- หน้าแรก
- วิถีเทพบุตรสายเปย์ ผมมันทั้งหล่อ เท่ และรวยมาก
- บทที่ 26 หลี่เสี่ยวซวงเดือดดาล
บทที่ 26 หลี่เสี่ยวซวงเดือดดาล
บทที่ 26 หลี่เสี่ยวซวงเดือดดาล
บทที่ 26 หลี่เสี่ยวซวงเดือดดาล
"เสี่ยวซวง เป็นอะไรไป?"
เมื่อเห็นหลี่เสี่ยวซวงถือโทรศัพท์นิ่งอึ้งไป เด็กหนุ่มท่าทางเงียบขรึมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ขยับแว่นตา หยุดพูด และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ฉันไม่เป็นไร"
หลี่เสี่ยวซวงที่ถูกดึงออกจากภวังค์ความคิดได้สติกลับมาและคลี่ยิ้มหวาน ทว่าตอนนี้ในหัวของเธอกลับสับสนวุ่นวายไปหมด ถังจื่ออีไปหากู้เหยียน พวกเขากำลังกินมื้อเที่ยงที่ไหตี่เลา แล้วสร้อยข้อมือเส้นนั้นมันคืออะไร?
ถังจื่ออีซื้อเองงั้นเหรอ?
ไม่มีทาง ค่าขนมรายเดือนของเธอมีแค่สองพันกว่าหยวนเท่านั้น และต่อให้เธอจะไม่รู้จักแบรนด์ของสร้อยข้อมือเส้นนั้น แต่ดูจากเนื้องานก็รู้ชัดเลยว่ามันต้องแพงหูฉี่แน่ๆ
หรือว่าจะเป็นของขวัญจากกู้เหยียน?
จู่ๆ เธอก็นึกถึงสิ่งที่ถังจื่ออีพูดเมื่อคืนเกี่ยวกับเรื่องในบอร์ดของมหาวิทยาลัยหนานจิง ที่ว่ากู้เหยียนอาจจะเป็นทายาทเศรษฐีรุ่นสอง มีเงินเดือนตั้งหนึ่งแสนหยวนแถมยังขับรถเบนซ์ ตอนนั้นทั้งเธอและถังจื่ออีต่างก็ไม่มีใครเชื่อเลยสักนิด
แต่ตอนนี้... ไม่มีทาง... หรือว่าฉันจะมองเขาผิดไปจริงๆ?
ยิ่งหลี่เสี่ยวซวงคิดเรื่องนี้ เธอก็ยิ่งร้อนรนกระสับกระส่าย
"เสี่ยวซวง? ทำไมไม่กินล่ะ?"
เมื่อมองใบหน้าที่บริสุทธิ์และน่ารักของเธอ เด็กหนุ่มก็ดันแฮมเบอร์เกอร์และเฟรนช์ฟรายส์บนโต๊ะเข้าไปใกล้เธออย่างกระตือรือร้น
"คือ... ฉันมีธุระน่ะ... คงไปเดินช้อปปิ้งกับนายไม่ได้แล้วนะ"
หลี่เสี่ยวซวงรีบลุกขึ้น ขอโทษขอโพยเขา แล้วก็รีบเดินออกไปท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงของเด็กหนุ่ม พอออกมาข้างนอก เธอก็ต่อสายหาถังจื่ออีทันที
ตัดภาพมาที่ปลายสาย
ถังจื่ออีที่เพิ่งจะคีบไส้ห่านลวกมาใส่ในชามของตัวเอง พอมองเห็นชื่อคนโทรเข้าก็เหลือบมองกู้เหยียนโดยสัญชาตญาณ
"หลี่เสี่ยวซวงเหรอ?" กู้เหยียนวางตะเกียบลง หยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ "ถามเธอสิว่าอยากมาไหม? แค่เพิ่มตะเกียบอีกคู่เอง"
"ฉันรู้จักยัยนั่นดี น่าจะไม่มาหรอก"
ขณะที่พูด มือเธอก็ไม่ได้หยุดชะงัก เธอกดรับสายแล้วกรอกเสียงลงไป "ฮัลโหล"
"เสี่ยวซวง ทำไมจู่ๆ ถึงโทรมาหาฉันล่ะ?"
