เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 200 - บุกส่งสาส์นท้าประลองยอดฝีมือระดับเจ็ดถึงหน้าประตู!

บทที่ 200 - บุกส่งสาส์นท้าประลองยอดฝีมือระดับเจ็ดถึงหน้าประตู!

บทที่ 200 - บุกส่งสาส์นท้าประลองยอดฝีมือระดับเจ็ดถึงหน้าประตู!


บทที่ 200 - บุกส่งสาส์นท้าประลองยอดฝีมือระดับเจ็ดถึงหน้าประตู!

ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที

ประธานซ่งก็โทรกลับมา

จ้าวเจิงรีบกดรับสาย "คุณลุงซ่งครับ ได้เรื่องไหมครับ"

ประธานซ่งตอบกลับเสียงเครียด "ได้เรื่องแล้ว! ยัยหลิวหรูเยียนที่จ้องจะฮุบบริษัทของพ่อนาย เป็นคนของตระกูลหลิวแห่งสมาคมการค้าไท่ซาง!"

จ้าวเจิงถามกลับทันที "ตระกูลหลิวที่ว่านี่ อิทธิพลล้นฟ้าขนาดนั้นเลยเหรอครับ"

ประธานซ่งอธิบาย "ตำแหน่งประธานสมาคมการค้าไท่ซางก็คือผู้นำตระกูลหลิวนั่นแหละ ตาเฒ่านั่นเป็นถึงเจ้าพ่อยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจ มีเส้นสายเครือข่ายโยงใยไปทั่ว... แถมตระกูลหลิวยังปั้นยอดมนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดระดับท็อปๆ ขึ้นมาได้อีกหลายคน หนึ่งในนั้นมีคนที่ชื่อ 'หลิวชิ่ง' หมอนี่อายุแค่สามสิบสามแต่ก็ก้าวขึ้นไปแตะระดับเจ็ดได้แล้ว อนาคตไกลลิบลิ่วเลยล่ะ"

"อ้อ เกือบลืมบอกไป หลิวชิ่งก็คือพี่ชายแท้ๆ ของหลิวหรูเยียนนั่นแหละ!"

เมื่อได้ฟังข้อมูลทั้งหมด จ้าวเจิงก็พอจะวาดภาพขนาดของเครือข่ายอำนาจที่ตระกูลหลิวครอบครองอยู่ได้คร่าวๆ

อย่างน้อยๆ สำหรับคนธรรมดาทั่วไปแล้ว ตระกูลหลิวก็คือมังกรยักษ์ที่ไม่มีใครกล้าแหยมด้วยแน่ๆ!

แววตาของคุณปู่ฉายแวววิตกกังวลขึ้นมาทันที

เวลานั้นเอง ประธานซ่งก็เอ่ยข้อเสนอขึ้นมา "ฉันพอจะออกหน้าช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาเฉพาะหน้าที่บริษัทของพ่อนายกำลังเจออยู่ตอนนี้ได้นะ แต่ฉันก็รับปากได้แค่ว่าจะช่วยสกัดกั้นแรงกดดันจากฝั่งราชการให้เท่านั้น ส่วนเรื่องการทำธุรกิจตระกูลหลิวคงไม่ยอมลดราวาศอก และหาทางโจมตีบริษัทพ่อนายในเชิงธุรกิจต่อไปแน่ๆ..."

เมื่อได้ยินข้อเสนอ จ้าวเจิงก็ขมวดคิ้วมุ่น

นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เขาต้องการ!

ในเมื่อคนตระกูลหลิวกล้าเหยียบย่ำเข้ามาในอาณาเขตของเขาจนทำให้คนในครอบครัวต้องขวัญหนีดีฝ่อ ถ้าเขาไม่ฟันมือสกปรกของพวกมันทิ้งซะ แล้วเขาจะระบายความแค้นที่อัดอั้นอยู่ในใจออกไปได้ยังไงล่ะ

ถ้าเขาเป็นแค่คนไร้น้ำยา เขาอาจจะต้องจำใจกลืนเลือดและยอมก้มหัวให้พวกมัน

แต่ตอนนี้ จ้าวเจิงมั่นใจในพลังของตัวเองแบบสุดๆ!

