- หน้าแรก
- ผมปลุกพรสวรรค์คูณทรัพยากรสิบเท่า
- บทที่ 260 เผยบารมีมังกร จะปล่อยให้ผ่านหรือไม่?
บทที่ 260 เผยบารมีมังกร จะปล่อยให้ผ่านหรือไม่?
บทที่ 260 เผยบารมีมังกร จะปล่อยให้ผ่านหรือไม่?
ในขณะที่ซูโม่ กำลังปลาบปลื้มใจกับ "ชีวิตที่มีความสุข" ของตัวเองอยู่นั้น
โครงร่างของเมืองที่ใหญ่โตมโหฬารแห่งหนึ่ง ก็ปรากฏขึ้นมาในสายตาของพวกเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เมืองแห่งนั้น สร้างอยู่ภายในเทือกเขารูปวงแหวนขนาดยักษ์
กำแพงเมืองสูงร้อยเมตรก่อตัวขึ้นจากหินก้อนยักษ์สีดำสนิท บนกำแพง ทุกๆ ระยะหลายสิบเมตรจะมียอดหอคอยเวทมนตร์ที่ดูดุร้ายน่ากลัวตั้งตระหง่านอยู่ บนยอดหอคอยมีเปลวเพลิงเวทอเวจีสีเขียวเข้มลุกโชน ส่องสว่างให้ทั้งเมืองดูสว่างสลับมืดมิด
กลิ่นอายชั่วร้ายแห่งความร่วงหล่นและความโกลาหล พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากเมืองแห่งนั้น ต่อให้จะอยู่ห่างออกไปไกลลิบ ก็ยังสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน
"ซูโม่ ตรงนั้นน่าจะเป็นเมืองหลักของเอลฟ์ผู้ร่วงหล่น —— เมืองแห่งผู้ร่วงหล่นแล้วล่ะ"
เสิ่นอวี้ฝูเดินไปข้างกายซูโม่ บนใบหน้าสวยงามหยาดเยิ้มของเธอที่ถูกพรางตัวให้กลายเป็นเจ๊ใหญ่มาดเย็นชา แฝงไว้ด้วยความเคร่งเครียดอยู่บ้าง
"อืม" ซูโม่พยักหน้า ดวงตาที่ทอประกายแสงสีแดงอันชั่วร้ายคู่นั้นของเขา ทอดมองไปยังเมืองแห่งผู้ร่วงหล่นที่เต็มไปด้วยอันตรายและโอกาสแห่งนั้นแต่ไกล
"ไปกันเถอะ เมียจ๋า"
"พวกเราเข้าเมืองกัน"
ที่หน้าประตูเมือง เสียงผู้คนจอแจ รถลากม้าขวักไขว่
ผู้เล่นและ NPC พื้นเมืองรูปร่างหน้าตาประหลาดสารพัดชนิดพากันเดินเข้าออกที่นี่
มีทอเรนที่ส่วนสูงเกินสามเมตร กล้ามเนื้อทั่วร่างปูดโปน แบกเสาโทเท็มขนาดยักษ์เอาไว้
มีพ่อค้าก๊อบลินที่รูปร่างเตี้ยแคระแกร็น ผิวสีเขียวเข้ม แววตาเจ้าเล่ห์ แบกห่อของขนาดยักษ์ที่สูงกว่าตัวพวกมันเสียอีกเอาไว้บนหลัง
แล้วก็ยังมีเทวทูตผู้ร่วงหล่นที่หุ่นแซ่บ แต่งตัวเปิดเผย ด้านหลังมีปีกสีดำงอกออกมาคู่หนึ่ง
ซูโม่ถึงขั้นมองเห็นอัศวินแห่งความตายสองสามคน ที่ขี่ม้าศึกนรกรูปร่างใหญ่โตและทั่วร่างลุกโชนไปด้วยไฟนรก
ที่นี่มันเตาหลอมรวมสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายและโกลาหลชัดๆ
ซูโม่พาสามสาวปะปนไปกับฝูงชน เดินตรงไปยังประตูเมืองขนาดยักษ์ที่สูงถึงร้อยเมตรนั่น
ที่หน้าประตูเมือง มียามเอลฟ์ผู้ร่วงหล่นส่วนสูงเกินสองเมตร สวมชุดเกราะหนักสีดำสนิท ในมือถือทวนขนาดยักษ์ยืนเรียงแถวกันอยู่
พวกเขาแต่ละคนล้วนไร้ความรู้สึก ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายเย็นเยียบแบบห้ามคนแปลกหน้าเข้าใกล้ออกมา
เลเวลของพวกเขา ต่ำสุดก็ยังเลเวล 50
ยามเอลฟ์ผู้ร่วงหล่นที่เป็นหัวหน้า เลเวลยิ่งสูงถึง 60 เป็นผู้แข็งแกร่งคลาสสองแล้ว!
ผู้เล่นและ NPC หน้าไหนที่คิดจะเข้าเมือง ล้วนต้องยอมรับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากพวกเขา
กลุ่มของซูโม่ทั้งสี่คน หลังจากต่อคิวมาเกือบสิบนาที ในที่สุดก็ถึงตาพวกเขาสักที
ยามเอลฟ์ผู้ร่วงหล่นระดับหัวหน้าที่สูงเกินสองเมตรครึ่ง ดูเหมือนหอคอยเหล็กคนนั้น ก้าวฝีเท้าอันหนักอึ้ง เดินมาตรงหน้าพวกเขา
ดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีเขียวเข้มคู่นั้นของเขา กวาดตามองร่างของซูโม่ทั้งสี่คนไปมา
สายตาที่เต็มไปด้วยความกดดันอย่างถึงที่สุดนั้น ทำเอาเสิ่นอวี้ฝูและเฉียงเว่ยที่เดินตามหลังซูโม่มา ต่างก็ใจกระตุก เกร็งตัวขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
มีเพียงซูโม่ ที่ราวกับไม่รู้สึกถึงแรงกดดันนั้นเลยแม้แต่น้อย
เขาเพียงแค่เงยหน้าขึ้น ใช้สายตาขบขัน มองสำรวจเจ้าตัวใหญ่ตรงหน้าที่สูงกว่าเขาเกือบสองช่วงหัว
บนใบหน้าถึงกับยังประดับด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายจางๆ
ท่าทางที่ไม่เกรงกลัวอะไรเลยแบบนั้น ทำให้ยามเอลฟ์ผู้ร่วงหล่นระดับหัวหน้าที่เดิมทีก็สงสัยในตัวเขาอยู่แล้ว ขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้นไปอีก
"พวกแก มาจากเผ่าไหน?" เสียงแหบพร่าราวกับโลหะเสียดสีกันของเขาดังขึ้น
ซูโม่: "พวกเราน่ะเหรอ? เพิ่งจะกลับมาจาก 'ข้างนอก' น่ะ"
"ข้างนอก?" หัวหน้ายามคนนั้นขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
เอลฟ์ผู้ร่วงหล่นที่ดูมีกลิ่นอายของขุนนางตรงหน้าคนนี้ กลิ่นอายบนตัวดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่
แม้ว่าบนตัวของเขาจะแผ่ซ่านพลังแห่งขุมนรกที่บริสุทธิ์ออกมาอยู่บ้างก็ตาม
แต่ในพลังขุมนรกนั้น กลับมีกลิ่นอายแห่งความตายที่ทำให้เขารู้สึกแปลกหน้าและอันตรายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เจือปนอยู่
กลิ่นอายแบบนี้ เขาเคยสัมผัสได้จากพวกราชันย์อันเดดตัวจริงที่คลานขึ้นมาจากส่วนลึกของปรโลกเท่านั้น
หรือว่า เจ้านี่ จะเป็น...
ความคิดที่แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่ามันไร้สาระ ผุดขึ้นมาในหัววูบหนึ่ง
เขาคิดจะหันคมทวนในมือ เล็งไปที่ผู้ชายที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอันตรายตรงหน้าโดยสัญชาตญาณ
ทว่า ในจังหวะที่เขากำลังจะขยับตัวนั่นเอง
พลังแห่งขุมนรกที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า บริสุทธิ์ยิ่งกว่าเขา ก็ระเบิดออกมาจากร่างของซูโม่โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย!
ตู้ม——!
พลังนั้นราวกับเทพอสูรโบราณที่ตื่นจากการหลับใหล กดทับยามเอลฟ์ผู้ร่วงหล่นระดับหัวหน้าที่สูงเกินสองเมตรครึ่งคนนั้น ให้อยู่กับที่อย่างดิ้นไม่หลุดในพริบตา!
เขารู้สึกเพียงว่าตัวเองถูกภูเขายักษ์ที่มองไม่เห็นลูกหนึ่งกดทับเอาไว้ แค่จะขยับนิ้วสักนิ้วยังกลายเป็นเรื่องยากลำบากอย่างถึงที่สุด!
ดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีเขียวเข้มคู่นั้นของเขา จ้องมองผู้ชายที่กำลังมองตัวเองด้วยใบหน้าชั่วร้ายตรงหน้าเขม็ง
ในแววตานั้นเหลือเพียงความหวาดกลัวที่ไม่มีที่สิ้นสุด!
ผู้ชายคนนี้ เขา... ตกลงเขาเป็นตัวประหลาดอะไรกันแน่?!
