- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 742 ซูเสวียนเสียท่า
บทที่ 742 ซูเสวียนเสียท่า
บทที่ 742 ซูเสวียนเสียท่า
"ซูเสวียน คนฉลาดย่อมไม่สู้ในศึกที่ไร้หนทางชนะ ยอมถอยสักก้าวเถอะ"
ผู้นำขุมกำลังที่เคยเดิมพันข้างซูเสวียนเอ่ยเกลี้ยกล่อม
ซูเสวียนไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าหากยังดึงดันต่อไป คงมีแต่เส้นทางสายมรณะรออยู่ เขาเช็ดคราบเลือดที่มุมปากอย่างแรง พลางกวาดสายตามองผู้นำขุมกำลังอีกสามคน
ซูเสวียนหยิบป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งออกมาจากตัว นี่คือตราผ่านทางสำหรับเข้าสู่หอคอยวิญญาณ
ตอนนี้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อให้เข้าไปในหอคอยวิญญาณได้ ก็ไม่สามารถฝึกฝนร่างกายได้ตามปกติ เก็บป้ายคำสั่งนี้ไว้ก็ไม่มีประโยชน์อันใดอีกต่อไป
"บุญคุณของพวกท่านทั้งสาม ซูเสวียนจะสลักลึกไว้ในใจ! สิทธิ์การเข้าหอคอยวิญญาณนี้... ข้าคืนให้พวกท่านได้ แต่ว่าควรจะมอบให้ใครในพวกท่านสามคนดีล่ะ?" ซูเสวียนตัดสินใจส่งมอบป้ายคำสั่งกลับคืน แต่ไม่วายจงใจเอ่ยปากยุยงให้แตกคอ
เมื่อผู้นำขุมกำลังทั้งสามได้ยินดังนั้น ต่างก็สบตากันด้วยใจเต้นระรัว อยากจะแย่งชิงป้ายคำสั่งนี้มา เพื่อให้รุ่นเยาว์ที่ยอดเยี่ยมของตนได้รับวาสนาที่ดีที่สุดในหอคอยวิญญาณ
ซูเสวียนลอบมองสีหน้าของทั้งสามคน แสยะยิ้มเย็นชาในใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นทันควัน "ป้ายคำสั่งอยู่นี่ ใครอยากได้ก็เอาไป!"
พูดจบ ซูเสวียนก็โยนป้ายคำสั่งในมือออกไป ก่อนแววตาของผู้นำขุมกำลังทั้งสามสาดประกายความโลภขึ้นมาทันที
......
[ติ๊ง! โฮสต์ชักใยอยู่เบื้องหลัง ส่งผลกระทบต่อทิศทางของเนื้อเรื่อง ทำให้ซูเสวียนพลาดวาสนา ได้รับแต้มวายร้าย 10,000 แต้ม ออร่าตัวเอกของซูเสวียน -500 ออร่าตัวร้ายของโฮสต์ +500!]
หวังฮ่าวหรานที่กำลังเดินทางอยู่กับกลุ่มของเจียงชิงขุยได้รับข้อความแจ้งเตือน รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เจียงชิงขุยลอบมองหวังฮ่าวหรานอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นสีหน้าของเขา นางจึงรู้สึกแปลกใจและเอ่ยถามเสียงเบา "คุณชายยิ้มอันใดหรือ?"
"ได้ร่วมทางกับแม่นาง ในใจข้าย่อมเบิกบาน จึงเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว" หวังฮ่าวหรานตอบกลับด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ
เจียงชิงขุยได้ยินก็ขวยเขินเล็กน้อย
"จริงสิ ข้าเกือบลืมไปเลย ไม่ทราบว่าแม่นางมีนามอันล้ำค่าว่า..." หวังฮ่าวหรานอยากกระชับความสัมพันธ์ จึงอาศัยจังหวะนี้เอ่ยถาม แม้เขาจะรู้จักชื่อของเจียงชิงขุยอยู่แล้ว แต่หากพูดออกไปตรงๆ คงไม่แคล้วถูกระแวงว่าเขามีเจตนาแอบแฝง
"ข้าชื่อเจียงชิงขุย แล้วคุณชายล่ะ นามว่าอะไร?" เจียงชิงขุยถามกลับ
"หวังฮ่าวหราน"
"ท่านว่าอะไรนะ?" เจียงชิงขุยถามซ้ำด้วยความตื่นตะลึง
"หวังฮ่าวหราน... มีอะไรไม่ถูกต้องงั้นหรือ?" หวังฮ่าวหรานแสร้งทำเป็นประหลาดใจ
"คุณชายหวังมาจากตระกูลหวังแห่งแดนบูรพาใช่หรือไม่?" เจียงชิงขุยถามซ้ำ
"ถูกต้อง"
เมื่อได้ยินคำตอบที่แน่ชัด เจียงชิงขุยก็มั่นใจเต็มร้อยว่าชายผู้นี้คือคนที่ทำร้ายซูเสวียนที่ตำหนักเฟยอวิ๋น
ทว่าเจียงชิงขุยกลับไม่ได้แสดงท่าทีโกรธแค้นหรือบังเกิดจิตคิดฆ่าฟันแต่อย่างใด นางเพียงแค่งุนงงสับสนเล็กน้อยเท่านั้น
หวังฮ่าวหรานมองปฏิกิริยาของเจียงชิงขุย ก็พอจะเดาสาเหตุได้คร่าวๆ
"เมื่อครู่แม่นางเจียงบอกว่าท่านกับซูเสวียนเป็นสหายกัน ข้าเคยมีเรื่องบาดหมางกับซูเสวียนที่ตำหนักเฟยอวิ๋น และเคยลงมือทำร้ายเขา" หวังฮ่าวหรานมองลึกเข้าไปในดวงตาของเจียงชิงขุย "แม่นางเจียงคงจะทราบเรื่องนี้แล้วกระมัง?"