"คุณลุงซ่งครับ แล้วชื่อเสียงของตระกูลหลิวในประเทศเราเป็นยังไงบ้างครับ"

"เน่าเฟะไม่มีชิ้นดีเลยล่ะ!" ประธานซ่งสับแหลก "ตระกูลนี้สร้างเนื้อสร้างตัวมาจากการเป็นนายหน้าค้าชาติ คอยลักลอบขายทรัพยากรสำคัญของประเทศ วิธีการทำมาหากินก็สกปรกโสมม ฮุบบริษัทเล็กๆ ในประเทศไปตั้งไม่รู้เท่าไหร่ ถ้าไม่ได้พวกผู้ใหญ่คอยกางปีกปกป้องอยู่ล่ะก็ ไอ้พวกสวะแบบนี้คงโดนเด็ดหัวไปตั้งนานแล้ว..."

ฟังจากน้ำเสียงก็รู้แล้ว

ว่าประธานซ่งรังเกียจขยะแขยงตระกูลนี้เข้าไส้!

จ้าวเจิงจึงโพล่งขึ้นมา "คุณลุงซ่งครับ ที่ตระกูลหลิวกล้ากร่างคับฟ้าได้ขนาดนี้ก็เพราะมีหลิวชิ่งคอยหนุนหลังอยู่ใช่ไหมครับ แล้วถ้าผมจัดการถอนรากถอนโคนหลิวชิ่งทิ้งซะ ผลลัพธ์จะเป็นยังไงครับ"

ประธานซ่งนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโพล่งออกมาด้วยความตื่นเต้น "จริงสิ ทำไมฉันถึงลืมนึกถึงวิธีนี้ไปได้... นายก็สวมรอยเป็นเฉินเย่แล้วออกหน้าเป็นตัวแทนของตระกูลจ้าว ส่งสาส์นท้าประลองกับหลิวชิ่งไปเลยสิ! ไม่ต้องถึงขั้นเอาชีวิตมันหรอก แค่หักขามันทั้งสองข้าง ปัญหาทุกอย่างก็จบเห่แล้ว!"

จ้าวเจิงตกใจ "ส่งสาส์นท้าประลองเหรอครับ"

ประธานซ่งตอบกลับมาตามสาย "ทำไมล่ะ นี่นายไม่รู้กฎข้อนี้หรอกเรอะ ความขัดแย้งระหว่างผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดสามารถยุติได้ด้วยการส่งสาส์นท้าประลองเพื่อต่อสู้ตัดสินกันอย่างเปิดเผย! ต่อให้พลั้งมือฆ่าคู่ต่อสู้ตาย โทษหนักสุดก็แค่โดนปรับเงินแค่นั้นแหละ"

จ้าวเจิง: "..."

ไอ้วิธีป่าเถื่อนแบบนี้มันควรจะมีแค่ในยุคโบราณไม่ใช่รึไง ทำไมยุคนี้ยังมีกฎบ้าๆ แบบนี้อยู่อีกเนี่ย

แต่พอมาลองทบทวนดูดีๆ มันก็สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน

เพราะผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดแต่ละคนล้วนมีพลังทำลายล้างมหาศาล ถ้าปล่อยให้มีความแค้นเคืองต่อกันแล้วไม่เปิดช่องทางให้ระบายออกอย่างถูกกฎหมาย ขืนปล่อยให้ลอบกัดกันลับหลัง สังคมคงวุ่นวายและเกิดอันตรายร้ายแรงตามมาแน่ๆ

ประธานซ่งกล่าวเสริม "แต่หลิวชิ่งเป็นคนดังที่มีหน้ามีตาในสังคม คนคอยจับตาดูมันเยอะแยะ ถ้าเล่นงานมันถึงตายอาจจะมีปัญหาตามมาได้ ทางที่ดีนายควรจะทำลายพลังของมันทิ้งซะก่อน แล้วค่อยหาจังหวะเชือดมันทีหลัง"

จ้าวเจิงตอบรับทันที "เข้าใจแล้วครับคุณลุงซ่ง"

ประธานซ่งสั่งเสีย "เดี๋ยวฉันจะส่งประวัติของหลิวชิ่งไปให้ พอนายเตรียมตัวพร้อมเมื่อไหร่ก็บุกไปส่งสาส์นท้าประลองถึงที่ได้เลย"

จ้าวเจิงนึกถึงความเป็นไปได้อีกทางหนึ่ง "คุณลุงซ่งครับ แล้วถ้ามันขี้ขลาดไม่กล้ารับคำท้าล่ะครับ"

"ไม่กล้ารับงั้นรึ" ประธานซ่งหัวเราะหึๆ "มันเป็นถึงคนดังเชียวนะ! แถมประวัติของเฉินเย่ที่โชว์หราอยู่ตอนนี้ก็เป็นแค่ผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดระดับหก ยกเว้นซะแต่มันอยากจะจบเห่ในวงการ ไม่งั้นยังไงมันก็ต้องจำใจรับคำท้าแน่นอน!"

"แต่ถ้ามันหน้าด้านปฏิเสธคำท้าของนายจริงๆ ก็ยิ่งเข้าทางเราเลย ถึงตอนนั้นฉันจะปล่อยข่าวให้กระจายไปทั่ว รับรองว่าตระกูลหลิวได้เอาหน้าไปซุกแผ่นดินหนีแน่ ชื่อเสียงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี หมดสิทธิ์ผงาดขึ้นมาผยองได้อีกต่อไป"

...

หลังจากวางสาย

จ้าวเจิงก็ถอนหายใจยาวๆ พอหันหน้าไปก็เห็นคุณปู่กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาตกตะลึง

ราวกับเพิ่งเคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของหลานชายคนนี้เป็นครั้งแรก

"คุณปู่ครับ ผมทำคุณปู่ตกใจหรือเปล่าครับ" จ้าวเจิงยิ้มถาม

คุณปู่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระบายยิ้มออกมา "เปล่าหรอก ปู่แค่รู้สึกทึ่งที่หลานรักของปู่เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วจริงๆ"

"แล้วคุณปู่เห็นด้วยกับแผนการเมื่อกี้ของผมไหมครับ"

"เห็นด้วยสิ ต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน!"

คุณปู่ตอบเสียงหนักแน่น "ปู่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของหลิวชิ่งมาบ้าง เจ้านั่นนับว่าเป็นบุคคลระดับแนวหน้าคนหนึ่งเลยล่ะ ถ้านายสามารถโค่นมันลงได้ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านายคือยอดฝีมือตัวจริงเสียงจริง ในเมื่อเป็นผู้แข็งแกร่ง ก็ต้องมีศักดิ์ศรีของตัวเอง! ใครกล้ามาแหยมก็ต้องสวนกลับให้หนัก ไม่อย่างนั้นพวกมันจะมองว่าเราเป็นพวกหัวอ่อนยอมคน ใครนึกอยากจะเหยียบย่ำก็ทำได้ตามใจชอบ!"

พูดถึงตรงนี้ คุณปู่ก็ทอดถอนใจ "เป็นเพราะปู่กับพ่อนายไม่เคยเข้าใจความสามารถที่แท้จริงของนายเลย ตระกูลจ้าวเราก็เลยต้องตกเป็นเบี้ยล่างให้คนอื่นเขารังแกเอา"

"รู้ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปหรอกครับ!" จ้าวเจิงให้คำมั่น "คุณปู่วางใจได้เลยครับ ในเมื่อการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ระดับประเทศครั้งล่าสุดผมยังคว้าแชมป์มาได้ แค่หลิวชิ่งคนเดียว รับรองว่าต้องหมอบกระแตตุ๋ยอยู่แทบเท้าผมแน่นอน ความอัปยศที่พวกมันทำไว้กับคุณปู่และพ่อ ผมจะเป็นคนไปทวงคืนให้เอง!"

