลองเพียง 1% ยังให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ แต่การจะพัฒนาต่อไปนั้นกลับยากยิ่งนัก
อย่างน้อยตั้งแต่มาที่สถานศึกษา เขาก็ยังไม่เคยเจอของที่เหมาะสมเลย
เขาล็อกเป้าหมายไปที่ท่อนไม้สีดำที่เต็มไปด้วยฝุ่นบนชั้นวางของเบ็ดเตล็ด ดูเหมือนเศษไม้ที่เหลือจากการถูกไฟไหม้ แต่บนผิวของมันกลับมีร่องรอยคล้ายถูกสายฟ้าฟาด
"แม่นางหลี่ ข้าเอาชิ้นนี้" ฉู่เจิ้งชูท่อนไม้ดำขึ้นมา
หลี่ทิงจู๋มองดูอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็คือไม้ฟืนดำๆ ท่อนหนึ่ง
ของที่วางอยู่ในโซนนี้ล้วนผ่านสายตาผู้บำเพ็ญตบะในตระกูลมาหมดแล้ว ของจริงย่อมถูกหยิบไปนานแล้ว
"ศิษย์พี่ฉู่ ท่านตัดสินใจดีแล้วนะ?"
"ข้าถูกชะตากับมัน เอาอันนี้แหละ" ฉู่เจิ้งยิ้ม
จากนั้นเขาก็ไม่ได้อยู่ร่วมงานเลี้ยงฉลองของตระกูลหลี่ แต่รีบนำไม้ท่อนนั้นกลับไปยังสถานศึกษาทันที
งานเลี้ยงน่ะหรือ? แม้จะสำคัญแต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับการพัฒนาร่างเทพจำลอง!
เรือนแยกหมายเลข 5
"พี่ติ่ง ต้องทำยังไงต่อ?" ฉู่เจิ้งนำไม้ท่อนดำออกมาแล้วถามทันที
"ง่ายมาก"
พี่ติ่งตอบอย่างภาคภูมิ ทันใดนั้นไม้ในมือฉู่เจิ้งก็หายวับไปปรากฏอยู่ในหม้อสยบสวรรค์
ตูม!
ฉู่เจิ้งได้ยินเสียงระเบิดกึกก้อง ในภวังค์นั้นเขาเห็นหม้อขนาดยักษ์ค่อยๆ หมุนวนอยู่ในจักรวาลอันไร้ขอบเขต
ที่ปากหม้อมีเปลวไฟเทพสีดำสลับลายพุ่งออกมา
เมื่อหม้อหมุนวน ก็มีแสงเทพสีดำสาดประกายออกมานับไม่ถ้วน
ภายในหม้อสยบสวรรค์ ไม้ท่อนนั้นถูกเปลวไฟเทพแผดเผา
ทันใดนั้น ผิวไม้สีดำก็ถูกเผาจนสลายไป เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน... มันคือ แกนต้นไม้ สีเขียวมรกตที่ดูราวกับแกะสลักจากหยกงาม ล้ำค่าอย่างยิ่ง!
และยังแฝงไว้ด้วยพลังชีวิตอันน่าทึ่ง
จากนั้น แกนไม้หยกก็หลอมละลายภายใต้ความร้อนของไฟเทพ
ฉู่เจิ้งรู้สึกถึงพลังมหาศาลที่พุ่งพล่านประดุจเขื่อนแตก มันซัดสาดไปยังทุกส่วนของร่างกายรวมถึงศีรษะ
เขารู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัวราวกับถูกจุดไฟเผา เสื้อผ้าถูกเผาไหม้ด้วยอุณหภูมิที่สูงลิ่วอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้ไม่ได้เกิดความโกลาหลใหญ่โตจนคนภายนอกสังเกตเห็น เพราะครั้งแรกนั้นเป็นเพราะหม้อสยบสวรรค์ตื่นจากการหลับใหล
ครู่ต่อมา...
ความร้อนค่อยๆ จางหายไป ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ
ฉู่เจิ้งได้สติขึ้นมา เขากำหมัดแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะ
เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ราวกับจะบดขยี้ขุนเขาหรือทำลายดวงดาวได้
"พี่ติ่ง ข้ารู้สึกว่าตอนนี้ข้าสามารถต่อยจ้าวโม่ร่วงได้ด้วยหมัดเดียวเลยว่ะ" ฉู่เจิ้งกำหมัดแน่นด้วยความฮึกเหิม
"งั้นเจ้าก็ไปลองดูสิ" พี่ติ่งเย้าแหย่ "ดูสิว่าเจ้าจะต่อยเขาพัง หรือเจ้าจะถูกเขาต่อยจนเละ"
"ไว้วันหลังค่อยลองละกัน" ฉู่เจิ้งยิ้มแห้งๆ
ความรู้สึกนั้นมันคือภาพลวงตาที่เกิดจากการพัฒนาร่างเทพจำลองเท่านั้น
ช่องว่างระหว่างระดับทองหล่อกายและผู้บำเพ็ญตบะมันเหมือนสวรรค์กับเหว ไม่ได้ก้ามข้ามกันง่ายๆ
ทว่า เมื่อร่างเทพจำลองพัฒนาขึ้น ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นทุกด้านจริงๆ รวมถึงสมองที่ดูจะแจ่มใสและเฉลียวฉลาดขึ้นด้วย
"พี่ติ่ง ตอนนี้ร่างเทพจำลองของข้าถึงระดับไหนแล้ว?"
