เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 เถ้าแก่เนี้ยร้านนวดฝ่าเท้า

บทที่ 50 เถ้าแก่เนี้ยร้านนวดฝ่าเท้า

บทที่ 50 เถ้าแก่เนี้ยร้านนวดฝ่าเท้า


เจียงเหวินทำงานในวงการนี้มาตั้งหลายปี นับตั้งแต่วินาทีแรกที่สวมผ้ากันเปื้อนเป็นเชฟ คนรอบข้างต่างก็ยกยอว่าเขาคือเชฟอัจฉริยะมาโดยตลอด

ไม่เพียงแต่จะเรียนจบจากสถาบันสอนทำอาหารชื่อดังเท่านั้น แต่พอเรียนจบปุ๊บก็ได้ก้าวขึ้นเป็นถึงรองเชฟใหญ่ของร้านอาหารระดับแปดดาวปั๊บ ทำเอาใครต่อใครพากันอิจฉาตาร้อนในพรสวรรค์ของเขากันเป็นแถว

ที่ผ่านมา ไม่ว่าเขาจะลงมือทำอาหารเมนูไหนก็สามารถบดขยี้คู่แข่งได้ราบคาบ แล้วอาหารของเขาจะมีข้อบกพร่องไปได้ยังไงกัน

ทว่าพอก้มหน้าลงมอง สีหน้าของเจียงเหวินก็พลันเปลี่ยนไปทันที

กระดาษแผ่นเล็กๆ ถูกจดจนแน่นเอี้ยดไปด้วยคำวิจารณ์ที่อวยยศข้าวต้มหอยนางรมรวมมิตรซะเลิศเลอ และสับซุปหิมะละลายซะเละไม่มีชิ้นดี

[1. ลูกค้าบอกว่าซุปหิมะละลายจัดการกับกลิ่นคาวอาหารทะเลได้ไม่ดีพอ ทำได้ไม่ถึงครึ่งของข้าวต้มหอยนางรมรวมมิตรด้วยซ้ำ]

[2. ลูกค้าบอกว่าซุปหิมะละลายเคี่ยวจนไม่มีไขมันข้าวลอยหน้า ซดแล้วไม่คล่องคอ สู้ข้าวต้มหอยนางรมรวมมิตรไม่ได้เลยสักนิด]

...

[10. ลูกค้าบอกว่าซุปหิมะละลายอร่อยได้ไม่ถึงหนึ่งในพันของข้าวต้มหอยนางรมรวมมิตรด้วยซ้ำ (ตอนแรกลูกค้ากะจะบอกว่าหนึ่งในสิบ แต่คิดไปคิดมา หนึ่งในสิบหรือหนึ่งในร้อยมันก็ยังดูประเมินค่าสูงไปหน่อย เลยขอเปลี่ยนเป็นหนึ่งในพันแทน)]

ลิสต์ข้อบกพร่องยาวเหยียดเป็นหางว่าว แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการปฏิเสธและหักล้างอย่างสิ้นเชิงในทุกมิติ

แค่มองดูกระดาษแผ่นนี้ เจียงเหวินก็แทบจะจินตนาการออกเลยว่า เมื่อวานตอนที่หลิวฟังเอาเมนูนี้ไปให้ลูกค้าชิม พวกนั้นจะทำหน้าตารังเกียจเดียดฉันท์ขนาดไหน

เขาเงียบงันไปชั่วอึดใจ เจียงเหวินก็ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาพิมพ์ข้อความส่งหาหลิวฟัง

[เจียงเหวิน: ไปซื้อข้าวต้มหอยนางรมรวมมิตรใส่กล่องกลับมาให้ฉันสองที่]

เขาจะต้องลองชิมด้วยตัวเองให้ได้ ว่าไอ้ข้าวต้มหอยนางรมรวมมิตรนี่มันจะอร่อยเหาะสักแค่ไหนกันเชียว!

...

วันนี้สวี่โจวเปิดร้านเร็วกว่าปกติ ทันทีที่มาถึงร้าน เขาก็กดสั่งซื้อวัตถุดิบจนเต็มโควตาสูงสุดของวันทันที

“ไม่เลวเลยแฮะ...”