คุณปู่ยิ้มกว้างพร้อมกับพยักหน้ารับ "หลานปู่โตแล้ว มีความคิดเป็นของตัวเอง กล้าคิดกล้าทำแบบนี้ ปู่ก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่!"

จ้าวเจิงยิ้มร่าด้วยความดีใจ

ก่อนจะเสริมว่า "คุณปู่ครับ เรื่องนี้อย่าเพิ่งบอกให้พ่อรู้นะครับ ผมขี้เกียจทนฟังพ่อบ่น เอาไว้เคลียร์ปัญหาเสร็จสรรพเมื่อไหร่ค่อยบอกทีเดียวเลยดีกว่าครับ"

"ตกลง ปู่ตามใจแก"

...

ครู่ต่อมา

ข้อมูลประวัติของ "หลิวชิ่ง" ก็ถูกส่งตรงมาจากประธานซ่งเข้ามือถือของจ้าวเจิง

จ้าวเจิงเปิดอ่านแบบผ่านๆ ก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

เพราะพลังพิเศษของหลิวชิ่งคือสายเลือดมนุษย์กลายพันธุ์ "ไอซ์แมน"! สามารถสร้างและควบคุมน้ำแข็งได้อย่างอิสระ

พลังระดับนี้เรียกได้ว่าถอดแบบมาจากผลน้ำแข็งสายธรรมชาติเลยก็ว่าได้ ถือเป็นสุดยอดพรสวรรค์ที่น่าสะพรึงกลัวทีเดียว

ไม่แปลกใจเลยที่หมอนี่จะก้าวขึ้นสู่ระดับเจ็ดได้ตั้งแต่อายุยังน้อย!

นอกจากนี้ ในข้อมูลยังระบุตารางงานคร่าวๆ ของหลิวชิ่งไว้ด้วย

โดยระบุว่า อีกสองวันข้างหน้า หลิวชิ่งมีกำหนดการจะเดินทางไปที่เมืองฮุ่ยเพื่อเจรจาเข้าซื้อหุ้นบริษัทแห่งหนึ่ง...

พอเห็นแบบนี้ จ้าวเจิงก็เหยียดยิ้มออกมา

สมกับที่เป็นพี่น้องกันจริงๆ!

...

เมื่อกลับมาถึงบ้าน

จ้าวเฉิงหัวกำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น

ดูท่าทางกำลังกลุ้มใจเรื่องปัญหาของบริษัทอยู่แน่ๆ!

"พ่อครับ!"

จ้าวเจิงส่งเสียงเรียก

จ้าวเฉิงหัวเงยหน้าขึ้นมามองลูกชายแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถาม "ไปส่งปู่มาแล้วรึ ปู่ไม่ได้ว่าอะไรแกใช่ไหม"

"จะว่าอะไรล่ะครับ ปู่ปลื้มผมจะตายไป" จ้าวเจิงตอบกลั้วรอยยิ้ม

จังหวะนั้นเอง

เหวินลี่ ผู้เป็นแม่ก็เดินถือจานผลไม้ที่ปอกเตรียมไว้เรียบร้อยออกมาจากห้องครัว

พอเห็นหน้าลูกชาย เธอก็กวักมือเรียกทันที "ลูกรัก มานี่สิ มากินผลไม้ก่อน"

"ครับแม่"

จ้าวเจิงลุกขึ้นไปรับจานผลไม้จากมือแม่ แล้วนำมาวางแหมะไว้ตรงหน้าพ่อ

"พ่อก็กินด้วยสิครับ"

แต่จ้าวเฉิงหัวดูเหมือนจะกินอะไรไม่ลง เขามองหน้าจ้าวเจิงแล้วถามต่อ "แกขอลาหยุดกลับมาเรอะ คราวนี้จะอยู่กี่วันล่ะ"

จ้าวเจิงส่ายหน้า "เปล่าครับ มหาวิทยาลัยปิดเทอมยาวเดือนครึ่ง ผมก็เลยกะว่าจะหมกตัวอยู่บ้านยาวๆ ไปเลยครับ"

พอได้ยินว่าลูกชายจะอยู่บ้านยาว คนเป็นแม่ก็ยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิง "ดีจังเลย อยู่บ้านเรานี่แหละดีที่สุด! เย็นนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก เดี๋ยวแม่จะเข้าครัวทำให้สุดฝีมือเลย"

"ปลาช่อนทอดลุยสวนครับ!"

"ได้เลย เดี๋ยวแม่จะออกไปซื้อปลาช่อนสดๆ ตัวโตๆ มาทำให้กินนะ"

ว่าแล้ว เหวินลี่ก็คว้าตะกร้าเดินออกไปจ่ายตลาดทันที

ทางฝั่งจ้าวเฉิงหัวกลับจ้องลูกชายเขม็งแล้วถามต่อ "เมื่อวานพ่อตามอ่านข่าวของแกกับหนูซ่งในเน็ตอยู่... ตอนลุยด่านชั้นที่สิบ แกได้คะแนนเท่าไหร่"

"ผมก็ได้คะแนนเท่ากับไห่ถังนั่นแหละครับ แต่ผมตั้งใจหลีกทางให้เธอทำผลงานโดดเด่นกว่า จะได้ไม่มีชื่อผมหราอยู่บนบอร์ดประกาศไงครับ"

เมื่อได้ยินคำตอบนั้น

จ้าวเฉิงหัวก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

ถึงเขาจะไม่ค่อยสันทัดเรื่องมิติวิญญาณเท่าไหร่ แต่ขอแค่ลูกชายไม่เสียเปรียบใครก็พอแล้ว

"ได้ข่าวว่าตอนทดสอบวัดระดับ... ฝีมือหนูซ่งพุ่งไปเกือบแตะระดับหกแล้วงั้นรึ"

"ใช่ครับ!"

จ้าวเจิงพยักหน้ายิ้มๆ

เขามีสิทธิ์ที่จะยืดอกภูมิใจได้เต็มที่ เพราะซ่งไห่ถังไม่เพียงแต่จะเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ที่เขาหมายตาเอาไว้ แต่เธอยังเป็นสุดยอดฝีมือที่เขาปั้นขึ้นมากับมืออีกด้วย โคตรจะภูมิใจเลย!

ส่วนเรื่องผลการทดสอบของซ่งไห่ถังนั้น มันกลายเป็นไวรัลติดฮอตเสิร์ชตั้งแต่ช่วงบ่ายเมื่อวานแล้ว สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกโซเชียล สำนักข่าวแทบทุกช่องต่างก็หยิบยกประเด็นนี้ไปรายงานข่าวกันอย่างครึกโครม

การที่เพิ่งจะก้าวพ้นสถานะนักศึกษาใหม่แต่กลับมีฝีมือเทียบชั้นระดับหกได้นั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์

ถือเป็นการสร้างสถิติใหม่ที่น่าทึ่งสุดๆ!

"แล้วฝีมือแกล่ะ อยู่ระดับไหนแล้ว" จ้าวเฉิงหัวถามด้วยความเป็นห่วง

จ้าวเจิงยิ้มแฉ่งตอบอย่างมั่นใจ "ก็ต้องเหนือกว่าไห่ถังอยู่แล้วสิครับ"

พอได้ยินคำยืนยันจากปากลูกชาย จ้าวเฉิงหัวก็ยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ

สองพ่อลูกคุยกันต่ออีกพักใหญ่ จ้าวเจิงก็ขอตัวกลับเข้าไปพักผ่อนในห้องนอน

ห้องนอนของเขายังคงสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะแม่คอยปัดกวาดเช็ดถูให้อยู่เสมอ

...

สองวันต่อมา

ช่วงบ่ายคล้อย

บริเวณด้านหน้าบริษัทแห่งหนึ่งในเมืองฮุ่ย เนืองแน่นไปด้วยกองทัพนักข่าว!

