- หน้าแรก
- หมื่นกระบี่สยบศาสตรา
- บทที่ 24 ประเคนหมัดใส่ มู่หรงไห่
บทที่ 24 ประเคนหมัดใส่ มู่หรงไห่
บทที่ 24 ประเคนหมัดใส่ มู่หรงไห่
สำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวน
สายนอก
เรือนแยกหมายเลขเก้า
ปัง!
ปัง!
ปัง!
"นายน้อย... คุณชายฉู่ พอเถอะครับ อย่าตีกันเลย" เสียงหนึ่งดังขึ้น แฝงไปด้วยความกังวลที่ทำอะไรไม่ได้
"ฉู่เจิ้ง ถ้าเจ้ายังกล้าตีต่อ... ถ้าเจ้ายังไม่หยุด ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ"
มู่หรงไห่คำรามด้วยความโกรธแค้นในสภาพใบหน้าปูดบวมเขียวช้ำ
"ก็ลองดูว่าเจ้าจะไม่เกรงใจยังไง" ฉู่เจิ้งตอบกลับเสียงเย็น พลางก้าวไปข้างหน้า กำหมัดแน่นแล้วซัดออกไปอีกหมัด
มู่หรงไห่รีบยกแขนไขว้กันเพื่อตั้งรับ
ปัง!
เสียงปะทะดังสนั่นดุจเสียงรัวกลอง
มู่หรงไห่ถูกหมัดของฉู่เจิ้งซัดจนร่างไถลถอยหลังไป เขารู้สึกว่าตรงที่ถูกกระแทกนั้นแขนเสื้อฉีกขาด ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนแขนเริ่มบวมเป่ง
เขาไม่เข้าใจเลย... ทำไมร่างกายของฉู่เจิ้งถึงแข็งแกร่งขนาดนี้?
ในสถานการณ์ที่ไม่ใช้ทั้งพลังและอาวุธ วัดกันแค่กำลังกายล้วนๆ เขากลับถูกกดขี่อยู่ฝ่ายเดียว
ต้องรู้นะว่า ตัวเขามีวรยุทธถึงขั้นทะลวงพลังระดับสามช่วงปลาย
ทั้งยังเป็นหนึ่งในสิบยอดฝีมือสายนอก
ต่อให้ไม่ใช้พลัง แต่อานิสงส์จากปัจจัยหลายอย่างก็ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งมาก เหนือกว่าผู้ฝึกขั้นทะลวงพลังระดับสามส่วนใหญ่เสียอีก
หลังจากซัดมู่หรงไห่จนถอยกรูด ฉู่เจิ้งก็ไม่หยุดพัก เขาปล่อยหมัดออกไปอีกครั้ง
มู่หรงไห่โกรธจัดจนถึงขีดสุด เริ่มเปิดฉากโต้กลับทันที
ด้านข้างนั้น ผู้อาวุโสฮุยได้แต่กระโดดเหย็งๆ ด้วยความร้อนใจ แต่ก็จนปัญญาจะห้ามปราม
เขารู้ดีว่าฉู่เจิ้งมีความแค้นสุมอก
เพราะบททดสอบที่มู่หรงไห่ตั้งขึ้น ทำให้ตระกูลฉู่ต้องสูญเสียไม่น้อย หากไม่ได้ระบายโทสะออกมาคงไม่หายข้องใจ
ยังดีที่... ฉู่เจิ้งไม่ได้ชักกระบี่ใช้เพลงยุทธ
เขาเพียงใช้กำลังกายประเคนหมัดใส่เท่านั้น
ตุ้บตั้บ!
หมัดเท้าเข่าศอกพัลวัน ฉู่เจิ้งชกเข้าที่หน้ามู่หรงไห่ ส่วนมู่หรงไห่ก็เตะสวนเข้าที่ร่างฉู่เจิ้ง
หมัดแล้วหมัดเล่าที่ซัดออกไป ทำเอาใบหน้าของมู่หรงไห่เสียโฉมไปเลยทีเดียว
"เจ้า... เจ้าอย่าชกหน้าข้าอีกนะ..."
ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นพล่าน มู่หรงไห่รู้ดีว่าตอนนี้หน้าตัวเองคงบวมเหมือนหัวหมูไปแล้ว เขาแทบอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา แม้แต่เสียงที่เปล่งออกมายังผิดเพี้ยนไป
สุดท้าย มู่หรงไห่ก็นอนแผ่หลากับพื้น ขยับเขยื้อนไม่ได้อีก
ฉู่เจิ้งนั่งลงกับพื้นหอบหายใจแรง
การใช้หมัดเท้าไล่ตีคนนานๆ เข้าก็นับว่าเหนื่อยเอาการ
ยังดีที่เขาหล่อหลอมพื้นฐานกายเทพไปได้บ้างแล้ว ร่างกายได้รับการเสริมพลังในทุกด้าน มิฉะนั้นคงยากจะทนไหว
หากสั่งสอนมู่หรงไห่ไม่สำเร็จแต่กลับถูกซ้อมเสียเอง คงได้อับอายขายหน้าแย่
ผ่านไปครู่ใหญ่
มู่หรงไห่พลิกตัวลุกขึ้นนั่ง รอยบวมช้ำตามตัวเสียดสีจนเขาต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวด
ผู้อาวุโสฮุยรีบนำยาสมานแผลมาทาให้ ความรู้สึกเย็นซ่านแผ่กระจาย ช่วยบรรเทาความร้อนผ่าวและปวดบวมลงได้ทันที
"คุณชายฉู่ ท่านก็ทายาเสียหน่อยเถิด จะได้หายเร็วขึ้น"
ผู้อาวุโสฮุยส่งขวดยาให้ฉู่เจิ้งพลางกล่าว
"ไม่จำเป็น" ฉู่เจิ้งปฏิเสธ
ด้วยความสามารถของพื้นฐานกายเทพ บาดแผลเพียงเล็กน้อยเท่านี้ไม่นานก็หายเป็นปกติ
"เป็นเพราะข้าคิดไม่รอบคอบเอง จนทำให้ตระกูลฉู่ของเจ้าต้องสูญเสีย ข้าขอโทษ"
มู่หรงไห่ฝืนกล่าวออกมา
"ตอนนี้เจ้าก็ได้อัดข้าไปยกใหญ่แล้ว หายแค้นแล้วใช่ไหม..."
"ยังไม่พอ" ฉู่เจิ้งตอบเสียงเข้ม
"งั้นเจ้าจะเอาอย่างไรอีก?" มู่หรงไห่เริ่มฉุน
เขาก็มีขีดจำกัดเหมือนกันนะ
"ท่านรองอาวุโสตระกูลฉู่บาดเจ็บจนสลบไสลไม่ได้สติ จำเป็นต้องใช้สมุนไพรทิพย์ที่เหมาะสมมารักษา เจ้าต้องจัดการเรื่องนี้" ฉู่เจิ้งกล่าวอย่างไม่เกรงใจ
"ได้ ยาฉือชุนตันระดับล่างขั้นหนึ่งก็น่าจะได้ผล หรือถ้าเป็นยาหุยชุนตันระดับกลางขั้นหนึ่งก็จะยิ่งดีกว่า"
มู่หรงไห่ตอบโดยไม่ลังเล
ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ การจะหาซื้อยาฉือชุนตันหรือยาหุยชุนตันไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงนัก
"นอกจากนี้ ยังต้องมีสมุนไพรทิพย์ที่ทำให้แขนที่ขาดงอกกลับมาใหม่ได้ด้วย" ฉู่เจิ้งกล่าวต่อ
"อะไรนะ?" มู่หรงไห่ร้องอุทานด้วยความตกใจ "เขาแขนขาดแล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า!"
ท่าทางสงบนิ่งสง่างามที่เคยมีในตระกูลฉู่วันนั้นมลายหายไปสิ้น
"เดิมทีไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก แต่เป็นเพราะบททดสอบบ้าบอของเจ้า ทำให้ตระกูลฉู่ของข้าสูญเสียอย่างหนัก ท่านรองอาวุโสบาดเจ็บสาหัสจนสิ้นสติ เดิมทีเขายังพอมีหวังที่จะทำให้แขนงอกกลับมาใหม่ได้บ้าง แต่ตอนนี้ความหวังนั้นพังทลายไปแล้ว เจ้าต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด"
ฉู่เจิ้งกล่าวอย่างมีเหตุผล(ตามแบบฉบับของเขา)
ผู้อาวุโสฮุยได้ยินเข้าถึงกับอ้าปากค้าง
"เจ้า... เจ้ามันพาลชัดๆ..." มู่หรงไห่โกรธจัด
ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับฉู่เจิ้ง เขาก็รู้สึกว่าคนผู้นี้หนังหน้าหนามาก แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะมองคนผิดไป
นี่มันไม่ใช่แค่หนังหน้าหนา แต่นี่มันคือคนไร้ยางอายชัดๆ!
เขาดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าท่านรองอาวุโสตระกูลฉู่ไปมีความหวังเรื่องแขนงอกกลับมาใหม่ได้ตอนไหน?
นี่มันคือการหาเรื่องชัดๆ
"ไม่มี สมุนไพรทิพย์ที่ทำให้แขนขาดงอกใหม่ได้น่ะ ข้าไม่เคยแม้แต่จะพรรณนาถึง" มู่หรงไห่สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับอารมณ์โกรธไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองอกแตกตายไปเสียก่อน
"ก็ได้ งั้นขอยาหุยชุนตันสิบเม็ด" ฉู่เจิ้งถอนหายใจเบาๆ พลางยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง
"ไม่มี! ให้เม็ดเดียว จะเอาไม่เอา" เส้นเลือดบนหน้าผากมู่หรงไห่ปูดโปนและสั่นระริก ใบหน้าที่บวมเป่งเพราะเลือดคั่งดูจะยิ่งบวมขึ้นกว่าเดิมจนปวดตุบๆ
เขาแทบจะระเบิดตัวเองตายด้วยความโมโห
ยาหุยชุนตันเม็ดเดียวเขาก็ต้องยอมจ่ายราคาไม่น้อยแล้ว ถ้าเอาสิบเม็ด ต่อให้ชำแหละตัวเขาขายก็ยังซื้อไม่ได้เลย
"ก็ได้ เม็ดเดียวก็เม็ดเดียว" ฉู่เจิ้งถอนหายใจอย่างผิดหวัง "เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ"
"ก็ต้องดูสถานการณ์ สมุนไพรทิพย์ไม่ใช่ผักปลาที่หาได้ตามตลาดนะ ต้องเข้าใจว่าในเขตปกครองเชียนหลิวมีนักปรุงยาที่กลั่นสมุนไพรทิพย์ได้น้อยมาก และก็นับว่าไม่ใช่ทุกคนจะปรุงยาหุยชุนตันได้"
มู่หรงไห่อธิบาย
"ถึงอย่างนั้นก็ต้องรีบหน่อย เพราะอาการของท่านรองอาวุโสตระกูลฉู่ไม่สู้ดีนัก อย่างมากคงยื้อได้แค่ประมาณสามเดือน" ฉู่เจิ้งกล่าวเสียงเครียด
ท่านติ่งเคยบอกว่าอาการของรองอาวุโสยื้อได้อย่างมากครึ่งปี
นั่นคือ "อย่างมาก"
อาจจะน้อยกว่าครึ่งปีก็ได้
ยิ่งได้สมุนไพรทิพย์มาเร็วเท่าไหร่ย่อมดียิ่งขึ้นเท่านั้น
"ข้าไม่รับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด" มู่หรงไห่เองก็รู้ว่าเรื่องคอขาดบาดตายจึงตอบรับอย่างจริงจัง
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เขายอมทำเพราะเห็นแก่หน้าฉู่เจิ้ง
มิฉะนั้น ต่อให้ตระกูลฉู่ตายหมดเขาก็ไม่เสียดายเงินแม้แต่แดงเดียว
"วิชากระบี่ของเจ้าบรรลุระดับที่สอง ปราณกระบี่สะเทือนอัสนี แล้วจริงๆ รึ?" มู่หรงไห่ถามกลับ
ตอนผู้อาวุโสฮุยกลับมาและบอกข่าวนี้แก่เขา เขาแทบไม่อยากจะเชื่อ
"เจ้าอยากลองดูไหมล่ะ?" ฉู่เจิ้งย้อนถาม
"ข้าไม่ลอง แต่เจ้าช่วยชักกระบี่ให้ข้าดูหน่อยได้ไหม ข้าจะได้ให้คำแนะนำเรื่องการฝึกฝนในภายหน้าแก่เจ้าได้" มู่หรงไห่กล่าวเสียงขรึม
เช้ง!