"2%" พี่ติ่งตอบอย่างเกียจคร้าน
"แกนไม้สายฟ้าฟาดร้อยปีนั่นเป็นเพียงวัตถุดิบวิญญาณชั้นต่ำ ผลลัพธ์จึงมีจำกัด"
"เดี๋ยวนะ! ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าต้องใช้ยาลูกกลอนเสริมกายาซึ่งเป็นยาระดับสูง ไม่ใช่รึ?"
"อ๋อ... ข้าก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยเพื่อกระตุ้นเจ้าน่ะ" พี่ติ่งตอบอย่างไร้ความรับผิดชอบ
ฉู่เจิ้งถึงกับหน้ามืด
เกือบโดนหลอกจนแย่แล้วสิ นึกว่าต้องใช้แต่ยาระดับสูงเท่านั้นถึงจะได้ผล
"แต่ยาลูกกลอนเสริมกายามันระดับสูงกว่าไม้ร้อยปีนั่นนะ ทำไมมันถึงสร้างร่างเทพจำลองได้แค่ 1% เหมือนกันล่ะ?" ฉู่เจิ้งพบจุดบอด
"โง่... บอกให้อ่านตำราเยอะๆ ก็ไม่เอา ดันถามคำถามงี่เง่าแบบนี้ออกมาได้" พี่ติ่งรีบด่าทันที
"ตอนนั้นหม้อสยบสวรรค์ยังหลับใหลอยู่ พลังส่วนใหญ่ของยาเม็ดนั้นถูกหม้อดูดไปเพื่อใช้ในการตื่นขึ้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เอาไปสร้างร่างเทพให้เจ้า!"
ฉู่เจิ้งถึงบางอ้อทันที
จากนั้นเขาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว จึงรีบหาเสื้อผ้ามาใส่
แล้วเริ่มฝึกพลังเทียนหยวนต่อทันที
พลังยุทธในระดับทองหล่อกายมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับความแข็งแกร่งของร่างกาย
ยิ่งร่างกายแข็งแกร่งเท่าไหร่ พลังยุทธที่กลั่นออกมาก็จะยิ่งเข้มข้นและรุนแรงขึ้นเท่านั้น
ฉู่เจิ้งฝึกกระบวนท่าทั้งหกของพลังเทียนหยวนระดับสามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยสมองที่แจ่มใสขึ้นทำให้เขาเข้าใจความล้ำลึกของแต่ละท่าได้ดียิ่งขึ้น
เขาจึงเริ่มฝึกใหม่ตั้งแต่ท่าแรกของระดับแรก
ทุกย่างก้าว ทุกกระบวนท่าแฝงไว้ด้วยความสมบูรณ์แบบ ลื่นไหลเป็นธรรมชาติและล้ำลึกถึงขีดสุด
พลังยุทธค่อยๆ ถูกบีบคั้นออกมาจากร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
พวกมันรวมตัวกันและเข้าแทนที่พลังยุทธเดิม
เสียงคำรามดังขึ้นภายในร่างเทพจำลองของฉู่เจิ้งไม่หยุดหย่อน มันส่งผ่านออกมาภายนอกร่างประดุจเสียงอัสนีที่กึกก้องสะท้อนไปมาในห้อง
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง พลังยุทธในร่างของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
มันทั้งเข้มข้นและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
"พลังเทียนหยวนสามระดับแรกความต่างอาจจะไม่มากนัก แต่ตั้งแต่ระดับสี่เป็นต้นไปมันคือการผลัดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ความต่างจะมหาศาลมาก"
"เดิมทีตอนข้าอยู่ระดับสาม พลังของข้าก็เหนือกว่าระดับสี่และใกล้เคียงระดับห้าของคนอื่นอยู่แล้ว แต่ตอนนี้... ข้ามั่นใจว่าข้าถึงระดับที่ห้าแน่นอน!"
"และข้าสัมผัสได้ว่าศักยภาพของร่างเทพจำลอง 2% นั้นน่าทึ่งยิ่งกว่าเดิม"
"อาศัยจังหวะนี้แหละ ทะลวงเข้าสู่ระดับที่สี่ให้ได้ในคราวเดียว!"
เขาขจัดความคิดฟุ้งซ่านและทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการฝึกพลังเทียนหยวน
ฝึกท่าแล้วท่าเล่า รอบแล้วรอบเล่า
จนกระทั่งพลังยุทธถูกผลักดันไปถึงระดับทองหล่อกายชั้นสามขั้นสูงสุด!
และแล้ว...
กระบวนท่าแรกของพลังเทียนหยวนระดับที่สี่ ก็ถูกฉู่เจิ้งร่ายรำออกมาได้อย่างราบรื่นราวกับสายน้ำที่ไหลริน!
พลังยุทธในร่างพลันโคจรขึ้นด้วยอานุภาพที่รุนแรงและน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม!