- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 409 ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
บทที่ 409 ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
บทที่ 409 ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
"เว้นเสียแต่ว่า หากพวกเขาเชิญลั่วหงมาไม่ได้ จะต้องเผชิญกับวิกฤตสิ้นเผ่าพันธุ์ที่ใหญ่หลวงกว่านี้!" เว่ยอู๋หยาหรี่ตาลง สัญชาตญาณบอกเขาว่าตนเองจับจุดสำคัญได้แล้ว
"วิกฤตสิ้นเผ่าพันธุ์ที่ใหญ่หลวงกว่านี้งั้นหรือ? จริงสิ ท่านประมุข หากคำนวณเวลาดูแล้ว อีกแค่สิบกว่าปีก็จะถึงงานบวงสรวงพันปีของทั้งเผ่าพันธุ์มู่หลานและทูอู๋แล้ว หรือว่าความผิดปกติของชาวมู่หลาน จะเกี่ยวข้องกับงานบวงสรวงพันปี?" ในหัวของบัณฑิตหนุ่มรูปงามพลันมีประกายแสงวาบขึ้นมา จู่ๆ เขาก็นึกถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เคยอ่านเจอในตำราโบราณขึ้นมาได้
น่าเสียดายที่เทียนหนานกับทุ่งหญ้าไม่ได้ไปมาหาสู่กันอย่างใกล้ชิดนัก จึงรู้เรื่องงานบวงสรวงพันปีของทั้งสองเผ่าพันธุ์น้อยมาก รู้แค่ว่ามีเรื่องแบบนี้อยู่ แต่ทั้งสองเผ่าพันธุ์จะทำอะไรกันแน่ และมีความหมายอย่างไรนั้น ไม่ชัดเจนเลยแม้แต่น้อย
"หึๆ การที่ชาวมู่หลานรีบร้อนเชิญสหายเต๋าลั่วมาขนาดนี้ ก็ไม่พ้นอยากจะยืมอิทธิฤทธิ์และพลังต่อสู้ของเขา งานบวงสรวงพันปีของสองเผ่าพันธุ์ในทุ่งหญ้านี้ เกรงว่าคงต้องมีการหลั่งเลือดกันแน่ ศิษย์น้องตู้ รบกวนเจ้าเดินทางไปสักรอบ นำจดหมายลับของชาวมู่หลานฉบับนี้ไปมอบให้สหายเต๋าลั่ว และบอกเล่าเรื่องงานบวงสรวงพันปีให้เขารู้ด้วย" เว่ยอู๋หยากล่าวพลางหยิบหยกบันทึกชิ้นหนึ่งออกมาจากถุงสมบัติที่ปรมาจารย์เทพจ้งมอบให้
"นอกจากนี้ ให้เพิ่มกำลังคนไปยังฝั่งทุ่งหญ้าด้วย"
"ท่านประมุขเกรงว่าชาวมู่หลานจะแสดงความอ่อนล้าในงานบวงสรวงพันปี จนทำให้ชาวทูอู๋ตัดสินใจบุกโจมตีครั้งใหญ่หรือขอรับ?" บัณฑิตหนุ่มรูปงามก็เป็นคนฉลาดเฉลียว เข้าใจความหมายของเว่ยอู๋หยาในทันที
"แม้จะบอกว่าหากสหายเต๋าลั่วเข้าร่วม โอกาสชนะของชาวมู่หลานจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในฐานะประมุขของพันธมิตร สิ่งที่ควรป้องกันก็ต้องป้องกัน ไปจัดการตามนี้เถอะ" เว่ยอู๋หยากล่าวพลางเดินออกไปนอกห้อง
"ขอรับ ท่านประมุข!" บัณฑิตหนุ่มรูปงามประสานมือรับคำ
หนึ่งเดือนต่อมา ภายในตำหนักใหญ่บนยอดเขาหลักของเขาอู้ซาน ลั่วหงถือหยกบันทึกชิ้นหนึ่งไว้ในมือ เดินไปส่งบัณฑิตหนุ่มรูปงามที่มาเยือนถึงหน้าประตูสำนักอย่างสุภาพ
"สหายเต๋าตู้ รบกวนท่านต้องเดินทางมาแล้ว ลั่วผู้นี้ขอขอบคุณ ณ ที่นี้"
"สหายเต๋าลั่วไม่ต้องเกรงใจ ตู้ผู้นี้ก็แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ข่าวสารตู้ผู้นี้ก็ได้ถ่ายทอดให้แล้ว ส่วนจะไปหรือไม่ไป ก็สุดแล้วแต่สหายเต๋าลั่วจะตัดสินใจเองเถอะ" บัณฑิตหนุ่มรูปงามไม่กล้าแสดงท่าทีหยิ่งยโสในฐานะผู้ฝึกตนของสำนักชั้นนำต่อหน้าลั่วหงเลยแม้แต่น้อย เขากล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
"อ้อ จริงสิ ทางพันธมิตรมีความคิดที่จะรื้อถอนค่ายกลสลับฟ้าดินที่อยู่นอกเมืองเทียนอี ไม่ทราบว่าสหายเต๋าลั่วพอจะ..." คำพูดของบัณฑิตหนุ่มรูปงามยังไม่ทันจบ ลั่วหงก็เข้าใจความหมายแล้ว เขาหยิบแผ่นค่ายกลชิ้นหนึ่งออกมาทันทีแล้วกล่าวว่า
"เป็นเพราะฝีมือของลั่วผู้นี้ยังไม่ถึงขั้น ศิษย์น้องตู้เพียงแค่นำแผ่นค่ายกลนี้โยนเข้าไปในตาค่ายกล ค่ายกลขนาดใหญ่ก็จะสามารถรื้อถอนได้ตามปกติแล้ว"
สำหรับระเบิดที่ตัวเองฝังไว้ ลั่วหงยังค่อนข้างมีความรับผิดชอบ เขาเตรียมวิธีรับมือไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว เพียงแต่ช่วงนี้ยุ่งเกินไป จึงยังไม่มีเวลาเอาไปให้ทางพันธมิตร
"พี่ลั่วทำงานได้รอบคอบจริงๆ ตู้ผู้นี้ขอตัวลา!" หลังจากรับแผ่นค่ายกลมา บัณฑิตหนุ่มรูปงามก็เหาะจากไปทันที
หลังจากส่งแขกกลับไป ลั่วหงก็ถือหยกบันทึกเร้นกายกลับไปยังถ้ำเซียนชั่วคราว ทันทีที่เปิดใช้งานจิ้นจื้อ หยวนเหยาก็พุ่งออกมาจากร่างของเขา
"พี่ลั่ว ชาวมู่หลานในครั้งนี้เกรงว่าคงเป็นไปตามที่ท่านคาดไว้ พวกเขาคิดจะใช้ทรัพยากรการฝึกฝนมาล่อใจ เพื่อหลอกใช้ท่านแน่ๆ" สำหรับวิธีการที่ชาวมู่หลานอาจจะนำมาใช้ ลั่วหงเคยบอกกับหยวนเหยาไว้ก่อนแล้ว ตอนนี้ชาวมู่หลานส่งจดหมายมา นางย่อมต้องสนใจเป็นอย่างมาก
"หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ พวกเขาคงต้องผิดหวังแล้วล่ะ" ลั่วหงหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็ใช้สัมผัสเทวะลบผนึกบนหยกบันทึกออก แล้วกวาดสายตาอ่านเนื้อหาข้างใน
ครู่ต่อมา ลั่วหงก็วางหยกบันทึกลงโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน
"เป็นอย่างไรบ้างพี่ลั่ว? ชาวมู่หลานเขียนอะไรมาในจดหมายบ้าง?" หยวนเหยารีบถามด้วยท่าทีตื่นเต้นดีใจ
"ชาวมู่หลานพวกนี้ก็น่าสนใจดี ถึงกับอยากให้ลั่วผู้นี้ใช้ฐานะบุตรศักดิ์สิทธิ์ เข้าร่วมงานบวงสรวงพันปีของวงการผู้ฝึกตนแห่งทุ่งหญ้า! หึๆ ผลประโยชน์ที่ให้มาก็เป็นไปตามที่ข้าคาดไว้ แต่เรื่องที่อยากให้ข้าทำเนี่ย ช่างเหลวไหลสิ้นดี"
บุตรศักดิ์สิทธิ์ของมู่หลานย่อมไม่ใช่ตำแหน่งที่คนนอกจะมาสวมรอยเป็นได้ง่ายๆ เผ่าทูอู๋ย่อมมีวิธีตรวจสอบความจริงเท็จของบุตรศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ดังนั้น เพื่อให้สามารถปิดบังชาวทูอู๋ได้ ลั่วหงยังต้องเดินทางไปที่วิหารศักดิ์สิทธิ์มู่หลานล่วงหน้าหลายปี เพื่อเข้ารับพิธีชำระล้างอะไรสักอย่าง
ลั่วหงอยากจะพูดแค่ว่า ข้าไว้หน้าพวกเจ้ามากไปแล้ว! ไม่ต้องพูดถึงว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จ การเข้าไปในวิหารศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์ใหญ่อย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายเช่นนี้ ลั่วหงไม่มีทางทำเด็ดขาด
ยิ่งไปกว่านั้น ลั่วหงได้ใช้ความดีความชอบจากสงครามครั้งใหญ่ รวบรวมวัตถุดิบวิญญาณสำหรับการเพิ่มระดับวิญญาณได้ครบถ้วนแล้ว ขอเพียงค่ายกลเบญจทมิฬรวมวิญญาณสร้างเสร็จ เขาก็สามารถฝึกฝนเคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์ขั้นที่สองได้สำเร็จอย่างมั่นคงปลอดภัย
ดังนั้น ลั่วหงจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเข้าไปพัวพันกับข้อพิพาทของสองเผ่าพันธุ์ในทุ่งหญ้า เพื่อแสดงจุดยืนของตนเอง ลั่วหงหยิบหยกบันทึกเปล่าชิ้นหนึ่งออกมาโดยตรง แล้วทิ้งข้อความไว้ประโยคหนึ่งว่า
"ยุ่งมาก ขอบคุณที่เชิญ!"
จากนั้นก็เรียกหุ่นเชิดเหยี่ยวดำตัวหนึ่งออกมา ให้มันนำหยกบันทึกและยันต์สื่อสารแผ่นหนึ่ง ไปส่งให้ศิษย์ของสำนักฮว่าอี้ที่ถูกส่งมาจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขา
"คิกๆ คราวนี้สีหน้าของชาวมู่หลานคงต้องดูไม่จืดแน่" หยวนเหยายกมือป้องปากหัวเราะร่วนด้วยความสะใจ
หลังจากสงบศึก เมืองหลวงของแคว้นอวี๋ก็ถูกชาวมู่หลานกำหนดให้เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่ พระราชวังเดิมถูกปรับให้ราบเป็นหน้ากลอง วิหารศักดิ์สิทธิ์มู่หลานตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากตัววิหารศักดิ์สิทธิ์เองก็เป็นสมบัติวิเศษประเภทถ้ำสวรรค์ขนาดเล็กชิ้นหนึ่ง ดังนั้นการเคลื่อนย้ายจึงสะดวกสบายมาก
ส่วนพื้นที่อื่นๆ ของเมืองศักดิ์สิทธิ์ยังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย นักเวทจำนวนนับไม่ถ้วนบินไปมาบนท้องฟ้า ภายในวิหารศักดิ์สิทธิ์ พวกปรมาจารย์เทพทั้งสามคนยกเว้นชายร่างใหญ่ในชุดหรูหรา กำลังปรึกษาหารือกับเล่ออวิ้นผู้เป็นผู้พิทักษ์วิหารศักดิ์สิทธิ์และธิดาศักดิ์สิทธิ์ยุคปัจจุบัน อยู่ในห้องลับของวิหารศักดิ์สิทธิ์
สิ่งที่ทั้งห้าคนพูดคุยกันล้วนเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับทั้งเผ่าพันธุ์มู่หลาน ดังนั้นบรรยากาศจึงเคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่ง เมื่อการประชุมดำเนินมาถึงช่วงท้าย ผู้พิทักษ์วิหารศักดิ์สิทธิ์ในร่างของหญิงชราผมขาวก็หันไปทางปรมาจารย์เทพจ้งอย่างกะทันหัน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
"ปรมาจารย์เทพจ้ง หากคำนวณเวลาดูแล้วก็สมควรจะได้รับจดหมายตอบกลับจากคนผู้นั้นแล้ว ไม่ทราบว่าคนผู้นั้นจะยอมตอบรับคำเชิญมาหรือไม่"
"ฮึ! เผ่าพันธุ์ข้ายอมนำวัตถุวิญญาณล้ำค่าที่เก็บสะสมมานานปีออกมาเป็นข้อแลกเปลี่ยนแล้ว คนผู้นั้นเกรงว่าคงจะกำลังเดินทางมาแล้วล่ะ!" เล่ออวิ้นดูเหมือนจะต่อต้านเรื่องการเชิญลั่วหงมาสวมรอยเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก พอพูดถึงเรื่องนี้สีหน้าของนางก็ดูย่ำแย่ลงทันตาเห็น
"ได้ยินมาว่าหลังจากสงครามครั้งใหญ่ คนผู้นั้นก็ตระเวนรวบรวมวัตถุวิญญาณเบญจธาตุไปทั่ว แต่สิ่งที่ได้มาล้วนเป็นวัตถุวิญญาณระดับธรรมดา ไม่สามารถนำมาใช้ฝึกฝนเคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์ได้เลย" ชายชราร่างผอมแห้งราวกับไม่เห็นความไม่พอใจของเล่ออวิ้น เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ถูกต้อง ในใต้หล้านี้ ก็มีเพียงคลังสมบัติของวิหารศักดิ์สิทธิ์มู่หลานของพวกเราเท่านั้น ที่มีทรัพยากรเพียงพอให้คนผู้หนึ่งใช้ฝึกฝนเคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์! ต่อให้คนผู้นั้นจะมีอิทธิฤทธิ์ร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่อาจหุงข้าวโดยไร้ข้าวสารได้!" คนแคระสูงสี่ฉื่อกล่าวด้วยความมั่นใจอย่างยิ่ง เขามีความเห็นตรงกับชายชราร่างผอมแห้ง คิดว่าลั่วหงไม่มีทางปฏิเสธคำเชิญของพวกเขาได้
แม้ปรมาจารย์เทพจ้งจะไม่ได้เอ่ยปาก แต่ดูจากสีหน้าที่เรียบเฉยและเยือกเย็นของเขา ก็รู้ได้ว่าเขาเองก็ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายอะไรขึ้น
หญิงชราผมขาวพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม เพิ่งจะอ้าปากพูด ก็คล้ายกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างจึงชะงักไปกะทันหัน จากนั้นก็ยกมุมปากขึ้นแล้วกล่าวว่า
"ช่างบังเอิญเสียจริง จดหมายตอบกลับของคนผู้นั้นถูกส่งมาถึงวิหารศักดิ์สิทธิ์แล้ว" กล่าวจบ หญิงชราผมขาวก็ร่ายเวทสายหนึ่งไปที่โต๊ะตรงหน้าทั้งห้าคน ทันใดนั้นวงแหวนแสงสีเขียวก็ปรากฏขึ้น หยกบันทึกชิ้นหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากในนั้น
ปรมาจารย์เทพจ้งไม่พูดพร่ำทำเพลง ยิงลำแสงพลังเวทออกไปโดยตรง ทำให้เนื้อหาในหยกบันทึกฉายออกมา
วินาทีต่อมา ภายในห้องลับของวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า
----------