- หน้าแรก
- วายร้ายบัญชาสวรรค์ ขอโทษทีที่ลูกน้องผมโหดเกินไปหน่อย
- บทที่ 45 - ผนึกกำลังรุมสังหาร
บทที่ 45 - ผนึกกำลังรุมสังหาร
บทที่ 45 - ผนึกกำลังรุมสังหาร
บทที่ 45 - ผนึกกำลังรุมสังหาร
จ้าวเฟยเยี่ยนทำเอาฉินเซียวงุนงงไปหมดแล้ว
นางควรจะสาปแช่งให้เขาตายไวๆ ไม่ใช่รึไง?
อ้อ เข้าใจล่ะ นางคงกลัวว่าถ้าเขาถูกฆ่าตาย หยาดนมพิภพบงกชเขียวก็จะตกไปอยู่ในมือของคนอื่น นางถึงได้รีบมาเจรจาต่อรองกับเขาก่อนสินะ!
ฉินเซียวคิดว่าเขามองเจตนาของจ้าวเฟยเยี่ยนทะลุปรุโปร่งแล้ว
เขามองนางด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะกล่าวว่า "จ้าวเฟยเยี่ยน เจ้าคำนวณผลประโยชน์ได้เก่งดีนี่ แต่เสียใจด้วยนะที่ข้าไม่ได้สนใจข่าวสารของเจ้าเลยสักนิด"
"และหยาดนมพิภพบงกชเขียวขวดนี้ ข้าก็ไม่มีทางให้เจ้าฟรีๆ ด้วย!"
"ถ้าเจ้าอยากได้มันนัก ก็กำเงินมาซื้อเอาเองก็แล้วกัน!"
"แปดแสนตำลึง!"
อะไรนะ?
จ้าวเฟยเยี่ยนโกรธจนแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา
นางตวาดใส่เขาเสียงดัง "แปดแสนตำลึง เจ้าจะไปปล้นใครไม่ทราบ?"
"ตอนแรกข้าประมูลแค่ห้าแสนห้าหมื่นตำลึงก็จะได้ของอยู่แล้ว เป็นเจ้าต่างหากที่โผล่มาป่วนจนต้องเสียเงินไปถึงหกแสนตำลึง!"
"แล้วตอนนี้กลับมาโก่งราคาขอแปดแสนตำลึง กะจะฟันกำไรจากข้าไปตั้งสองแสนตำลึง เจ้า... เจ้า... เจ้ามันไอ้สารเลว!"
ฉินเซียวตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ "เจ้าจะว่าไงก็ช่าง แต่ข้าจะขายราคานี้แหละ ถ้าคิดตกผลึกได้เมื่อไหร่ก็หอบเงินไปหาข้าที่จวนสกุลฉินก็แล้วกัน!"
"แต่ข้าให้เวลาเจ้าแค่สิบวันเท่านั้นนะ หลังจากสิบวันไปแล้ว ข้าไม่รับประกันนะว่าของสิ่งนี้จะโดนใครเอาไปใช้หรือเปล่า!"
ความจริงแล้วฉินเซียวก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้หยาดนมพิภพบงกชเขียวขวดนี้หรอก
ถ้าสามารถฟันกำไรจากจ้าวเฟยเยี่ยนได้สักสองแสนตำลึงล่ะก็...
ฮ่าฮ่าฮ่า แค่คิดก็ฟินแล้ว
พูดจบฉินเซียวก็เตรียมจะหันหลังกลับขึ้นรถม้า
"องค์รัชทายาทกับยอดฝีมือในเมืองอู่ตี้บางกลุ่มไปดักซุ่มรอเจ้าอยู่ที่วัดหานซุ่ยแล้ว นั่นเป็นทางผ่านเดียวที่จะกลับไปที่จวนสกุลฉิน"
"วัดหานซุ่ยเป็นวัดของราชวงศ์ ต่อให้เป็นทหารลาดตระเวนยามวิกาลก็ไม่มีทางเข้าไปค้นที่นั่นหรอก เจ้าระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ!"
จ้าวเฟยเยี่ยนทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ฉินเซียวชะงักฝีเท้า เขาหันกลับไปมองจ้าวเฟยเยี่ยน
แต่อีกฝ่ายก็เดินจากไปไกลแล้ว
เขาเริ่มสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง
ผู้หญิงคนนี้เล่นตุกติกอะไรอยู่กันแน่
แต่ถึงอย่างนั้นข่าวที่จ้าวเฟยเยี่ยนนำมาบอกก็ถือว่ามีประโยชน์มากทีเดียว
ก่อนหน้านี้เขารู้แค่ว่ามีคนมาดักซุ่มโจมตี
แต่ก็ไม่รู้แน่ชัดว่าจะลงมือที่ไหน
ซึ่งนั่นหมายความว่าเขายังมีความเสี่ยงที่จะถูกลอบโจมตีอยู่บ้าง
แต่ตอนนี้ ทุกอย่างกระจ่างชัดหมดแล้ว
เมื่อกลับขึ้นมาบนรถม้า ฉินเซียวก็ปล่อยนกพิราบสื่อสารออกไปหนึ่งตัว
นี่คือนกพิราบที่ไป๋เฟิ่งทิ้งไว้ให้ หากมีเหตุฉุกเฉินเขาสามารถใช้นกตัวนี้ส่งข่าวสารให้ไป๋เฟิ่งได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ในเมื่อรู้แล้วว่าศัตรูซุ่มโจมตีอยู่ที่วัดหานซุ่ย เจี่ยสวี่กับลิโป้ก็ต้องรีบวางแผนรับมือและรีบเดินทางไปที่นั่นให้เร็วที่สุด
...
วัดหานซุ่ย วัดหลวงแห่งราชวงศ์เทียนอู่
ในบรรดาสี่สำนักใหญ่แห่งราชวงศ์เทียนอู่ ไม่มีสำนักไหนที่เป็นสำนักชีหรือพระเลย
แต่คนในราชวงศ์ส่วนใหญ่กลับเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก
อาจจะเป็นเพียงแค่ที่พึ่งทางใจเท่านั้น
จึงได้มีการสร้างวัดหานซุ่ยขึ้นในเมืองอู่ตี้
เพื่ออำนวยความสะดวกให้เหล่าราชวงศ์ได้มาสักการะบูชา วัดหานซุ่ยจึงถูกสร้างขึ้นบริเวณกึ่งกลางระหว่างพระราชวังและย่านที่พักอาศัยของเหล่าขุนนาง
ซึ่งเป็นทางผ่านเดียวที่จะเดินทางกลับไปยังจวนสกุลฉิน
ภายในพระวิหารหลักของวัดหานซุ่ย
บุคคลสำคัญของเมืองอู่ตี้หลายคนกำลังรวมตัวกันอยู่
หลงอีสือ ยอดฝีมือระดับหกขั้นผลัดเปลี่ยนกายาขั้นสมบูรณ์ผู้เป็นแขกคนสำคัญขององค์รัชทายาท
ฟางจุ่น ผู้อาวุโสสายมนุษย์แห่งสำนักภูเขาหิมะ
เย่หลิงอวิ๋น จากจวนอัครมหาเสนาบดี
คนพวกนี้ล้วนเป็นศัตรูคู่อาฆาตของฉินเซียวทั้งสิ้น
แต่มีอยู่คนหนึ่งที่มีสถานะพิเศษกว่าใครเพื่อน
นางคือสตรีที่สวมหมวกสานปิดบังใบหน้า
แต่เพียงแค่มองดูเรือนร่างอันอวบอิ่มและส่วนเว้าส่วนโค้งอันเย้ายวน ก็สามารถสัมผัสได้ทันทีว่านางคือสุดยอดสาวงามผู้ทรงเสน่ห์อย่างแน่นอน
แม้นางจะไม่ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายพลังยุทธ์ใดๆ ออกมาเลย
แต่ก็ไม่มีใครกล้าดูแคลนนางแม้แต่คนเดียว
ภายในพระวิหารหลักแห่งนี้ ดูเหมือนทุกคนจะยอมให้นางเป็นผู้นำ
"ทุกท่าน เป้าหมายของเราในค่ำคืนนี้มีเพียงหนึ่งเดียว"
"นั่นก็คือซื่อจื่อแห่งเป่ยเหลียง ฉินเซียว"
"ก่อนหน้านี้พวกท่านอาจจะเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน แต่คืนนี้ข้าหวังว่าพวกท่านจะละทิ้งความแค้นส่วนตัวไปก่อน"
"รอจนกว่าเราจะกำจัดฉินเซียวได้สำเร็จแล้วค่อยว่ากันใหม่"
"ไม่ทราบว่าทุกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?"
