- หน้าแรก
- ครูใหญ่ที่ยากจนที่สุดชาวเน็ตทั้งประเทศกำลังขอร้องให้ฉันหยุดใช้เงิน
- บทที่ 200 เมื่อสหายร่วมทางมาพบกัน... ต่างก็มีน้ำตาคลอเบ้า!
บทที่ 200 เมื่อสหายร่วมทางมาพบกัน... ต่างก็มีน้ำตาคลอเบ้า!
บทที่ 200 เมื่อสหายร่วมทางมาพบกัน... ต่างก็มีน้ำตาคลอเบ้า!
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
มีกลุ่มคนที่มีลักษณะดูแปลกแยกจากผู้คนในเมือง เริ่มปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูโรงเรียนเทียนหยวน
พวกเขาไม่ได้สวมสูท ไม่ได้ถือกระเป๋าแบรนด์เนม มีเพียงชายวัยกลางคนในชุดมอมแมม แบกกระสอบป่านสีซีดจางและลากกระเป๋าเดินทางผุๆ พังๆ บนใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล และแฝงไว้ด้วยความประหม่ากังวล
บ่ายวันนั้น ในเวลาเลิกเรียน
ชายวัยกลางคนร่างผอมผิวเข้มคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียน เขาคือ หวังเจิ้น พ่อของ หวังเจี๋ย นักเรียนชั้น ป.3 เขาจ้องมองไปยังกลุ่มเด็กๆ ที่กำลังทยอยเดินออกมาจากโรงเรียนด้วยหัวใจที่เต้นรัว เขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองจะจำลูกชายได้ในทันทีหรือไม่
จังหวะนั้นเอง เด็กชายร่างผอมผิวเข้มที่มีแววตาสดใสเป็นพิเศษเดินสะพายกระเป๋าออกมา เมื่อเขาเห็นชายที่ยืนอยู่ตรงนั้น... ชายที่ดูคุ้นเคยแต่ก็แสนจะแปลกหน้า
เขาชะงักกึก ยืนลังเลอยู่นาน
ในที่สุดเขาก็ลองเรียกออกไปเบาๆ ด้วยเสียงที่สั่นเครือ
"พ่อครับ?"
"ไหนพอบอกว่าจะกลับมาตอนตรุษจีนไงครับ?"
"ใช่! ใช่แล้ว!" หวังเจิ้นรีบขานรับพลางก้าวเข้าไปหา "พ่อเอง! ลูกพ่อ! พ่อเอง!"
มองดูลูกชายที่ตัวสูงขึ้นกว่าที่จำได้มาก หวังเจิ้นก็ถูมือกับขากางเกงด้วยความประหม่า จากนั้นเขาก็หยิบกองขนมที่ซื้อมาฝากระหว่างทาง ทั้งปลาหมึกแห้ง มันฝรั่งทอด และสารพัดอย่างออกมาส่งให้
"เสี่ยวเจี๋ย อยากกินไหมลูก?"
"คราวนี้ไม่ต้องห่วงนะ พ่อจะไม่ไปไหนอีกแล้ว พ่อได้งานทำที่โรงเรียนลูกนี่แหละ!"
"ต่อไปนี้ พ่อจะได้เห็นหน้าลูกทุกวันแล้วนะ!"
"จริงเหรอครับ?" หวังเจี๋ยไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
"จริงลูก!"
เมื่อได้ยินคำยืนยัน หวังเจี๋ยก็ไม่อาจเก็บความดีใจไว้ได้อีกต่อไป เขาโผเข้ากอดพ่อแล้วร้องไห้ออกมาโฮใหญ่ ในความทรงจำของเขา พ่อเป็นเหมือนตัวละคร เอ็นพีซีที่จะปรากฏตัวแค่ปีละครั้งช่วงตรุษจีน ใครบ้างล่ะจะไม่อยากมีพ่ออยู่ข้างๆ ทุกวัน?
รปภ. ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เห็นภาพนี้ก็ยิ้มและพยักหน้า ก่อนจะเดินเข้ามาทักทาย
"คุณหวัง มาถึงแล้วนะครับ"
"มาครับ เดี๋ยวผมจะพาไปที่ห้องทำงานครูใหญ่เพื่อเดินเรื่องเข้าทำงาน"
...
ณ ห้องรับสมัครงาน
ซ่งอวี่เชี่ยนกำลังยุ่งอยู่กับการจัดทำเอกสารเข้าทำงานให้ผู้ปกครองที่ทยอยเดินทางมาถึง หวังเจิ้นถือว่ามาถึงค่อนข้างช้า เมื่อเธอมองดูรายชื่อในมือ เธอก็รู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะเบื้องหลังของทุกๆ รายชื่อ คือการได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าของครอบครัวหนึ่งๆ
"หลู่หยวน ดูสิ แค่ช่วงบ่ายวันนี้มีผู้ปกครองมารายงานตัวแล้วสิบกว่าคน"
"ส่วนใหญ่เป็นพ่อแม่ของเด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโรงเรียนเราทั้งนั้นเลย"
หลู่หยวนพยักหน้า เขาหยิบรายชื่อที่ซ่งอวี่เชี่ยนสรุปไว้มาดู เพื่อจัดวางตำแหน่งงานที่เหมาะสมตามทักษะและความถนัดของแต่ละคน
"อืม... คุณหวังเจิ้นเคยเป็นช่างก่อสร้างฝีมือดีมาก่อน? เยี่ยมเลย! ไซต์ก่อสร้างโรงเรียนเรากำลังขาดคนพอดี ให้เขาไปร่วมทีมกับเถ้าแก่จางนะ"
"ส่วนพี่สาวหลี่คนนี้ เคยทำงานเป็นแม่บ้าน ทำงานคล่องแคล่วว่องไว? เหมาะเลย! ให้ไปเป็นพนักงานช่วยในครัวโรงอาหาร งานไม่หนักเกินไป"
"แล้วพี่ชายเฉินคนนี้เคยเป็นคนสวนเหรอ? เพอร์เฟกต์! ลำพังคนสวนที่เรามีอยู่ตอนนี้ดูแลสนามหญ้าไม่ทั่วถึงหรอก ถ้าโรงเรียนอนุบาลสร้างเสร็จ ให้พี่เฉินไปรับผิดชอบโซนสวนที่นั่นได้เลย"
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการรับเข้าทำงาน หวังเจิ้นก็ถูกพาไปที่หอพักพนักงานที่โรงเรียนเตรียมไว้ให้ฝ่ายสนับสนุนโดยเฉพาะ แม้จะเป็นหอพักรวมสี่คน แต่สภาพภายในกลับสะอาดสะอ้านจนเขาแทบไม่เชื่อสายตา มีห้องน้ำในตัว มีน้ำอุ่น 24 ชั่วโมง แถมยังมีแอร์และเครื่องซักผ้าให้พร้อม
มองดูสภาพแวดล้อมที่ยอดเยี่ยมเกรดเดียวกับหอพักมหาวิทยาลัยแบบนี้ เขาถึงกับพูดไม่ออก ได้งานที่ได้อยู่ใกล้ลูก แถมยังมีที่พักและอาหารฟรีที่ทำงานดีๆ แบบนี้มีอยู่จริงในโลกด้วยเหรอ?
...
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งโรงอาหารก็ได้ต้อนรับผู้สมัครที่ค่อนข้าง "ไม่ธรรมดา"
เขาเป็นชายวัยกลางคนในชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบ ผมเซตทรงเรียบกริบดูภูมิฐาน ท่าทางไม่เหมือนเชฟ แต่เหมือนผู้บริหารระดับสูงมากกว่า เขาชื่อ หลิวอี้ฝาน มาสมัครตำแหน่งหัวหน้าเชฟอาหารตะวันตก เพื่อให้ดูเป็นมืออาชีพ เขาจึงแต่งตัวมาจัดเต็มสุดๆ
หลู่หยวนมองดูเรซูเม่ที่หรูหราของเขาด้วยความประหลาดใจ นี่มันมาจากโรงแรมเดียวกับที่จางต้าไห่เคยอยู่นี่นา?