“สะสมเนื้อตุ๋นไวน์แดงเบอร์กันดีไว้ได้สิบห้าชุดแล้ว”

“เนื้อย่างจำแลงก็สะสมได้แปดสิบห้าชุด ส่วนเบอร์เกอร์เนื้อนี่ปาเข้าไปสองร้อยห้าสิบชิ้นแล้ว!”

สวี่โจวพึมพำกับตัวเองเบาๆ “สะสมต่ออีกสักห้าวัน พอถึงวันงานเทศกาลอาหารก็น่าจะพอขายแล้วล่ะมั้ง”

ก็แหม วันงานเทศกาลอาหารคนต้องพลุกพล่านอยู่แล้ว แถมระบบการโหวตยังแบ่งเป็นคะแนนจากลูกค้าที่สั่งซื้ออาหาร กับคะแนนจากลูกค้าทั่วไปที่ไม่ได้สั่งซื้อด้วย

แต่มองจากดาวอังคารก็รู้ ว่าน้ำหนักคะแนนของลูกค้าที่สั่งซื้ออาหารย่อมต้องส่งผลมากกว่าอยู่แล้ว

หลังจากเตรียมวัตถุดิบเสร็จสรรพ สวี่โจวเห็นว่าเวลายังเช้าอยู่ เลยกะจะเดินไปหาร้านเครื่องดื่มเพื่อซื้อน้ำมาจิบสักหน่อย

ทว่ายังไม่ทันจะก้าวเท้าออกจากร้าน หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งเดินลงมาจากร้านนวดฝ่าเท้าที่ชั้นสอง

“หืม?”

“ใครกันเนี่ย?”

สวี่โจวทอดสายตามองไป หญิงสาวตรงหน้ามีผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะ สวมชุดกี่เพ้าสีน้ำเงินเข้มอวดทรวดทรงองค์เอวเย้ายวนใจ เส้นผมถูกรวบเกล้าไว้หลวมๆ ด้วยปิ่นไม้ เผยให้เห็นใบหน้าสวยเก๋ที่ถูกแต่งแต้มมาอย่างประณีต

และไฝเม็ดเล็กๆ ที่มุมปาก ก็ยิ่งขับให้ใบหน้าที่สวยสะกดตานั้นดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจแบบฉบับสาวสะพรั่งมากยิ่งขึ้น

“เถ้าแก่หลี่ ฉันแวะมาบอกว่า ทางร้านเรากะจะลดจำนวนการสั่งอาหารจากร้านคุณลงหน่อยนะคะ”

หลี่อิงหว่านคือเถ้าแก่เนี้ยของร้านนวดอโรมาและสปาเท้า เธอเปิดร้านมาได้หลายปีแล้ว และในช่วงสองปีมานี้ก็ผูกปิ่นโตสั่งอาหารจากร้านอาหารตามสั่งพี่หลี่ที่อยู่ชั้นล่างมาโดยตลอด

ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือหมอนวดในร้าน แต่ละเดือนต่างก็หมดเงินค่าข้าวไปกับร้านอาหารตามสั่งพี่หลี่ไม่ใช่น้อยๆ

“อ้าว ทำไมล่ะครับ?”

เถ้าแก่หลี่ถึงกับร้อนรนขึ้นมาทันที “พวกเราก็ค้าขายกันมาตั้งหลายปี ลูกค้ากับหมอนวดของร้านคุณก็ฝากท้องไว้ที่ร้านผมมาตลอดไม่ใช่เหรอครับ?”

“หรือว่าเป็นเพราะร้านผมไม่มีเมนูใหม่ๆ หรือเปล่า?”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ...”

หลี่อิงหว่านทำหน้ากระอักกระอ่วนใจ “เป็นเพราะลูกค้าหลายคนบ่นว่าร้านข้างล่างนี้กลิ่นหอมยั่วใจเกินไปน่ะค่ะ พวกเราก็เลยกะว่าจะลองไปผูกปิ่นโตกับร้านเขาดูบ้าง”

“โดยเฉพาะช่วงสองสามวันมานี้ กลิ่นหอมของเนื้อปลามันเตะจมูกสุดๆ ไปเลยล่ะค่ะ...”

สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าทุกครั้งที่ร้านอิซากายะอี้โจวชั้นล่างทำอาหาร กลิ่นมันจะหอมฟุ้งกระจายไปไกลขนาดไหน

ลูกค้าในร้านบ่นอุบกันมาหลายระลอกแล้ว ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าได้แช่เท้า นวดเท้าสบายๆ แล้วได้กินอาหารหอมๆ จากร้านข้างล่างไปด้วยล่ะก็ คงจะฟินน่าดู

สวี่โจวที่บังเอิญได้ยินบทสนทนานั้นถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ให้ร่วมมือกับร้านนวดฝ่าเท้าเนี่ยนะ?

แล้วเมื่อไหร่ฉันถึงจะรวยพอไปกว้านซื้อร้านนวดฝ่าเท้านี่ แล้วทุบชั้นสองทิ้งเพื่อเปิดเป็นยอดกุ๊กแดนมังกรได้ล่ะวะเนี่ย!?

ยังไม่ทันที่สวี่โจวจะคิดอะไรเพ้อเจ้อจบ ก็ได้ยินเสียงเถ้าแก่หลี่พูดเตือนสติขึ้นมาซะก่อน

“ผมว่าช่างเถอะครับ...”

เถ้าแก่หลี่ส่ายหน้าไปมา “เถ้าแก่หนุ่มร้านนั้นน่ะ เมนูที่ถูกที่สุดยังปาเข้าไปแปดสิบเก้าหยวนเลยนะครับ แถมยังใช้ปลากระป๋องทำอีกต่างหาก”

ปลากระป๋องงั้นเหรอ?

พอได้ยินแบบนั้น หลี่อิงหว่านก็ทำหน้าแปลกใจ “แล้วเมนูอื่นล่ะคะ?”

“เมนูอื่นแพงหูฉี่เลยล่ะครับ อย่างต่ำก็จานละพันสองพัน ร้านคุณก็ไม่ได้จับกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์จ๋าขนาดนั้น ลูกค้าของคุณคงสู้ราคาไม่ไหวหรอกครับ”

เพื่อรั้งแหล่งรายได้ก้อนโตจากร้านนวดฝ่าเท้าชั้นบนเอาไว้ หลี่ต้าเผิงจึงงัดสกิลการนินทาออกมาใช้อย่างบ้าคลั่ง โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าประตูร้านของสวี่โจวถูกเปิดแง้มเอาไว้แล้ว

“ขนาดเนื้อยังใช้ของกระป๋องเลย ขืนกินเนื้อปลาที่ไม่สดเข้าไปแล้วเกิดท้องร่วงท้องเสียขึ้นมา ลูกค้าต้องมาโทษร้านคุณแน่ๆ ครับ”

“พวกเราก็ค้าขายกันมาตั้งนาน ถึงรสชาติอาหารร้านผมจะสู้พวกเชฟอัจฉริยะจบจากสถาบันดังๆ ไม่ได้ แต่อย่างน้อยวัตถุดิบผมก็สดใหม่นะครับ”

“อีกอย่าง ก็แค่เนื้อปลาไม่ใช่เหรอครับ ถ้าลูกค้าคุณอยากกินปลา เดี๋ยวคืนนี้ผมจะไปคิดค้นเมนูปลาสูตรใหม่มาให้เลย!”

หลี่อิงหว่านทำหน้าลังเล ถ้าเป็นปลากระป๋องจริงๆ แล้วเกิดมีลูกค้าท้องเสียขึ้นมา มันก็คงยุ่งยากน่าดู

“ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็...”

“พรุ่งนี้ทางร้านมีเมนูใหม่ครับ”

ทว่าเธอยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็มีน้ำเสียงราบเรียบเยือกเย็นของชายหนุ่มคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาซะก่อน

...