เสียงปลายสายดูรีบร้อนเล็กน้อย "เธอกำลังกินข้าวกับกู้เหยียนเหรอ?"
"เธอเห็นโมเมนต์ที่ฉันโพสต์ใช่ไหม? ตอนแรกฉันกะจะไปหากู้เหยียนที่มหา'ลัยหนานจิง แต่ไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอเขาที่ไทม์สแควร์ ก็เลยมาเดินช้อปปิ้งด้วยกันซะเลย" น้ำเสียงของถังจื่ออีราบเรียบและตรงไปตรงมา ไม่ได้มีเจตนาจะปิดบังอะไร
"เสี่ยวซวง เธอกินข้าวหรือยัง? อยากมากินหม้อไฟด้วยกันไหม? ไหตี่เลาสาขานี้อร่อยมากเลยนะ"
หลี่เสี่ยวซวงที่กำลังเดินทอดน่องออกห่างจากหน้าร้านฟาสต์ฟู้ด เกือบจะหลุดปากโพล่งออกไปว่า "ฉันจะไป" แต่คำพูดก็ถูกกลืนลงคอแล้วเปลี่ยนเป็น "ฉันกินแล้วล่ะ แค่โทรมาถามดูเฉยๆ แล้วนี่เธอจะกลับมหา'ลัยตอนไหนล่ะ?"
"กินเสร็จก็จะกลับแล้วล่ะ"
ทั้งสองคุยกันสัพเพเหระอีกสองสามประโยค หลังวางสาย หลี่เสี่ยวซวงก็เม้มริมฝีปากแน่น หลับตาลงและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
สองคนนั้นไม่น่าจะมีอะไรเกินเลยหรอกมั้ง
จื่ออี้เป็นเพื่อนสนิทของฉัน เธอรู้ว่ากู้เหยียนชอบฉัน ดังนั้นเธอไม่ทำแบบนั้นแน่ๆ
เมื่อมีเรื่องค้างคาใจ แถมภาพโพสต์โมเมนต์ของถังจื่ออียังคงวนเวียนอยู่ในหัว หลี่เสี่ยวซวงจึงหมดอารมณ์จะไปเดินช้อปปิ้งต่อ เธอนั่งแท็กซี่กลับมหา'ลัย พลางจมอยู่กับความคิดของตัวเองไปตลอดทาง
ตัดภาพมาอีกด้านหนึ่ง หลังจากกินหม้อไฟเสร็จ ถังจื่ออีที่ตอนแรกตั้งใจจะหารค่าอาหาร ก็ถูกกู้เหยียนชิงตัดหน้าจ่ายเงินไปก่อนเสร็จสรรพ จากนั้นเขาก็พาหญิงสาวเดินตรงไปยังลานจอดรถ
"กู้เหยียน นายจะไม่นั่งรถเมล์เหรอ..."
อันที่จริงเธออยากจะชวนว่า "นั่งรถเมล์กลับด้วยกันเถอะ" แล้วค่อยไปต่อรถเมล์สายที่ผ่านมหา'ลัยของแต่ละคนตรงถนนฝูหรงเอา แต่ยังไม่ทันจะพูดจบประโยค เธอก็ได้ยินเสียง 'ปี๊บ ปี๊บ' ปลดล็อคประตูรถดังขึ้นเสียก่อน
รถเบนซ์เปิดประทุนสีเงินกะพริบไฟหน้าสองครั้ง
กู้เหยียนเปิดประตูรถ หันไปมองถังจื่ออีที่ยืนอึ้งอ้าปากค้างน้อยๆ แล้วเอ่ยขึ้น "เหม่ออะไรอยู่ล่ะ? ขึ้นรถสิ เดี๋ยวฉันไปส่งเธอที่มหา'ลัยครุศาสตร์ก่อน"
"อ้อ... อ้อ..."
ถังจื่ออีที่เพิ่งได้สติรีบก้าวขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับ กว่าเธอจะหายจากอาการตกตะลึง รถเบนซ์คันหรูก็แล่นมาถึงถนนที่มุ่งหน้าไปยังมหา'ลัยครุศาสตร์แล้ว
"กู้เหยียน นี่... รถคันนี้ของนายเหรอ?"
"อืม"
คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น
ถังจื่ออีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาที่กำลังตั้งสมาธิกับการขับรถ "ถ้างั้น... เรื่องที่บอร์ดมหา'ลัยลือกันว่านายได้เงินเดือนตั้งหนึ่งแสนหยวนก็เป็นความจริงด้วยงั้นสิ?"
"ใช่"
ถังจื่ออีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือน้อยๆ
"แต่เสี่ยวซวงบอกว่าพ่อนายทำงานโรงงานนี่นา"
"แล้วตกลงเธอรักเงิน หรือว่ารักฉันกันล่ะ?"
ประเด็นนี้มักจะเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับคนมีเงินเสมอ กู้เหยียนจงใจใช้คำถามนี้ย้อนถามเธอ และก็เป็นไปตามคาด เมื่อได้ยินประโยคนี้ ถังจื่ออีก็ถึงกับชะงักงันไปทันที เธออึ้งจนพูดไม่ออก อยากจะเอ่ยอะไรบางอย่างแต่ก็รู้สึกว่าพูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์
ที่กู้เหยียนพูดมาก็ไม่มีอะไรผิดเลยสักนิด
เธอคิดในใจ
"รถคันนี้ราคาเท่าไหร่เหรอ?"
"ราวๆ หกเจ็ดแสนน่ะ"
"ซี๊ด~~" ถังจื่ออีสูดปาก พอเข้ามหาวิทยาลัยมา มุมมองเรื่องเงินทองของเธอก็ไม่เหมือนสมัยมัธยมต้นหรือมัธยมปลายที่ยังไม่ค่อยประสีประสาอีกต่อไป เงินหกเจ็ดแสนหยวนเนี่ย อาจจะเป็นจำนวนเงินที่คนทั่วไปต้องทำงานเก็บหอมรอมริบถึงสามสี่สิบปีเลยทีเดียวนะ!
"กู้เหยียน นาย... รวยเวอร์วังมาก!"
ถังจื่ออียกนิ้วโป้งให้
วันนี้เธอได้เปิดหูเปิดตาสัมผัสชีวิตของคนรวยเข้าจริงๆ แล้ว
อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าบรรยากาศในรถมันเงียบเกินไป เธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย "แล้วที่มหา'ลัย มีสาวๆ มารุมล้อมนายเยอะไหม? นายต้องระวังตัวให้ดีนะ พวกหล่อนอาจจะเข้าหาแค่เพราะหวังเงินนายก็ได้"
"ฉันทำตัวโลว์โพรไฟล์ที่มหา'ลัยน่ะ ไม่ค่อยมีใครรู้หรอกว่าฉันรวย"
กู้เหยียนจับพวงมาลัยพลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ "น่าจะมีสาวๆ แค่ไม่กี่คนที่รู้ ตอนนี้ก็มีคนนึงที่วนเวียนอยู่ใกล้ๆ แต่สถานะตอนนี้ยังเป็นแค่เพื่อนกันน่ะ"
"ทำไมล่ะ? เพราะเสี่ยวซวงเหรอ?"
"ฉันแค่ยังไม่เจอคนที่ทำให้ใจเต้นแรงน่ะ"
เมื่อบทสนทนาเริ่มลื่นไหล ทั้งสองก็พูดคุยกันต่ออีกพักใหญ่ ถึงแม้กู้เหยียนจะเป็นคนพูดน้อยและดูเฉื่อยชาไปบ้าง แต่ก็ใช่ว่าเขาจะคุยไม่เก่งเสียทีเดียว
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงหน้ามหา'ลัยครุศาสตร์ และเขาก็จอดรถริมถนน
"ฉันมาส่งแค่นี้นะ ทางที่เหลือเธอเดินเข้าไปเองแล้วกัน"
"โอเค!"