น้ำเสียงเย็นชาของสตรีผู้นั้นดังก้องไปทั่วพระวิหาร
หลงอีสือเป็นคนแรกที่เอ่ยปากสนับสนุน "พระสนมโปรดวางพระทัย พวกเรายินดีทำตามคำสั่งของพระสนมทุกประการ!"
สตรีผู้นั้นพยักหน้าด้วยความพึงพอใจก่อนจะเอ่ยถามว่า "คืนนี้องค์รัชทายาทส่งยอดฝีมือมาทั้งหมดกี่คน?"
หลงอีสือตอบอย่างมั่นใจว่า "มียอดฝีมือองครักษ์เสื้อแพรระดับแนวหน้าสิบสองคน และยอดฝีมืออิสระระดับแปดอีกหนึ่งคนพ่ะย่ะค่ะ"
ฟางจุ่นถึงกับใจเต้นระรัว
นึกไม่ถึงเลยว่าองค์รัชทายาทจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากถึงเพียงนี้
เมื่อสตรีผู้นั้นได้ยินดังนั้น นางก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น
นางหันไปมองฟางจุ่นและคนอื่นๆ แล้วเอ่ยถามว่า "แล้วพวกท่านล่ะ?"
ฟางจุ่นดึงสติกลับมา เขายิ้มแหยๆ พลางกล่าวว่า "ยอดฝีมือของสายมนุษย์ในเมืองอู่ตี้มีไม่มากนัก นอกจากชายชราผู้นี้และชิงหลงพร้อมกับศิษย์รุ่นเยาว์อีกไม่กี่คนแล้ว เราก็เชิญผู้อาวุโสระดับเจ็ดขั้นมังกรคชสารขั้นสมบูรณ์มาได้เพียงท่านเดียวเท่านั้น!"
อันที่จริงขุมกำลังขนาดนี้ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
สุดท้ายก็มาถึงฝั่งของเย่หลิงอวิ๋น
แตกต่างจากคนอื่นๆ เย่หลิงอวิ๋นมาพร้อมกับกลุ่มคุณชายจากตระกูลขุนนางที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในเมืองอู่ตี้
รวมถึงฉู่เฟิงที่มีความแค้นฝังหุ่นกับฉินเซียวด้วย
มองผิวเผินขุมกำลังของพวกเขาดูเหมือนจะไม่แข็งแกร่งเท่าไหร่นัก
แต่คืนนี้เย่หลิงอวิ๋นได้ระดมกองทหารอาชีพมาด้วย
พระภิกษุในวัดหานซุ่ยถูกต้อนไปรวมกันที่กุฏิหมดแล้ว
ไม่ว่าคืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็จะไม่ก้าวเท้าออกมาเด็ดขาด
ส่วนที่พักเดิมของพระภิกษุก็ถูกยึดครองโดยกองกำลังทหารที่เย่หลิงอวิ๋นพามา ซึ่งประกอบไปด้วยทหารราบผู้เหี้ยมหาญถึงห้าร้อยนาย
พวกเขาทั้งหมดปลอมตัวเป็นจอมยุทธ์ในยุทธภพ
หากเกิดการปะทะกัน การใช้ค่ายกลทหารเข้าต่อกรกับยอดฝีมือของฉินเซียว
ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับผลัดเปลี่ยนกายาขั้นสมบูรณ์ก็ยังต้องยอมถอย
กองกำลังเหล่านี้ถูกเตรียมไว้เพื่อรับมือกับลิโป้โดยเฉพาะ
เมื่อได้เห็นขุมกำลังของแต่ละฝ่าย สตรีผู้นั้นก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
ในตอนนั้นเอง ร่างในชุดดำรัดกุมร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในพระวิหาร
"คุณชาย ฉินเซียวใกล้จะถึงหน้าประตูวัดหานซุ่ยแล้วขอรับ!" เย่หลิงอวิ๋นพยักหน้ารับก่อนจะหันไปมองสตรีผู้นั้น
นางกล่าวว่า "เอาล่ะ เป้าหมายมาถึงแล้ว พวกท่านออกไปต้อนรับแขกได้เลย ข้าจะรอฟังข่าวดีจากพวกท่านอยู่ที่นี่!"
