- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 522 พวกเจ้ายังมิได้แต่งงานกันใช่หรือไม่?
บทที่ 522 พวกเจ้ายังมิได้แต่งงานกันใช่หรือไม่?
บทที่ 522 พวกเจ้ายังมิได้แต่งงานกันใช่หรือไม่?
“ช่างน่าอัปยศอดสูยิ่งนัก” สหายหลี่กุมจมูกตนเองพลางทำสีหน้าเหม่อลอย
ในฐานะค้อนสมบัติอันเกรียงไกร ใบหน้าอันหล่อเหลานี้เป็นสิ่งที่ใครจะมาแตะต้องลูบคลำตามอำเภอใจได้หรือ?
จะลูบคลำก็พอทำเนา… แต่นี่ถึงขั้นใช้เท้ามาประทับพร้อมกันทั้งสองข้าง!
เขาเหลือบมองตามเรียวขางามขาวผ่อง ที่ดูยาวระหงยิ่งกว่าอายุขัยของมนุษย์
ยามนี้ยัยก้อนน้ำแข็งมีสีหน้าผ่อนคลาย ทอดกายจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราอันแสนหวาน
นางอาจมิได้เอนกายพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มมานาน วันนี้จึงนับว่าได้วางภาระลงกว่าปกติ
“ทว่าดูท่าจะผ่อนคลายเกินไปหน่อยกระมัง”
“ยัยก้อนน้ำแข็งนุ่มนวลลงก็จริง แต่ข้านี่สิ.....”
“ข้าอุตส่าห์ฝึกฝนวิชากายาฟ้าดินเฉพาะส่วนมา เพียงเพื่อให้เจ้ามาหยอกเย้าเล่นเช่นนี้หรือ?”
สหายหลี่หยัดกายยืนขึ้น แหงนหน้ามองขื่อคาทำมุมสี่สิบห้าองศา เพื่อมิให้โลหิตกำเดาอันร้อนผ่าวไหลทะลักออกมา
“แม่นางอิ๋ง! แม่นางอิ๋ง!”
“เสี่ยวปิงเอ๋อร์!”
จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ตามมาด้วยน้ำเสียงสตรีสองนางที่คุ้นหูยิ่ง เมื่อเปิดประตูออกไปจึงพบว่าเป็นจงหลิงและซางฉินชิง
“หืม? สหายหลี่ ข้ากำลังจะถามแม่นางอิ๋งพอดีว่าเจ้ามุดหัวอยู่ที่ใด” จงหลิงชะงักไปเล็กน้อย
ส่วนดวงตาของซางฉินชิงพลันเกิดประกายวาววับ! นางล้วงเข้าไปในถุงย่าม หยิบเมล็ดแตงโมออกมากำหนึ่งเตรียมพร้อมขบแทะ
เหตุใดหัวหน้าเผ่าซางผู้นี้จึงหาเมล็ดแตงมาแทะได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นนี้กันนะ....
สหายหลี่แฝงกายครึ่งหนึ่งไว้หลังบานประตู พลางลอบตัดพ้อในใจก่อนจะเอ่ยถาม
“มีเรื่องอันใดกันแต่เช้าเชียว”
“อ้อ! ท่านพ่อของข้าอยากพบพวกเจ้า จึงเชิญเจ้าและแม่นางอิ๋งไปเป็นแขกที่จวนอ๋องด้วยกัน” ท่านพ่อที่จงหลิงเอ่ยถึง ย่อมหมายถึงเจิ้นหนานอ๋องผู้มีชื่อเสียงเกริกไกรในชายแดนใต้
สหายหลี่พยักหน้าพลางกล่าวว่า
“ตกลง ประเดี๋ยวข้ากับยัยก้อนน้ำแข็งจะไปพร้อมกัน”
ทว่าเพียงแค่พยักหน้า ความร้อนผ่าวในโพรงจมูกก็ไหลซึมออกมาอีกครั้ง
“สหายหลี่ เจ้าเป็นอะไรไป....” จงหลิงแสดงสีหน้าหวาดระแวง
สหายหลี่รีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม พลางปาดคราบเลือดอย่างไม่แยแส
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อครู่ข้าประลองยุทธ์กับอิ๋งปิง นางเผลอพลั้งมือ เอ่อ… พลั้งเท้าไปบ้าง ข้าจึงบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย”
“จริงหรือ?” ซางฉินชิงหรี่ตาลง ดูเหมือนจะไม่ใคร่เชื่อถือนัก
หรือว่าเกิดเรื่องอาจจะทำให้ ‘ชีวิตใหม่’ เกิดขึ้นมากันแน่?
นางอยากเห็นการกำเนิดบุตร และรู้สึกว่าเรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นในเร็ววัน
“เรื่องจริง!” สหายหลี่เอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว
สิ้นเสียงของเขา เบื้องหลังก็มีน้ำเสียงงัวเงียดังกังวานขึ้น
“ผู้ใดมาหรือ?”
ท่าทางอิดโรยของยัยก้อนน้ำแข็งดูเกียจคร้านอยู่บ้าง ประดุจดอกบัวที่กำลังจะตื่นจากนิทรา
ที่มุมปากยังมีเส้นผมสีดำขลับพันกันยุ่งเหยิงอยู่บ้าง ยากที่จะเชื่อมโยงนางเข้ากับเซียนน้ำแข็งผู้เย็นชาดุจเทพเซียนในยามปกติได้
“!” สายตาของสหายหลี่พลันสว่างวาบ
เขาเหลือบเห็นบนชุดนอนสีขาวบริสุทธิ์ของยัยก้อนน้ำแข็ง มีรอยสีแดงฉานสะดุดตาแต้มอยู่สองสามแห่ง...
แย่แล้ว! เลือดกำเดาไหลไปเปรอะเสื้อตั้งแต่เมื่อใดกัน? เมื่อครู่เขาไม่แม้แต่จะสังเกตเห็นเลย....
“??” จงหลิงถอยฉากออกไปอย่างมีระแวดระวัง แววตาค่อยๆ เลื่อนลอย
ส่วนดวงตาของซางฉินชิงฉายแววตื่นเต้นยินดีอย่างปิดไม่มิด!
นางส่งเสียงหัวเราะ ‘คิกคิก’ ออกมา นกหลวนครามเลือดบริสุทธิ์กลับทำตัวราวกับแม่ไก่แก่ๆ ที่กำลังเห็นอาหารไปได้
“ดูท่าการประลองเมื่อคืนคงจะดุเดือดมิใช่น้อย… เช่นนั้นก็พักผ่อนก่อนออกเดินทางเสียหน่อยเถิด เสี่ยวปิงเอ๋อร์อาจจะไม่ค่อยสะดวกนัก...”
“.....นั่นมันเลือดกำเดาของข้าต่างหากเล่า!”
“โอ้~” ซางฉินชิงทำสีหน้ายากจะบรรยาย พลางขยิบตาให้
“ช่วงนี้ข้าธาตุไฟกำเริบแรงกล้าไปเสียหน่อย ก็เลย...”
“มิต้องอธิบายหรอก… ข้าเชื่อเจ้า”
“ท่านเอาแต่แทะเมล็ดแตงไม่หยุดเลยนะ!”
สหายหลี่รู้สึกว่าสายตาของหัวหน้าเผ่าซางมิได้เป็นไปตามที่นางพูดเลย
แทะเมล็ดแตงดุจพายุถึงเพียงนี้ ข้าจะเชื่อวาจาเหลวไหลของท่านได้อย่างไร?
อิ๋งปิงหลุบตาลง เมื่อเห็นรอยเลือดบนชุดนอน แววตาก็ดูเหม่อลอยไปวูบหนึ่ง
นางมิได้สงสัยในเรื่องนั้น ทว่ากำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่นางเหยียบอยู่ในความฝัน
สิ่งนั้นคืออะไรกัน เหตุใดถึงอบอุ่นได้อย่างน่าประหลาด...
......
ที่ชั้นล่าง
ภายใต้การอารักขาของทหารองครักษ์ที่สวมชุดเกราะครบมือ จงเจิ้นเยว่ที่ถูกพันแผลจนดูราวกับบะจ่างกำลังยื่นหน้าออกมา
เมื่อเห็นเพียงสหายหลี่และจงหลิงเดินมาด้วยกัน เขาจึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“แม่นางอิ๋งเล่า?”
“นางบอกว่าอยากพักผ่อนให้เต็มที่ ข้าจะไปแทนนางเอง...”
สหายหลี่ยังพูดมิทันจบ จงหลิงก็เอ่ยแทรกขึ้นมาว่า
“กำลังเตรียมตัวมีบุตรอยู่”
“?” จงเจิ้นเยว่ร่างกระตุกวาบจนสะเทือนถึงบาดแผลบนกาย
เขาแยกเขี้ยวสูดปากด้วยความเจ็บปวดไปครู่หนึ่ง ก่อนยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นมาให้
“จะไปรวดเร็วปานนั้นได้อย่างไร… ไม่ใช่สิ! ข้าบอกแล้วว่าพวกเจ้าเข้าใจผิด” สหายหลี่ถึงกับใบหน้าแข็งค้าง
จงหลิงเอ๋ย… จงหลิง ปกติเจ้าก็ดูดีอยู่หรอก เหตุใดพออ้าปากแล้ว ถึงได้กล่าววาจาที่กระทบกระแทกเช่นนี้เล่า?
“มิต้องแก้ตัว ท่านยายเคยบอกข้าแล้ว” จงหลิงทำสีหน้าประดุจผู้กุมสัจธรรม
ท่านยายในวังเคยปรนนิบัติรับใช้ตระกูลใหญ่มามากมาย จงหลิงก็เห็นกับตาว่าเมื่อเช้านางตัดเศษผ้าที่มีรอยเลือดออกมาจากเตียงในห้องหอ
“เฮ้อ! เดินทางกันเถอะ....” สหายหลี่มองดูเวลาแล้วรีบก้าวขึ้นรถม้า
รถม้ามุ่งตรงเข้าสู่เมืองชั้นใน ตลอดทางราบรื่นไร้อุปสรรค จนกระทั่งเข้าใกล้เขตเมืองหลวง การตรวจตราจึงเข้มงวดขึ้น
จวนเจิ้นหนานอ๋องตั้งอยู่ในเขตเมืองหลวง ระหว่างเมืองชั้นในและเขตพระราชฐาน ซึ่งที่นี่ล้วนเป็นนิวาสสถานของเหล่ากงโหวและขุนนางผู้ใหญ่
ระหว่างทาง, สหายหลี่เปิดใช้งานเนตรทิพย์ลิขิตฟ้าตลอดเวลาเพื่อสังเกตผู้คนที่ผ่านไปมา
ความเข้าใจในวิถีแห่งยุทธ์ยังเหลืออยู่อีกสองร้อยปี สำหรับวิถีค้อนถือว่ามหาศาลนัก แต่สำหรับวิถีกระบี่กลับน้อยเกินไป จึงต้องเก็บไว้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
ทว่าเก้ากระบนเดียวดายกลับขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ประตูใหญ่… ดังนั้นในช่วงสองวันนี้ สหายหลี่ตั้งใจจะหาโอกาสลงทุนในเขตเมืองหลวงเสียหน่อย
“สหายหลี่ ท่านกับแม่นางอิ๋งยังมิได้แต่งงานกันใช่หรือไม่?” ยามที่รถม้าเริ่มชะลอความเร็วลง จงเจิ้นเยว่ก็เอ่ยถามขึ้นทันที
เส้นประสาทความรู้สึกของเจ้านี่จะช้าเกินไปแล้วกระมัง...
สหายหลี่วางม่านรถลง ผู้คนบนถนนสายนี้เริ่มเบาบางลงแล้ว
“ยัง...”
“เช่นนั้นข้าขอแนะนำให้พวกเจ้ารีบเข้าพิธีโดยเร็ว ถึงตอนนั้นนางก็จะเป็นภรรยาเจ้า เจ้าก็เป็นสามีของนางโดยชอบธรรม…. อีกทั้งข้าก็อยากจะรู้ด้วยว่าการแต่งงานนั้นเป็นเช่นไร”
กล่าวจบ, จงหลิงก็หน้าแดง พลางชำเลืองมองจงเจิ้นเยว่แวบหนึ่ง
“แต่งงาน… ยัยก้อนน้ำแข็งในชุดมงกุฎหงส์อาภรณ์เมฆา...” สหายหลี่อดมิได้ที่จะจินตนาการตาม
ฉากนั้นเปรียบเสมือนคืนเข้าหอจุดเทียนมงคลที่เห็นได้บ่อยในละครย้อนยุค
ชาติที่แล้วข้าไปสั่งสมบุญด้วยสิ่งใดกัน ชาตินี้เมื่อเลิกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก… จึงได้แลเห็นใบหน้าของเซียนน้ำแข็งผู้นั้น?
สหายหลี่ตกใจกับความคิดของตนเองจนต้องรีบระงับจินตนาการฟุ้งซ่าน
ยัยก้อนน้ำแข็งคือลิขิตฟ้าสีแดงเพียงหนึ่งเดียว เมื่อก่อนเขาเพียงแค่เกาะขาเรียวงามของนางเพื่อกวาดรางวัล ใครเล่าจะกล้าคิดฝันไปไกลถึงเพียงนั้น
บัดนี้รางวัลก็กวาดมาแล้ว สิ่งที่อาจารย์ยัยก้อนน้ำแข็งสอนสั่ง… ก็เรียนรู้แล้ว
ถึงขั้นคิดจะให้นางเรียกเขาว่า ‘สามี’ ทั้งยังต้องคลอดบุตรให้....
สหายหลี่เอ๋ย! เจ้าช่างเป็นเดรัจฉานในคราบวิญญูชนแท้ๆ!
“หากมิได้แต่งงาน จะมีลูกออกมาได้หรือ? คงมิได้กระมัง....” จงเจิ้นเยว่ทำสีหน้าเคร่งขรึม แววตาเต็มไปด้วยปัญญา
ในใจของเขามีเพียงการผ่านกระบวนการแต่งงานนี้ไปแล้วเท่านั้น จึงจะผลิตบุตรได้
“...เหตุใดเจ้าถึงคิดเช่นนั้น?”
“มิเคยมีทารกคนใดได้เข้าร่วมพิธีวิวาห์ของบิดามารดาตนเอง ดังนั้นหากมิแต่งงานก่อน แล้วจะมีลูกได้อย่างไรเล่า?”
“เอ่อ… ก็จริงของเจ้า”
ข้อมูลความรู้จากชาติที่แล้วของสหายหลี่เริ่มสั่นคลอน ทว่าเขาก็ยังคงเลือกที่จะมิเอ่ยปากออกไป
เพราะหากจะว่ากันตามตรงแล้ว...
ความคิดเยี่ยงเดรัจฉานเหล่านั้น เพียงแค่คิดเขาเองก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ
วิญญูชนตัดสินที่การกระทำ หาใช่ที่ใจคิดไม่
ดังนั้นตนเพียงแค่คิดในใจก็พอ เพราะหากพูดออกมา…
มันจะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งทันทีมิใช่หรือ?!