ถังจื่ออีเปิดประตูลงจากรถ หันมายิ้มให้คนในรถ "ขอบคุณสำหรับมื้อนี้นะ ไว้ถ้านายมาแถวมหา'ลัยครุศาสตร์เมื่อไหร่ เดี๋ยวฉันเป็นเจ้ามือเลี้ยงเอง"
"ได้เลย บาย"
"ไว้ว่างๆ ก็คุยกันในวีแชทนะ"
สิ้นคำ ถังจื่ออีก็ปิดประตูรถ กู้เหยียนตบไฟเลี้ยว เหยียบคันเร่งเบาๆ ขับออกไปยูเทิร์นที่สี่แยกข้างหน้า และค่อยๆ ลับสายตาถังจื่ออีไป
ถังจื่ออีเดินถือถุงกระดาษแบรนด์ทาซากิกลับมาถึงหอพัก หลี่เสี่ยวซวงที่นอนเล่นอยู่บนเตียงรีบเด้งตัวลุกขึ้นทันทีที่เห็นเพื่อนสนิทกลับมา
"จื่ออี้ เธอกลับมาเร็วจัง?"
"กู้เหยียนขับรถมาส่งน่ะ"
ถังจื่ออีวางถุงกระดาษทาซากิลงบนโต๊ะของตัวเอง "นี่เป็นของขวัญต้อนรับที่เขาซื้อให้ฉันน่ะ"
พูดพลางยกแขนขึ้น เขย่าข้อมืออวดสร้อยข้อมือไข่มุกสีทองอ่อนที่ดูสะดุดตาตาเส้นนั้น
"เขาไปเอารถมาจากไหนตอนเรียนมหา'ลัยเนี่ย?"
สายตาของหลี่เสี่ยวซวงกวาดมองโลโก้บนถุงกระดาษ ก่อนจะจับจ้องไปที่สร้อยข้อมือเขม็งราวกับต้องการคำยืนยัน เธอเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง "เขาซื้อให้เธอเหรอ?"
"ใช่สิ ตั้งสามพันกว่าหยวนเลยนะ! ฉันแค่ปรายตามองแวบเดียว เขาก็รีบควักบัตรจ่ายให้ฉันเลย..."
ถังจื่ออีผู้ไร้เดียงสาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช็อปทาซากิให้หลี่เสี่ยวซวงฟังอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุมโดยไม่ปิดบัง
เป็นไปได้ยังไงกัน!
หลี่เสี่ยวซวงมองสร้อยข้อมือที่เปล่งประกายวิบวับเส้นนั้น สองเท้าถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ความรู้สึกปวดแปลบแล่นปลาบขึ้นมาในอก
สามพันกว่าหยวน... มากกว่าค่าใช้จ่ายรายเดือนของฉันอีก
เขารวยขนาดนี้ได้ยังไง?
"แล้ว... รถล่ะ?"
"นั่นแหละที่ฉันอยากจะบอกเธอ"
สีหน้าของถังจื่ออีเปลี่ยนเป็นจริงจัง เธอกุมมือหลี่เสี่ยวซวงเอาไว้แล้วเอ่ยว่า "เรื่องที่ลือกันในบอร์ดมหา'ลัยหนานจิงเป็นเรื่องจริงทั้งหมดเลยนะ กู้เหยียนขับรถเบนซ์จริงๆ แถมยังเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนด้วย เขาบอกว่าซื้อตอนเปิดเทอมนี่เอง ถึงเขาจะไม่ได้บอกราคาเป๊ะๆ แต่อย่างต่ำๆ ก็น่าจะหกเจ็ดแสนแหละ แถมเขายังได้เงินค่าขนมเดือนละตั้งหนึ่งแสนหยวนอีก..."
หัวใจของหลี่เสี่ยวซวงแทบจะรับความจริงข้อนี้ไม่ไหว รู้สึกราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าที่อกอย่างจัง เธอยกมือกุมหน้าอกด้วยความเจ็บปวด ซวนเซถอยหลังไปชนเข้ากับประตูตู้เสื้อผ้าของเตียงข้างๆ
"งั้น... ตอนม.ปลาย ถ้าฉันตอบรับคำสารภาพรักของเขา ตอนนี้ฉันก็มีแฟนเป็นลูกเศรษฐีแล้วงั้นสิ?"
ถังจื่ออีถอนหายใจและพยักหน้าให้เธออย่างเสียดาย
"มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว วันงานเลี้ยงเรียนจบ ฉันก็บอกให้เธอรุกเขาหน่อย เธอก็ไม่ยอมฟัง ดึงดันจะไปร้องคาราโอเกะท่าเดียว..."
"หุบปากไปเลยนะ!"
หลี่เสี่ยวซวงตวาดลั่นอย่างคนสติแตก ขอบตาแดงก่ำ
เธอเชื่อฟังคำสอนของแม่มาตลอด พยายามงัดเอาความสวยความงามที่เป็นจุดเด่นของตัวเองออกมาใช้เพื่อมองหาสามีรวยๆ
ไม่เคยคาดคิดเลยว่ามองหาแทบพลิกแผ่นดิน สุดท้ายเศรษฐีคนนั้นกลับเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวแค่นี้เอง และเธอก็เป็นคนผลักไสเขาไปอย่างโง่เขลา
จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสมเพชราวกับตัวตลก
"จื่ออี้ เธอคิดว่าฉันยังมีโอกาสอยู่ไหม?"
เธอปรี่เข้าไปคว้ามือถังจื่ออีเอาไว้แน่นราวกับคนจมน้ำที่คว้าขอนไม้ ขอบตาแดงเรื่อ น้ำเสียงเจือความร้อนรน "วันนี้เธอได้พูดถึงฉันบ้างหรือเปล่า? แล้วเขาว่ายังไงบ้าง ท่าทีเขาเป็นไง?"
"ฉันพูดถึงเธออยู่ แต่เขาดูเหมือนจะ... จงใจเลี่ยงที่จะพูดถึงเธอ"
"จงใจเลี่ยง... แสดงว่าเขายังมีความรู้สึกดีๆ ให้ฉันอยู่... ฉันต้องไปหาเขา... เอาเบอร์โทรศัพท์ของกู้เหยียนมาให้ฉันเดี๋ยวนี้..."
"เสี่ยวซวง!"
ถังจื่ออีคว้าแขนหลี่เสี่ยวซวงเขย่าเรียกสติ "เธอตั้งสติหน่อยสิ! ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะโทรหาเขา พอฉันกลับมาถึงหอเธอก็โทรหาปั๊บ แบบนี้มันดูจงใจเกินไป กู้เหยียนจะมองเธอไม่ดีเอานะ"
"แล้วฉันควรทำยังไงดีล่ะ?"
"รอให้ผ่านไปสักสองสามวันก่อน..."
อันที่จริงถังจื่ออีก็แค่พูดปลอบใจหลี่เสี่ยวซวงไปอย่างนั้น ใจจริงเธออยากจะตะโกนใส่หน้าเพื่อนว่า 'เลิกฝันเถอะ กู้เหยียนไม่มีทางกลับมาสนใจเธอหรอก' แต่ด้วยความเป็นเพื่อนรักกันมาหลายปี เธอจึงทำใจพูดคำร้ายกาจแทงใจดำเพื่อนไม่ลงจริงๆ
"แต่พอคิดถึงเรื่องนี้ทีไร... ฉันก็เจ็บใจจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว"
หลี่เสี่ยวซวงมองไปที่สร้อยข้อมือเส้นนั้นอีกครั้ง ความโกรธแค้นก็พุ่งปรี๊ดจนแทบจะระเบิด ถ้าวันนี้เธอเป็นคนไปล่ะก็ สร้อยข้อมือเส้นนี้ก็คงจะตกเป็นของเธอไปแล้ว
ฉันต้องใจเย็นๆ!
ใช่ ใจเย็นๆ
กู้เหยียนชอบผู้หญิงสไตล์แบบฉัน ฉันต้องเตรียมตัวให้พร้อมและดูดีที่สุดตอนไปหาเขาที่มหา'ลัยหนานจิง
สุดสัปดาห์หน้า ฉันจะไปหาเขาให้ได้!
หลังจากสะกดจิตให้กำลังใจตัวเองเสร็จสรรพ เธอก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่