- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1307 ขีดเส้นแบ่งอาณาเขต
ตอนที่ 1307 ขีดเส้นแบ่งอาณาเขต
ตอนที่ 1307 ขีดเส้นแบ่งอาณาเขต
มู่เหลียงหลับตาทั้งสองข้างลง สัมผัสรับรู้แผ่ขยายออกไปเพื่อวัดขนาดพื้นที่วงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งหมื่นเมตร
ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขา การใช้ความสามารถที่สืบทอดมาจากเต่าทมิฬเพื่อวัดขนาดพื้นที่เส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งหมื่นเมตรนั้นถือเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก
"ขึ้นมา"
เขากล่าวเสียงเรียบ พื้นดินก็สั่นสะเทือนเบา ๆ สองสามครั้ง
"เอ๊ะ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?"
"แผ่นดินไหวเหรอ?"
"เกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
เสียงอุทานดังขึ้นระงม ชาวเมืองต่างพากันมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตระหนกและสงสัย
ครืน...
โดยมีภัตตาคารเต่าทมิฬเป็นศูนย์กลาง รัศมีห้าพันเมตรโดยรอบปรากฏเสาหินดินเหนียวขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสามเมตร สูงยี่สิบเมตร ผุดขึ้นมาจากพื้นดินทีละต้น
ระยะห่างระหว่างเสาแต่ละต้นนั้นไม่เท่ากัน แต่ที่เหมือนกันคือพวกมันล้วนผุดขึ้นมาในบริเวณที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง จึงไม่ได้ทำอันตรายแก่ผู้ใด
หากมองลงมาจากบนท้องฟ้า จะเห็นว่าเมื่อลากเส้นเชื่อมต่อเสาหินดินเหนียวทั้งหมดเข้าด้วยกัน มันจะกลายเป็นวงกลมขนาดยักษ์พอดี
"ทำไมจู่ ๆ ถึงมีเสาโผล่ขึ้นมาจากใต้ดินได้ล่ะ?"
ชาวเมืองต่างตกตะลึงและสงสัย พากันจ้องมองเสาหินเหล่านั้น
"ดูเหมือนจะไม่ได้มีแค่ต้นเดียวนะ"
"ฉันจะบินขึ้นไปดูหน่อย"
ใครบางคนเอ่ยขึ้น
"นั่นท่านอวี่เฟิงนี่นา"
ชาวเมืองจำคนที่พูดได้
อวี่เฟิง ไวเคานต์แห่งเมืองซาลุนเอ๋อ เขาเป็นจอมเวทธาตุลมระดับห้า
เห็นเพียงเขาทำสัญลักษณ์ด้วยมือและร่ายเวทมตร์พึมพำอยู่ในลำคอ
สายลมกระโชกแรงพัดรวมตัวกันรอบกายอวี่เฟิง พยุงร่างของเขาให้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าสูงหลายร้อยเมตร
เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ เมื่อเห็นเสาหินดินเหนียวแต่ละต้นที่ล้อมรอบภัตตาคารเต่าทมิฬเอาไว้ ภายในใจก็พลันตระหนักถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ทันที
"ที่แท้ข่าวลือนั่นก็เป็นเรื่องจริง!!"
อวี่เฟิงตื่นตะลึงในใจอย่างหาที่สุดไม่ได้
เมื่อสองวันก่อน เขาได้ยินข่าวลือขบขันที่บอกว่าองค์กษัตริย์ได้พระราชทานที่ดินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งหมื่นเมตรภายในเมืองซาลุนเอ๋อให้กับเจ้าเมืองเต่าทมิฬ
เดิมทีเขาคิดว่าเป็นเพียงเรื่องตลก แต่การได้เห็นเสาหินดินเหนียวเหล่านี้ในวันนี้ มันกลับกลายเป็นเหมือนไม้กระบองตีแสกหน้าเขาเข้าอย่างจัง
อวี่เฟิงร่อนลงมาจากท้องฟ้า กลับมายืนจุดเดิมที่บินขึ้นไป ฝูงชนที่มุงดูยังคงอยู่ที่นั่น พวกเขามองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ท่านอวี่เฟิง สีหน้าท่านดูไม่ค่อยดีเลยนะครับ"
"ท่านมองเห็นอะไรอย่างนั้นเหรอครับ?"
ชาวเมืองพากันซักไซ้ ทุกคนล้วนอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
"เสาหินดินเหนียวพวกนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่เจ้าเมืองเต่าทมิฬใช้ขีดเส้นแบ่งอาณาเขตของเขาน่ะ"
อวี่เฟิงมุมปากกระตุกขณะเอ่ยตอบ
"..."
บริเวณโดยรอบตกอยู่ในความเงียบงัน ชาวเมืองต่างเบิกตากว้าง
"ข่าวลือนั่นเป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ?"
ใครบางคนได้สติกลับมา เสียงอุทานด้วยความตกใจก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"ไม่จริงน่า ที่ดินผืนใหญ่ขนาดนี้ จะยกให้เมืองเต่าทมิฬหมดเลยเหรอ?"