"พวกเราจะไม่ทำให้พระสนมต้องผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ!"
ทุกคนค้อมศีรษะลงเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากพระวิหารไป
เหลือเพียงสตรีผู้นั้นและเสิ่นชิงหลงเพียงสองคนเท่านั้น
เสิ่นชิงหลงมองแผ่นหลังของสตรีผู้นั้นด้วยสายตาหวาดกลัว เขากล่าวด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า "ท่านอา... หากกำจัดฉินเซียวได้แล้ว... ท่านช่วยมอบบัวหิมะเก้าแฉกให้ข้าได้หรือไม่?"
ดวงตาของสตรีผู้นั้นทอประกายเย็นเยียบ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "ชิงหลง แม้เจ้าจะเกิดในสายรอง แต่เจ้าก็ถือเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากในตระกูลเสิ่นของเรา อีกทั้งยังได้ฝากตัวเป็นศิษย์สำนักภูเขาหิมะ เหตุใดตอนนี้เจ้าถึงได้ทำตัวน่าสมเพชถึงเพียงนี้"
"ไปซะ คืนนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะช่วยเจ้า หากเจ้าทำให้ข้าต้องผิดหวังอีก ต่อให้เป็นเทวดาก็ช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว!"
เสิ่นชิงหลงปาดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผาก เขากัดฟันรับปากว่า "ท่านอาโปรดวางใจ ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังแน่นอน!"
หลังจากที่เสิ่นชิงหลงจากไป ภายในพระวิหารก็เหลือเพียงสตรีผู้นั้นอยู่เพียงลำพัง
นางคุกเข่าลงเบื้องหน้าองค์พระพุทธรูปอย่างช้าๆ จุดตะเกียงน้ำมันขึ้นมาหนึ่งดวง แล้วประนมมือขึ้น
ใบหน้าภายใต้หมวกสานเต็มไปด้วยความศรัทธา
น้ำเสียงเย็นเยียบดังก้องไปทั่วพระวิหาร
"เยี่ยสือซาน เจ้าคือหนึ่งในสี่สุดยอดนักฆ่าแห่งทะเลสาบกระจก ข้ายอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อจ้างเจ้ามา ก็เพื่อต้องการให้เจ้าเป็นปราการด่านสุดท้าย"
"หากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เจ้าจะต้องลงมือสังหารฉินเซียวให้จงได้"
"ข้าหวังว่าทะเลสาบกระจกจะไม่ทำให้ข้าต้องผิดหวัง"
เมื่อนางกล่าวจบ เสียงน่าสะพรึงกลัวราวกับดังมาจากขุมนรกก็ดังขึ้น
"พระสนมโปรดวางพระทัย ทะเลสาบกระจกไม่เคยทำงานพลาด"
...
ฮี้!
ที่หน้าประตูวัดหานซุ่ย ฉินเซียวสั่งให้หยุดรถม้า
เขาก้าวลงจากรถม้าและเดินไปที่หน้าประตูวัดหานซุ่ยเพียงลำพัง น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย
"ทุกท่าน พวกท่านคงรอข้ามานานแล้วสินะ เลิกหลบๆ ซ่อนๆ แล้วออกมากันได้แล้ว!"
"หึหึ ใครๆ ต่างก็บอกว่าซื่อจื่อแห่งเป่ยเหลียงเป็นแค่เศษสวะ"
"แต่คืนนี้เจ้าทำให้ข้าต้องมองเจ้าใหม่เสียแล้ว"
"อย่างน้อยความกล้าหาญที่จะมาเผชิญหน้ากับความตายของเจ้าก็ถือว่าน่ายกย่องจริงๆ!"
สิ้นเสียง ประตูวัดหานซุ่ยก็ค่อยๆ เปิดออก
เงาร่างหลายสายปรากฏขึ้นเบื้องหน้าฉินเซียว
[จบแล้ว]