- หน้าแรก
- เดี๋ยวก่อน นี่น่ะเหรอระบบประเมินรถยนต์
- บทที่ 110 - คนจริงใจป้ำ! (ฟรี)
บทที่ 110 - คนจริงใจป้ำ! (ฟรี)
บทที่ 110 - คนจริงใจป้ำ! (ฟรี)
บทที่ 110 - คนจริงใจป้ำ!
ความหงุดหงิดนิดๆ ในใจของสวีปินก่อนหน้านี้ที่มีต่อท่าทีของหลัวเจี้ยน ปลิวหายไปในพริบตา
สวีปินไม่ถือสากับน้ำเสียงกระด้างของหลัวเจี้ยน ไม่ถือสากับพฤติกรรมขวานผ่าซากของเขาเลย
ไม่ถือ!
ไม่ถือสาเลยสักนิด!
คนจ่ายเงินก็คือเสี่ยนั่นแหละ
เสี่ยนิสัยเป็นแบบนี้ แล้วมันจะทำไมล่ะ?!
เสี่ยแกชอบใช้เงินพูดแทนอยู่แล้วไง!!
สวีปินรีบล้วงสมาร์ตโฟนออกจากกระเป๋ากางเกง กดเปิดคิวอาร์โค้ดรับเงินของตัวเอง แล้วยื่นส่งให้
ที่จริงในใจเขาก็แอบหวั่นๆ อยู่เหมือนกัน
ไม่รู้ว่า "ค่าวิเคราะห์อาการ" ของเขาบวกกับค่าซ่อมของช่างหลิวในครั้งนี้ จะเรียกเก็บเงินได้เท่าไหร่
เขาก็ขี้เกียจจะเสนอราคาเอง งานแบบนี้มันตั้งราคาลำบากอยู่แล้ว
บอกมากไปหรือน้อยไปก็ดูไม่ดีทั้งนั้น
สู้รอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากถามก่อน หรือรอดูว่าคนกลางอย่างเฉินหมิงจะว่ายังไงดีกว่า
สวีปินรู้อยู่เต็มอกว่า การมาครั้งนี้ เรื่องเงินน่ะเรื่องรอง เรื่องสำคัญคือการทำให้เฉินหมิงติดหนี้บุญคุณต่างหาก
...
ใครจะไปรู้ว่าหลัวเจี้ยนไม่แม้แต่จะเอ่ยปากถาม
เสี่ยแกสายเปย์อยู่แล้ว
พอเห็นคิวอาร์โค้ดที่สวีปินยื่นมาตรงหน้า เขาก็ยกมือถือตัวเองขึ้นมาสแกนคิวอาร์โค้ดปุ๊บ เสียง "ติ๊ด" ก็ดังขึ้นทันที
นิ้วรัวจิ้มหน้าจออย่างรวดเร็วสองสามที แล้วก็เก็บมือถือ
สวีปินก้มมองหน้าจอมือถือตัวเอง
มีตัวเลขเด้งขึ้นมาบนหน้าจอ
เขาจ้องตัวเลขชุดนั้น ตาเบิกกว้าง ปากอ้าค้างเล็กน้อย
หน่วย, สิบ, ร้อย, พัน, หมื่น...
เชี่ย?!
คุณพระช่วยกล้วยทอด
นึกว่าตัวเองตาฝาด เขานับหลักตัวเลขอีกรอบ
ไม่ผิดแน่
มันคือตัวเลขนี้แหละ
สีหน้าของสวีปินเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ความนิ่งเฉยบนใบหน้าพังทลายลงในพริบตา
จากความตกตะลึงกลายเป็นความดีใจสุดขีด
ในที่สุดบนใบหน้าของสวีปินก็มีรอยยิ้มแฉ่งแห่งความสุข
เขาเงยหน้าขึ้นมองหลัวเจี้ยน
มองแผ่นหลังของหลัวเจี้ยนที่กำลังเดินไปหาเฉินหมิง วินาทีนี้ แผ่นหลังนั้นช่างดูยิ่งใหญ่ สูงส่ง และน่ามองซะเหลือเกินในสายตาของเขา
เข้าใจผิดไปแล้ว เมื่อกี้เราเข้าใจผิดไปจริงๆ!
ฉัน สวีปิน มองคุณชายหลัวผิดไปซะแล้ว!
ก่อนหน้านี้หลัวเจี้ยนไม่เห็นหัวเขาเรอะ?
ไม่เห็นหัวที่ไหนกันเล่า คุณชายหลัวสุดหล่อแค่เป็นคนแบบนี้ เกิดมาก็ขรึมๆ เย็นชา พูดไม่ค่อยเก่งต่างหาก!
ก็แค่เพราะรถสุดที่รักพังจนหงุดหงิด จะไปมีอารมณ์มาทักทายปราศรัยกับคนแปลกหน้าได้ยังไง!
ลองเป็นคนอื่นดูสิ ถ้ารถคู่ใจเป็น "โรคจิตเภทเป็นพักๆ" แบบนี้ ใครจะไปอารมณ์ดีลง?!
สวีปินขอประกาศว่าเข้าใจอย่างสุดซึ้ง เข้าใจล้านเปอร์เซ็นต์!
นี่แหละคือการแสดงออกของคนจริงใจ!
ไม่เสแสร้ง! ไม่เฟก!
ส่วนเรื่องที่ก่อนหน้านี้หลัวเจี้ยนไม่แจกบุหรี่ให้เขาน่ะเหรอ?
แฮ่มๆ...
อันนั้น...
ใครๆ ก็รู้ว่าฉันเป็นเยาวชนคนดีศรีสังคมมาตั้งแต่เด็ก ไม่ถนัดและไม่ชอบสูบบุหรี่อยู่แล้ว
สูบบุหรี่ทำลายสุขภาพนะจะบอกให้
เขาหลีกเลี่ยงของพวกนี้มาตลอด ไม่เคยเอาตัวไปยุ่งเกี่ยวกับพฤติกรรมแย่ๆ พวกนี้เลย
หลัวเจี้ยนไม่แจกบุหรี่ให้ก็ดีแล้ว เขาจะได้ไม่ต้องหาข้ออ้างปฏิเสธให้วุ่นวาย
คุณชายหลัวช่างเอาใจใส่!
ช่างละเอียดอ่อน!
ช่างแคร์ความรู้สึกคนไม่สูบบุหรี่อย่างเขา!
สวีปินคนนี้เป็นคนใจแคบคิดเล็กคิดน้อยงั้นเหรอ?!
เป็นคนที่จะเก็บเอาเรื่องยิบย่อยอย่างการแจกบุหรี่มาใส่ใจงั้นเหรอ?!
ไม่!
ไม่มีทาง!
สวีปินคนนี้เป็นคนใจกว้าง วิสัยทัศน์กว้างไกล สนใจแต่แก่นแท้และผลลัพธ์ของงานเท่านั้น!
อย่างเช่น ค่าวิเคราะห์และซ่อมรถก้อนโตที่เต็มไปด้วยความจริงใจที่เพิ่งโอนเข้าบัญชีมาตะกี้นี้ไง
นี่แหละคือผลลัพธ์ที่ดีที่สุด การยอมรับในระดับแก่นแท้ที่สุด!
คุณชายหลัว เป็นคนดีจริงๆ!
คุณชายหลัว ช่างเป็นคนเปิดเผยสปอร์ตๆ จริงใจป้ำ!
วันหลังถ้ารถมีปัญหาอะไรอีก เรียกใช้บริการลูกพี่ปินได้ตลอดเลยน้า!
เดี๋ยวพี่ปินลดให้สิบเปอร์เซ็นต์เลยเอ้า~~~
...
หลังจากหลัวเจี้ยนโอนค่าซ่อมรถก้อนโตอย่างใจป้ำเสร็จ เขาก็เดินไปพยักหน้าให้เฉินหมิง
น้ำเสียงสบายๆ แต่แฝงความเกรงใจนิดๆ
"ขอบคุณครับ พี่เฉิน"
"โอย จะขอบคุณทำไมกัน เรื่องแค่นี้เอง!"
เฉินหมิงรีบโบกมือเป็นพัลวัน ยิ้มหน้าบาน
"เสี่ยวเจี้ยนเกรงใจไปแล้ว! พวกเราคนกันเองไม่ต้องพูดงี้หรอก!"
"ครับ งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะ"
พูดจบ หลัวเจี้ยนก็เอื้อมมือไปตบไหล่เฉินหมิงเบาๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
"อ้อ กลับไปผมจะบอกพ่อให้ ว่าวันนี้พี่ช่วยได้เยอะเลย"
"ยินดีครับยินดี! ได้ช่วยแก้ปัญหาให้เจ้านาย ถือเป็นหน้าที่ผมอยู่แล้ว!"
เฉินหมิงได้ยินประโยคนี้ ตาเป็นประกายปิ๊ง หลังก็ค้อมลงไปอีกนิดโดยไม่รู้ตัว
"เสี่ยวเจี้ยน วันหลังถ้ามีปัญหาอะไร หรือมีเรื่องอะไรให้พี่ช่วยได้ โทรหาพี่ได้ตลอดเลยนะ!"
"มือถือพี่เปิดไว้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เรียกปุ๊บมาปั๊บ!"
เขาพูดไปพลางซอยเท้าเดินตามหลัวเจี้ยนไปพลาง ทั้งคู่เดินไปที่รถ Giulia ที่กลับมา "ฟื้นคืนชีพเต็มร้อย" แล้ว
เฉินหมิงเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว แอบมีความกระตือรือร้นประจบประแจงแบบ "ลูกน้องรู้ใจ" อยู่ในที เขาชิงเปิดประตูฝั่งคนขับให้ก่อนที่หลัวเจี้ยนจะลงมือเองซะอีก
แถมยังเอามืออีกข้างคอยบังขอบประตูไว้ ให้หลัวเจี้ยนมุดตัวเข้าไปนั่งได้แบบไม่ต้องกลัวหัวโขก
ท่าทางมืออาชีพและบริการดีเยี่ยมยิ่งกว่าเด็กรับรถของโรงแรมหรูซะอีก
พอหลัวเจี้ยนเข้าไปนั่งฝั่งคนขับเรียบร้อย เฉินหมิงก็ปิดประตูรถให้เบาๆ
หลัวเจี้ยนสตาร์ตเครื่อง เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มทุ้มกังวานน่าฟัง
เขาลดกระจกฝั่งคนขับลง
มองเฉินหมิงที่ยังคงยืนค้อมตัวอยู่นอกรถ
เขาพยักหน้าให้อีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ขับรถออกไป
เฉินหมิงยังคงยืนอยู่กับที่ในท่าค้อมตัวเล็กน้อย ใบหน้าประดับรอยยิ้มแฉ่ง มองส่งรถจนลับสายตา
แถมยังยกมือขึ้นโบกหยอยๆ อย่างกระตือรือร้นอีกต่างหาก
ทั้งที่หลัวเจี้ยนคงไม่มีทางมองกระจกหลังหรอก
จนกระทั่งไฟท้ายรถ Giulia หายลับไปจากคลองจักษุ เขาถึงได้ยืดหลังตรง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ หุบลงบ้าง
เฉินหมิงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก แต่ในแววตายังคงปิดบังความดีใจและตื่นเต้นไว้ไม่มิด
...
สวีปินอาศัยจังหวะนี้เปิดแอป WeChat ค้นหาชื่อช่างเหยียนที่เพิ่งแอดกันไปเมื่อตอนบ่าย
กดเข้าไปในหน้าแชท
นิ้วรัวจิ้มหน้าจออย่างรวดเร็ว โอนเงินไปให้หนึ่งพันหยวน (ประมาณ 5,000 บาท)
ทำรายการเสร็จ สวีปินก็เดินเข้าไปหาช่างเหยียน
"ช่างเหยียน คืนนี้เหนื่อยหน่อยนะ ผมโอนค่าโอทีไปให้เล็กๆ น้อยๆ อย่ารังเกียจว่ามันน้อยเลยนะ"
ตอนนั้นช่างเหยียนกำลังนั่งยองๆ เก็บเครื่องมือข้างรถเข็นด้วยท่าทางหงอยๆ
เขาทำงานงกๆ มาทั้งวันแล้ว
อุตส่าห์คิดว่าจะได้เลิกงานกลับบ้านตามปกติ แต่ดันโดนสั่งให้อยู่ "ช่วยงาน" แถมยังโดนบังคับทำโอทีกะทันหันอีก
แล้วผลคืออะไรล่ะ?
ผลก็คือ หลัวเจี้ยนเจ้าของรถคันนั้นสแกนจ่ายเงินให้สวีปินเสร็จก็สะบัดตูดไปเลย ไม่แม้แต่จะชายตามองเขาสักนิด
คำว่า "ขอบคุณที่เหนื่อย" สักคำก็ไม่มี ยิ่งไม่ต้องพูดถึง "ค่าโอที" หรือ "ค่าเหนื่อย" หรอก
เขาไม่ได้อะไรติดมือมาสักแดงเดียว ในใจรู้สึกไม่สบอารมณ์สุดๆ
ช่างเหยียนรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนก้อนอิฐ ที่ตรงไหนต้องการก็ยกไปอุด พอกระเบื้องมุงเสร็จก็เตะทิ้ง
แต่เขาก็ไม่กล้าวีนแตก ยิ่งไม่กล้าบ่นกระปอดกระแปดให้ใครฟัง
ใครใช้ให้เขาเป็นแค่ลูกจ้างต๊อกต๋อยล่ะ เขาไม่มีปัญญาไปแหยมกับคนมีเส้นสายและอิทธิพลอย่างหลัวเจี้ยนอยู่แล้ว
ได้แต่ถอนหายใจ ยอมรับชะตากรรมไป
ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ มือถือจะดัง "ติ๊ง" ขึ้นมา แถมยังได้ยินประโยคที่สวีปินพูดตะกี้อีก
ช่างเหยียนถึงกับอึ้งไปเลย
เขาวางเครื่องมือในมือลง ล้วงมือถือออกมาอย่างงงๆ
ปลดล็อกหน้าจอดู
คิดไม่ถึงเลยจริงๆ
ว่าตัวเองจะยังได้รับค่าโอทีที่สวีปินโอนมาให้ด้วย
ได้รับค่าโอทีจากสวีปินมาอย่างเหนือความคาดหมาย ช่างเหยียนไม่คิดจะปฏิเสธเลยสักนิด
ความอึดอัดหงุดหงิดบนใบหน้าปลิวหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยสีหน้าตื่นเต้นและซาบซึ้งใจ
คนวงการเดียวกันอย่างสวีปินนี่แหละ ที่ดีกับเขาที่สุด!
ช่างเหยียนลุกพรวดเดินเข้าไปหาสวีปิน คว้ามือสวีปินมากุมไว้แน่น บีบแล้วเขย่าไม่หยุด
"เถ้าแก่สวี นี่... โอย ทำแบบนี้ผมก็เกรงใจแย่สิ!"
"คุณเกรงใจเกินไปแล้ว! เกรงใจเกินไปจริงๆ! นี่มันก็งานของผมอยู่แล้ว..."
"ช่างเหยียน อย่าพูดแบบนั้นสิ นี่มันเรื่องที่ผมสมควรทำอยู่แล้ว วันนี้พี่ก็เหนื่อยมาทั้งวัน แถมยังอุตส่าห์มาช่วยงานอีก"
"ถ้าไม่ได้ช่างเหยียนคอยช่วยประสานงาน เรื่องก็คงไม่จบลงง่ายๆ แบบนี้หรอก วันหลังถ้าว่างก็ติดต่อกันบ่อยๆ มาแลกเปลี่ยนความรู้กันนะ"
"ได้เลยๆ! เถ้าแก่สวี คุณนี่สุดยอดเพื่อนแท้จริงๆ! วันหลังถ้ามาเฉิงตูแล้วมีเรื่องอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ติดต่อผมมาได้เลยเต็มที่!"
สวีปินต้องการประโยคนี้จากปากช่างเหยียนนี่แหละ
ตรงสเปก!
...