เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 74 กู่เฉียนโหยว.

Chapter 74 กู่เฉียนโหยว.

Chapter 74 กู่เฉียนโหยว.


จงซานที่จ้องมองไปยังหยิงหลานด้วยท่าทางสงสัย กับสี่อักษรที่นางเขียนบนฝ่ามือ ทำให้เขาชำเลืองมองนาง ดูเหมือนสาวน้อยคนนี้จะซนเกินไปแล้ว.

จงซานที่จ้องมองไปที่นาง หยิงหลานที่แลบลิ้นน้อย ๆ ด้วยท่าทางทะเล้นออกมา ดวงตาที่บ้องแบ้วแสดงท่าทางใสซื่อ ไม่ว่าอย่างไรกับเรื่องที่นางเห็น ภายในใจของหยิงหลานได้คิดว่าจงซานจงใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.

"หลิงเอ๋อ เกิดอะไรขึ้นอย่างงั้นรึ?เจ้าร้องไห้รึอย่างไร?"หยุนเฉียนที่กลับมาพร้อมกับศิษย์น้องอีกหลายคนของสำนักไคหยาง.

"ไม่ ๆ  ศิษย์พี่หยุนเฉียน ท่านเข้าใจผิดแล้ว."เทียนหลิงเอ๋อเผยยิ้มออกมาราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย.

แน่นอนที่รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนั้นมีไม่กี่คนเท่านั้น เป่ยชิงซือ เทียนชา จงซานและหยิงหลานเท่านั้น และก็ไม่มีใครกล่าวอะไรออกมาแน่นอน.

หยุนเฉียนที่กำลังจะสอบถามเทียนชาและเป่ยชิงซือ ทันใดนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนมาเป็นระวังในทันที หันหน้าจ้องมองไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ.

คนสามคนที่บินมายังทิศทางของพวกเขา.

หญิงสาวคนหนึ่งที่นำชายสองคนด้านหลังมาด้วย ดูเหมือนว่าจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนาง คนทั้งสามที่มุ่งตรงมายังทิศทางที่พวกเขาอยู่ ขณะเดียวกันจงซานที่จ้องมองออกไป รู้สึกต้องระมัดระวังขึ้นมากเลยทีเดียว.

คนเหล่านั้นไม่ได้เหยียบอยู่บนกระบี่เหิน ทว่าพวกเขาเหยียบอยู่บนสายลมลอยมา.

การที่สามารถบินได้โดยไม่ใช้ของวิเศษนั่นก็หมายความว่าพวกเขาได้ก้าวไปถึงระดับก่อตั้งวิญญาณแล้วเท่านั้น แน่นอนแม้แต่คนที่ก้าวไปถึงระดับสูงสุดของขั้นแกนทองยังไม่สามารถบินได้หากว่าไร้ซึ่งของวิเศษช่วย.

คนทั้งสามต่างก็อยู่ในระดับก่อตั้งวิญญาณอย่างงั้นรึ?

ทำไมพวกเขาบินมาที่นี่ล่ะ?พวกเขาเป็นใครกัน?มาจากสำนักใหน? เป็นกลุ่มเดียวกันทั้งสามคนเลยรึ?

กลุ่มของจงซานเวลานี้ไม่มีใครกล่าวสิ่งใดออกมา ทุกคนต่างก็อยู่ในสภาวะเฝ้าระวัง.

คนทั้งสามที่ลอยมาก่อนที่จะร่อนลงที่ด้านหน้าของพวกเขา.

หญิงสาวที่นำมานั้น นางสวมรองเท้าหนังอวดเรียวขาที่งดงามเป็นอย่างมาก พร้อมกับชุดคลุมสีม่วงที่ดูสมส่วนเข้ารูป ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ เผยความอหังการออกมา ท่าทางที่แผ่กลิ่นอายความสูงศักดิ์ออกมาเป็นระยะ ๆ

มือกระบี่สองคนดูเหมือนว่าจะเป็นองค์รักษ์ของนาง ซึ่งมองออกง่ายมากเพราะดูเจียมเนื้อเจียมตัวสงบเสงี่ยม ทว่าพวกเขาอยู่ระดับก่อตั้งวิญญาณเลยรึ? แม้จะดูธรรมดาแต่กับดูทรงพลังไม่น้อย.