เสียงแสดงความกังขาตังขึ้นอีกครั้ง
"ฉันก็ไม่แน่ใจนัก"
อวี่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ฉันเห็นว่ารอบ ๆ ภัตตาคารเต่าทมิฬมีเสาแบบนี้อยู่เยอะมาก พอเชื่อมต่อกันแล้วก็กลายเป็นวงกลมพอดี"
"นี่... บ้านของฉันอยู่ไม่ไกลจากภัตตาคารเต่าทมิฬพอดี ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ฉันก็กลายเป็นคนของเมืองเต่าทมิฬแล้วน่ะสิ?"
ชายร่างบึกบึนคนหนึ่งอุทานด้วยความประหลาดใจ
"บังเอิญจัง บ้านของฉันก็เหมือนกัน แถมเปิดประตูออกมาก็มองเห็นภัตตาคารเต่าทมิฬเลยด้วย"
อีกคนตะโกนแทรกขึ้นมา
"ฉันกำลังคิดอยู่ว่า จะย้ายบ้านดีไหม..."
ความคิดของชาวเมืองเริ่มเตลิดไปไกล แต่อวี่เฟิงกลับก้มหน้าลงอย่างครุ่นคิด เมืองเต่าทมิฬขีดเส้นแบ่งอาณาเขตแล้ว หรือว่าพวกเขากำลังจะมีก้าวต่อไป?
เขาเคยไปเมืองเต่าทมิฬ และชอบถนนการค้าที่นั่นมาก ถึงขนาดเคยพักอยู่ที่หอสามดวงดาวเป็นเวลาหลายวัน ถ้าไม่ใช่เพราะมีธุระ เขาคงไม่อยากรีบกลับมาที่เมืองซาลุนเอ๋อเร็วขนาดนี้หรอก
"เรื่องนี้ไม่ธรรมดาซะแล้ว"
นัยน์ตาของอวี่เฟิงเป็นประกาย
เขามองไปยังกลุ่มคนที่กำลังโวยวายว่าจะย้ายบ้าน ในใจพลันเกิดความคิดบางอย่าง จึงเดินเข้าไปตีสนิทเพื่อขอซื้อโฉนดที่ดินของพวกเขา
เขาเสนอราคาที่สูงกว่าราคาตลาดเสียอีก บรรดาคนที่อยากย้ายบ้านจึงไม่ลังเลใจ ตอบตกลงในทันที พร้อมกับบอกว่าจะย้ายออกไปภายในวันนั้นเลย
"หวังว่าข้อสันนิษฐานของฉันจะไม่ผิดนะ"
อวี่เฟิงพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
เพื่อที่จะกว้านซื้อที่ดิน เขาต้องใช้จ่ายเหรียญทองไปเป็นจำนวนมาก จนแทบจะเทหมดหน้าตัก เลยทีเดียว
อีกด้านหนึ่ง มู่เหลียงลืมตาขึ้นมาแล้ว เขาเมินเฉยต่อกลุ่มคนที่กำลังมุงดู และเดินเข้าไปในภัตตาคารเต่าทมิฬพร้อมกับฮู่เตียนและหยู่ฉินหลาน
มู่เหลียงเอามือไพล่หลังพลางกล่าว
"เส้นแบ่งอาณาเขตถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ส่งคนไปกระจายข่าวว่า ใครที่อาศัยอยู่ภายในวงล้อมของเสาหินและต้องการจะย้ายออก ขอให้ย้ายออกไปก่อนฟ้ามืดในวันพรุ่งนี้ ส่วนคนที่ไม่ย้ายออก จะต้องให้ความร่วมมือในการลงทะเบียนด้วย"
"ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันคะ?"
ฮู่เตียนถามด้วยความประหลาดใจ
"แน่นอนว่าเพื่อปรับปรุงพื้นที่บริเวณนี้ใหม่ คนที่เลือกอยู่ต่อจะได้รับบ้านใหม่ฟรีหนึ่งหลัง"
มู่เหลียงอธิบายอย่างไม่ใส่ใจ
"ส่วนคนที่ย้ายออกไป หากคิดจะกลับมาอีก ก็ต้องควักเหรียญทองซื้อบ้านเอาเอง"
"เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะไปจัดการเดี๋ยวนี้"
หยู่ฉินหลานยิ้มจนตาหยีเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
เธอจินตนาการออกเลยว่า หลังจากที่มู่เหลียงสร้างย่านที่พักอาศัยเสร็จแล้ว พวกคนที่ย้ายออกไปจะต้องรู้สึกเสียใจมากแค่ไหน
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง"
ฮู่เตียนกระจ่างแจ้งในทันที
เธอเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยเตือน
"มู่เหลียง สำนักงานใหญ่ของหอการค้ายู่วเจิ้งก็น่าจะอยู่ในวงล้อมเสาหินของนายด้วย จะให้พวกเขาย้ายออกไปไหมคะ?"
"ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจเองเถอะ"
มู่เหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ฮู่เตียนพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะ
"จะว่าไปแล้ว ในช่วงสองวันที่ภัตตาคารเต่าทมิฬเปิดให้บริการ ยู่วเจิ้งกับลูกสาวของเขาก็แวะมาวันละหลายรอบเลยนะคะ"
"มาทำอะไรเหรอ?"
มู่เหลียงเผยสีหน้าประหลาดใจ
"มาซื้อของ แล้วก็มากินอาหารค่ะ"
ฮู่เตียนตอบด้วยน้ำเสียงยั่วยวน
"แค่นั้นเองเหรอ?"
มู่เหลียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"อืม เดินวนดูร้านค้าบนชั้นสองไปแล้วไม่ต่ำกว่าสามรอบเลยล่ะ"
ฮู่เตียนกล่าวเสียงใส
มู่เหลียงครุ่นคิดอย่างละเอียด เจ้ายู่วเจิ้งคนนี้คงไม่ได้กำลังแอบขโมยเรียนรู้อะไรอยู่หรอกนะ?
"น่าสนใจดี ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก ปล่อยให้เขาเดินดูต่อไป"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
ฮู่เตียนยักไหล่ ตอบอย่างไม่แยแส
"เขาไม่ได้มาขโมยหรือปล้นซะหน่อย ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ไปห้ามไม่ให้เขามาหรอกค่ะ"
"อืม"
มู่เหลียงพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะถามขึ้นมาลอย ๆ
"สองวันนี้ผลประกอบการของภัตตาคารเป็นยังไงบ้าง?"
ฮู่เตียนตอบพร้อมรอยยิ้มหวานหยดย้อย
"ก็ถือว่าดีใช้ได้เลยค่ะ กำไรตั้งแสนกว่าเหรียญทอง กำลังคิดว่าจะหาคนไปแลกเป็นผลึกอสูรอยู่พอดี"
เหรียญทองนั้นไม่มีประโยชน์สำหรับมู่เหลียง การแลกเปลี่ยนเป็นผลึกอสูรคือทางเลือกที่ดีที่สุด
"สองวันกำไรแสนกว่าเหรียญทองเลยเหรอ!!"
หยู่ฉินหลานอุทานด้วยความตกใจ
"ใช่แล้วล่ะ พวกขุนนางกับเศรษฐีนี่เวลาซื้อของบ้าคลั่งกันมาก สินค้าของหลาย ๆ ร้านขายหมดเกลี้ยงไปตั้งหลายรอบแน่ะ"
ฮู่เตียนกล่าวชื่นชม
"มีของมาเติมไหม?"
มู่เหลียงถาม
"ยกเว้นอุปกรณ์เวท เหล้าแบบจำนวนจำกัด และน้ำหอม แล้วก็เครื่องลายครามสีน้ำเงินขาว สินค้าอย่างอื่นมีของมาเติมตลอดค่ะ"
ฮู่เตียนพยักหน้า
"ถ้าอย่างนั้นก็เพิ่มสินค้าประเภทแบบจำกัดจำนวนให้มากขึ้นหน่อยสิ"
มู่เหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
หยู่ฉินหลานกะพริบตา เอ่ยด้วยความสงสัย
"ในเมื่อเป็นของแบบจำกัด ถ้าเอามาวางขายเยอะเกินไป มันจะไม่ค่อยดีหรือเปล่า?"
ฮู่เตียนยิ้มยั่วยวนพลางอธิบาย
"ของจำกัดจำนวนที่มู่เหลียงหมายถึง ไม่ใช่ของที่ขายไปเมื่อสองวันก่อนหรอก แต่หมายถึงของแบบอื่นต่างหาก"
"อ้อ เข้าใจแล้ว"
หยู่ฉินหลานเผยอริมฝีปากสีแดงระเรื่อเล็กน้อย
ถึงแม้ว่าสินค้าจะถูกจำกัดจำนวน แต่ก็มีหลากหลายประเภท ดังนั้นจึงสามารถนำสินค้าจำกัดแบบใหม่ ๆ มาวางขายได้ทุกวัน
"มู่เหลียง แล้วอุปกรณ์เวทระดับสูงล่ะ มีอีกไหม?"
ฮู่เตียนถามต่อ
"อุปกรณ์เวทระดับสูงอย่าเพิ่งเอามาขายเยอะเกินไปเลย"
มู่เหลียงส่ายหน้า
"รออีกสักพัก พอย่านการค้าแห่งใหม่สร้างเสร็จ ฉันวางแผนว่าจะจัดงานประมูล ถึงเวลานั้นค่อยเอาอุปกรณ์เวทระดับสูงไปประมูลในงานจะดีกว่า"
นัยน์ตาสีแดงกุหลาบของฮู่เตียนพลันเป็นประกาย เธอเสนอแนะ
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องกระจายข่าวนี้ออกไป เพื่อดึงดูดพวกขุนนางและเศรษฐีจากที่อื่นให้มาร่วมงานด้วยนะคะ"
"อืม ฉันก็คิดไว้แบบนั้นเหมือนกัน"
มู่เหลียงยกยิ้มมุมปาก
ฮู่เตียนและมู่เหลียงสบตากัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย