- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 436 รองเท้าส้นสูงสีแดง
บทที่ 436 รองเท้าส้นสูงสีแดง
บทที่ 436 รองเท้าส้นสูงสีแดง
ตื่นมากลางดึก จู่ ๆ ก็มีคนมายืนอยู่ข้างเตียง เชื่อว่าไม่ว่าใครก็คงตกใจแทบตายกันทั้งนั้น
ตอนนั้น เมิ่งเยวี่ยซินตกใจจนกรีดร้องลั่น สะดุ้งลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันที รู้สึกเหมือนหัวใจจะกระดอนออกมานอกปาก
ไม่นาน เธอก็พบว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหลัวเวยรูมเมตของเธอนั่นเอง
เห็นเพียงหลัวเวยสวมชุดเดรสสุดหรู ที่เท้าสวมรองเท้าส้นสูงสีแดงคู่นั้น ใบหน้าขาวซีดราวกับพอกแป้งไว้อย่างหนาเตอะ ส่วนริมฝีปากทาลิปสติกสีแดงสด
บนใบหน้าที่ขาวจนน่ากลัวนั้น มันดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก
“หลัว... หลัวเวย ดึกดื่นไม่หลับไม่นอน เธอเข้ามาจ้องฉันในห้องทำไม?” เมิ่งเยวี่ยซินหวาดกลัวอยู่ลึก ๆ แต่ก็ยังฝืนทำใจดีสู้เสือถามออกไป
ทว่าหลัวเวยไม่ตอบคำถามเธอ เพียงแค่ยกมุมปากยิ้มอย่างน่าขนลุก แล้วยืนจ้องเธอเงียบ ๆ
เวลานี้ เมิ่งเยวี่ยซินถึงเพิ่งพบว่า หลัวเวยที่อยู่ตรงหน้าให้ความรู้สึกแปลกหน้ามาก ไม่เหมือนหลัวเวยคนเดิมเลยสักนิด
ถูกหลัวเวยจ้องมองอย่างน่าขนลุกแบบนี้ แผ่นหลังของเมิ่งเยวี่ยซินก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬตั้งนานแล้ว เธอตัวสั่นเทาพลางคลำหาโทรศัพท์มือถือใต้หมอน
และในตอนนั้นเอง หลัวเวยที่เอาแต่จ้องมองเธอก็ขยับตัว หันหลังเดินตัวแข็งทื่อออกไปนอกห้อง จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงหลัวเวยเดินกลับไปห้องฝั่งตรงข้าม และปิดประตูลง
แม้หลัวเวยจะไปแล้ว แต่ความกลัวของเมิ่งเยวี่ยซินกลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย เธอนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มโดยไม่ได้หลับตาทั้งคืน จนกระทั่งฟ้าสว่าง
“ตอนเช้า หลัวเวยตื่นมาเตรียมตัวไปทำงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันคาดคั้นถามเธอว่าเมื่อคืนเข้ามาหลอกฉันในห้องทำไม แต่เธอกลับขมวดคิ้วบอกว่าเปล่า แถมยังหาว่าฉันเป็นประสาทอีก” เมิ่งเยวี่ยซินเล่าไปพลาง ริมฝีปากก็สั่นระริก เห็นได้ชัดว่ายังคงหวาดผวากับความทรงจำอันน่ากลัวเหล่านั้นอยู่
จ้าวอี้เฟยมองหน้าผมแวบหนึ่ง แล้วหันไปปลอบเมิ่งเยวี่ยซิน บอกเธอว่าไม่ต้องกลัว
จากนั้น เมิ่งเยวี่ยซินก็บอกพวกเราว่าไม่ใช่แค่นั้น เธอยังรู้สึกว่าตั้งแต่หลัวเวยซื้อรองเท้าส้นสูงสีแดงคู่นั้นมา บางครั้งก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ตอนกลางคืนนอกจากจะแต่งหน้าจัดแล้ว ยังมักจะโทรหาผู้ชาย พูดจาเกี้ยวพาราสีอย่างโจ่งแจ้ง
“อี้เฟย เธอก็รู้จักหลัวเวยนี่นา เมื่อก่อนเธอไม่ได้เป็นแบบนี้นะ ถึงจะไม่ได้เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ แต่ก็ไม่ทำตัวแบบนี้แน่” เมิ่งเยวี่ยซินเริ่มขอบตาแดง ทั้งเป็นห่วงและหวาดกลัว “ฉันทะเลาะกับเธอเรื่องนี้ไปหลายครั้ง บอกให้เธอทิ้งรองเท้าส้นสูงสีแดงคู่นั้นไปซะ แต่เธอก็ไม่ฟังเลย แถมยังหาว่าฉันอิจฉา อิจฉาที่แฟนเธอซื้อรองเท้าส้นสูงสีแดงคู่นั้นให้”
ผมสงสัย เลยถามเธอว่าก่อนหน้านี้บอกว่ารองเท้าส้นสูงสีแดงคู่นั้นหลัวเวยสั่งซื้อทางเน็ตมาไม่ใช่เหรอ
เมิ่งเยวี่ยซินบอกว่ารองเท้าส้นสูงแฟนของหลัวเวยซื้อให้จริง ๆ เพียงแต่ทั้งสองคนอยู่คนละที่ แฟนของหลัวเวยเลยใส่ที่อยู่ผู้รับเป็นบ้านเช่าของหลัวเวยกับเธอโดยตรง
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ผมเข้าใจแล้ว
จากคำบอกเล่าของเมิ่งเยวี่ยซินในตอนนี้ รองเท้าส้นสูงสีแดงของหลัวเวยมีปัญหามากแน่ ๆ ประกอบกับไอหยินจาง ๆ ที่ติดอยู่บนตัวเธอ สถานการณ์ไม่น่าจะผิดไปจากที่คิด
“หลี่หลงหยวน หรือว่าจะเป็น...” จ้าวอี้เฟยเผยสีหน้ากังวล มองมาทางผม
ผมพยักหน้า “น่าจะเป็นวิญญาณอาละวาดนั่นแหละ”
“พวกเธอสองคนหมายความว่ามีผีเหรอ?” เมิ่งเยวี่ยซินได้สติ ร้องถามด้วยความตกใจ
จ้าวอี้เฟยบอกกับเธอว่า ถึงแม้ยากที่จะเชื่อ แต่บนโลกนี้มีวิญญาณอยู่จริง ๆ ผมกับเธอเคยเจอมาแล้วหลายครั้ง
“แล้วจะทำยังไงดี หลัวเวยจะมีอันตรายไหม?” เมิ่งเยวี่ยซินเริ่มเป็นห่วงหลัวเวยขึ้นมา
ในเมื่อเจอเรื่องนี้เข้าแล้ว ผมก็คงปล่อยผ่านไปไม่ได้ จึงให้เมิ่งเยวี่ยซินพาผมกับจ้าวอี้เฟยไปดูที่บ้านเช่าของเธอกับหลัวเวย
พอเช็กบิลเสร็จ พวกเราก็เรียกแท็กซี่ตรงไปที่บ้านเช่าของทั้งสองคนทันที
ยังไม่ทันได้เข้าบ้าน ผมก็สัมผัสได้ถึงไอหยินภายในบ้านเช่า
“ในบ้านมีไอหยิน” จ้าวอี้เฟยก็สัมผัสได้เช่นกัน
มือที่ถือกุญแจของเมิ่งเยวี่ยซินสั่นเทา ไม่ยอมเปิดประตูบ้านสักที
“อี้เฟย ฉันกลัว!” ใบหน้าของเธอซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก หันกลับมาพูดกับพวกเราสองคน
ผมบอกเธอว่าไม่ต้องกลัว ดูจากไอหยินที่หลงเหลืออยู่ วิญญาณตนนี้ไม่ได้ร้ายกาจอะไร พวกเราไม่เป็นไรหรอก
จ้าวอี้เฟยก็บอกให้เธอเชื่อใจผม เมิ่งเยวี่ยซินถึงได้ยอมเปิดประตูบ้าน
บ้านเช่าไม่ได้ใหญ่นัก เป็นแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นพร้อมห้องครัวและห้องน้ำตามปกติ ภายในบ้านมีไอหยินหลงเหลืออยู่เต็มไปหมด
หาในตู้รองเท้าตรงทางเข้าอยู่ครู่หนึ่ง เมิ่งเยวี่ยซินก็บอกพวกเราว่าหาตามรองเท้าส้นสูงสีแดงคู่นั้นไม่เจอ
“สงสัยหลัวเวยจะใส่ไปแล้วล่ะ พวกเรารอเธออยู่ที่บ้านนี่แหละ” ผมเอ่ยปากบอก
ว่าแล้ว พวกเราก็รออยู่ที่ห้องนั่งเล่นในบ้านเช่าจนถึงช่วงพลบค่ำ จากนั้นก็ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงเดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ตามด้วยเสียงเปิดประตู
หลัวเวยเดินเข้ามาในบ้าน พอเห็นพวกเราอยู่ในห้องนั่งเล่นก็ชะงักไปนิดหนึ่ง
“อี้เฟย พวกเธอมาได้ยังไง แล้วผู้ชายคนนี้คือ?” หลัวเวยมองผมด้วยความสงสัย
ผมสังเกตเห็นว่าทั่วร่างของหลัวเวยแผ่ไอหยินออกมาหนาแน่นมาก โดยเฉพาะรองเท้าส้นสูงสีแดงที่เธอสวมใส่อยู่ตอนนี้ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เห็นได้ชัดว่านั่นคือต้นตอของไอหยิน
จ้าวอี้เฟยคงจะเห็นไอหยินที่แผ่ออกมาจากตัวหลัวเวยแล้วเหมือนกัน ถึงได้เอามือปิดปากพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“สวัสดีครับ ผมเป็นแฟนของอี้เฟย ชื่อหลี่หลงหยวน” ผมเลยต้องเอ่ยปากแนะนำตัวเอง
หลัวเวยทำหน้าบางอ้อ พยักหน้าทักทายผม “อ๋อ สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะ”
จากนั้นเธอก็หันไปถามเมิ่งเยวี่ยซินว่า จะพาพวกเรามาทำไมไม่บอกล่วงหน้า ห้องรกขนาดนี้ ยังไม่ได้เก็บกวาดเลย
“เวยเวย เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” เมิ่งเยวี่ยซินถามด้วยความประหม่าสุดขีด
หลัวเวยที่เพิ่งจะวางกระเป๋าสะพายลงขมวดคิ้วทันที เผยสีหน้าไม่พอใจ “เธอคงไม่ได้จะพูดเรื่องเพ้อเจ้อพวกนั้นอีกหรอกนะ ถ้าใช่ ฉันขอแนะนำว่าอย่าพูดดีกว่า ฉันไม่อยากทะเลาะกับเธอต่อหน้าพวกอี้เฟย”
“ฉัน...” คำพูดของเธอทำเอาเมิ่งเยวี่ยซินพูดไม่ออก
ได้เห็นรองเท้าส้นสูงสีแดงบนเท้าของหลัวเวยกับตาตัวเอง เรื่องนี้ก็แทบจะฟันธงได้แล้ว ผมไม่อยากเสียเวลาอีก จึงพูดเสียงเย็น “ไม่ต้องซ่อนแล้ว เผยตัวออกมาเถอะ”
“คุณพูดถึงใครคะ?” หลัวเวยมองผมอย่างไม่เข้าใจ
“ผมบอกให้มันเผยตัวออกมา” พูดจบ ผมก็ชี้ไปที่รองเท้าส้นสูงที่เท้าของเธอ
หลัวเวยก้มลงมองที่เท้าตัวเอง จากนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะน่าขนลุกออกมา ทำเอาเมิ่งเยวี่ยซินตกใจจนต้องรีบมุดเข้าไปหลบในอ้อมกอดของจ้าวอี้เฟย
ต่อจากนั้น หลัวเวยก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น แต่ใบหน้ากลับไม่ใช่ใบหน้าของหลัวเวยอีกต่อไป แต่เป็นใบหน้าของผู้หญิงแปลกหน้าอีกคน ดูอายุประมาณสามสิบกว่าปี
“อยากเดตกับฉันเหรอคะ?” ผู้หญิงคนนั้นยิ้มอย่างน่าสยดสยอง แล้วพูดกับผม
ผมแค่นเสียงเย็นในลำคอ เตือนให้เธอรีบไสหัวไปดี ๆ อย่ามาตามรังควานหลัวเวยอีก
“แส่ไม่เข้าเรื่อง หล่อนพาฉันกลับมาเอง แล้วตอนนี้คิดจะไล่ฉันไปงั้นเหรอ?” ผีสาวเสียงเกรี้ยวกราด ตวาดลั่น
รองเท้าส้นสูงคู่นี้มีปัญหาจริง ๆ แต่หลัวเวยไม่รู้เรื่อง
“ไปซะเถอะ วนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์ไม่มีผลดีกับเธอหรอก มีแต่จะทำร้ายคนอื่นและตัวเองเปล่า ๆ”
“หุบปากไปซะ!”
ผีสาวตวาดลั่น ก่อนพุ่งออกจากร่างของหลัวเวย กลายเป็นเงาผีสายหนึ่งพุ่งเข้ามาทางพวกเรา
เมิ่งเยวี่ยซินที่หลบอยู่ในอ้อมกอดจ้าวอี้เฟย กรีดร้องด้วยความตกใจ ขาอ่อนจนยืนไม่อยู่
ถ้าไม่ได้จ้าวอี้เฟยช่วยพยุงไว้ เธอคงลงไปกองกับพื้นนานแล้ว
“พูดดี ๆ ไม่ชอบ ชอบให้ใช้กำลังสินะ!” แววตาผมแข็งกร้าว ซัดฝ่ามือใส่เงาผีที่พุ่งเข้ามาทันที