ไม่นานนัก

รถตู้ลีมูซีนคันหรูป้ายทะเบียนต่างเมืองก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าตรงบริเวณทางเข้าประตูใหญ่ของบริษัท

ชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมยาวแบบจีนโบราณ ไว้ผมหางเปียยาว ก้าวลงมาจากรถ รูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตานั้นดึงดูดทุกสายตาได้เป็นอย่างดี

ทันทีที่เป้าหมายปรากฏตัว เหล่าบรรดานักข่าวก็กรูเข้ามารุมล้อมกันอย่างบ้าคลั่ง

ไมโครโฟนและกล้องถ่ายรูปนับสิบตัวถูกยื่นจ่อไปที่ใบหน้าของชายคนนั้น

"คุณหลิวครับ การเดินทางมาที่นี่ในวันนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเซ็นสัญญาเข้าเทกโอเวอร์กิจการใช่หรือไม่ครับ"

"คุณหลิวครับ ช่วยเปิดเผยตัวเลขเม็ดเงินที่ใช้ในการกว้านซื้อหุ้นบริษัทเจียหางหน่อยได้ไหมครับ"

"คุณหลิวครับ มีข่าวลือหนาหูว่าคุณฉวยโอกาสตอนที่พวกเขาเดือดร้อน ใช้วิธีสกปรกบีบบังคับให้ผู้ก่อตั้งบริษัทเจียหางต้องยอมขายหุ้น เรื่องนี้เป็นความจริงหรือเปล่าครับ"

"คุณหลิวครับ รบกวนช่วยชี้แจงประเด็นนี้หน่อยครับ..."

การถูกฝูงนักข่าวรุมทึ้งและยิงคำถามแทงใจดำใส่เป็นชุดๆ ทำเอาสีหน้าของหลิวชิ่งเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

"ไสหัวไปให้พ้น!"

เขาตวาดลั่นเสียงเย็นเยียบ โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือกล้องที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่แม้แต่น้อย พร้อมกับปลดปล่อยไอเย็นยะเยือกออกมาจากร่าง

ฉับพลัน!

คลื่นความหนาวเหน็บก็แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทำเอานักข่าวพากันหนีตายถอยกรูดไปคนละทิศคนละทาง

หลิวชิ่งแสยะยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะหันหลังเตรียมตัวเดินจากไป

แต่แล้วจู่ๆ...

"ฟิ้ว!"

เสียงลมแหวกรุนแรงดังแหวกอากาศมาแต่ไกล

เงาร่างสายหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า พุ่งดิ่งลงมาประจันหน้าหลิวชิ่งแบบพอดิบพอดี

หลิวชิ่งหน้าถอดสี รีบเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน แต่พอเห็นว่าเป็นแค่ไอ้หนุ่มแว่นหน้าจืด เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

ในแผ่นดินนี้ รุ่นเยาว์ที่มีฝีมือฉกาจกว่าเขามีอยู่นับหัวได้ และเขาก็รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีทุกคน

และไอ้หนุ่มแว่นหน้าจืดตรงหน้า ก็ไม่ได้อยู่ในรายชื่อของยอดฝีมือเหล่านั้นอย่างแน่นอน

"เร็วเข้าๆ ข่าวชิ้นโบแดงมาแล้ว รีบถ่ายเก็บไว้ด่วนเลย!"

นักข่าวคนหนึ่งตะโกนลั่นด้วยความตื่นเต้น

คนตาบอดก็ยังดูออกเลยว่า การที่ไอ้หนุ่มแว่นนี่เหาะลงมาจากฟ้าแถมยังมาดักหน้าหลิวชิ่งแบบนี้ เจตนามาหาเรื่องชัดๆ

ในพริบตาเดียว!

ฝูงนักข่าวที่ล้อมวงอยู่รอบๆ ต่างก็มีสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด ราวกับฝูงฉลามที่ได้กลิ่นคาวเลือด พวกเขารีบส่งซิกให้ตากล้องกดชัตเตอร์รัวๆ อย่าให้พลาดช็อตเด็ดแม้แต่วินาทีเดียว

"แกคือหลิวชิ่งใช่ไหม"

"เออ ฉันนี่แหละ แล้วแกล่ะเป็นใคร"

หลิวชิ่งสวนกลับอย่างหงุดหงิด

จ้าวเจิงประกาศก้อง "ฉันคือเฉินเย่ เป็นตัวแทนของตระกูลจ้าว ในเมื่อน้องสาวสมองกลวงของแกที่ชื่อหลิวหรูเยียนทำตัวกำแหงไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าลบหลู่ตระกูลจ้าว แถมยังใช้วิธีสกปรกผิดกฎหมายหวังจะฮุบกิจการของพวกเรา... ฉันในฐานะตัวแทนของตระกูลจ้าว ขอส่งสาส์นท้าประลองถึงแก อีกสามวันให้หลัง เรามาเจอกันที่เทือกเขาต้าฮวง มาดวลกันให้รู้ดำรู้แดงไปเลย!"

สิ้นเสียงประกาศิต จ้าวเจิงก็สะบัดสาส์นท้าประลองลอยพุ่งตรงดิ่งไปยังหลิวชิ่ง

ภายในสาส์นท้าประลองมีเหรียญกษาปณ์ซ่อนอยู่ ด้วยพละกำลังมหาศาลของจ้าวเจิงที่อัดแน่นลงไป อานุภาพของมันจึงร้ายกาจยิ่งนัก

ถ้าหลิวชิ่งหลบไม่พ้น มีหวังได้เจ็บตัวฟรีแน่...

แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ได้ถึงพลังทำลายล้างที่แฝงมา เขารีบยื่นมือออกไปรับสาส์นท้าประลองเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด

หลิวชิ่งยังไม่ทันได้เปิดอ่านเนื้อหาในสาส์นท้าประลองด้วยซ้ำ แต่สีหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธจัด

ก็แหม คำพูดของจ้าวเจิงมันช่างเหยียบย่ำศักดิ์ศรีกันเกินไปแล้ว

กล้าด่าว่าน้องสาวของเขาเป็นยัยสมองกลวงงั้นเรอะ

นับตั้งแต่ตระกูลหลิวผงาดขึ้นมาผงาดง้ำค้ำฟ้า ก็ไม่เคยมีไอ้หน้าไหนกล้ามาพ่นคำหยาบคายใส่หน้าเขาแบบนี้มาก่อน

"แกรนหาที่ตายเองนะ!!"

หลิวชิ่งคำรามลั่นด้วยความเดือดดาล

วินาทีนี้เขาไม่สนใจแล้วว่าไอ้ตระกูลจ้าวบ้าบอนี่มันจะเป็นใครมาจากไหน เขาแค่อยากจะฉีกเนื้อไอ้หนุ่มตรงหน้าให้แหลกคามือเพื่อระบายความแค้น!

"ทำไม หรือว่าอยากจะเปิดศึกกันตรงนี้เลยล่ะ"

จ้าวเจิงยิ้มเยาะ "ถ้าแน่จริงก็เข้ามาเลยสิ!"

หลิวชิ่งได้ยินแบบนั้นก็โกรธจนลมออกหู กัดฟันกรอดๆ สาส์นท้าประลองในมือแทบจะถูกบีบจนแหลกละเอียด

แต่สุดท้ายเขาก็ต้องจำใจระงับความโกรธเอาไว้

เพราะกฎหมายบ้านเมืองระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดก่อเหตุวิวาทในย่านชุมชนเด็ดขาด!!

หากใครหน้าไหนกล้าฝ่าฝืนกฎเหล็กข้อนี้ รับรองว่าจะต้องเจอกับปัญหาใหญ่แน่ๆ ทางสำนักสิบสองนักษัตรจะต้องส่งยอดฝีมือมาตามล่าตัวไปลงโทษอย่างแน่นอน

ถึงแม้หลิวชิ่งจะเป็นพวกหยิ่งยโสโอหัง แต่เขาก็ไม่ได้โง่พอที่จะกล้าประกาศตัวเป็นศัตรูกับสำนักสิบสองนักษัตรหรอกนะ

แถมรอบข้างก็มีนักข่าวยั้วเยี้ยเต็มไปหมด บางคนก็กำลังไลฟ์สดอยู่ด้วยซ้ำ ขืนลงมือทำร้ายใครตรงนี้ มีหวังจบเห่แน่!