เสียงกระบี่กรีดร้อง ปราณกระบี่สามฟุตพ่นออกมาควบแน่นอยู่บนตัวกระบี่ แสงกระบี่สีม่วงคล้ำพุ่งวาบออกจากฝักประหนึ่งสายฟ้าแลบ ตามมาด้วยเสียงลมหวีดหวิวและเสียงอัสนีบาตฟาดฟันกลางวันแสกๆ เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องไปทั่วสารทิศ สะท้อนวนเวียนอยู่ในเรือนแยกแห่งนี้ไม่หยุด
กระบี่นั้นราวกับสายฟ้าที่บ้าคลั่งและดุดัน บดขยี้ทุกสรรพสิ่ง
ทิ้งรอยกระบี่จางๆ ไว้ในอากาศ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงจางหายไป
"ปราณกระบี่สะเทือนอัสนีจริงๆ ด้วย..." มู่หรงไห่ลอบกลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก ความตกตะลึงภายในใจนั้นยากจะบรรยาย
ในฐานะหนึ่งในสิบยอดฝีมือสายนอก เขาทุ่มเทฝึกฝนจนถึงป่านนี้ก็ยังอยู่แค่ศาสตร์การต่อสู้ระดับที่หนึ่งเท่านั้น
ต้องรู้นะว่า ปีนี้เขาอายุยี่สิบปีแล้ว แก่กว่าฉู่เจิ้งสองปี อยู่ในสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวนมาครบสองปีเต็ม และตอนนี้กำลังเข้าสู่ปีที่สาม
แม้แต่มู่หรงชิงน้องสาวของเขาที่ปลุกพลังกายทิพย์ระดับสูงและชักนำปราณสำเร็จแล้ว
แต่ก่อนหน้านี้ นางก็ยังไม่เคยฝึกฝนศาสตร์การต่อสู้ไปถึงระดับที่สอง
ในบรรดาศิษย์สายนอกนับพันคนในปัจจุบัน แน่นอนว่าย่อมมีคนที่ฝึกจนถึงระดับที่สองได้ แต่นั่นก็มีน้อยนิดยิ่งกว่าน้อย
"ดีมาก ไม่เสียแรงที่ข้าดั้นด้นเอาของยืนยันการเข้าสำนักไปมอบให้ถึงมือเจ้า"
นอกจากความตกตะลึงแล้ว ภายในใจของมู่หรงไห่ยังเปี่ยมไปด้วยความยินดี
สิ่งนี้พิสูจน์อะไร?
พิสูจน์ว่าน้องสาวของเขาไม่ได้ฝากชีวิตไว้กับคนผิด อย่างน้อยฉู่เจิ้งก็มีคุณสมบัติพอที่จะยืนเคียงข้างน้องสาว และพิสูจน์ว่าตัวเขาเองก็มองคนไม่ผิดเช่นกัน
"ข้ามีคำแนะนำบางอย่างให้เจ้า ลองฟังดู"
มู่หรงไห่รวบรวมสมาธิแล้วเริ่มกล่าวทันที
"ก่อนหน้านี้เจ้าฝึกวิชาเสริมกายาใช่ไหม วิชาพวกนั้นไม่มีประโยชน์สำหรับเจ้าแล้ว จงเปลี่ยนมาฝึก พลังเทียนหยวน เมื่อเจ้าได้ป้ายคำสั่งสำนักมาแล้ว จงตรงไปที่หอสรรพยุทธเพื่อรับวิชาพลังเทียนหยวนมาเสีย"
ฉู่เจิ้งพยักหน้า
นี่ก็อยู่ในแผนการของเขาเช่นกัน
แน่นอนว่ายังต้องรอให้ได้ป้ายคำสั่งสำนักมาก่อน
แม้ว่าหลังจากลงทะเบียนจะถือว่าเป็นศิษย์สายนอกแล้วก็ตาม แต่สถานที่หลายแห่งในสายนอกนั้น "ดูป้ายไม่ดูคน" อย่างเช่นหอสรรพยุทธ หากต้องการเข้าไปข้างในก็ต้องแสดงป้ายคำสั่งสำนักเท่านั้น
"นอกจากนี้ เจ้ามีพรสวรรค์ด้านกระบี่สูงมาก ข้าแนะนำให้เจ้าไปแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชากระบี่ที่เหล่าปรมาจารย์ทิ้งไว้ อย่างเช่น ความลับกระบี่แสงเหนือ ในนั้นมีการอธิบายถึงสามระดับของวิชากระบี่ไว้อย่างละเอียด เชื่อว่ามันจะช่วยให้เจ้าเข้าใจ 'ปราณกระบี่แรกควบแน่น' และ 'ปราณกระบี่สะเทือนอัสนี' ได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้เจ้ามองเห็นความลี้ลับของระดับที่สาม 'ปราณกระบี่แปรรูป' ได้ชัดเจนขึ้นด้วย"
ฉู่เจิ้งนิ่งคิดตาม
"อีกอย่าง เจ้ายังไม่มีวิชาท่าเท้าใช่ไหม?"
"ทางที่ดีควรแลกวิชาท่าเท้ามาฝึกสักอย่าง และวิชาลับการใช้พลังด้วย"
มู่หรงไห่พิจารณาเพื่อฉู่เจิ้งอย่างจริงใจ
เขาวางแผนให้อย่างละเอียดถี่ถ้วนในทุกๆ ด้าน
อย่างไรเสีย นี่ก็คือน้องเขยของเขา
"พี่เขย ที่ท่านพูดมาล้วนดีมาก แต่ก็นอกจากพลังเทียนหยวนพื้นฐานที่ใช้ป้ายคำสั่งสำนักแลกได้โดยตรงแล้ว อย่างอื่นล้วนต้องใช้ 'แต้มผลงาน' ทั้งนั้น ตอนนี้ข้าตัวเปล่าเล่าเปลือย ท่านสนใจจะสนับสนุนสักหมื่นแปดพันแต้มไหม?"
ฉู่เจิ้งกล่าวเย้าหยอก
"หมื่นแปดพันแต้มผลงาน..."
เมื่อได้ยินดังนั้น มู่หรงไห่ก็เบิกตาโตเท่าไข่ห่าน ก่อนจะตวาดลั่น
"เจ้าฝันไปเถอะ! แต้มผลงานทั้งตัวข้ารวมกันยังไม่ถึงพันแต้มเลยด้วยซ้ำ"
"พันแต้มก็ได้ ข้าไม่รังเกียจหรอก" ฉู่เจิ้งตอบอย่างจริงจัง
"เจ้า... เจ้า..." มู่หรงไห่โกรธจนพูดไม่ออก
"พี่เขย วิสัยทัศน์... ต้องเปิดวิสัยทัศน์ให้กว้างเข้าไว้ ท่านลองคิดดูสิ ข้ามีฐานะไม่สูงส่ง ไม่มีปรมาจารย์ชี้แนะ แต่กลับใช้ความสามารถตัวเองฝึกจนถึงระดับที่สอง ปราณกระบี่สะเทือนอัสนี การที่ข้ามีฝีมือระดับนี้ในวันนี้ได้ ท่านก็น่าจะรู้ดีว่ามันหมายความว่าอย่างไร"
ฉู่เจิ้งเริ่มวิเคราะห์ให้มู่หรงไห่ฟังทันที
"การเข้าสำนักตอนนี้ สำหรับข้าเปรียบเสมือนมังกรหวนคืนสู่สมุทร ขอเพียงมีทรัพยากรที่เพียงพอ ข้าก็จะพัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ในฐานะน้องเขยของท่าน ยิ่งข้าแข็งแกร่ง ท่านก็ยิ่งได้รับเกียรติไม่ใช่รึ?"
"เพราะฉะนั้น คนเราต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล"
"ขอเพียงท่านเปิดวิสัยทัศน์ สิ่งที่ท่านสูญเสียไปก็แค่แต้มผลงานเพียงเล็กน้อย แต่มันจะแลกมาด้วยเกียรติยศที่ห้อมล้อมตัวท่าน เป็นการลงทุนที่กำไรมหาศาลแน่นอน"
มู่หรงไห่เกือบจะพยักหน้าตามไปโดยไม่รู้ตัว
เพราะเขารู้สึกว่าคำพูดของฉู่เจิ้งมีเหตุผลค่อนข้างมาก แม้แต่ผู้อาวุโสฮุยยังพยักหน้าตามไปก่อนแล้ว
"ได้..."
