เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 736 สองจังหวะหัวใจ

บทที่ 736 สองจังหวะหัวใจ

บทที่ 736 สองจังหวะหัวใจ


ลำแสงสายนั้นพุ่งทะยานออกไปเป็นระยะทางไกล ก่อนจะร่อนลงสู่พื้นที่ร้างผู้คนแห่งหนึ่ง

เมื่อแสงสว่างจางหายไป ร่างของชายชราผู้หนึ่งก็ปรากฏ

ทว่า... ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของชายชรากลับค่อยๆเลือนหายไปอย่างรวดเร็วจนตาเปล่ามองเห็นได้ ในไม่ช้าก็แปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นใบหน้าของชายหนุ่ม

จากนั้น ชายหนุ่มก็ดึงหนวดเคราสีขาวออก เผยให้เห็นรูปโฉมที่แท้จริง

ชายชราผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเย่ฟาน

ด้วยระดับพลังในปัจจุบัน เขาทำได้เพียงแปลงโฉมอย่างง่ายๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้รูปลักษณ์แตกต่างจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง

เย่ฟานเชื่อมั่นว่า หากครั้งหน้าเขาไปพบฟางโหยวรั่วด้วยใบหน้าที่แท้จริง เธอจะจำเขาไม่ได้อย่างแน่นอน

"ได้เวลาไปแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว"

หลังจากได้เห็นหน้าฟางโหยวรั่ว แม้จะเป็นเพียงครู่เดียว แต่ความคนึงหาก็ได้รับการบรรเทาลงไปมาก

......

อีกด้านหนึ่ง

ฟางโหยวรั่วมองไปยังทิศทางที่ลำแสงหายลับไป เธอยืนเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงสติกลับมาพร้อมรอยยิ้มแห่งความปิติ แล้วพึมพำกับตัวเอง

"ที่แท้ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียร... ถ้าอย่างนั้น คำทำนายของเขาก็น่าจะเป็นจริงใช่ไหมนะ?"

หลังจากลองเชิงด้วยคำถามแรก ฟางโหยวรั่วก็เริ่มเชื่อถือในตัวชายชราผู้นั้น เธอจึงตัดสินใจถามคำถามที่สำคัญที่สุดออกไป

นั่นคือคำถามที่ว่า... เนื้อคู่ในอนาคตจะมาสู่ขอเธอเมื่อไหร่

เหตุผลที่เธอถามคำถามนี้ ไม่ใช่เรื่องไร้สาระเลื่อนลอย

ความกลัดกลุ้มใจของฟางโหยวรั่ว ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง

"หวังว่าคุณปู่คนนั้นจะแม่นนะ แต่ที่บอกว่ารอให้เขา 'มีชื่อเสียงก้องโลก' เนี่ย... มันต้องรอถึงเมื่อไหร่กันนะ? หวังว่าจะเร็วๆนี้เถอะ ไม่อย่างนั้น..."

ฟางโหยวรั่วคาดหวังอยู่ในใจ มือเรียวขาวผ่องค่อยๆเลื่อนลงมาลูบหน้าท้องของตนเองโดยไม่รู้ตัว มุมปากปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างที่สุด

......

ณ เมืองหลวง

หลังวิกฤตจากคนต่างแดนคลี่คลาย หวังฮ่าวหรานก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไร้กังวลอยู่พักใหญ่

ในช่วงเวลานี้ หวังฮ่าวหรานได้รับข่าวว่า ขบวนส่งศพฉู่เทียนกลับไปยังสำนักเจ็ดดาราถูกบุคคลลึกลับดักปล้นกลางทาง

แต่บุคคลลึกลับผู้นั้นเพียงแค่จัดการคนคุ้มกันจนสลบเหมือด โดยไม่ได้ขโมยทรัพย์สินใดๆไปเลย

หวังฮ่าวหรานพอจะเดาได้ว่า บุคคลลึกลับผู้นั้นคือเย่ฟาน

สมบัติวิเศษบรรพกาลย่อมเป็นสิ่งล่อใจอันมหาศาลแม้แต่กับระดับเซียนจุน ถึงขั้นที่ยอมเสี่ยงชีวิตแย่งชิงกันได้

ถ้าเย่ฟานไม่คิดจะชิงกระบี่หงเหมิงสิถึงจะแปลก

แต่น่าเสียดายที่เย่ฟานคงทำได้แค่ฝันถึงมัน

เพราะกระบี่หงเหมิงตกมาอยู่ในมือของหวังฮ่าวหรานเรียบร้อยแล้ว

สรุปแล้ว การเดินทางมาเมืองหลวงครั้งนี้ หวังฮ่าวหรานกอบโกยผลประโยชน์กลับไปได้อย่างมหาศาล

ฉู่เทียนตายแล้ว เวทีโชว์เทพที่เมืองหลวงก็ปิดฉากลง เย่ฟานเองก็น่าจะออกจากเมืองหลวงไปแล้วเช่นกัน

หวังฮ่าวหรานจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องรั้งอยู่ที่เมืองหลวงอีกต่อไป

แผนการขั้นต่อไป หวังฮ่าวหรานได้วางไว้เรียบร้อยแล้ว

พลังวิญญาณในโลกมนุษย์นั้นเบาบางจนน่าใจหาย

เขามีกายาจิตวิญญาณโดยกำเนิดที่สามารถดูดซับพลังวิญญาณมาเปลี่ยนเป็นพลังบำเพ็ญได้โดยอัตโนมัติ แต่ในโลกมนุษย์ที่ขาดแคลนพลังวิญญาณ กายานี้แทบจะไร้ประโยชน์

มีเพียงในแดนศักดิ์สิทธิ์ที่อุดมไปด้วยพลังวิญญาณเท่านั้น ที่กายาจิตวิญญาณโดยกำเนิดจะแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้

หวังฮ่าวหรานตั้งใจจะเดินทางไปแดนศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง

คำนวณเวลาดูแล้ว ซูเสวียนที่ท่องอยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์จนพลังรุดหน้าไปมาก

เมื่อเทียบกับโลกมนุษย์ โอกาสและวาสนาในแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นมีมากมายมหาศาลกว่าหลายเท่า

แน่นอนว่าหวังฮ่าวหรานไม่ได้กลัวว่าซูเสวียนจะแข็งข้อจนคุมไม่อยู่ เพราะเขายังถือครอง 'โลหิตต้นกำเนิด' ของซูเสวียนไว้อยู่

ตราบใดที่มีสิ่งนี้ หวังฮ่าวหรานสามารถใช้คำสาปโลหิตสั่งตายซูเสวียนได้ทุกเมื่อ

สิ่งที่หวังฮ่าวหรานสนใจจริงๆคือ กู้หงอีและซูเสวียนรวบรวมวัตถุดิบสำหรับสร้างกายเนื้อใหม่ได้มากแค่ไหนแล้ว

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หวังฮ่าวหรานก็พาเปี่ยนซูเหวิน มู่หนานจือ และจิซึรุ ชินอิจิ เดินทางกลับเมืองชิงหลิง

ความจริงเย่อู๋เหินก็อยากจะตามไปด้วย แต่ด้วยสถานะแม่ทัพใหญ่ เธอจึงไม่สามารถทิ้งเมืองหลวงไปได้ตามอำเภอใจ

บรรดาสาวงามในฮาเร็มของหวังฮ่าวหราน ตอนนี้ส่วนใหญ่มารวมตัวกันอยู่ที่ชิงหลิงแล้ว

หลังจากกลับมาถึงชิงหลิง หวังฮ่าวหรานใช้เวลาอยู่กับเหล่าสาวงามพักหนึ่ง จากนั้นจึงปลีกตัวเดินทางมุ่งหน้าสู่ฉงโจวเพียงลำพัง

......

ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงคืน

หวังฮ่าวหรานลอบเข้ามาที่บริเวณบ้านพักของฟางโหยวรั่วอย่างเงียบเชียบ

ไฟในห้องนอนของฟางโหยวรั่วยังสว่างอยู่ เธอยังไม่หลับ แต่กำลังนั่งเหม่อลอยมองหนังสือที่เปิดค้างไว้

หวังฮ่าวหรานจงใจปลดปล่อยกลิ่นอายออกมาเล็กน้อยขณะแอบดูเธอจากนอกหน้าต่าง

ฟางโหยวรั่วรู้สึกตัวทันที เธอดึงสติกลับมาและมองไปที่หน้าต่างด้วยความระแวดระวัง พลางโคจรพลังวิญญาณเตรียมรับมือตามสัญชาตญาณ

ปกติฟางโหยวรั่วมักจะปกปิดระดับพลังของตนไว้ แต่เมื่อรู้สึกถึงภัยคุกคาม เธอจึงเผลอปลดปล่อยพลังออกมาโดยไม่รู้ตัว

แต่ความระแวงของฟางโหยวรั่วคงอยู่ได้เพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะมลายหายไปอย่างรวดเร็ว

เพราะเธอจำได้ว่า กลิ่นอายนี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน

หวังฮ่าวหรานเปลี่ยนร่างเป็นลำแสง พุ่งผ่านหน้าต่างเข้าไปในห้องนอน

ฟางโหยวรั่วโผเข้ากอดเขาเต็มรักทันที

ไม่ได้เจอกันนาน ทั้งสองจึงแลกเปลี่ยนความความคิดถึงผ่านการสัมผัสเล็กๆน้อยๆ พอให้ชุ่มชื่นหัวใจ

หลังจากถอนริมฝีปากออก หวังฮ่าวหรานก็มองฟางโหยวรั่วด้วยความประหลาดใจ

สมกับเป็นนางเอกเพียงคนเดียวในพล็อตเรื่องของเย่ฟาน พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรของเธอช่างน่าทึ่ง ตอนนี้เธอก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวมปราณขั้นหกแล้ว

เมื่อเทียบกับความเร็วของหวังฮ่าวหรานและเย่ฟาน อาจจะดูไม่เร็วนัก

ทว่าฟางโหยวรั่วเก็บตัวอยู่แต่ในฉงโจว ไม่มีวาสนาปาฏิหาริย์หรือตัวช่วยใดๆ อาศัยเพียงการฝึกฝนตามปกติ การมาถึงขั้นหกได้ในตอนนี้ ถือว่าก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น เพราะเธอฝึกฝน 'เคล็ดวิชาเก้าสวรรค์พริ้วไหว' หากไม่ปกปิดพลัง กลิ่นอายรอบกายของเธอจะดูสูงส่งและลึกลับประดุจเซียน

ออร่าของ 'เทพธิดาโหยวรั่ว' ในอนาคต เริ่มฉายแววให้เห็นแล้ว

หวังฮ่าวหรานมองดูเธอด้วยความหลงใหล อยากจะสัมผัสมันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แต่ทว่า ฟางโหยวรั่วกลับดูไม่มีอารมณ์ร่วมสักเท่าไหร่

"เป็นอะไรไป?" หวังฮ่าวหรานถามด้วยความสงสัย

ฟางโหยวรั่วหน้าแดงระเรื่อ กระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของหวังฮ่าวหราน

หวังฮ่าวหรานอึ้งไปครู่ใหญ่ พูดไม่ออก พอตั้งสติได้ เขารีบใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบทันที และพบว่า...

ในร่างกายของฟางโหยวรั่ว มีจังหวะการเต้นของหัวใจอยู่สองจังหวะ

จังหวะหนึ่งเต้นแรงและมั่นคง นั่นคือหัวใจของฟางโหยวรั่ว

ส่วนอีกจังหวะหนึ่ง... แผ่วเบาและละเอียดอ่อน

แม้หวังฮ่าวหรานจะเคยคาดหวังเรื่องนี้ไว้บ้าง แต่พอเกิดขึ้นจริง ก็อดทำตัวไม่ถูกไม่ได้

"คุณ... คุณเสียใจหรอคะ?"

เห็นหวังฮ่าวหรานเงียบไปนาน ฟางโหยวรั่วก็ลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล

"เปล่าครับ... แค่มันกะทันหันไปหน่อย" หวังฮ่าวหรานยิ้มแห้งๆ

"ตอนฉันรู้ครั้งแรก ฉันก็ตกใจเหมือนกันค่ะ แต่พอนานไปก็เริ่มทำใจยอมรับได้" ใบหน้าของฟางโหยวรั่วฉายแววความอบอุ่นแบบคนเป็นแม่ ก่อนจะถามด้วยความกังวลว่า "คุณจะยอมรับไหมคะ?"

"ผมจะไม่ยอมรับได้ยังไง" หวังฮ่าวหรานรีบแสดงจุดยืน แต่แล้วก็นึกถึงปัญหาข้อหนึ่ง

นั่นคือ... ในโลกมนุษย์ ด้วยอายุที่ยังน้อยนิด เขาคงไม่สามารถจัดพิธีแต่งงานอย่างเปิดเผยให้ฟางโหยวรั่วได้

คิดไปคิดมา หวังฮ่าวหรานจึงตัดสินใจหาหนทางที่เหมาะสม

และสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดก็คือแดนศักดิ์สิทธิ์

ไหนๆเขาก็ตั้งใจจะไปที่นั่นอยู่แล้ว

ในแดนศักดิ์สิทธิ์ หญิงสาววัยเดียวกับฟางโหยวรั่วมีลูกหลายคนกันเป็นเรื่องปกติ

"แล้ว... แล้วคุณคิดจะทำยังไงต่อไปคะ?" ฟางโหยวรั่วถามด้วยความคาดหวังระคนดีใจ

หวังฮ่าวหรานสูดหายใจลึก จ้องมองใบหน้าอันงดงามที่อาจนำมาซึ่งหายนะของบ้านเมืองได้อย่างจริงจัง

"เรามาแต่งงานกันเถอะ"

แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่สำหรับฟางโหยวรั่วแล้ว มันช่างไพเราะจนหัวใจแทบละลาย

ด้วยความซาบซึ้งใจ ฟางโหยวรั่วจึงลืมความกังวลทั้งหมด และแสดงความรักตอบกลับเขาอย่างเร่าร้อนที่สุดเท่าที่จะทำได้

*****

จบบทที่ บทที่ 736 สองจังหวะหัวใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว