- หน้าแรก
- พลิกชะตาซื่อจื่อสวะ ระบบลงทุนคืนกำไรขั้นเทพ ปั้นจักรพรรดินีสะท้านโลก
- บทที่ 4 ค่าใช้จ่ายของทุกคนในวันนี้...คุณชายหลี่เป็นเจ้ามือ!
บทที่ 4 ค่าใช้จ่ายของทุกคนในวันนี้...คุณชายหลี่เป็นเจ้ามือ!
บทที่ 4 ค่าใช้จ่ายของทุกคนในวันนี้...คุณชายหลี่เป็นเจ้ามือ!
หลี่อู๋เต้าถอนหายใจออกมา ก่อนหน้านี้เขายังประหลาดใจกับผลตอบแทนที่ได้จากหลี่ต้าเป่าอยู่เลย
แต่พอมาเทียบกับตอนนี้แล้ว ช่างห่างกันไกลลิบลิ่ว
โอสถระดับเสวียนขั้นเก้าจะนำมาเทียบกับคัมภีร์จักรพรรดิได้อย่างไร หลี่อู๋เต้าตัดสินใจอย่างเงียบงัน จะต้องหาทางสร้างสัมพันธ์อันดีกับเจ้าเด็กสาวเจียงชูหรานให้ได้
ช่างเป็นแหล่งทำเงินชั้นดี...เอ่อ ไม่ใช่สิ...
ขนแกะชั้นดีเช่นนี้หากไม่รีบขูดรีดให้เกลี้ยง พลาดโอกาสนี้ไปแล้วจะหาที่ไหนไม่ได้อีก
ไม่นานนัก....หลี่อู๋เต้าก็สงบสติอารมณ์ลงได้ ลองฝึกฝนเคล็ดวิชาจิตใจของจักรพรรดิยุทธ์
“ไม่รู้ว่าด้วยพรสวรรค์ของข้าในตอนนี้ เมื่อได้รับการเสริมส่งจากคัมภีร์จักรพรรดิแล้ว ผลลัพธ์ในการบำเพ็ญเพียรจะเป็นอย่างไร?”
เมื่อมีคัมภีร์จักรพรรดิแล้ว เขาย่อมไม่โง่พอที่จะไปฝึกวรยุทธ์ระดับหวงขั้นสูงเป็นแน่
สองชั่วยามครึ่งต่อมา ภายในร่างของหลี่อู๋เต้าพลันมีเสียงคำรามแผ่วเบา ตามด้วยกลิ่นอายแห่งยุทธ์ที่แผ่ออกมาจากผิวของเขา
ขอบเขตหลอมกายาขั้นต้น สำเร็จ หลี่อู๋เต้าประหลาดใจระคนสงสัย สูดลมหายใจเย็นเยือกเข้าปอดอย่างเงียบงัน
เขาเพียงแค่ลองฝึกฝนดูเท่านั้น ไม่คาดคิดว่าจะทะลวงผ่านได้
เท่าที่เขารู้ หลี่ต้าเป่าผู้มีพรสวรรค์แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลหลี่ตอนนี้ ใช้เวลาถึงสามเดือนเต็มในการทะลวงสู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นต้น
เพียงเท่านี้ ในสายตาของเหล่าผู้อาวุโสตระกูลหลี่ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว
แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับเจ้าของร่างเดิมที่ไร้ค่ามาตลอดสิบปีแล้วนั้น...ย่อมไม่อาจนำมาเปรียบกันได้
สองชั่วยาม จากที่ไม่มีพื้นฐานใดๆ สู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นต้น ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ แม้แต่นิกายเสวียนเทียนก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน
“อืม ไม่รู้ว่าเมื่อเทียบกับเด็กสาวผู้นั้นแล้ว ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของผู้ใดจะเร็วกว่ากัน?”
หลี่อู๋เต้าพลันเกิดความสงสัยขึ้นมา
ตอนนี้พรสวรรค์ของเขากับเจียงชูหรานใกล้เคียงกัน นางมีโชควาสนาและสายเลือดที่แข็งแกร่ง ส่วนเขาก็มีคัมภีร์จักรพรรดิคอยช่วยเหลือ ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส
ความคิดนี้แวบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หลี่อู๋เต้าไม่ได้หลงระเริงไปกับความยินดี เขากลับมาจมดิ่งอยู่กับการบำเพ็ญเพียรอย่างรวดเร็ว
หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวในโลกธุรกิจมาเกือบสิบปี สภาพจิตใจของเขาก็เหนือกว่าคนในวัยเดียวกันไปนานแล้ว ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ชอบเอาชนะคะคานไปแล้ว
หนึ่งคืนผ่านไปอย่างเงียบงัน
หลี่อู๋เต้าบำเพ็ญเพียรเกือบตลอดทั้งคืน งีบหลับไปเพียงชั่วครู่ระหว่างนั้น
รุ่งเช้าของวันถัดมา...
หลี่อู๋เต้าลืมตาขึ้น มุมปากเผยรอยยิ้มจางๆ
ขอบเขตหลอมกายาขั้นกลาง
เพียงแค่คืนเดียว ก็ทะลวงผ่านสองขอบเขตย่อย ดูท่าแล้ว การจะไปให้ทันการทดสอบเพื่อเข้านิกายเสวียนเทียนนั้นทันเวลาอย่างแน่นอน
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ก็ได้ยินเสียงครึกครื้นดังมาจากในตำหนัก
วันนี้คือวันที่ต้องออกเดินทางไปยังนิกายเสวียนเทียน
ศิษย์ตระกูลหลี่หลายคนผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นได้ขึ้นไปนั่งบนรถม้าเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับองครักษ์กลุ่มหนึ่งที่ติดตามไปด้วยเพื่อความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง
ในกลุ่มคน หลี่อู๋เต้าเห็นสาวใช้ของเขา นางงดงามบริสุทธิ์ดั่งดอกสุ่ยเซียนแรกแย้ม นางเป็นสาวใช้เพียงคนเดียวในตระกูลหลี่ที่กล้าเข้าร่วมการทดสอบ
ทว่า ในฐานะสาวใช้ เจียงชูหรานไม่มีสิทธิ์นั่งรถม้าคันเดียวกับศิษย์ตระกูลหลี่ ทำได้เพียงขี่ม้าคอยอารักขาอยู่ด้านข้างเช่นเดียวกับเหล่าองครักษ์ เด็กสาวก็เห็นหลี่อู๋เต้าเช่นกัน
แต่นางก็เบือนหน้าหนีไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ชาติก่อน คุณสมบัติของหลี่อู๋เต้านั้นธรรมดาสามัญ แม้แต่ประตูสายนอกก็ยังเข้าไปไม่ได้ เป็นได้เพียงศิษย์รับใช้
แม้จะเข้าร่วมการทดสอบ ก็เป็นเพียงการไปให้ครบพิธีเท่านั้น อนาคตย่อมไม่มีทางได้ข้องเกี่ยวกันอีก
หลี่อู๋เต้าไม่ได้สนใจท่าทีเย็นชาของสาวใช้น้อย เขาเดินเข้าไปเชิญชวนอย่างกระตือรือร้น พลางชี้ไปยังรถม้าหรูหราของตนเอง
ตอนแรกเจียงชูหรานปฏิเสธ แต่ภายใต้ “เล่ห์กลอันจริงใจ” ของหลี่อู๋เต้า นางก็ทำได้เพียงยอมพ่ายแพ้
อย่างไรเสียนางก็เป็นเพียงสตรีร่างบาง การเดินทางไปยังนิกายเสวียนเทียนครั้งนี้เป็นระยะทางหลายหมื่นลี้ การเดินทางอันยาวไกลย่อมลำบากยิ่งนัก
ภายในรถม้าไม่เพียงแต่กว้างขวาง แต่ยังสะดวกสบาย ไม่ต้องทนกับลมและแดด
มีเวลาเช่นนี้ ยังสามารถใช้เวลาว่างบำเพ็ญเพียรได้อีก เหตุใดจะไม่ทำเล่า?
และเป็นเช่นนี้เอง ท่ามกลางสายตาอิจฉาของเหล่าองครักษ์ตระกูลหลี่ เจียงชูหรานก็ได้เข้าไปนั่งในรถม้าของหลี่อู๋เต้า
ภายในรถม้า...เด็กสาวนั่งอยู่มุมหนึ่งที่ห่างไกลออกไป กอดอกหลับตาลง ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายของความห่างเหินออกมา ราวกับมีคำว่า ‘อย่ามายุ่งกับข้า’ เขียนติดไว้บนใบหน้า
เดิมทีหลี่อู๋เต้าคิดจะพูดคุยกับสาวใช้น้อยสักหน่อย แต่เมื่อเห็นเช่นนี้ก็ทำได้เพียงล้มเลิกความคิดไปอย่างจนใจ
“เชอะ ทำเป็นหยิ่งไปได้...สายเลือดชิงหลวน ราศีแห่งมหาจักรพรรดินีแล้วมันวิเศษนักรึไง?” หลี่อู๋เต้าเบ้ปาก บ่นพึมพำในใจ
หรือว่าธิดาแห่งสวรรค์จะสามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้งั้นรึ? อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ดูเหมือนว่า...จะทำได้จริงๆ เสียด้วย!
อัจฉริยะประเภทนี้แม้จะตกอยู่ในอันตราย ใกล้จะถึงความตาย ก็ยังสามารถเกิดใหม่ดั่งนิพพานได้ เป็นดั่งแมลงสาบที่ฆ่าไม่ตายโดยแท้
ช่างเถิด ตอนนี้ยังไม่สามารถไปยุ่งกับคุณหนูท่านนี้ได้ แต่จะปล่อยไปเฉยๆ ก็ไม่ได้เช่นกัน
รอจนวันที่คุณชายผู้นี้บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จแล้ว เจ้าอย่าให้ข้าจับได้ก็แล้วกัน...
หลี่อู๋เต้าหมายมาดในใจอย่างดุดัน ความขุ่นเคืองผุดขึ้นมาเพียงชั่วครู่แล้วก็จางหายไป
เมื่อเขามองไปยังเจียงชูหรานอีกครั้ง ก็พบว่าเด็กสาวนั่งขัดสมาธิ เข้าสู่สภาวะบำเพ็ญเพียรไปแล้ว
ให้ตายสิ พรสวรรค์ก็เป็นถึงระดับอสูรร้ายอยู่แล้ว ยังขยันหมั่นเพียรถึงเพียงนี้ แล้วจะให้คนอื่นมีที่ยืนได้อย่างไร?
หลี่อู๋เต้าก็ตั้งสติกลับมา เริ่มบำเพ็ญเพียรเช่นกัน
เมื่อมีระบบอยู่ในมือ หากเขากลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นั่นคงเป็นเรื่องน่าอัปยศเกินไปแล้ว
“หืม?” อาจจะเพราะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เจียงชูหรานจึงลืมตาขึ้นกวาดมองเขาแวบหนึ่ง ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
ในความทรงจำของนาง ซื่อจื่อผู้เป็นสุนัขรับใช้ผู้นี้มีพรสวรรค์ธรรมดาสามัญ ไม่เคยเห็นเขาบำเพ็ญเพียรเลย
เหตุใดวันนี้จึงนึกอยากจะบำเพ็ญเพียรขึ้นมา...
หรือจะเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ หรือว่าเป็นการเตรียมตัวในนาทีสุดท้าย? ทว่า นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ชาติก่อน หลี่อู๋เต้าเป็นเพียงศิษย์รับใช้ ผลลัพธ์ย่อมไม่เปลี่ยนแปลง
เจียงชูหรานละสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว ตั้งใจบำเพ็ญเพียรต่อไป
เหมือนกับที่ซุนเชี่ยนเคยพูดกับหลี่อู๋เต้า พวกเขาไม่ใช่คนจากโลกเดียวกัน สุดท้ายก็เป็นเพียงคนผ่านทาง
.......
ราตรีกำลังจะมาเยือน
หลังจากการเดินทางอันยาวไกลมาตลอดทั้งวัน ทุกคนก็รีบเข้าเมืองก่อนที่ประตูเมืองจะปิดลง
หลายคนรู้สึกโล่งใจ หากมาช้ากว่านี้สักชั่วถ้วยชา คืนนี้คงต้องนอนค้างแรมกลางป่าเป็นแน่
หลี่อู๋เต้ามองไปยังสาวใช้น้อยที่กำลังหลับตาพักผ่อนด้วยแววตาประหลาด
สมแล้วที่เป็นธิดาแห่งสวรรค์ ค่าความโชคดีเต็มเปี่ยม
เนื่องจากเวลาคำ่แล้ว ทุกคนจึงไม่รอช้า สุ่มหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเข้าพัก
ภายในห้อง!!!
หลี่อู๋เต้ารอการแจ้งเตือนผลตอบแทนจากระบบอยู่นาน แต่ก็ไม่มีวี่แวว
เขางุนงงเล็กน้อย ค่าห้องพักของทุกคนเขาเป็นคนจ่าย เหตุใดจึงไม่มีการตอบสนองใดๆ เลย...
หรือว่ามูลค่าการลงทุนในค่าห้องพักต่ำเกินไป จึงไม่สามารถให้ผลตอบแทนได้?
หรือว่า จะต้องเป็นการลงทุนโดยตรงจากเขาเท่านั้น?
หลี่อู๋เต้าพลันนึกขึ้นได้ว่า เขาเป็นคนมอบตั๋วเงินให้พ่อบ้านไปจัดการ
เขาเก็บความสงสัยนี้ไว้ แล้วค่อยๆ เข้าสู่สภาวะบำเพ็ญเพียร
ผ่านไปครึ่งคืน!!!
ขอบเขตของหลี่อู๋เต้าก็ไต่ระดับขึ้นอีกครั้ง ทะลวงสู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นปลาย ลมปราณมั่นคง ไม่เหมือนคนที่เพิ่งทะลวงผ่านขอบเขตมาใหม่ๆ เลยแม้แต่น้อย
เขามิได้บำเพ็ญเพียรต่อ แต่เลือกที่จะนอนหลับพักผ่อน
การบำเพ็ญเพียรต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา เร่งรีบเกินไปย่อมไม่เป็นผลดี หากฝึกฝนอย่างหนักหน่วงตลอดเวลา อารมณ์ก็จะแปรปรวนได้ เขาหลับอย่างสบายอารมณ์
วันรุ่งขึ้น!!!
หลี่อู๋เต้าหาวหวอด พลางผลักประตูเดินออกมา
เพิ่งจะลงมาถึงชั้นล่าง ก็เห็นเจียงชูหรานเดินสวนมา ย่างกรายด้วยฝีเท้าอันนุ่มนวล เอวบางราวกับผ้าไหม เหมือนดั่งนางเซียนในภาพวาดที่จุติลงมาบนโลกหล้า
หากนางแย้มยิ้มสักครา คงงดงามสดใสจนสะกดใจผู้คนนับหมื่นพัน
น่าเสียดายที่เด็กสาวกลับมีใบหน้าเรียบเฉยอยู่เสมอ เดินเฉียดไหล่ผ่านไปอย่างสงบนิ่ง
“ทะลวงสู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นสมบูรณ์ได้เร็วขนาดนี้ ช่างยอดเยี่ยมนัก”
แววตาของหลี่อู๋เต้าสั่นไหว ระดับพลังบำเพ็ญของสาวใช้น้อยปรากฏแก่สายตาเขาอย่างชัดเจน
เขารู้สึกกดดันขึ้นมาแล้ว นี่เพิ่งจะผ่านไปสองวัน อีกฝ่ายก็ยกระดับขึ้นมาได้หนึ่งขอบเขตย่อยแล้ว
เจียงชูหรานยังไม่ได้ปลุกสายเลือดชิงหลวนบรรพกาลขึ้นมาด้วยซ้ำ ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรยังน่าสะพรึงถึงเพียงนี้
หากฟื้นคืนพลังโดยสมบูรณ์ ช่องว่างย่อมกว้างขึ้นอย่างแน่นอน
........
ชั้นล่างเป็นโถงสำหรับรับประทานอาหาร
ในขณะนี้ มีคนนั่งอยู่ไม่น้อยแล้ว กำลังรับประทานอาหารเช้ากันอยู่
ศิษย์ตระกูลหลี่ พร้อมด้วยองครักษ์และบ่าวรับใช้ที่ติดตามมา รวมแล้วเกือบสามสิบคน นั่งกันอยู่ห้าโต๊ะใหญ่
หลี่อู๋เต้ายังไม่ลืมข้อสันนิษฐานของเมื่อคืน เขาจึงสั่งให้พ่อบ้านสั่งอาหาร แต่กำชับว่าเดี๋ยวเขาจะต้องเป็นคนจ่ายเงินด้วยตนเอง
จากนั้น เขาก็นั่งลงข้างๆ เจียงชูหรานอย่างเป็นธรรมชาติ
ด้วยสถานการณ์ของเขาในตอนนี้ หากไม่ฉวยโอกาสขูดรีดให้มากขึ้นอีกหน่อย เกรงว่าหลังจากเข้าสำนักไปแล้วคงยากที่จะได้พบหน้าสาวใช้น้อยอีก
เพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้นนี่นะ ไม่น่าอายหรอก เจียงชูหรานเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร ไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่
ส่วนหลี่อู๋เต้าในตอนนี้กลับไม่มีอารมณ์จะชื่นชมใบหน้างามล่มเมืองของเด็กสาว
เขากวาดตามองไปรอบๆ ใช้เนตรเทพเฮ่าเทียนสอดส่องผู้คน ไม่ลืมที่จะมองหาเป้าหมายการลงทุนที่เหมาะสม
เช่นเดียวกับศิษย์ตระกูลหลี่ เขาเห็นคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยเดินทางมากับครอบครัว กำลังรับประทานอาหารอยู่
ในจำนวนนั้นมีอยู่หลายคนที่มีพรสวรรค์และโชควาสนาเป็นเลิศ แต่ปัญหาคือ จะเข้าไปทำความรู้จักและลงทุนกับพวกเขาได้อย่างไร?
.......
ไม่นานนัก อาหารเช้าก็ถูกนำมาเสิร์ฟจนครบ
มีทั้งซาลาเปาไส้ซุป รังนกตุ๋นน้ำซุป เนื้อผัด และอื่นๆ รวมแปดอย่าง กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว
เนื่องจากโต๊ะนี้มีหลี่อู๋เต้านั่งอยู่ด้วย พ่อบ้านจึงสั่งตามธรรมเนียมของตำหนักอ๋อง
แต่การดูแลคนอื่นๆ กลับแตกต่างกันลิบลับ
นอกจากสมาชิกหลักของตระกูลไม่กี่คนแล้ว คนส่วนใหญ่ทำได้เพียงกินข้าวต้มเปล่าๆ ไข่ไก่ และผักดองเท่านั้น
เจียงชูหรานมองอาหารเลิศรสที่ทั้งหอมและมีสีสันน่ารับประทาน รู้สึกสับสนเล็กน้อย
แม้นางจะสูงส่งถึงขั้นเป็นจักรพรรดินี เคยลิ้มลองอาหารเลิศรสมาแล้วทุกชนิด แต่ในชาติก่อนช่วงเวลานี้ นางก็มีสิทธิ์ได้แค่ดื่มข้าวต้มธรรมดาๆ เท่านั้น
ขณะที่ทุกคนกำลังจะเริ่มลงมือกินอาหาร
หลี่อู๋เต้าก็ขมวดคิ้ว แผนการหนึ่งผุดขึ้นในใจ เขาหันไปสั่งพ่อบ้านว่า:
“อาหารแค่นี้จะไปพออะไรกัน สั่งมาให้เต็มโต๊ะ ทั้งหมดสั่งมาให้เต็มโต๊ะ! โต๊ะที่เหลือก็สั่งตามมาตรฐานนี้เหมือนกัน เพื่อไม่ให้ผู้ใดมาดูแคลนได้ว่าตระกูลหลี่ของเราไม่มีปัญญาจ่าย!”
เมื่อได้ยินดังนั้น คนตระกูลหลี่ทุกคนต่างอ้าปากค้าง
แม้ซื่อจื่อจะใจดี แต่ก็ไม่เคยเลี้ยงดูบ่าวไพร่ดีถึงเพียงนี้
อาหารเต็มโต๊ะทั้งห้าโต๊ะ นี่มันต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน?
อย่างน้อยก็เงินเดือนหนึ่งเดือนเลยทีเดียว
ทว่า... พวกเขายังคงประเมินความใจกว้างของซื่อจื่อต่ำเกินไป
หลี่อู๋เต้าลุกขึ้นยืน เดินไปกลางห้องโถง แล้วประกาศเสียงดังว่า:
“สหายทุกท่าน กินดื่มให้เต็มที่ วันนี้คุณชายผู้นี้อารมณ์ดี ค่าใช้จ่ายของทุกคนในวันนี้ ข้าจะเป็นเจ้ามือเอง!”
สิ้นเสียง ก็เกิดความเงียบงันขึ้นทั่วบริเวณ
จากนั้น เสียงปรบมือและคำยกยอปอปั้นก็ดังขึ้นอย่างกึกก้องภายในโรงเตี๊ยม
“คุณชายช่างใจกว้าง!”
“........” คนตระกูลหลี่ได้แต่ยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า
ใจแคบไปแล้ว พวกเขาใจแคบเกินไปแล้ว
ซื่อจื่อของพวกเขาช่างใช้เงินมือเติบเสียนี่กระไร
ทว่า สำหรับพฤติกรรมของหลี่อู๋เต้า บางคนในที่นั้นกลับแค่นเสียงอย่างดูแคลน แอบด่าทอในใจว่าเป็นลูกผลาญสมบัติ เป็นเจ้าคนโง่เขลา
แขกทั้งร้านมีถึงเจ็ดสิบแปดสิบคน รวมค่าสุราแล้ว อย่างน้อยก็ต้องจ่ายสองพันตำลึงเงิน
นอกจากการอวดเบ่งแล้ว ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย
เจียงชูหรานก็ไม่เข้าใจเช่นกัน นางกะพริบตาปริบๆ ไม่รู้ว่าในน้ำเต้าของหลี่อู๋เต้าขายยาอะไรอยู่
เจ้าคนผู้นี้ถึงแม้จะขี้ประจบไปหน่อย โง่ไปนิด แต่ก็ไม่น่าจะทำอะไรโง่เขลาถึงเพียงนี้ไม่ใช่หรือ?
ในฐานะที่เป็นต้นเรื่อง หลี่อู๋เต้าจะไปรู้ความคิดในใจของทุกคนได้อย่างไร
เพียงแต่ หากไม่ลงเหยื่อล่อหนักๆ จะตกปลาตัวใหญ่ได้อย่างไรเล่า?
เขาแอบหัวเราะในใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
จะสำเร็จหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับหลังจากนี้แล้ว...
[จบตอน]###
---