พอมู่หรงไห่หลุดปากออกมา เขาก็พลันได้สติทันที
"ได้กับผีน่ะสิ! ใครที่ไหนเขาชมตัวเองว่าเป็นมังกรหวนคืนสู่สมุทรกัน? แล้วเมื่อไหร่ที่แต้มผลงานมันกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย? เกียรติยศรึ? นั่นมันก็เกียรติยศของเจ้าสิ เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?"
"พี่เขย รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่าไปใส่ใจเลย ท่านแค่เอาแต้มผลงานให้ข้าก็พอ"
ฉู่เจิ้งกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามปกติ
ผู้อาวุโสฮุยอดไม่ได้ที่จะทำหน้าพิกล
หนังหน้าของคุณชายฉู่คนนี้... ช่างหนาราวกับกำแพงเมืองที่ทำลายไม่ได้จริงๆ
หารู้ไม่ว่า สภาพแวดล้อมในตำบลผิงเจียงนั้น หากใครหนังหน้าบางคงอยู่รอดยาก
"ไม่มี" มู่หรงไห่ปฏิเสธทันควัน "อยากได้แต้มผลงานก็ไปทำภารกิจเอาเอง ไม่ก็ไปฝ่าหอคอยยุทธเก้าชั้นนู่น"
วิสัยทัศน์รึ?
วิสัยทัศน์บ้าบออะไรกัน?
พอเปิดปุ๊บ แต้มผลงานที่เขาอุตสาหะสะสมมาก็หายวับไปกับตา สิ่งนั้นเงินก็ซื้อไม่ได้ และมันสำคัญมาก
อีกอย่าง ถูกซ้อมจนหน้าหล่อๆ บวมเป็นหัวหมูแบบนี้
แถมยังรับปากจะให้ยาหุยชุนตันอีกหนึ่งเม็ด
แค่นี้เขาก็แบกรับจนเกินพอแล้ว
"งั้นขอยืมก็ได้" ฉู่เจิ้งถอยมาอีกขั้น "ขอยืมหนึ่งพันแต้มผลงาน พอข้ามีแล้วจะคืนให้หนึ่งพันสองร้อยแต้ม สรุปแล้วท่านจะได้กำไรเนื้อๆ สองร้อยแต้ม คุ้มยิ่งกว่าคุ้มเสียอีก"
จาก "ขอ" เปลี่ยนเป็น "ยืม"
แน่นอนว่า ยืมมาแล้วจะคืนเมื่อไหร่เขาก็เป็นคนกำหนดเอง
เพราะตามหลักแล้ว คนยืมเงินคือพระเจ้า
"ไม่ให้ยืม" มู่หรงไห่เริ่มลังเลนิดๆ แต่ก็รู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ จึงตัดใจปฏิเสธ
เมื่อเห็นมู่หรงไห่ทำท่าเหมือนน้ำมันไม่เข้าเนื้อเช่นนี้ ฉู่เจิ้งก็รู้ว่าการจะรีด... การจะยืมแต้มผลงานจากเขาคงเป็นเรื่องยาก
แน่นอนว่า ฉู่เจิ้งไม่ได้รู้สึกโกรธเคือง
และไม่ได้มีอคติหรือความไม่พอใจใดๆ ต่อมู่หรงไห่
ด้วยความจนปัญญา ฉู่เจิ้งจึงลุกขึ้นขอตัวลากลับ
"ไม่ส่งนะ" มู่หรงไห่รีบพูดทันที ท่าทางเหมือนอยากจะให้ฉู่เจิ้งรีบๆ ไปพ้นหน้าเสียที
เมื่อกลับมาถึงอาคารเลขที่แปดสิบแปด
ฉู่เจิ้งก็ฝึกฝนตามปกติ พลางรอให้มีการมอบป้ายคำสั่งสำนักลงมา
ทว่าเวลาผ่านไปห้าวันติดต่อกัน ป้ายคำสั่งสำนักก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถูกส่งมา ทำให้ในส่วนลึกของหัวใจของฉู่เจิ้งเริ่มเกิดความรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาบ้างแล้ว