"พวกเจ้าเป็นใคร?"เทียนชาสอบถามออกไปด้วยความเย็นชา มือของเขาที่กุมกระบี่เอาไว้.

เทียนชาเองก็เป็นคนอหังการอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าพลังฝึกตนจะด้อยกว่า ทว่าก็ยังเต็มไปด้วยความมั่นใจ.

ทุก ๆ คนต่างก็จับจ้องไปยังคนทั้งสาม จงซานเองก็หรี่ตาลงอยู่ชั่วครู่เช่นกัน เขาสังเกตเห็นว่าหญิงสาวที่อยู่ด้านหน้านั้นชำเลืองมองมายังเขาอยู่ชั่วขณะ นางรู้จักเขาอย่างงั้นรึ?

หญิงสาวคนดังกล่าวเผยยิ้มออกมาอย่างนุ่มนวลพร้อมกับโบกสะบัดมือเบา ๆ  ก่อนที่จะปรากฏสิ่งของบางอย่างปรากฏอยู่บนมือ เป็นตราหยกเจ็ดสี.

มันคืออะไรกัน?

"ตราคำสั่งอาวุโส? ท่านคืออาวุโสจื่อซวิน?"หยุนเฉียนที่กล่าวออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจ.

อาวุโสจื่อซวิน? จื่อซวิน? จงซานที่ถอยหลังโดยไม่รู้ตัวเมื่อได้ยินชื่อ เทพธิดาจื่อซวินอย่างงั้นรึ? เป็นเทพธิดาจื่อซวินที่เขาพบหลังจากงานชุมนุมประตูมังกรเมื่อครั้งเขาได้เคล็ดวิชาหงหลวนหรือไม่? เทพธิดาจื่อซวินที่ได้ร่วมเรียงเคียงหมอนหนึ่งคืนกับเขา? ไม่ นี่ไม่ใช่นางแน่.

"นั่นไม่ใช่ตราคำสั่งของสำนักไคหยาง เจ้าเป็นใคร?"เทียนชาขมวดคิ้ว.

หญิงสาวผู้นั้นเผยยิ้มให้กับเทียนชา."ข้าคืออาวุโสของสำนักยวีเหิง กู่เฉียนโหยว."

"สำนักยวีเหิงรึ?"ทั้งเทียนชาและเป่ยชิงซือขมวดคิ้วเล็กน้อย.

"อาวุโส ข้าขอดูป้ายคำสั่งนั่นได้หรือไม่?"เทียนชากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล.

หญิงสาวได้มอบป้ายตราให้กับคนของเขาด้านหลังส่งให้กับเทียนชา.

เทียนชาที่ตรวจสอบก่อนที่จะส่งคืนให้กับองค์รักษ์ของหญิงสาวคนดังกล่าว.

"สำนักไคหยาง เทียนชา คารวะอาวุโสพันธมิตร."

"คารวะอาวุโสพันธมิตร."ทุกคนที่โค้งคำนับหญิงสาวคนดังกล่าว.

จงซานเองก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดเช่นกันในเมื่อเขาเองก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับอาวุโสพันธมิตรมากนัก เขาคาดเดาได้แค่เพียงบางคำว่า พันธมิตร? ดูเหมือนว่าจะเป็นสำนักพันธมิตรของสำนักไคหยาง?สำนักยวีเหิง?

สำนักไคหยางนับว่าเป็นสำนักเซียนขนาดใหญ่ ทว่าพวกเขาก็จำเป็นต้องมีสำนักพันธมิตร?

อย่างไรก็ตาม จากบทสนทนาสั้น ๆ นั่น จงซานที่ได้ข้อมูลสำคัญบางอย่างมา เขาเริ่มมั่นใจแล้วว่าตอนนี้เทพธิดาจื่อซวินนั้นอยู่ในสำนักไคหยาง และเป็นอาวุโสคนหนึ่งด้วย แม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นนางเลยก็ตามที.