"ใช่" เจียงชิงขุยพยักหน้า
"ถ้าเช่นนั้น แม่นางเจียงคิดจะลงมือแก้แค้นแทนซูเสวียนหรือไม่?" หวังฮ่าวหรานยิงคำถามที่ค่อนข้างแทงใจดำ
พอได้ยินเช่นนั้น เจียงชิงขุยก็อดร้อนรนไม่ได้ รีบตอบกลับไปว่า "คุณชายหวังโปรดอย่าเข้าใจผิด แม้ข้ากับซูเสวียนจะเป็นสหายกัน แต่นี่คือความแค้นระหว่างท่านกับเขา ข้าจะเข้าไปสอดมือได้อย่างไร"
"อ้อ ได้ยินแม่นางเจียงกล่าวเช่นนี้ ข้าก็เบาใจแล้ว หากแม่นางเจียงต้องการจะลงมือกับข้าจริงๆล่ะก็ ข้าคงต้องตายด้วยน้ำมือของแม่นางเป็นแน่" หวังฮ่าวหรานกล่าว
"คุณชายหวังล้อเล่นแล้ว ระดับพลังของข้าสู้ท่านไม่ได้ ย่อมไม่ใช่คู่มือของท่านหรอก" เจียงชิงขุยแย้ง
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับระดับพลังสูงต่ำ หากแม่นางลงมือกับข้าจริงๆ ข้าคงกลัวที่จะทำร้ายแม่นางแม้เพียงปลายผม จึงได้แต่ยอมอยู่นิ่งๆให้ท่านจัดการ เช่นนี้มิใช่แปลว่าข้าต้องตายสถานเดียวหรอกหรือ?" หวังฮ่าวหรานหัวเราะเบาๆ
เจียงชิงขุยชะงักงัน เมื่อมองใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยยิ้มของหวังฮ่าวหราน นางรู้สึกเพียงหัวใจเต้นโครมครามราวกับมีกวางน้อยวิ่งชน ชั่วขณะนั้นนางถึงกับลืมโคจรพลังวิญญาณ ร่างกายจึงร่วงหล่นลงเบื้องล่างอย่างกะทันหัน
หวังฮ่าวหรานตอบสนองอย่างรวดเร็ว พุ่งทะยานตามลงไปคว้าเอวบางของเจียงชิงขุยไว้ได้กลางอากาศ
"แม่นางเจียง เกิดอะไรขึ้น?" หวังฮ่าวหรานแสร้งทำเป็นไม่รู้และเอ่ยถาม
"ขอบคุณคุณชายที่ช่วยชีวิต" เจียงชิงขุยเอ่ยขอบคุณ รีบปกปิดอารมณ์ของตนเองและโป้ปดออกไป "เดินทางมานานเกินไป พลังวิญญาณจึงร่อยหรอไปมากน่ะ"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ถ้างั้นก็ให้ข้าพาแม่นางเจียงเดินทางไปด้วยกันเถอะ" หวังฮ่าวหรานถือวิสาสะเสนอตัวรับช่วงต่อ
"ไม่ต้องรบกวนท่าน..." ด้วยความเป็นกุลสตรี เจียงชิงขุยจึงตอบปฏิเสธไปตามสัญชาตญาณ
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะพูดจบ หวังฮ่าวหรานก็รีดเร้นพลังวิญญาณจนถึงขีดสุด ความเร็วในการเหาะเหินพุ่งทะยานขึ้นหลายเท่าตัวทันที
ทางฝั่งซูเสวียนน่าจะพลาดโอกาสไปแล้ว แต่วาสนาในหอคอยวิญญาณนั้น หวังฮ่าวหรานก็ยังมีความสนใจอยู่บ้าง
อีกทั้งในหอคอยวิญญาณยังมีสิ่งที่กู้หงอีต้องการอยู่ด้วย เขาจึงอยากรีบไปให้ถึงโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นหากชักช้า หอคอยวิญญาณอาจจะปิดลงเสียก่อน
เหล่าผู้ติดตามของเจียงชิงขุยต่างได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง สีหน้าของแต่ละคนเรียกได้ว่าพิลึกพิลั่นสุดขีด
ก่อนหน้านี้เจียงชิงขุยยังประกาศกร้าวว่าจะเหยียบตระกูลหวังให้ราบเป็นหน้ากลอง สับหวังฮ่าวหรานให้เป็นหมื่นๆชิ้นอยู่เลย ทว่าตอนนี้กลับมากระหนุงกระหนิงจู๋จี๋กับหวังฮ่าวหรานเสียแล้ว...
แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่กล้าสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องหัวใจของคุณหนูหรอก เพียงแค่นึกสงสัยและตั้งตารอว่า หากซูเสวียนรู้เรื่องนี้เข้า มันจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
เมื่อเห็นหวังฮ่าวหรานโอบเอวพาเจียงชิงขุยเร่งความเร็วมุ่งหน้าไปทางเมืองเทียนหั่ว เหล่าผู้ติดตามก็รีบตามไปติดๆ
บนฟากฟ้า ลำแสงหลายสายพุ่งทะยานพาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว
"ฮ่าๆๆ เช่นนั้นตำแหน่งที่ดีที่สุดในการฝึกฝนร่างกายของหอคอยวิญญาณก็ตกเป็นของศิษย์ข้า..."
หลังจากผ่านการต่อสู้แย่งชิงกันพักใหญ่ ผู้นำขุมกำลังคนหนึ่งก็สามารถแย่งชิงป้ายคำสั่งมาได้สำเร็จ
เขากำลังจะเอ่ยปากระบายความเบิกบานใจ แต่จู่ๆก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง รอยยิ้มบนใบหน้าพลันแข็งค้างไปในทันที
บริเวณหน้าหอคอยวิญญาณ บรรดายอดฝีมือที่มีระดับพลังไม่ธรรมดาต่างพากันแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
ไม่กี่อึดใจต่อมา ในคลองจักษุก็ปรากฏลำแสงนับสิบสาย แต่ละเส้นล้วนแฝงไว้ด้วยความผันผวนของพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อซูเสวียนเห็นภาพนั้น เขาก็ราวกับสัมผัสได้ถึงบางอย่าง บนใบหน้าที่ซีดเซียวจากการบาดเจ็บพลันปรากฏรอยยิ้มตื่นเต้นดีใจ
ลำแสงนับสิบสายเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ในที่สุดก็ร่อนลงตรงหน้าหอคอยวิญญาณ ท่ามกลางสายตาของทุกคน กลายร่างเป็นเงาคนนับสิบ
เหล่าผู้นำขุมกำลังแห่งมณฑลหลิงโจวสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าคนกลุ่มนี้แข็งแกร่งเพียงใด เมื่อไม่ทราบจุดประสงค์ของผู้มาเยือน พวกเขาจึงเกิดความรู้สึกหวั่นวิตกขึ้นมาชั่วขณะ
เบื้องหน้าสุดของคนกลุ่มนั้น คือหนุ่มสาวคู่หนึ่ง
ทันทีที่ซูเสวียนเห็นเด็กสาวคนนั้น เขาก็ตั้งใจจะร้องเรียกชื่อของนาง ทว่าเพิ่งจะหลุดคำว่า “ชิง” ออกมาได้คำเดียว เสียงก็ชะงักหายไปเสียดื้อๆ
นั่นเป็นเพราะซูเสวียนมองเห็นรูปลักษณ์ของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายเด็กสาวได้อย่างชัดเจน
ชายหนุ่มผู้นี้หล่อเหลาสง่างามราวกับเซียนที่ถูกเนรเทศลงมาจุติบนโลก หากคนทั่วไปได้เห็น ย่อมเกิดความรู้สึกประทับใจได้โดยง่าย
ทว่าเมื่อซูเสวียนได้เห็น เขาแทบอยากจะพุ่งเข้าไปสังหารอีกฝ่ายให้ตายคามือ
"ซูเสวียน ไม่ได้พบกันเสียนาน" เจียงชิงขุยเอ่ยทักทายด้วยสีหน้าซับซ้อน
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเจียงชิงขุย ซูเสวียนก็บังเกิดสังหรณ์ร้ายขึ้นมาทันที
เพราะในอดีตที่ผ่านมา เจียงชิงขุยมักจะเรียกขานเขาอย่างสนิทสนมว่า 'ท่านพี่ซูเสวียน' เสมอ...
*****