"แกชื่อเฉินเย่สินะ ได้! สาส์นท้าประลองนี่ฉันขอรับไว้!" หลิวชิ่งกัดฟันพูดเสียงเย็น "อีกสามวันเตรียมตัวตายศพไม่สวยได้เลย!"

เมื่อได้ยินคำขู่ที่ดูเหมือนหมาจนตรอกเห่า จ้าวเจิงก็แค่แสยะยิ้มบางๆ ก่อนจะทะยานตัวบินขึ้นสู่ท้องฟ้าและหายวับไปในชั่วพริบตา

เขาไม่ได้ใช้ความเร็วระดับซูเปอร์โซนิคในการบิน เพราะกลัวว่าจะทำให้หลิวชิ่งตกใจกลัวจนปอดแหกไม่กล้ามาตามนัด

แต่ถึงอย่างนั้น ภาพที่จ้าวเจิงบินหายลับไปในกลีบเมฆก็ทำให้หลิวชิ่งหน้าถอดสี เคร่งเครียดจนเห็นได้ชัด

บินได้งั้นเรอะ!

ความสามารถในการบินเป็นพลังพิเศษที่หาตัวจับยากสุดๆ!

หลิวชิ่งรู้ดีว่า คนที่ครอบครองพลังวิเศษแบบนี้ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะดวงดีสุดขีด ก็ต้องเป็นตัวอันตรายระดับบอสแน่ๆ

แถมตัวเขาเองก็ไม่ใช่พวกปลายแถวที่ไม่มีใครรู้จัก

การที่อีกฝ่ายกล้าบุกมาลูบคมถึงที่แบบนี้ แสดงว่าต้องเตรียมตัวมาดีและมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม...

ยิ่งคิด หลิวชิ่งก็ยิ่งหน้ามืดทะมึน!

แล้วทำไมเมื่อกี้เขาถึงต้องบ้าจี้รับคำท้าด้วยเนี่ย

ก็เพราะเขาเป็นบุคคลสาธารณะไงล่ะ!

การเป็นคนดังมันก็เหมือนดาบสองคม ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงด้านดีหรือด้านมืด เมื่อก้าวขึ้นมายืนอยู่ในจุดนี้แล้ว บางครั้งเขาก็ต้องจำใจทำอะไรที่ฝืนความรู้สึกตัวเอง

เขาคือหน้าตาและกระบอกเสียงของตระกูลหลิว ถ้าเขาแสดงอาการขี้ขลาดตาขาวออกมา ผลกระทบที่จะตามมามันมหาศาลเกินกว่าที่เขาจะรับไหว...

"คุณหลิวครับ เมื่อสักครู่นี้มีคนมาส่งสาส์นท้าประลองให้คุณใช่ไหมครับ"

"ชายคนนั้นกล่าวหาว่าคุณหลิวหรูเยียน น้องสาวของคุณ ใช้วิธีสกปรกฮุบกิจการคนอื่น คุณทราบเรื่องนี้มาก่อนไหมครับ"

"คุณหลิวครับ เมื่อกี้ผมแอบได้ยินว่าคุณตกลงรับคำท้าแล้ว ไม่ทราบว่าสำหรับการประลองที่จะเกิดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า คุณมีความมั่นใจมากน้อยแค่ไหนครับ"

ไอ้พวกนักข่าวหน้าด้านที่ไม่กลัวตายพวกนั้น

ต่างก็แห่กันเข้ามารุมล้อมเขาอีกระลอก...

หลิวชิ่งรำคาญจนแทบจะทนไม่ไหว เขาตัดสินใจล้มเลิกแผนที่จะเข้าไปในบริษัท แล้วหันหลังเดินกลับไปขึ้นรถทันที

"ออกรถ!"

เขาสั่งคนขับรถเสียงห้วน

เมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัวออกไป หลิวชิ่งก็นั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาน้องสาวของตัวเอง

...

จบบทที่ บทที่ 200 - บุกส่งสาส์นท้าประลองยอดฝีมือระดับเจ็ดถึงหน้าประตู!

คัดลอกลิงก์แล้ว