"มีสิ่งใดที่อาวุโสต้องการให้พวกเราทำอย่างงั้นรึ?"เทียนชาที่สอบถามกู่เฉียนโหยว.

"พวกเจ้าไม่ได้วางแผนที่จะผ่านค่ายกลแปดประตูกุญแจทองหรอกรึ?"กู่เฉียนโหยวที่ตอบกลับ.

"อาวุโส ท่านโปรดกล่าวออกมาตรง ๆ เถอะ."เทียนชาที่จับจ้องมองไปยังกู่เฉียนโหยว.

กู่เฉียนโหยวที่เผยยิ้มออกมาอย่างนุ่มนวล."เอาล่ะ ๆ  ในเมื่อสำนักของพวกเราเป็นพันธมิตรกัน ข้าไม่ต้องการให้เป็นพิธีการมากเกินไป ข้าสังเกตว่าพวกเจ้าอยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเจ้าเองต้องการจะเข้าไปในค่ายกลแต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าเองก็ต้องการสิ่งตกทอดที่อยู่ในค่ายกลแปดประตูกุญแจทองใช่รึไม่?"

เป่ยชิงซือขมวดคิ้วไปมาทว่าไม่ได้กล่าวสิ่งใด สิ่งที่นางต้องการนั้นคือหลักฐานที่จะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์บิดาของนางเท่านั้น.

เทียนชาจ้องมองไปยังกู่เฉียนโหยวก่อนที่จะตอบกลับไปโดยไร้ซึ่งลังเล."ในเมื่ออาวุโสได้เอ่ยถึงค่ายกลสงคราม แสดงว่าที่นี่มีจิตวิญญาณค่ายกลอย่างงั้นรึ?"

"ข้าเองก็รับประกันไม่ได้หรอกว่าที่นี่มีจิตวิญญาณค่ายกล ทว่าข้าสามารถคาดเดาได้ว่า พวกเจ้าก่อนหน้าได้ลองพยายามแล้ว ทว่าก็ไม่สามารถทะลวงผ่านเข้าไปข้างในได้ใช่หรือไม่?"สายตาที่เต็มไปด้วยมารยาเป็นประกายในสายตาของนาง.

เทียนชาเองก็ได้แต่เงียบ! คนอื่น ๆ เองก็ไม่ต่างกัน.

"ค่ายกลนี้ซับซ้อนเป็นอย่างมาก มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทะลวงไปได้หากว่ามีคนไม่พอ เช่นนั้นข้าจึงต้องการพันธมิตรเช่นพวกเจ้าเพื่อช่วยในการทะลวงคายกลแห่งนี้ เอาเป็นว่าใครที่ได้จิตวิญญาณค่ายกลก่อนเป็นคนแรก ให้เป็นของคน ๆ นั้นเลยเป็นอย่างไร?"กู่เฉียนโหยวที่รู้สึกมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างมาก นางเชื่อว่าด้วยข้อเสนอนี้เทียนชาจะไม่ปฏิเสธข้อเสนอของนางอย่างแน่นอน.

เทียนชาที่ขมวดคิ้วไปมา ครุ่นคิดและมองไปรอบ ๆ  ดวงตาของเทียนชาหรี่ลง ท้ายที่สุดก็หันกลับไปมองกู่เฉียนโหยวอีกครั้งและกล่าวว่า "แล้วศิลาวิญญาณในค่ายกลล่ะ?"

"หากเจ้าตกลง พวกเราจะไม่แตะศิลาวิญญาณในนั้นเลยแม้แต่น้อย ทว่าพวกเราต้องเป็นผู้นำในการจัดแจงทุกอย่างในการเข้าไปในค่ายกลนั่น."กู่เฉียนโหยวที่ตอบ.

"ตกลง."เทียนชาพยักหน้าในทันที.

ด้วยคำมั่นของเทียนชา กู่เฉียนโหยวที่เผยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ "เช่นนั้นก็ตามข้ามา."

กู่เฉียนโหยวและองค์รักษ์ของนางที่บินตรงไปยังภูเขาทิศตะวันออกเฉียงเหนือ.

เทียนชาและเป่ยชิงซือ ต่างก็มองหน้ากันและกัน พวกเขาที่สั่งการคนอื่น ๆ จงซานที่ขึ้นกระบี่เหินไปกับหยุนเฉียน เทียนหลิงเอ๋อบินไปด้วยผ้าแพรไหมของนางและหยิงหลานก็ขึ้นกระบี่เหินไปกับเป่ยชิงซือ คนทั้งหมดสิบเอ็ดคนตามกู่เฉียนโหยวไป.

บนยอดเขาทางทิศเหนือนั้น กู่หลินและเซียนเซิงสุ่ยจิงที่เฝ้ามองไปยังทิศทางที่เฉียนโหยวกำลังกลับมา.

"สุ่ยจิง เจ้าบอกว่าคนกลุ่มนี้ยังไปไม่ถึงระดับก่อตั้งวิญญาณอย่างงั้นรึ? เช่นนั้นพวกเราจำเป็นต้องให้พวกเขามาช่วยด้วยรึ?"กู่หลินที่สอบถามเซียนเซิงสุ่ยจิงพร้อมกับขมวดคิ้วไปมา.

"การจะทะลวงผ่านค่ายกลแห่งนี้นั้นเป็นการประลองด้วยการต่อสู้ในศาสตร์ต่าง ๆ หลายอย่าง การให้พวกเขาช่วยนั้นไม่ได้แตกต่างจากผู้ฝึกตนก่อตั้งวิญญาณแม้แต่น้อย อีกอย่างมันยังง่ายในการควบคุมพวกเขาด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากว่าเกิดความขัดแย้งขึ้นมา การที่พวกเราจะสังหารผู้เชี่ยวชาญก่อตั้งวิญญาณนั้นยุ่งยากยิ่งกว่าขั้นแกนทองอย่างแน่นอน."เซียนเซิงสุ่ยจิงที่โบกสะบัดพัดไปมา.

"อืม."กู่หลินที่พยักหน้า แสดงท่าทางมีความสุขกับคำตอบของเซียนเซิงสุ่ยจิงเป็นครั้งแรก.

ไม่นานหลังจากนั้นทุกคนก็มาถึงยอดเขา.

จงซานที่ก้าวลงกระบี่เหินของหยุนเฉียน และจ้องมองไปยังกลุ่มที่อยู่ด้านหน้า มีผู้เยาว์ที่หล่อเหลาคนหนึ่งยืนอยู่ และมีชายที่เหมือนกับนักวิชาการถือพัดสะบัดไปมา และกลุ่มคนอื่น ๆ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเหล่าองค์รักษ์.

ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนแล้วแต่แสดงท่าทางอหังการ แม้แต่เหล่าองค์รักษ์ยังเต็มไปด้วยท่าทางดูถูกกลุ่มของจงซานเป็นอย่างมาก.

"เซียนเซิงสุ่ยจิง ข้าได้นำคนของสำนักไคหยางมาที่นี่แล้ว คงต้องรบกวนท่านในการอธิบายวิธีในการทะลวงผ่านค่ายกลแล้ว."กู่เฉียนโหยวที่กล่าวต่อชายคนหนึ่งที่กำลังโบกสะบัดพัดอยู่.

ชายคนดังกล่าวที่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม มีเพียงชายหนุ่มที่จ้องมองไปยังเป่ยชิงซือ เทียนหลิงเอ๋อและเทียนชา จากนั้นก็หันหน้าไปยังกู่เฉียนโหยว.

"ขอบคุณต้องลำบากกงจูแล้ว."เซียนเซิงสุ่ยจิงพยักหน้า.

