- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 438 แผนการอันแยบยล
บทที่ 438 แผนการอันแยบยล
บทที่ 438 แผนการอันแยบยล
ก่อนมาถึงเยี่ยนจิงผมก็จองโรงแรมไว้เรียบร้อยแล้ว ผมกับจ้าวอี้เฟยมาถึงห้องพักในโรงแรม ก็เลยให้เธอแสดงผลการฝึกฝนและการควบคุมวิญญาณไฟในช่วงที่ผ่านมาให้ผมดู
จ้าวอี้เฟยเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ บอกว่าช่วงที่ผ่านมาเธอตั้งใจฝึกซ้อมมาตลอด รับรองว่าจะไม่ทำให้ผมผิดหวัง
ผมยิ้ม ๆ แล้วบอกว่าในเมื่อเธอมั่นใจขนาดนั้น งั้นก็เริ่มเลย
ไม่นาน เธอก็เรียกเปลวไฟกลุ่มหนึ่งออกมาบนฝ่ามือ เปลวไฟเปลี่ยนรูปร่างไปมาบนฝ่ามือของเธอได้อย่างอิสระ ซ้ำเธอยังสามารถทำให้เปลวไฟของวิญญาณไฟจำแลงกายเป็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ ได้แล้วด้วย
“เป็นไงล่ะ เห็นไหมว่าฉันไม่ได้โกหกนาย” จ้าวอี้เฟยทำให้เปลวไฟจำแลงเป็นผีเสื้อบินวนรอบตัวเราสองคน พลางเผยรอยยิ้มมองมาที่ผม
ผมยกนิ้วโป้งให้เธอ เป็นการบอกว่าเธอเก่งมาก
จ้าวอี้เฟยที่ได้รับคำชมจากผมมีรอยยิ้มที่สดใสยิ่งขึ้น “แหงสิ ถึงแม้แฟนฉันจะเก่งขนาดนี้ แต่ถ้าฉันไม่พยายาม มันก็กลายเป็นตัวถ่วงน่ะสิ”
พูดจบ เธอก็คลายอาคม ผีเสื้อไฟที่บินวนรอบเราสองคนก็สลายไปทันที
มองดูท่าทางที่สวยงามจับใจของเธอ ผมก็ก้าวเข้าไปกอดเธอไว้ แล้วประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเธอ
สองวันหลังจากนั้น ตรงกับช่วงสุดสัปดาห์พอดี จ้าวอี้เฟยไม่ต้องไปทำงานที่ที่ฝึกงาน เลยอยู่เป็นเพื่อนเที่ยวกับผมในเยี่ยนจิง
นี่ถือเป็นเดตแรกของเราสองคนแบบสองต่อสอง หลังจากที่คบกันมาเลย
ในขณะที่พวกเรากำลังเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน หลิวเฉิงไอ้หมอนี่ก็โทรเข้ามาอย่างไม่รู้จักเวล่ำเวลา
ผมถามเขาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่าโทรมาทำไม ไม่รู้หรือไงว่าผมกับจ้าวอี้เฟยนาน ๆ จะมีเวลาเดตกันสองต่อสอง
“พวกนายสองคนอยู่ไหนกัน?” เขาหัวเราะหึ ๆ สองสามที แล้วถาม
“มีอะไรเหรอ?” ผมสงสัย
หลิวเฉิงบอกผมว่า เขากับจางเทียนหลิงมาถึงเยี่ยนจิงแล้ว ถามว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน
“พวกนายสองคนมาได้ยังไงเนี่ย?” ผมประหลาดใจสุด ๆ “แล้วก็ จางเทียนหลิงไปอยู่กับนายตั้งแต่เมื่อไหร่?”
หลิวเฉิงบอกว่าจางเทียนหลิงมาถึงเมืองเอกเมื่อวาน พอได้ยินว่าผมอยู่เยี่ยนจิง ก็ดึงดันจะให้เขากับหลิวเฉิงตามมาให้ได้
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ปลายสายก็มีเสียงหน้าด้าน ๆ ของจางเทียนหลิงดังแทรกเข้ามา “หลงหยวน คิดถึงน้องชายคนนี้บ้างไหม?”