หลี่ต้าเผิง เจ้าของร้านอาหารตามสั่งพี่หลี่ กับ หลี่อิงหว่าน เจ้าของร้านนวดอโรมาและสปาเท้า หันขวับไปตามเสียง ก่อนที่สายตาของทั้งคู่จะไปหยุดอยู่ที่สวี่โจว

สวี่โจวยืนพิงกรอบประตูร้านด้วยท่วงท่าสบายๆ เสื้อผ้าหน้าผมดูสะอาดสะอ้าน นัยน์ตาทั้งสองข้างทอประกายกระจ่างใส

“ถ้าพวกคุณอยากได้เมนูที่ทำจากปลา แล้วก็ไม่อยากให้ลูกค้าต้องทนกินปลากระป๋องล่ะก็ เมนูใหม่ของผมตอบโจทย์พวกคุณได้เป๊ะเลยล่ะครับ”

“เถ้าแก่น้อย ร้านชั้นบนนี่น่ะ ผมค้าขายผูกปิ่นโตกับเขามาตั้งนานแล้วนะ” หลี่ต้าเผิงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจสุดๆ

“ก็เมื่อกี้พวกคุณยังตกลงเรื่องการร่วมมือกันไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับ?”

สวี่โจวเว้นจังหวะไปนิด “บังเอิญว่าเมื่อกี้ผมหูดีไปหน่อย เลยได้ยินเต็มสองหูเลยน่ะครับ”

นี่เรียกว่าแย่งลูกค้าเหรอ?

นี่มันคือการแข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรมต่างหากโว้ย!

“......”

หลี่ต้าเผิงหน้าดำคร่ำเครียด ไอ้นี่มันกะจะมาฉกตลบหลังแย่งลูกค้ารายใหญ่ของเขาไปดื้อๆ เลยนี่หว่า!

ยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด!

...

ตอนแรกเริ่มเดิมที หลี่ต้าเผิงไม่ได้เห็นสวี่โจวอยู่ในสายตาเลยสักนิด

ก็แหม อาหารราคาแพงหูฉี่ซะขนาดนั้น ส่วนร้านของเขาเน้นขายอาหารตามสั่งราคาถูก ยังไงก็ไม่มีทางแย่งฐานลูกค้ากันได้อยู่แล้ว

แต่ใครจะไปนึกเล่า...

ว่าเวลาผ่านไปแค่สัปดาห์เดียว ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่ดันทะลึ่งเอาเมนูอาหารจานด่วนมาขายซะงั้น!

ปกติร้านนวดฝ่าเท้าร้านนี้ก็มีกลุ่มลูกค้าขาประจำที่เหนียวแน่นอยู่แล้วด้วย นี่มันคือขุมทรัพย์แหล่งลูกค้าชั้นดีเลยนะโว้ย!

พอหลี่อิงหว่านได้ยินแบบนั้น แววตาก็เปล่งประกายสนใจขึ้นมาทันที เธอเบี่ยงตัวขยับเข้าไปใกล้ กลิ่นน้ำหอมกุหลาบโชยปะทะเข้าจมูกสวี่โจวอย่างจัง

“เถ้าแก่น้อยคะ ลูกค้าของร้านเราสู้ราคาได้แค่ประมาณร้อยหยวนเท่านั้นแหละค่ะ ว่าแต่เมนูใหม่ของคุณใช้ปลาสดๆ ทำหรือเปล่าคะ?”

“ใช่ครับ”

สวี่โจวพยักหน้ารับ “ปลาอินทรีย่างพริกไทยซันโชเสิร์ฟพร้อมซอสผักกะหล่ำ เมนูนี้เลือกใช้ปลาอินทรีและกะหล่ำปลีที่กำลังอร่อยได้ที่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิมาเป็นวัตถุดิบหลัก รสชาติจะออกแนวสดชื่นและหวานละมุนบางๆ ครับ”

“วัตถุดิบที่ใช้ก็เป็นปลาสดๆ ทั้งนั้น ถ้าลูกค้าของคุณอยากกินเมนูปลาล่ะก็ พรุ่งนี้ลองแวะมาดูที่ร้านผมได้เลยครับ”

“เถ้าแก่ ร้านเราก็ทำได้นะครับ!” เถ้าแก่หลี่กลัวว่าหลี่อิงหว่านจะเปลี่ยนใจไปจริงๆ ก็เลยร้อนรนขึ้นมาทันที

“ร้านเราก็ทำเมนูปลาสดชื่นๆ รสชาติเบาๆ ได้เหมือนกัน พรุ่งนี้คุณลองมาดูเมนูใหม่ของร้านผมก่อนก็ได้นะครับ”

จะยอมโดนแย่งลูกค้าไปดื้อๆ ได้ยังไงกัน! ก็แค่เมนูปลาไม่ใช่หรือไง!