พลังแห่งขุมนรกบนตัวเขา เป็นไปได้ยังไงที่จะบริสุทธิ์ยิ่งกว่า น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าตัวเอง?!
หรือว่าเขาจะเป็นทายาทสายตรงของลอร์ดแห่งอเวจีคนไหนสักคน?!
"ว่าไง? ยังมีปัญหาอะไรอีกไหม?"
ซูโม่มองดูเจ้าตัวใหญ่ตรงหน้าที่ถูก [วิญญาณมังกรปีศาจ] ซึ่งติดมากับ [คำพิพากษาของมังกรปีศาจอเวจี] ที่เลื่อนขั้นเป็นระดับเทวะของตัวเอง ทำให้ตกใจจนตัวแข็งทื่อ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งดูชั่วร้ายมากยิ่งขึ้น
"มะ... ไม่มีแล้ว..." หัวหน้ายามคนนั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก น้ำเสียงสั่นเครือไปบ้าง
ตอนนี้เขาแค่อยากจะรีบส่ง "บุคคลสำคัญ" ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าปีศาจตรงหน้านี้ เข้าเมืองไปให้พ้นๆ
เขาไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวในสิ่งที่ไม่ควรยุ่ง เพียงเพราะความเสียมารยาทและสามหาวของตัวเอง
"ในเมื่อไม่มีแล้ว งั้นพวกเราก็เข้าไปได้แล้วใช่ไหม?" ซูโม่เอ่ยถามกลั้วรอยยิ้ม
"ดะ... ได้..." หัวหน้ายามรีบพยักหน้า จากนั้นก็โบกมือให้กับพวกยามที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งถูกทำให้ตกใจจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ เช่นเดียวกัน
"ปล่อยให้ผ่าน!"
ซูโม่จูงมือเสี่ยวอู่ที่กำลังมองดูเขาด้วยสีหน้าเทิดทูน เดินอาดๆ เข้าไปในเมืองที่เต็มไปด้วยความร่วงหล่นและโกลาหลแห่งนั้น
เสิ่นอวี้ฝูและเฉียงเว่ยเดินตามประกบซ้ายขวา เพิ่งจะเดินผ่านอุโมงค์ประตูเมืองที่มืดมิดและลึกล้ำ ก้าวเท้าเข้าสู่ภายในเมือง เฉียงเว่ยก็อดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้หูของเสิ่นอวี้ฝู แล้วลดเสียงลง
"ผู้ชายบ้านเรานี่แกล้งทำตัวกร่างได้เนียนสุดๆ ไปเลย เธอดูสิ ทำให้เจ้าตัวใหญ่นั่นตกใจจนไฟวิญญาณแทบจะดับอยู่แล้ว"
เสิ่นอวี้ฝูปรายตามองซูโม่ที่เดินอยู่ด้านหน้าและกำลังมองสำรวจรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นแวบหนึ่ง มุมปากก็ยกโค้งขึ้นอย่างหาดูได้ยาก
"แต่ว่า พลังกดดันจาก [วิญญาณมังกรปีศาจ] ของเขาที่มีต่อสิ่งมีชีวิตในขุมนรกพวกนี้ มันแข็งแกร่งกว่าที่พวกเราคิดไว้มากจริงๆ แบบนี้คงช่วยลดปัญหาที่ไม่จำเป็นไปได้เยอะเลยล่ะ"
"ปัญหาเหรอ? ทำไมฉันถึงเห็นว่าเมื่อกี้เธอก็ดูเกร็งๆ เหมือนกันนะ?"
ในดวงตาหงส์เรียวยาวของเฉียงเว่ยทอประกายหยอกล้อ "มือแทบจะจับด้ามกระบี่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?"
เสิ่นอวี้ฝูถลึงตาใส่เธอ ใบหน้ามีความไม่เป็นธรรมชาติพาดผ่านวูบหนึ่ง แต่ปากกลับไม่ยอมแพ้: "ก็แค่ป้องกันไว้ก่อนเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเท่านั้นแหละ"
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้น ซูโม่ที่อยู่ด้านหน้าก็หยุดฝีเท้าลงกะทันหัน หันกลับมามองพวกเธอด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"ว่าไง? แอบนินทาผัวอยู่ลับหลังงั้นเหรอ?"
"เห็นฉันแผลงฤทธิ์เดชเมื่อกี้ หลงเสน่ห์ฉันเข้าให้อีกแล้วใช่ไหมล่ะ?"
"ถุย! หลงตัวเองให้น้อยลงหน่อยเถอะ!" เฉียงเว่ยกลอกตาใส่เขาอย่างไม่เกรงใจ
หืม?
เฉียงเว่ยคนนี้ ช่วงนี้ดูเหมือนจะคันรนหาที่โดนสั่งสอนอีกแล้วสินะ?