ผมบอกให้เขาไสหัวไป
เขาบอกว่าช่วยไม่ได้ อาการบาดเจ็บจากปราณเพลิงหยางยังไม่หายดี ถึงเวลาที่ต้องรักษาบรรเทาอาการให้เขาอีกแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือ เขาต้องมาที่เยี่ยนจิงเพื่อมาพบกับคู่หมั้นของเขา
“คู่หมั้น นายล้อเล่นอะไรเนี่ย?” ผมอึ้งไป ไอ้หมอนี่ไปมีคู่หมั้นตั้งแต่เมื่อไหร่
เขาหัวเราะอย่างน่ารังเกียจ บอกว่าเจอกันแล้วค่อยเล่าให้ฟัง
ไม่นาน พวกเราก็มาเจอกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง
จางเทียนหลิงยังคงแต่งตัวในชุดนักพรต ดึงดูดความสนใจจากคนในร้านได้ไม่น้อยเลย
หลังจากทั้งสองคนนั่งลง บนใบหน้าจางเทียนหลิงก็เอาแต่ยิ้มแป้น ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่าโรคจิต
“ที่นายบอกว่าคู่หมั้นนายอยู่เยี่ยนจิง จริงหรือหลอกเนี่ย?” ผมเอ่ยปากถามเขา
จางเทียนหลิงบอกว่าย่อมต้องเป็นเรื่องจริง เขาเองก็เพิ่งรู้ตอนกลับไปเขาหลงหู่ครั้งนี้เหมือนกัน อาจารย์ของเขาบอกว่าได้หมั้นหมายงานแต่งงานไว้ให้เขาแล้ว ฝ่ายหญิงก็คือคนของตระกูลหยวน ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ในวงการผู้ใช้อาคมแห่งเยี่ยนจิง มีชื่อว่า หยวนเหวินเหวิน
“ตระกูลหยวน!?” ผมตกใจมาก นึกไม่ถึงเลยว่าคู่หมั้นที่จางเทียนหลิงพูดถึง จะเป็นคนของตระกูลหยวนที่เป็นตระกูลซินแสฮวงจุ้ย
หลิวเฉิงที่อยู่ข้าง ๆ บอกว่าตอนที่รู้เรื่องนี้ เขาก็ตกใจมากเหมือนกัน
“ได้ยินมาว่า เธอเป็นสาวสวยมากด้วยนะ ฉันล่ะอดใจรอที่จะเจอเธอไม่ไหวแล้วจริง ๆ” จางเทียนหลิงตื่นเต้นสุด ๆ
ตอนที่เขามา ผมก็สังเกตเห็นแล้วว่าปราณเพลิงหยางในตัวเขามีแนวโน้มว่าจะกำเริบขึ้นมาอีก คงเป็นเพราะตั้งแต่พวกเราออกจากอำเภอมาจนถึงตอนนี้ เขาไม่ได้แตะต้องผู้หญิงเลยแน่ ๆ
อาศัยจังหวะที่จ้าวอี้เฟยไปเข้าห้องน้ำ ผมก็ถามเขาว่าไม่ได้ไปหาผู้หญิงมาเลยใช่ไหม เขาพยักหน้าบอกว่าก็แหงล่ะสิ
ตอนนี้เขาเป็นคนมีคู่หมั้นแล้ว จะทำตัวเหลวไหลเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว
“ในที่สุดนายก็ยอมรับแล้วสินะ ว่าเมื่อก่อนตัวเองเป็นไอ้เฒ่าตัณหากลับน่ะ?” หลิวเฉิงเริ่มฉวยโอกาสแขวะจางเทียนหลิง
จางเทียนหลิงโบกมืออย่างหน้าไม่อาย ทำหน้าขรึมบอกว่าเมื่อก่อนตัวเองมีความจำเป็นบังคับหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะภัยคุกคามจากปราณเพลิงหยาง เขาก็ไม่ทำแบบนั้นหรอก
“หึ ๆ !”
ผมกับหลิวเฉิงต่างก็อดไม่ได้ที่จะดูถูกเขา คำพูดพวกนี้เกรงว่าแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่เชื่อเลยมั้ง
ยังคงเป็นเหมือนเดิม พอเขากับหลิวเฉิงมาอยู่ด้วยกัน ก็เริ่มเปิดศึกฝีปากเถียงกันฉอด ๆ ทันที
สุดท้าย จางเทียนหลิงก็ขอให้พวกเราไปเยี่ยมเยียนตระกูลหยวนด้วยกันพรุ่งนี้ เพื่อไปพบกับคู่หมั้นที่ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนของเขา
หลิวเฉิงมองหน้าผมแวบหนึ่ง แล้วบอกว่าผมกับเขาคงไม่สะดวกไป
“ทำไมล่ะ?” จางเทียนหลิงแสดงความไม่เข้าใจ
นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็บอกไปว่าระหว่างผมกับปู่ และตระกูลหยวน มีเรื่องบาดหมางกันอยู่นิดหน่อย ถึงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ถ้าไปก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำตัวกระอักกระอ่วน
หลิวเฉิงก็พยักหน้ารัว ๆ “ใช่ โดยเฉพาะไอ้คนที่ชื่อหยวนซวี่อะไรนั่น ตอนอยู่ที่เมืองเอกฉันกับหลงหยวนเคยสั่งสอนเขาไปรอบหนึ่ง การไปตระกูลหยวนก็เท่ากับรนหาที่ตายชัด ๆ”
พูดตามตรง เรื่องของหยวนซวี่ ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องหลักหรอก เพราะยังไงมันก็เป็นเรื่องของเด็กรุ่นหลัง ที่สำคัญคือเรื่องของปู่กับหยวนหนานหรงแห่งตระกูลหยวนในตอนนั้นมากกว่า
ตอนนั้น สาเหตุหลักที่หยวนซวี่ถูกโจวเจียงยุยงปลุกปั่นได้สำเร็จ ก็เพราะปู่ของผมสมัยหนุ่ม ๆ เคยเอาชนะหยวนหนานหรงปู่ของหยวนซวี่ได้ ทำให้หยวนหนานหรงรู้สึกพ่ายแพ้ในใจ จนสุดท้ายก็ตรอมใจตาย
หลังจากรับรู้เรื่องราว จางเทียนหลิงกลับตบหน้าอกรับประกัน ว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเลย
“การประลองฝีมือระหว่างเด็กรุ่นหลังอย่างเรา ตระกูลหยวนไม่มีทางใจแคบขนาดนั้นหรอก ประกอบกับพวกนายไปเป็นเพื่อนฉัน มีฉันคอยไกล่เกลี่ยอยู่ตรงกลาง ก็ถือโอกาสนี้สลายความบาดหมางไปเลยก็แล้วกัน”
ผมยิ้ม ๆ เขาพูดซะง่ายเชียว
แต่ว่าตระกูลหยวนเป็นตระกูลซินแสฮวงจุ้ยที่มีชื่อเสียงในวงการผู้ใช้อาคม ผมยังไม่เคยสัมผัสกับตระกูลซินแสฮวงจุ้ยในวงการมาก่อน ก็อยากจะไปเปิดหูเปิดตาดูสักครั้งเหมือนกัน
แถมยังสามารถหยั่งเชิงดูท่าทีของตระกูลหยวนที่มีต่อเรื่องของปู่กับหยวนหนานหรงในตอนนั้นด้วย ถ้าตระกูลหยวนยังเอาเรื่องนี้มาเล่นงานผม ก็แสดงว่าตระกูลหยวนมีดีแค่นี้ ไม่คู่ควรกับชื่อเสียงของตระกูลซินแสฮวงจุ้ยเลย
ภายใต้การตื๊ออย่างหนักของจางเทียนหลิง ผมก็พยักหน้ารับปากว่าจะไปเป็นเพื่อนเขาสักรอบ
“ฮ่า ๆ ดี นี่สิถึงจะเรียกว่าพี่น้อง” จางเทียนหลิงเผยรอยยิ้มอย่างพอใจ จากนั้นก็ทำหน้าขรึม “วางใจเถอะ ถ้าพวกเขาสร้างความลำบากให้พวกนาย อย่างมากงานแต่งนี้ฉันก็ไม่แต่งแล้ว”
หลิวเฉิงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “นายก็ขี้โม้ไปเรื่อย ตั้งแต่ได้ยินนายบอกว่ามีคู่หมั้น ก็ยังไม่เห็นรอยยิ้มบนหน้านายหุบลงเลยสักครั้ง”
“ฉันพูดจริงนะ ใครใช้ให้พวกนายสองคนเป็นพี่น้องที่จางเทียนหลิงคนนี้ยอมรับเพียงกลุ่มเดียวล่ะ อิจฉาพวกนายจริง ๆ ที่มีพี่น้องที่พร้อมจะทุ่มเทให้แบบฉันเนี่ย” จางเทียนหลิงชมตัวเองอย่างไม่กระดากอายเลยสักนิด
จ้าวอี้เฟยที่อยู่ข้าง ๆ มีสีหน้ารู้สึกผิด เธอบอกว่าเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนร่วมงาน พรุ่งนี้อาจจะต้องเข้าไปที่บริษัท ไม่สามารถไปเป็นเพื่อนพวกเราได้
จางเทียนหลิงบอกว่าไม่เป็นไร มีแค่ผมกับหลิวเฉิงไปเป็นเพื่อนก็พอ
พอกลับมาถึงโรงแรม ผมก็ให้จ้าวอี้เฟยกลับห้องไปพักผ่อน จากนั้นก็มาที่ห้องของหลิวเฉิงกับจางเทียนหลิง เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้จางเทียนหลิง รักษาปราณเพลิงหยางของเขา
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราสามคนก็ออกเดินทางจากโรงแรม ตามที่อยู่ที่อาจารย์ของจางเทียนหลิงให้มา จนกระทั่งมาถึงหน้าประตูใหญ่ของตระกูลหยวน
ตระกูลหยวนตั้งอยู่ในคฤหาสน์แห่งหนึ่งบริเวณชานเมือง พื้นที่กว้างขวางมาก ว่ากันว่าภูเขาสองสามลูกในละแวกนั้นรวมถึงที่ดินอีกหลายแปลงล้วนเป็นของตระกูลหยวน
ในเมื่อเป็นตระกูลซินแสฮวงจุ้ย ทำเลฮวงจุ้ยของคฤหาสน์ตระกูลหยวนย่อมต้องดีเยี่ยมจนไม่มีที่ติ
ตรงทางเข้าคฤหาสน์ยังมีสิงโตหินพิทักษ์บ้านขนาดมหึมาที่แกะสลักได้อย่างสมจริงและดูน่าเกรงขามตั้งอยู่สองตัว
“สมกับที่เป็นตระกูลซินแสฮวงจุ้ยชื่อดังในวงการผู้ใช้อาคม ที่อยู่ช่างโอ่อ่าหรูหราจริง ๆ” หลิวเฉิงอดพูดไม่ได้
แต่ที่แปลกก็คือ ตรงทางเข้าคฤหาสน์ไม่มีคนอยู่เลยสักคน ดูแปลกพิกล
“นักพรตลามก ดูท่าว่าที่ลูกเขยอย่างนายจะไม่ค่อยได้รับความสำคัญเท่าไหร่นะ ตระกูลหยวนถึงไม่มีแม้แต่คนมาคอยต้อนรับนายเลย” หลิวเฉิงฉวยโอกาสหยอกล้อจางเทียนหลิง
จางเทียนหลิงกลับยิ้มบาง ๆ บอกว่าเขาไม่เข้าใจ นี่คือบททดสอบที่ตระกูลหยวนมีต่อตัวเองต่างหาก
“อาจารย์ของฉันบอกไว้ว่า มีแค่ฉันที่สามารถเดินทางเข้าไปถึงเรือนพักของตระกูลหยวนภายในคฤหาสน์ได้อย่างราบรื่น ตระกูลหยวนถึงจะยอมรับว่าที่ลูกเขยอย่างฉันอย่างแท้จริง”
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงเอาแต่รบเร้าให้พวกเรามาเป็นเพื่อน ที่แท้ก็กังวลว่ามาคนเดียวแล้วจะไม่ผ่านบททดสอบของตระกูลหยวนนี่เอง
แถมตระกูลหยวนยังเป็นตระกูลซินแสฮวงจุ้ย บททดสอบที่วางไว้น่าจะเกี่ยวข้องกับฮวงจุ้ย การให้ผมมาช่วยเขาถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว
จางเทียนหลิงไอ้นักพรตลามกนี่ เล่ห์เหลี่ยมเยอะนักนะ
“นักพรตลามก แผนการของนายช่างแยบยลจริง ๆ นะ” ผมหรี่ตา ส่งยิ้มให้เขา
พอรู้ว่าผมเดาความคิดของเขาออก จางเทียนหลิงก็ยิ้มเจื่อน ๆ “เป็นพี่เป็นน้องกัน ฉันรู้ว่านายต้องช่วยฉันแน่ ๆ”