- หน้าแรก
- ศิษย์รับใช้วิถีมาร
- บทที่ 32 วิชากระบี่เทพ
บทที่ 32 วิชากระบี่เทพ
บทที่ 33 หอเทียนเป่า
ด้านหน้ามีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
รูปลักษณ์ของกระบี่สั้นเล่มนี้เรียบง่ายและพลิ้วไหว มีความงดงามแบบโบราณ ทั้งยังสอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง
"ไป..."
จางผิงอันขยับความคิด ใช้สัมผัสเทวะควบคุมกระบี่เทพให้พุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้า
ห่างออกไปห้าจั้งมีต้นไม้ใหญ่ขนาดสองคนโอบ กระบี่เทพพุ่งเข้าฟาดฟันลำต้นและตัดผ่านต้นไม้ใหญ่ในชั่วพริบตา
ครืนนน...
สิ้นเสียงดังแผ่วเบา ต้นไม้ใหญ่ก็ถูกฟันขาดสะบั้น ล้มครืนลงมาทางจางผิงอันเสียงดังสนั่น
จางผิงอันตกใจจนล้มลุกคลุกคลานหลบหนี
ต้นไม้ใหญ่ล้มกระแทกพื้นจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น สัตว์เล็กสัตว์น้อยนับไม่ถ้วนวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน นึกว่าวันสิ้นโลกมาเยือน ป่าที่เคยร่มครึ้มพลันเกิดช่องว่าง แสงสว่างจากท้องฟ้าสาดส่องลงมาในทันที
แสงแดดสาดส่องเข้ามาในป่าอันมืดมิด
ทัศนวิสัยสว่างไสวขึ้นไม่น้อย
เขาลุกขึ้นจากพื้น เดินเข้าไปใกล้ มองเห็นต้นไม้ใหญ่ที่ถูกฟันขาด รอยตัดเรียบเนียนเป็นอย่างยิ่ง ขาดสะบั้นลงในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ถึงกับพูดไม่ออกไปพักใหญ่!
หากตอนนั้นเขามีความสามารถระดับนี้ การตัดไผ่เหมันต์ยังจะนับเป็นเรื่องยากอะไรอีกล่ะ?
ไม่รู้เหมือนกันว่าฝีมือของเขาในตอนนี้ หากนำไปเทียบกับผู้บำเพ็ญเซียนระดับฝึกลมปราณขั้นสามคนอื่นๆ แล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง?
หากโจมตีใส่ผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกัน จะสามารถทะลวงการป้องกันได้หรือไม่?
หลังจากนั้นเขาไม่โจมตีต้นไม้อีกต่อไปเพราะมันไร้ความท้าทาย เขาหาสถานที่ที่ไร้ซึ่งต้นไม้ รอบด้านเต็มไปด้วยหินแกรนิตขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่งทนทาน
เขาอัญเชิญกระบี่เทพออกมาอีกครั้ง แล้วฟาดฟันลงบนหินแกรนิตขนาดกลางก้อนหนึ่งอย่างแรง
ตูม!
สิ้นเสียงระเบิดดังกึกก้อง หินแกรนิตเกิดประกายไฟ เศษหินปลิวว่อน มันถูกผ่าออกเป็นสองซีกในทันที
"แข็งแกร่งมาก!"
จางผิงอันตกตะลึง เขาคิดไม่ถึงเลยว่าหินแกรนิตก้อนใหญ่ขนาดนี้ จะถูกฟันขาดได้ด้วยกระบี่เดียว
แม้รอยตัดจะไม่เรียบเนียนเหมือนตอนตัดต้นไม้ และครึ่งหนึ่งเกิดจากการถูกกระแทกจนแตกละเอียด แต่นี่คือหินแกรนิตที่แข็งแกร่งหาใดเปรียบเชียวนะ!
"ลองดูอีกครั้ง!"
จางผิงอันควบคุมกระบี่เทพอย่างต่อเนื่อง ฟาดฟันใส่หินยักษ์รอบด้านไม่หยุดยั้ง สิ้นเสียงดังครืนๆ ระลอกแล้วระลอกเล่า หินยักษ์ทั้งหมดก็ถูกฟันขาดสะบั้น
หลังจากฟันต่อเนื่องไปสิบสามกระบี่ จางผิงอันก็หน้ามืดตาลาย เดินโซเซ พลังปราณในร่างถูกผลาญจนหมดเกลี้ยง
กระบี่เทพกลายสภาพเป็นจุดแสง เลือนหายไปในอากาศ
นั่นก็หมายความว่า การโจมตีระดับนี้ เขาสามารถฟันต่อเนื่องได้เพียงสิบสามกระบี่เท่านั้น หากสิบสามกระบี่ยังฆ่าศัตรูไม่ตาย ตัวเขาก็จะตกอยู่ในอันตรายเสียเอง
จางผิงอันคำนวณในใจ หากวันหน้าต้องเผชิญหน้ากับศัตรู ขอเพียงใช้สามกระบี่ยังจัดการศัตรูไม่ได้ เขาต้องหันหลังวิ่งหนีทันที
ห้ามทำตัวอวดเก่งชอบการต่อสู้เด็ดขาด
จางผิงอันไม่เคยเห็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกลมปราณขั้นสามคนอื่นลงมือมาก่อน จึงไม่รู้ว่าวิชาอาคมของคนอื่นแข็งแกร่งเพียงใด
ดังนั้น เขาจึงไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตนเองอยู่ระดับไหนและเมื่อเทียบกับคนอื่นแล้วเป็นอย่างไร
ล้วนเป็นระดับฝึกลมปราณขั้นสาม ทุกคนก็น่าจะพอๆ กันนั่นแหละ
เขาคาดคะเนเอาเองในใจเช่นนี้
ในเวลานี้เขายังไม่รู้เลยว่า พลังโจมตีระดับนี้ หากถูกผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกลมปราณขั้นสามคนอื่นมาเห็นเข้า พอกลับบ้านไปตอนกลางคืนจะต้องฝันร้ายอย่างแน่นอน
เมื่อประเมินวิชาอาคมของตนเองได้แล้ว การแปลงปราณอัสนีเทพเป็นเบญจธาตุก็ราบรื่นดีและไม่หลุดรอดออกไปนอกร่างกาย ในที่สุดความกังวลในใจก็ถูกปัดเป่าทิ้งไป จางผิงอันเดินตามเส้นทางเดิมเพื่อกลับสู่เมืองต้าเหยา
การเดินทางไปกลับกินเวลาไปไม่น้อย
หลังจากกลับมาถึงตัวเมืองและกำลังจะกลับบ้าน
เขาก็เดินผ่านร้านค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่เพิ่งเปิดกิจการและกำลังจัดโปรโมชันฉลองเปิดร้าน ด้านหน้าประตูมีกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีวางเรียงรายอยู่มากมาย
(ยังมีป้ายข้อความสีสันสดใสขนาดใหญ่ที่ดูสะดุดตาเป็นอย่างมาก!)
"ลดราคาทั้งร้านสามส่วน วันนี้วันเดียวเท่านั้น รีบสั่งซื้อด่วน!"
ที่หน้าประตูมีหญิงสาวหลายคนกำลังแจกใบปลิวเรียกลูกค้า
"ศิษย์พี่ ลองเข้ามาดูสิเจ้าคะ หอเทียนเป่ามีของทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโอสถ เคล็ดวิชา ของวิเศษ หญ้าเซียนชั้นยอด ล้วนมีครบครัน..."
"เอ่อ เสี่ยวหง ทำไมถึงเป็นเจ้าล่ะ?"
เสี่ยวหงหัวเราะแหะๆ "รับจ้างชั่วคราวไงเจ้าคะ มาแจกใบปลิวที่นี่ได้วันละหนึ่งเหรียญเซียน เงินดีขนาดนี้ไม่หาได้ไง..."
