- หน้าแรก
- สัตว์ร้ายหายนะแกร่งงั้นเหรอ โทษที พอดีฉันอัปสเตตัสทะลุหลอด
- บทที่ 47: ความตกตะลึงของเจ้าหนู
บทที่ 47: ความตกตะลึงของเจ้าหนู
บทที่ 47: ความตกตะลึงของเจ้าหนู
‘ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามันซะ’
เจ้าหนูตัวน้อยร้องอย่างร้อนรน แต่กลับไม่กล้าลงมือเอง
หากไม่ใช่เพราะเมื่อครู่ฟางสวินตั้งใจปกป้องมันไว้ ต่อให้เป็นแค่คลื่นกระแทกเมื่อกี้ก็คงสั่นสะเทือนจนอวัยวะภายในของมันแหลกเหลวเป็นชิ้นเนื้อไปแล้ว
ฉีเหลียนเดินออกไปข้างนอกพลางก้มหน้ามองเขา
เมื่อครู่ฟางสวินเพิ่งจะชกหมัดนั้นออกไป ทั้งยังปกป้องเธอไว้ด้านหลังอย่างเหนียวแน่น
ฉีเหลียนไม่ค่อยเข้าใจนัก เธอไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของฟางสวิน
ฟางสวินสามารถหนีไปเองได้แท้ๆ ทำไมถึงต้องอยู่ต่อ? เพราะเขาคือยอดมนุษย์งั้นเหรอ? แต่เขาเกือบจะตายอยู่แล้วนะ
ฉีเหลียนนึกถึงตอนสุดท้ายที่ฟางสวินมองมาที่เธอ แววตานั้นทั้งตกตะลึงและแฝงไปด้วยความโกรธ
เขาโกรธที่เธอกลับมางั้นเหรอ?
ทำไมล่ะ? ฉีเหลียนคิดไม่ออกเลย
‘คุณหนู ฆ่ามันเลยสิ โอกาสทองแล้วนะ!’
หนูแฟนซีร้องจี๊ดๆ มันรู้ดีว่าภัยคุกคามจากคนตรงหน้านี้มีมากแค่ไหนสำหรับพวกมัน
"ฉัน... ขอรอดูอีกหน่อย"
ฉีเหลียนมองใบหน้าของฟางสวิน ตอนนี้ฟางสวินหลับสนิท ดูเป็นเด็กดีมาก
เพียงแต่หมวกไอ้โม่งสีดำที่สวมอยู่บนหน้า ทำให้เขาดูตลกไปสักหน่อย
ตอนที่ฉีเหลียนเพิ่งเดินออกจากหลุมยักษ์นี้ สมาชิกหน่วยรบพิเศษในบริเวณใกล้เคียงก็รีบรุดมาถึงที่นี่แล้ว
"นี่ สหายหญิง พวกคุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ข้างในมีใครบาดเจ็บไหม"
ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดต่อสู้สีดำเห็นฉีเหลียนอุ้มคนเดินออกมา ก็รีบวิ่งเข้ามาหา
"ไม่รู้สิ" ฉีเหลียนส่ายหน้า "แค่พี่ชายบาดเจ็บน่ะ"
"ฮัลโหลๆ? หน่วยย่อย 32 หมายเลข 08 รายงาน มีคนบาดเจ็บสาหัส ต้องการเปลหามหนึ่งชุด ขอให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์รีบมาที่เกิดเหตุตามพิกัดด่วน"
ชายหนุ่มรีบรายงานผ่านวิทยุสื่อสาร หลังจากรายงานเสร็จ ก็หันมาถามฉีเหลียนต่อ
"สหาย ขอทราบชื่อด้วย ผมต้องบันทึกไว้หน่อย" ชายหนุ่มพูดพลางตบกล้องบันทึกภาพการปฏิบัติงานที่ติดอยู่ตรงหน้าอก เป็นการบอกใบ้ว่าตอนนี้อยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ต้องกลัว
"ฉีเหลียน เป็นนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยตงเฉิง ส่วนเขาคือฟางสวิน เป็นพี่ชายของฉัน"
"ฟางสวิน? เชี่ยเอ๊ย?" ชายหนุ่มได้ยินชื่อฟางสวินก็อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
แต่ก็ตั้งสติได้ทันที แล้วซักไซ้ต่อ
"พี่ชายแท้ๆ ของคุณเหรอ? เขามีน้องสาวชื่อฟางเจียงฉินใช่ไหม?"
"ใช่" ฉีเหลียนพยักหน้า
"ฮัลโหลๆ!" ชายหนุ่มรีบกรอกเสียงลงไปในวิทยุสื่อสารอีกหลายครั้ง ยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็ได้ยินเสียงจากปลายสายดังขึ้นมา
"........"
เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มโดนด่ายับ แต่เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยก็มาถึงเร็วมากจริงๆ
ไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ เสียงคำรามของเฮลิคอปเตอร์ก็ดังมาจากบนท้องฟ้า
ไม่นานก็มีคนถือเปลหามลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ แล้วพาตัวฟางสวินกับฉีเหลียนไปพร้อมกัน
ฉีเหลียนนั่งเงียบๆ อยู่บนที่นั่งด้านข้าง มองดูเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่กำลังวุ่นวาย
"เร็วเข้าๆ เอาเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจมาใช้ ทำไมอัตราการเต้นของหัวใจถึงต่ำขนาดนี้ ถ้าไอ้หมอนี่ตาย พวกเราได้ตกงานกันหมดแน่"
"อะดรีนาลีนหลั่งมากเกินไป ไม่มีปัญหาอะไรมากหรอก"
"ทำไมตามตัวถึงมีแผลเยอะขนาดนี้ ผ้าพันแผล เอาผ้าพันแผลมา!"
"เหมือนจะเป็นรอยขีดข่วนนะ..."
ขากลับ เฮลิคอปเตอร์ไม่ได้บินเร็วขนาดนั้นแล้ว แต่บินได้นิ่งขึ้นหน่อย
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ใช้เวลาไม่ถึงสามนาทีก็มาถึงโรงพยาบาล
ส่วนด้านล่าง ก็มีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เตรียมพร้อมรอรับอยู่แล้ว
แม้แต่ฉีเหลียนก็ถูกดึงตัวไปทำซีทีสแกนแบบง่ายๆ และทายาลดบวมแก้ฟกช้ำที่รอยแผลบนแผ่นหลัง
กว่าฉีเหลียนจะต่อคิวตรวจและรักษาเบื้องต้นเสร็จ ฟางสวินก็ถูกรุมล้อมจับตรวจเช็กชุดใหญ่แบบเร่งด่วนไปรอบหนึ่งแล้ว
ของแบบอภิสิทธิ์ชนเนี่ย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ชวนให้หลงใหลจริงๆ
สมาชิกหน่วยรบพิเศษหนุ่มคนนั้นยืนดูอยู่ข้างๆ
พอชายหนุ่มเห็นฉีเหลียนเดินมา ก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า
"สหาย ไม่ต้องห่วงนะ
ตรวจเช็กอย่างละเอียดแล้ว ฟางสวินไม่เป็นอะไร
แต่หัวหน้าทีมฟางยังจัดการพวกสัตว์ร้ายตกค้างอยู่ เรื่องนี้พวกเราเลยยังไม่ได้แจ้งหัวหน้าทีมฟาง รบกวนคุณช่วยดูแลฟางสวินสักหน่อยนะครับ
จริงสิ คุณพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้บ้างไหม?
ถ้ามี รบกวนช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อย มันจะเป็นประโยชน์ต่องานเก็บกวาดของพวกเรามากเลยครับ"
ฉีเหลียนได้ยินดังนั้น ก็ทำเพียงส่ายหน้า
เธอรับมือกับเรื่องแบบนี้ไม่ค่อยเก่ง ก็เลยได้แต่ส่ายหน้าไปก่อน
ชายหนุ่มเห็นแบบนั้น ก็ได้แต่คิดว่าเธอคงตกใจกลัว จึงไม่ได้คิดอะไรมาก
"อืม ได้ครับ ไม่เป็นไร ผมยังมีภารกิจ อยู่ต่อไม่ได้ เดี๋ยวจะมีคนมาดูแลฟางสวินโดยเฉพาะ สหายวางใจได้เลย"
"ขอบคุณค่ะ" ในที่สุดฉีเหลียนก็เอ่ยปาก
"ด้วยความยินดีครับ"
ชายหนุ่มวันทยหัตถ์ให้ฉีเหลียน ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ตอนนั้นเอง เจ้าหนูตัวนั้นก็มุดออกมาจากมุมห้อง แล้วหมอบอยู่บนเตียงผู้ป่วยของฟางสวิน
‘คุณหนู จะไม่ลงมือจริงๆ เหรอ?’
มันมองฟางสวิน หลังจากแน่ใจแล้วว่าฟางสวินนอนนิ่งไม่ไหวติง น้ำลายของมันก็แทบจะไหลออกมา
คนตรงหน้านี้แข็งแกร่งแค่ไหน มันได้ประจักษ์มาแล้ว
ถ้ามันได้กินสักคำ จะไม่เท่ากับก้าวเดียวขึ้นสวรรค์เลยหรือไง
ต่อให้ได้แบ่งมาแค่นิ้วเดียวก็ยังดี
มันร้องจี๊ดๆ พลางอ้าปากกว้าง
ขอแค่คุณหนูไม่ห้าม มันจะกินให้มากที่สุดเท่าที่จะกินได้ กินคำเดียวเลื่อนเป็นระดับสูงสุดก็ไม่ใช่เรื่องยาก!
มันลอบมองฉีเหลียนอย่างระแวดระวัง พลางอ้าปากจนกว้างที่สุด
ปากที่ฉีกกว้าง สามารถกลืนแตงโมลูกยักษ์เข้าไปได้ในคำเดียว
แค่คำเดียว ก็สามารถกัดหัวของฟางสวินขาดได้อย่างง่ายดาย
แต่ในตอนนั้นเอง
"เอ๊ะ?"