"ข้าพรตเต๋า สุ่ยจิง ทุกท่านคงจะมาจากสำนักไคหยาง มีใครรู้อะไรเกี่ยวกับค่ายกลแปดประตูกุญแจทองหรือไม่?"เซียนเซิงสุ่ยจิงที่สอบถามออกมาทันทีหลังจากที่จ้องมองไปยังกลุ่มคนของสำนักไคหยาง.

"ข้ารู้แค่เพียงว่าค่ายกลแปดประตูกุญแจทองนั้นเป็นค่ายกลสงครามที่ยากจะผ่านไปได้ พวกเราเองลองผ่านเข้าไปแล้วแต่ดูเหมือนว่ามันซับซ้อนจนเกินไป."

ทุก ๆ คนที่อยู่ด้านหลังเทียนชาต่างก็พยักหน้าเช่นกัน.

เป่ยชิงซือที่ขบริมฝีปากแน่นแม้ว่านางจะค่อนข้างเข้าใจเกี่ยวกับค่ายกลดังกล่าว ทว่าก็เลือกที่จะเงียบ ส่วนจงซานเองก็เงียบ ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา ในเวลานี้เขาควรที่จะซ่อนแสงสว่างเอาไว้เพื่อรักษาตัวในที่มืด

"ชิ!"

ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่แม้แต่มองมายังจงซานทันใดนั้นก็แค่นเสียงออกมา เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขารู้สึกเหยียดหยันดูถูกคนของสำนักไคหยางเป็นอย่างมาก.

"ค่ายกลแปดประตูกุญแจทอง ประกอบด้วย ประตูทำลาย(休)  ประตูชีวิต(生)  ประตูบาดเจ็บ(伤)  ประตูอุปสรรค(杜)  ประตูทางออก(景)  ประตูความตาย(死) ประตูความตื่นตระหนก(惊)  และประตูเปิด(开)  เป็นค่ายกลสงครามที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สามลึกลับ หกมั่นคง.สิบวันไม่เปลี่ยนผัน ค่ายกลที่ก่อตัวขั้นนั้น ประตูชีวิต(生)และประตูความตาย(死) จะสับเปลี่ยนกันได้ตลอดเวลา เหมือนกับขุนพลและทหารสามารถสับเปลี่ยนตำแหน่ง เปลี่ยนแปลงไร้ที่สุดสุด การจะทะลวงผ่านค่ายกลนั้น กลุ่มที่จะผ่านค่ายกลจะต้องเข้าไปในประตูชีวิต(生)   พร้อมกันนั้นจะต้องมีอีกกลุ่มหนึ่งเข้าไปรบกวนค่ายกลที่ประตูทางออก(景)jǐng และกองกำลังหลักจะต้องทะลวงประตูบาดเจ็บ(伤)ซึ่งจะทำให้ในช่วงเวลานั้น กลุ่มที่อยู่ประตูชีวิต(生)ผลักดันปรับเปลี่ยนกลุ่มอื่น ๆ เข้าไปยังดวงตามังกรได้."

หยิงหลานที่เป็นคนตรงไปตรงมา บางทีการที่นางนำทัพมาหลายปีทำให้ค่อนข้างร้อนรุ่ม เมื่อเห็นคนมากมายที่กำลังดูถูกมายังกลุ่มของนาง ดังนั้นนางจึงเอ่ยปากออกมาโดยไม่ลังเลเลย.

เมื่อเห็นหยิงหลานเอ่ยปากออกมา จงซานชำเลืองมองไปยังนาง ภายในแววตาแสดงท่าทางพอใจ เขาภูมิใจที่นางมีความรู้เกี่ยวกับค่ายกลสงคราม นางที่ได้รับการศึกษาความรู้มาจากเขามากมาย ก่อนที่นางจะสามารถนำมันไปใช้ในการรบได้เป็นอย่างดี ทำการจัดทัพในสงครามได้ เพียงแต่ทัพที่สร้างขึ้นในเวลานี้เป็นพายุทรายที่เกิดจากอาคมนั่นเอง

จบบทที่ Chapter 74 กู่เฉียนโหยว.

คัดลอกลิงก์แล้ว