"เชฟหลิวครับ ผมเห็นว่าคุณเคยเป็นหัวหน้าเชฟฝ่ายอาหารตะวันตกในโรงแรมห้าดาวชั้นนำของเมือง ทำไมถึงตัดสินใจมาสมัครงานที่โรงอาหารโรงเรียนเราล่ะครับ?"
หลิวอี้ฝานส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มขมขื่น
“ครูใหญ่หลู่ครับ อย่าให้พูดถึงเลย”
“ตอนที่ผมรับช่วงต่อน่ะ มันคือนรกชัดๆ! ไอ้หัวหน้าเชฟคนก่อนหน้าไม่รู้เป็นบ้าอะไร อยู่ๆ ก็ลาออกทิ้งงานไปเฉยเลย ทิ้งกองขยะกองใหญ่ไว้ให้ผมสะสาง”
เขายังพูดไม่ทันขาดคำ
จางต้าไห่ ที่บังเอิญเดินถือจานอาหารออกมาจากครัวพอดี ได้ยินชื่อโรงแรมที่คุ้นเคยเข้าก็ชะงักกึก เขาจ้องมองอดีตเพื่อนร่วมงานที่แต่งตัวเนี้ยบคนนั้นแล้วถามหยั่งเชิง
“เฮ้ย สหาย... เมื่อกี้คุณพูดถึงโรงแรมไหนนะ? คุณไม่ได้ไปรับช่วงต่อจากตำแหน่งเดิมของผมหรอกใช่ไหม?”
หลิวอี้ฝานเบิกตาโพลน จ้องมองชายอ้วนท้วนในชุดเชฟที่ดูเซอร์ๆ เล็กน้อยคนนั้นด้วยความตกตะลึง
"เชี่ย?!"
"เป็นคุณเองเหรอ?!"
"ที่แท้... ไอ้หัวหน้าเชฟคนก่อนที่ผมก่นด่าอยู่ทุกวันในครัว คือคุณเองเหรอเนี่ย?!"
"คุณไม่ได้ลาออกไปอยู่ต่างประเทศ แต่หนีมาทำงานที่นี่ตั้งนานแล้วเหรอ?!"
จางต้าไห่เห็นท่าทางช็อกของอีกฝ่ายก็ยิ้มอย่างภูมิใจ
"แน่นอนสิ"
"จะบอกให้ว่าความรู้สึกตอนทำงานที่เทียนหยวนน่ะ มันฟินกว่าการไปนั่งย่างสเต็กในโรงแรมเฮงซวยนั่นเยอะ!"
หลิวอี้ฝานได้ยินดังนั้นก็เริ่มหวั่นไหว เมื่อเขาทราบว่าที่นี่นอกจากสวัสดิการจะสุดยอดและบรรยากาศไม่ตึงเครียดแล้ว ยังยอมให้เขาจัดการวัตถุดิบได้อย่างอิสระในทุกๆ สัปดาห์ เขาก็ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นทันที
“ครูใหญ่หลู่ครับ!”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมขอลงหลักปักฐานที่นี่แหละ!”
“ต่อไปนี้ให้เชฟจางดูแลอาหารจีน ส่วนผมดูแลอาหารตะวันตก! เราจะร่วมมือกันปั้นโรงอาหารเทียนหยวนให้กลายเป็นร้านระดับมิชลินสามดาวให้เร็วที่สุดเลยครับ!”
หลู่หยวนมองดูฉากละครสั้นตรงหน้าแล้วก็หลุดขำออกมา ก่อนจะยื่นมือไปจับกับหลิวอี้ฝาน
“ยินดีอย่างยิ่งครับ”
“ถ้าอย่างนั้น นักเรียนของเราก็คงมีลาภปากกันอีกยาวเลยล่ะ”