พรุ่งนี้เขาจะเอาไอ้กะหล่ำปลีกับปลาที่ไอ้เด็กนี่เพิ่งพูดถึงมาอัปเกรดเป็นเมนูใหม่ของร้านตัวเองบ้าง!

“ตกลงค่ะ งั้นพรุ่งนี้ฉันจะเอาเมนูใหม่ของพวกคุณไปให้ลูกค้ากับหมอนวดที่ร้านลองชิมดูนะคะ จะได้รู้ว่าพวกเขาชอบกินแบบไหนมากกว่ากัน”

หลี่อิงหว่านเองก็เคยได้กลิ่นหอมตอนที่สวี่โจวทำอาหารลอยขึ้นไปถึงชั้นบนเหมือนกัน แค่ได้กลิ่นก็พอจะเดาได้แล้วว่าฝีมือทำอาหารของเขาต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ

มุมปากของเธอยกยิ้มบางๆ มือเรียวยาวยกขึ้นตบไหล่สวี่โจวเบาๆ กลิ่นน้ำหอมกุหลาบโชยฟุ้ง

“งั้นฉันจะรอชิมเมนูใหม่ของคุณนะคะ”

“......”

โคตรหอม สวี่โจวโดนกลิ่นน้ำหอมเล่นงานจนมึนหัวไปหมด อดคิดในใจไม่ได้ว่า นี่เจ๊แกเอาตัวไปหมักในถังน้ำหอมมาจนเข้าเนื้อแล้วหรือไงเนี่ย?

พอหันกลับไปมองอีกครั้ง ก็เห็นเพียงแค่บั้นท้ายกลมกลึงที่ส่ายไหวไปมาตามจังหวะการเดินอย่างเย้ายวนใจ

ช่าง...

อายุยังน้อยแท้ๆ แต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจขนาดนี้ หายากจริงๆ แฮะ

“......”

ส่วนหลี่ต้าเผิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ตวัดสายตาขุ่นเคืองมองมาแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกลับเข้าร้านตัวเองไป

...

สวี่โจวไม่ได้เก็บเอาสายตาอาฆาตมาดร้ายของหลี่ต้าเผิงมาใส่ใจเลยสักนิด จนกระทั่งตกเที่ยง หลิวฟังก็โผล่มาเป็นลูกค้ารายแรกของวันซะงั้น

“เถ้าแก่น้อย ผมขอข้าวต้มที่นึงครับ สั่งกลับบ้านนะ”

“เสร็จแล้วครับ”

สวี่โจวจัดการทำข้าวต้มเสร็จอย่างรวดเร็ว ทันทีที่รับข้าวต้มมา หลิวฟังก็ไม่กล้าชักช้าเสียเวลา รีบจ้ำอ้าวบึ่งตรงดิ่งกลับไปที่ตำรับอาหารชาววังซูชิทันที

พอถึงร้าน เขาก็เพิ่งจะวางถุงข้าวต้มลง เดินหาเจียงเหวินจนทั่วร้านก็ไม่เจอ เลยจำใจวางข้าวต้มแหมะไว้บนโต๊ะในครัวด้านหลัง

“อาจารย์ฉันไปไหนแล้วเนี่ย?”

“มีลูกค้ารายใหญ่มาน่ะสิ ตอนนี้รองเชฟใหญ่เจียงกำลังรับรองอยู่ในห้องวีไอพีหมายเลขหนึ่งนู่นแน่ะ!”

และในเวลาเดียวกันนั้นเอง

พนักงานเสิร์ฟประจำห้องวีไอพีหมายเลขหนึ่งที่ได้ยินคำสั่งให้นำอาหารไปเสิร์ฟ ก็เดินเข้ามาในครัว สายตาปะทะเข้ากับชามข้าวต้มที่ถูกจัดเตรียมไว้พอดี

“หืม?”

“นี่มัน...”

“ทำไมซุปหิมะละลายวันนี้หน้าตาดูแปลกๆ ไปล่ะเนี่ย? นี่ใช่ที่ลูกค้าสั่งใส่กล่องกลับบ้านหรือเปล่านะ?”

จบบทที่ บทที่ 50 เถ้าแก่เนี้ยร้านนวดฝ่าเท้า

คัดลอกลิงก์แล้ว