นางรีบยื่นใบปลิวแผ่นหนึ่งให้จางผิงอัน
จางผิงอันยื่นมือไปรับมา
สินค้ามีหลากหลายประเภท ชวนให้รู้สึกสนใจจริงๆ
มาถึงแล้วก็เข้าไปดูหน่อยดีกว่า ไม่แน่ว่าวันหน้าอาจจะต้องซื้อทรัพยากรบำเพ็ญเพียรอีกมากมาย ร้านเปิดใหม่ที่ชื่อหอเทียนเป่าแห่งนี้ช่างใหญ่โตโอ่อ่าเสียจริง
เดิมทีขนาดของร้านก็ไม่เล็กอยู่แล้ว พอปรับปรุงใหม่ก็ดูยิ่งใหญ่และหรูหราอลังการมากขึ้นไปอีก
นี่มันกะจะบีบร้านค้าเล็กๆ อื่นๆ ให้เจ๊งกันไปข้างเลยนี่นา
เบื้องหลังของเถ้าแก่คงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เขาถือใบปลิวเดินตามฝูงชนเข้าไปที่ชั้นหนึ่ง ลองกวาดสายตามองดูสินค้าในชั้นนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นของที่ปุถุชนคนธรรมดาใช้งาน และมีเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรระดับพื้นๆ อยู่บ้าง
จางผิงอันส่ายหน้า ไม่มีของอะไรที่เป็นประโยชน์เลยสักนิด
เดินเข้าไปจนถึงด้านในสุด
มองเห็นบันไดทางขึ้นไปชั้นสอง ที่หน้าบันไดมีหญิงงามในชุดนักพรตสองนางยืนขนาบซ้ายขวา คนหนึ่งดูงดงามเย้ายวน อีกคนดูหยิ่งผยองเย็นชา
ทางร้านช่างรู้จักดึงดูดใจคนเสียจริง...
เขาครุ่นคิดในใจ ชั้นสองอาจจะมีของดีอยู่บ้าง ลองขึ้นไปดูหน่อยดีกว่า
เพิ่งจะเดินไปถึงหน้าบันได หญิงงามเย้ายวนทางด้านซ้ายก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที "สวัสดีเจ้าค่ะศิษย์พี่ ชั้นสองต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกลมปราณถึงจะขึ้นไปได้ ท่าน..."
จางผิงอันพยักหน้า "ข้าคือผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกลมปราณ!"
"ตายจริง ศิษย์พี่ ท่านเป็นผู้บำเพ็ญเพียรนี่เอง ถ้าอย่างนั้นก็ขึ้นไปได้เจ้าค่ะ แต่ว่าก่อนจะขึ้นไปต้องทดสอบสักหน่อย ต้องผ่านการตรวจสอบจากหินทดสอบปราณก่อนถึงจะเข้าไปได้เจ้าค่ะ"
น้ำเสียงออดอ้อนหยดย้อยเสียจนจางผิงอันขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เขามองไปที่โต๊ะด้านข้าง บนนั้นมีหินทดสอบปราณวางอยู่ก้อนหนึ่ง เขารู้จักของสิ่งนี้ดี มันสามารถตรวจสอบระดับความตื้นลึกของพลังปราณได้
ขอเพียงเอามือไปสัมผัส หากมีพลังปราณมันก็จะเปล่งแสง หากไม่มีพลังปราณก็จะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
การทดสอบแบบนี้ไม่มีทางเปิดเผยความลับของเขาแน่
เขาพยักหน้าแล้วยื่นมือไปวางไว้ด้านบน
หินทดสอบปราณไม่มีปฏิกิริยาใดๆ หญิงงามทั้งสองมองจางผิงอันด้วยสีหน้าที่ชวนให้คิดลึก ทำเอาจางผิงอันรู้สึกอับอายจนหน้าแดงก่ำ
ขายหน้าชะมัด!
หินทดสอบปราณก้อนนี้ ไม่สามารถตรวจสอบพลังของอัสนีเทพได้เลยแม้แต่น้อย
เขาเปลี่ยนความคิดอย่างรวดเร็ว รีบโคจรพลังอัสนีเทพในจุดตันเถียน แล้วแปลงอัสนีเทพส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งให้กลายเป็นปราณธาตุทอง
อย่างที่คิดไว้ ทันทีที่ปราณธาตุทองปรากฏขึ้น หินทดสอบปราณก็เริ่มเปล่งแสงสีขาวนวลตาออกมาทันที
"ศิษย์พี่คงจะ... เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับฝึกลมปราณสินะเจ้าคะ แต่ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์ เชิญขึ้นไปด้านบนได้เลยเจ้าค่ะ" หญิงงามยกมือปิดปากหัวเราะ นางนึกว่าจางผิงอันเพิ่งจะบรรลุระดับฝึกลมปราณ พลังปราณจึงอ่อนแอมาก จนทำให้หินทดสอบปราณตอบสนองช้า
จางผิงอันก็ไม่ได้อธิบายอะไร
หญิงงามผายมือเชิญ เขาจึงเดินส่ายอาดๆ ขึ้นบันไดไปจนถึงชั้นสอง
การตกแต่งในชั้นสอง ดูประณีตงดงามกว่าชั้นแรกอย่างเห็นได้ชัด แต่ลูกค้ากลับน้อยกว่าชั้นแรก
เมืองต้าเหยาตั้งอยู่ที่ตีนเขาของภูเขาเซียน ความจริงแล้วมีผู้บำเพ็ญเพียรที่แท้จริงอยู่ไม่มากนัก
(เพราะทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรนั้นขาดแคลนจนเกินไปจริงๆ)
มีลูกจ้างของหอเทียนเป่าสิบกว่าคนสวมชุดเครื่องแบบเหมือนกันหมด ยืนประจำอยู่ที่แต่ละเคาน์เตอร์เพื่อทำหน้าที่ขายของ พวกเขากำลังยิ้มแย้มต้อนรับลูกค้า
"ศิษย์พี่ มาเลือกซื้อสินค้าหรือขอรับ?" ลูกจ้างคนหนึ่งเห็นจางผิงอันเดินขึ้นบันไดมาก็รีบเข้ามาต้อนรับ "ให้ข้าแนะนำสินค้าให้ท่านเอาไหมขอรับ?"
จางผิงอันโบกมือปฏิเสธ ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "ขอบคุณมาก แต่ว่า... ข้าแค่มาเดินดูเรื่อยเปื่อยน่ะ เจ้าไปทำงานของเจ้าเถอะ ไม่ต้องมาคอยแนะนำข้าหรอก"
"ได้ขอรับ!" คนผู้นั้นเอ่ยเตือนด้วยความใส่ใจอีกว่า "ถ้าอย่างนั้นก็เชิญท่านตามสบายนะขอรับ หากมีของชิ้นไหนถูกใจก็สามารถซื้อได้เลย ที่นี่ไม่รับต่อราคา ราคาที่แท้จริงล้วนระบุไว้ใต้สินค้าหมดแล้วขอรับ"
จางผิงอันพยักหน้าขอบคุณ แล้วก็เดินดูของในชั้นสองตามลำพัง
เดิมทีเขาก็ไม่ได้คิดจะซื้อของอยู่แล้ว แค่มาลองดูราคาเฉยๆ แท่นบูชาของเขามักจะต้องใช้ของสังเวยอยู่บ่อยๆ หากสามารถซื้อของที่ถูกที่สุดและห่วยแตกที่สุดเพื่อเอาไปสังเวยได้ละก็ นั่นก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว
จะมีของดีราคาถูกหลุดรอดสายตามาบ้างไหมนะ?
เปิดร้านวันแรก ลดราคาสามส่วน ก็ทำให้เขารู้สึกสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว