- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 750 หว่านความขัดแย้ง
บทที่ 750 หว่านความขัดแย้ง
บทที่ 750 หว่านความขัดแย้ง
เมื่อซูเสวียนเห็นหญิงสาวผู้นั้นเดินตรงเข้ามา เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกยินดี
ชื่อของนางคือเหยียนหลิงเอ๋อร์
อันที่จริง หนึ่งในจุดประสงค์หลักที่เขาดั้นด้นมาถึงมณฑลจินเหยียน ก็เพื่อมาพบหน้าเหยียนหลิงเอ๋อร์นี่แหละ ทว่าพอมาถึง เขากลับได้เบาะแสของแก่นอัคคีพิสุทธิ์เสียก่อน เรื่องนี้จึงถูกผัดผ่อนออกไป
คิดไม่ถึงเลยว่า จะได้มาพบเหยียนหลิงเอ๋อร์เข้าที่นี่พอดี!
แต่จะว่าไปแล้ว การที่เหยียนหลิงเอ๋อร์มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ก็อยู่ในความคาดหมายของซูเสวียนอยู่แล้วเช่นกัน
แก่นอัคคีพิสุทธิ์มีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อผู้ที่ฝึกฝนวิชาธาตุอัคคี ซึ่งขุมกำลังและตระกูลส่วนใหญ่ในมณฑลจินเหยียนล้วนฝึกฝนวิชาธาตุอัคคีกันทั้งสิ้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมขุมกำลังมากมายในมณฑลจินเหยียนถึงแห่กันมาแย่งชิงของสิ่งนี้
เหยียนหลิงเอ๋อร์เองก็ฝึกฝนวิชาธาตุอัคคีเช่นกัน ในเมื่อข่าวเรื่องแก่นอัคคีพิสุทธิ์แพร่กระจายออกไป นางย่อมต้องรีบรุดมาที่นี่อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ฟังจากน้ำเสียงของนางแล้ว ดูเหมือนนางจะรู้ข่าวการมาเยือนมณฑลจินเหยียนของเขาด้วย
"หลิงเอ๋อร์!" ซูเสวียนโบกไม้โบกมือเรียกเหยียนหลิงเอ๋อร์ด้วยความตื่นเต้นดีใจ
เหยียนหลิงเอ๋อร์เดินนำกลุ่มคนตรงเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
เพียะ!
เหยียนหลิงเอ๋อร์ปลดแส้หนังสีแดงชาดที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมาสะบัดอย่างแรงหนึ่งที ก่อนจะกำแส้ไว้ในมือแล้วชี้หน้าซูเสวียน
นางกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่างกับเขา ทว่าเพิ่งจะเผยอปาก ชายหนุ่มรูปงามราวกับเซียนมาจุติที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็ดึงดูดความสนใจของนางไปจนหมดสิ้น
เพียงเหลือบมองแวบเดียว เหยียนหลิงเอ๋อร์ก็รู้สึกราวกับหัวใจร่วงหล่นลงไปในห้วงภวังค์เสียแล้ว
[ติ๊ง! โฮสต์ใช้ ‘ออร่าเสน่ห์’ กับนางเอกเหยียนหลิงเอ๋อร์สำเร็จ ส่งผลให้เหยียนหลิงเอ๋อร์เปลี่ยนใจมารัก ค่าความประทับใจเพิ่มขึ้นเป็น 80 (ความรักอันลึกซึ้ง)]
[ติ๊ง! โฮสต์ส่งผลกระทบต่อทิศทางของเนื้อเรื่อง ได้รับแต้มวายร้าย 16,000 แต้ม ออร่าตัวเอกของซูเสวียน -800 ออร่าตัวร้ายของโฮสต์ +800!]
เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือน หวังฮ่าวหรานก็ลอบยินดีอยู่ในใจ วันนี้โชคเข้าข้างเขาสุดๆ โอกาสติดแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์แท้ๆ แต่กลับสำเร็จซะอย่างนั้น!
เหยียนหลิงเอ๋อร์ชะงักค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว นางละสายตาจากหวังฮ่าวหรานอย่างเป็นธรรมชาติ
"นี่ เจ้าหายหัวไปไหนตั้งนาน ทำไมไม่มาหาข้าบ้างเลยห๊ะ?" เหยียนหลิงเอ๋อร์หันไปตวาดใส่ซูเสวียน
"ข้าก็มาอยู่นี่แล้วไงเล่า?" ซูเสวียนตอบกลั้วหัวเราะ
"เหอะ สายไปแล้ว! ปล่อยให้ข้ารอมาตั้งนาน ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะว่า... เจ้าถูกทิ้งแล้ว!" เหยียนหลิงเอ๋อร์ประกาศกร้าว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูเสวียนทำเพียงแค่หัวเราะเบาๆ เพราะเขาเคยได้ยินเหยียนหลิงเอ๋อร์พูดประโยคทำนองนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ทุกครั้งที่พูดจบ นางก็จะลืมมันไปในพริบตา
พูดง่ายๆก็คือ เหยียนหลิงเอ๋อร์แค่พูดหยอกเล่นตามประสาเท่านั้น ซูเสวียนจึงไม่เก็บเอามาใส่ใจเป็นจริงเป็นจัง
เมื่อเวลาล่วงเลยไป ขุมกำลังต่างๆก็เริ่มแห่แหนมารวมตัวกันที่หุบเขาเพลิงอัคคีมากขึ้นเรื่อยๆ
บ่อลาวาบนยอดหุบเขาเพลิงอัคคีนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังอัคคี อุณหภูมิภายในร้อนระอุจนน่าสะพรึงกลัว ต่อให้เป็นยอดฝีมือผู้ทรงพลัง ก็ไม่กล้ากระโดดลงไปสุ่มสี่สุ่มห้า
ทว่าหุบเขาเพลิงอัคคีแห่งนี้จะเกิดการปะทุเป็นระยะๆ และหลังจากที่ปะทุ พลังอัคคีที่อัดแน่นอยู่ภายในก็จะระเหยออกมาจำนวนมาก
ถึงเวลานั้น พลังอัคคีจะอ่อนกำลังลง ทำให้สามารถดำดิ่งลงไปในลาวาเพื่อช่วงชิงแก่นอัคคีพิสุทธิ์ได้
และตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกเพียงแค่สองวันเท่านั้น ก่อนที่ภูเขาจะปะทุขึ้นอีกครั้ง
เมื่อถึงเวลานั้น ย่อมต้องเกิดการแย่งชิงกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านเป็นแน่แท้
แม้ที่นี่จะมีขุมกำลังมารวมตัวกันมากมาย แต่กลับไม่มี ‘ผู้นำขุมกำลัง’ ปรากฏตัวเลยสักคนเดียว
การที่บรรดาผู้นำขุมกำลังไม่ยอมมา ย่อมต้องมีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าของแต่ละคน แต่สรุปสั้นๆคำเดียวเลยก็คือ... มันเป็นพล็อตตามสูตรสำเร็จนั่นเอง!
การที่เหล่าผู้นำไม่มา ก็เป็นเพียงบทที่ถูกจัดฉากไว้เพื่อเปิดทางให้ตัวเอกได้โชว์เทพก็เท่านั้น ไม่อย่างนั้นตัวเอกจะเอาปัญญาที่ไหนไปแย่งชิงวาสนานี้มาได้?