จู่ๆ ฟางสวินก็ลืมตาขึ้นมา เพดานที่ไม่คุ้นเคย
พอได้ยินความเคลื่อนไหว ปากที่อ้ากว้างก็หุบฉับกลับไป กลายเป็นหนูแฟนซีตัวอ้วนท้วนอีกครั้ง
"ที่นี่ที่ไหนเนี่ย?"
ฟางสวินยกมือขึ้นนวดขมับ รู้สึกยังอ่อนเพลียอยู่นิดหน่อย
"โห แกยังอยู่อีกเหรอ เจ้าหนูน้อย" ฟางสวินเอื้อมมือไปหยิบหนูแฟนซีขึ้นมา
พอโดนฟางสวินยื่นมือมาจับ หนูแฟนซีก็ตกใจจนแทบจะเสียทรง
แต่มันก็ไม่ได้กลายร่าง แม้แต่จะตอบสนองก็ยังทำไม่ได้ ก็ถูกฟางสวินจับตัวไว้แล้ว
วินาทีนี้ มันก็เป็นแค่หนูตัวหนึ่ง และเป็นได้แค่หนูตัวเล็กๆ เท่านั้น
จู่ๆ มันก็สัมผัสได้ถึงรสชาติของความหวาดกลัว
"พี่คะ ที่นี่คือโรงพยาบาล" ฉีเหลียนมองฟางสวิน แล้วเหลือบมองหนูแฟนซีที่ถูกฟางสวินจับไว้ในมือ
ก่อนจะชี้ไปที่ตราสัญลักษณ์ขนาดใหญ่ของโรงพยาบาลประชาชนเมืองตงเฉิงบนผ้าห่ม
"นี่ฉันโดนหามส่งโรงพยาบาลเลยเหรอ?"
ฟางสวินปล่อยหนูแฟนซี มองดูมันหมอบนิ่งอยู่บนผ้าห่มอย่างว่าง่าย แล้วนวดขมับตัวเองแรงๆ อีกครั้ง
ซูเปอร์อมยิ้มเนี่ยทรงพลังจริงๆ แต่ผลข้างเคียงก็ไม่เบาเลย
ฟางสวินเพิ่งจะลุกขึ้น ก็พบว่ามีสายน้ำเกลือเจาะอยู่ที่หลังมือ
แถมบนตัวของเขายังมีผ้าพันแผลพันอยู่เต็มไปหมด
พอนึกถึงบาดแผลที่โดนใบของต้นยุกก้าทิ่มแทงก่อนหน้านี้ การที่ต้องพันผ้าพันแผลเยอะขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
"เหลียนเหลียน เธอเป็นยังไงบ้าง ไม่เป็นไรใช่ไหม?" ฟางสวินเห็นว่าบนตัวฉีเหลียนก็เต็มไปด้วยฝุ่น หมวกของมาริสะก็หายไปไหนแล้วไม่รู้
มีเพียงวิกผมสีทองที่ยังคงสวมอยู่บนหัวอย่างเรียบร้อย
ของที่ถังเสี่ยวถังเตรียมมาให้เนี่ย คุณภาพดีจริงๆ แฮะ
"ไม่เป็นไรค่ะ พี่เก่งมาก หนูไม่ได้แผลเลยสักนิด" ฉีเหลียนยืนยัน
"งั้นเหรอ? ขอดูหน่อยสิ"
ฉีเหลียนได้ยินดังนั้น ก็เดินไปยืนตรงหน้าฟางสวินอย่างว่าง่าย
จากนั้นก็ทำตามคำสั่งของฟางสวิน โดยหันหลังให้เขาแล้วนั่งลงบนเตียงผู้ป่วย
ฟางสวินมองดูแผ่นหลังของฉีเหลียน ม่านตาก็พลันหดเกร็ง
ตอนมองจากด้านหน้า มองไม่ออกเลยว่ามีอะไร
แต่เสื้อผ้าด้านหลัง กลับถูกแส้ฟาดจนฉีกขาด
ยังดีที่ผ้าฝ้ายผสมลินินเนื้อดีนี้ทนทานพอ ผ้าจึงแค่ฉีกขาดแต่ไม่ได้ขาดออกจากกันทั้งหมด
ไม่อย่างนั้นแผ่นหลังขาวเนียนของฉีเหลียน คงได้เปิดเผยออกมาให้เห็นแล้ว
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ก็ยังสามารถมองเห็นเงาชุดชั้นในของฉีเหลียนผ่านช่องว่างของเส้นด้ายที่พันกันยุ่งเหยิงได้
"ขอดูหน่อยนะ ว่าบวมหรือเปล่า"
ฟางสวินพูดพลางใช้มือแหวกเส้นด้ายเหล่านั้นออกอย่างระมัดระวัง เพื่อจะได้มองเห็นสภาพผิวหนังข้างในให้ชัดเจน
ฟางสวินที่กำลังจดจ่อไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า มีแสงสีชมพูและสีเขียวสองสายพาดผ่านนอกหน้าต่างไป
"พี่จะออกแรงหน่อยนะ เหลียนเหลียนอย่าขยับล่ะ ระวังเจ็บ"