แน่นอนว่า การที่ตัวเอกจะคว้าวาสนาไปครองได้นั้น เนื้อเรื่องต้องดำเนินไปตามครรลองปกติ
แต่ตอนนี้หวังฮ่าวหรานพกผู้คุ้มกันซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของตระกูลเจียงมาด้วย อย่าว่าแต่พวกผู้นำขุมกำลังไม่ได้มาเลย ต่อให้แห่กันมาหมด ก็ไม่มีใครหน้าไหนแย่งชิงของไปจากกลุ่มของเขาได้
เรื่องที่ว่าแก่นอัคคีพิสุทธิ์จะตกไปอยู่ในมือใครนั้น แทบจะไร้ซึ่งความตื่นเต้นลุ้นระทึกโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่หวังฮ่าวหรานให้ความสนใจมากกว่า คือการหาทางเสี้ยมให้ตัวเอกทั้งสองคนทะเลาะกันเองต่างหาก
ตกดึกคืนนั้น...
หวังฮ่าวหรานเดินเข้าไปใกล้บริเวณที่ตั้งค่ายพักแรมของกลุ่มเหยียนหลิงเอ๋อร์
"หยุด!" ผู้ติดตามของเหยียนหลิงเอ๋อร์ก้าวออกมาขวางทาง
"บังอาจ!" เหยียนหลิงเอ๋อร์ที่เดินผ่านมาพอดี ได้ยินเข้าจึงตวาดใส่
ผู้ติดตามย่อมไม่กล้าหือ รีบถอยกรูดหลบฉากไปอย่างรวดเร็ว
"นี่มันนายน้อยตระกูลหวังแห่งแดนบูรพาไม่ใช่หรือ เจ้ามาทำอะไรที่นี่?" เหยียนหลิงเอ๋อร์เอ่ยถาม
"ข้าตั้งใจมาหาแม่นางโดยเฉพาะ" หวังฮ่าวหรานตอบ
เหยียนหลิงเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก "เจ้าต้องการเกี้ยวพานข้าหรือ?"
หวังฮ่าวหรานชะงักไปเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่านางจะขวานผ่าซากตรงไปตรงมาขนาดนี้
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาอึ้งหนักกว่าเดิมก็คือ ยังไม่ทันที่เขาจะอ้าปากตอบ เหยียนหลิงเอ๋อร์ก็ชิงพูดต่อว่า
"เจ้าโชคดีนะเนี่ย วันนี้ข้าอารมณ์ดี จะตกลงรับรักเจ้าก็แล้วกัน"
"แม่นางไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่ไหม?" หวังฮ่าวหรานถามย้ำ
"ข้าไม่ได้ล้อเล่น นับตั้งแต่นี้ไป เจ้าเป็นคนของข้าแล้ว หากใครกล้ารังแกเจ้า ก็เอาชื่อข้าไปอ้างได้เลย ข้าจะคุ้มกะลาหัวเจ้าเอง" เหยียนหลิงเอ๋อร์ประกาศกร้าวด้วยท่าทีทรงอำนาจ
หวังฮ่าวหรานอดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มออกมา
ดูเหมือนเหยียนหลิงเอ๋อร์คงจะไปสืบประวัติเขามาบ้างแล้ว ถึงได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเขา
แต่มีบางอย่างที่นางประเมินผิดพลาดไปถนัดตา
ผู้คุ้มกันที่ติดตามหวังฮ่าวหรานมาล้วนปกปิดกลิ่นอายของตนไว้อย่างมิดชิด ทำให้ไม่มีใครดูออกเลยว่าพวกเขาคือคนของตระกูลเจียง
เหยียนหลิงเอ๋อร์คงหลงคิดไปว่าคนพวกนี้คือผู้คุ้มกันจากตระกูลหวัง
ตระกูลหวังแห่งแดนบูรพานั้น แม้จะยิ่งใหญ่คับฟ้าในถิ่นของตน แต่หากนำมาเทียบกับมณฑลจินเหยียนแล้ว ก็แทบจะไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง
ส่วนขุมกำลังที่เหยียนหลิงเอ๋อร์สังกัดอยู่นั้น ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของยอดพีระมิดในมณฑลจินเหยียนเลยทีเดียว
การที่นางกล้าเอ่ยปากอวดอ้างเช่นนี้ ย่อมมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมเป็นทุนเดิม
"ในเมื่อแม่นางตรงไปตรงมาเช่นนี้ ข้าก็จะไม่มัวอ้อมค้อมเช่นกัน ภายภาคหน้าคงต้องรบกวนแม่นางช่วยชี้แนะด้วย" หวังฮ่าวหรานแหงนมองแสงจันทร์ ก่อนจะเอ่ยชวน "ออกไปเดินเล่นด้วยกันสักหน่อยดีหรือไม่?"
"เอาสิ" เหยียนหลิงเอ๋อร์พยักหน้ารับคำ
ทั้งสองเดินทอดน่องไปตามไหล่เขาอัคคี
เหยียนหลิงเอ๋อร์แผลงฤทธิ์ความเอาแต่ใจสารพัด เอะอะก็เงื้อแส้หนังขู่จะฟาดท่าเดียว
ตอนที่อยู่ในค่ายพักแรม หวังฮ่าวหรานไม่อยากให้เป็นจุดสนใจ จึงทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ทว่าตอนนี้เมื่อออกมาอยู่ตามลำพังกับเหยียนหลิงเอ๋อร์ในที่ลับตาคน เขาก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งอีกต่อไป
ด้วยระดับพลังของหวังฮ่าวหราน เหยียนหลิงเอ๋อร์ย่อมไม่ใช่คู่มือของเขาแม้แต่น้อย
เหยียนหลิงเอ๋อร์ตั้งใจจะสั่งสอนเขา ทว่ากลับกลายเป็นฝ่ายถูก ‘สั่งสอน’ เสียเอง
หลังจากโดน ‘ปราบพยศ’ ไปชุดใหญ่ นางก็กลับกลายเป็นลูกแมวน้อยว่าง่ายผู้เชื่อฟัง
เมื่อหวังฮ่าวหรานเห็นพฤติกรรมนี้ เขาก็ได้แต่ส่ายหน้าให้กับพล็อตนิยายอันซ้ำซาก
เพราะหากว่าตามเนื้อเรื่องเดิมแล้ว บทบาทนี้ควรจะเป็นของซูเสวียน
ตอนที่ซูเสวียนยังอ่อนแอ เขามักจะโดนเหยียนหลิงเอ๋อร์รังแกสารพัด แต่เมื่อเขาเติบโตแข็งแกร่งขึ้น เขาก็จะสามารถพลิกกลับมาเป็นฝ่ายคุมเกม และได้สัมผัสเสน่ห์อันเย้ายวนของนางอย่างแท้จริง
ทว่าน่าเสียดายที่ซูเสวียนยังไม่ทันได้เติบโตจนถึงวันนั้น คนรักของเขาก็ถูกแย่งชิงไปเสียแล้ว
หลังจากถูกปราบจนสิ้นฤทธิ์ เหยียนหลิงเอ๋อร์ก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตามทุกอย่าง
หวังฮ่าวหรานจึงไม่รอช้า เผยธาตุแท้กางกรงเล็บมารออกมาทันที
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้ซึ่งอุปสรรคใดๆ...
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ หวังฮ่าวหรานก็เอ่ยกำชับบางอย่างกับนาง ซึ่งเหยียนหลิงเอ๋อร์ก็รับปากอย่างว่าง่ายโดยไม่อิดออดแม้แต่น้อย
ส่วนทางด้านซูเสวียนที่รออยู่ในค่ายพักแรม เมื่อเห็นว่าเหยียนหลิงเอ๋อร์ไม่ยอมมาหาเสียที ด้วยความร้อนรุ่มใจ เขาจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายไปหานางเอง
"ซูเสวียน ข้าบอกแล้วไงว่าเจ้าถูกทิ้งแล้ว ยังจะมาหาข้าทำไมอีก?" เหยียนหลิงเอ๋อร์กล่าวเสียงแข็ง
"หลิงเอ๋อร์ เลิกล้อเล่นเถอะน่า" ซูเสวียนหัวเราะแห้งๆ
"ข้าไม่ได้ล้อเล่น ข้ามีคนที่ชอบแล้ว และข้าก็ไม่อยากให้เขาไม่สบายใจ เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้เจ้าจงอยู่ให้ห่างจากข้าไว้ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่ปรานี!" เหยียนหลิงเอ๋อร์เอามือแตะที่แส้หนังข้างเอว เอ่ยเตือนด้วยสีหน้าจริงจัง
ซูเสวียนถึงกับยืนตะลึง
เพราะเขาสัมผัสได้ว่าครั้งนี้นางไม่ได้พูดเล่น!
เดิมทีเขาหลงคิดว่าเหยียนหลิงเอ๋อร์จะแตกต่างจากสวีชิงถง ฮวาเจี่ยอวี่ และเจียงชิงขุย
ที่ไหนได้ พอถึงคราวที่นางพลิกกลับหน้ามือเป็นหลังเท้า นางกลับเลือดเย็นและไร้เยื่อใยยิ่งกว่าเสียอีก!
"คนที่เจ้าชอบคือใคร?" ซูเสวียนกัดฟันถามด้วยความโกรธแค้น
"เคยได้ยินชื่อเย่ซวนเทียนไหมล่ะ? เขานั่นแหละ หากเจ้าคันไม้คันมืออยากโดนอัดนัก ก็ไปหาเขาได้เลย" พูดจบ เหยียนหลิงเอ๋อร์ก็โยนหยกชิ้นหนึ่งให้ซูเสวียน
"เห็นแก่ที่เรารู้จักกันมา ของชิ้นนี้ข้าให้ ถือซะว่าเป็นของดูต่างหน้าก็แล้วกัน"
ซูเสวียนยื่นมือไปรับตามสัญชาตญาณ
มันคือหยกวิญญาณชิ้นหนึ่ง แม้จะไม่ใช่ระดับสุดยอด แต่ก็มีมูลค่ามหาศาลทีเดียว
ซูเสวียนอยากจะปาทิ้งระบายความโกรธ แต่ใจหนึ่งก็เสียดาย
ในเมื่อเสียคนรักไปแล้ว ได้ของมีค่ามาปลอบใจก็ยังดี จะไปลงกับหยกวิญญาณทำไมกัน
ซูเสวียนเดินกลับค่ายพักแรมด้วยความคับแค้นใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห อยากจะบุกไปท้าประลองกับเย่ซวนเทียนให้รู้แล้วรู้รอด
ทว่าเมื่อเขาเดินไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวค่ายพักแรมของเย่ซวนเทียน สติสัมปชัญญะก็เริ่มกลับคืนมา
แม้จะโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่ซูเสวียนก็ยังมีความยั้งคิด
ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ คงไม่อาจเทียบชั้นกับ ‘เทพสังหารเย่’ ผู้นั้นได้เลยแม้แต่น้อย
ซูเสวียนจำต้องกัดฟันกลืนความอัปยศ เตรียมตัวหันหลังกลับ
ทว่าในจังหวะนั้นเอง... เย่ฟานที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ภายในค่ายพักแรมก็พลันเบิกตาโพลงขึ้นมา
เย่ฟานสัมผัสได้ถึงสายตาที่ลอบมองมาของซูเสวียน เดิมทีเขาคร้านจะใส่ใจ ทว่าเขากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของฟางโหยวรั่วบนตัวของซูเสวียน...
หากจะพูดให้ชัดเจนก็คือ ซูเสวียนครอบครองสิ่งของที่เป็นของฟางโหยวรั่วติดตัวอยู่!
ใบหน้าของเย่ฟานมืดมนลงในฉับพลัน ก่อนที่ร่างของเขาจะหายวับไปจากค่ายพักแรมในพริบตา
*****