- หน้าแรก
- นางเซียนผู้เย็นชา ระบบเอาชะตานางมา
- ตอนที่ 58 การแลกเปลี่ยน
ตอนที่ 58 การแลกเปลี่ยน
ตอนที่ 58 การแลกเปลี่ยน
"ที่ศิษย์พี่หญิงกล่าวถึง... ใช่สิ่งนี้หรือไม่?"
ปรมาจารย์เสวียนซางพลิกฝ่ามือ
โอสถสีทองเม็ดกลมเกลี้ยงที่แผ่กลิ่นอายแห่งชีวิตอันเข้มข้น และมีลวดลายโอสถอันลึกล้ำพันเกี่ยวอยู่บนเม็ดยา ก็ปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือของเขา
วิ้ง
ชั่วพริบตาที่เม็ดยาปรากฏขึ้น กลิ่นหอมของโอสถที่สดชื่นรื่นรมย์ก็แผ่ซ่านออกไปในพริบตา
ต้นหญ้าและใบไม้รอบด้านราวกับถูกฉีดพ่นด้วยพลังแห่งชีวิต กลายเป็นสีเขียวขจียิ่งขึ้น
นัยน์ตาของหนิงเสี่ยวเยว่ที่เดิมทีหม่นหมองไร้ประกาย บัดนี้เมื่อได้เห็นเม็ดยาเม็ดนั้น กลับสาดประกายแห่งความเหลือเชื่อออกมาอย่างกะทันหัน!
นางเงยหน้าขึ้นขวับ จ้องเขม็งไปยังโอสถในมือของปรมาจารย์เสวียนซาง น้ำเสียงสั่นสะท้านอย่างรุนแรงด้วยความตื่นเต้นถึงขีดสุด
"โอสถสร้างร่างเนรมิต..."
"เป็นโอสถสร้างร่างเนรมิตจริงๆ ด้วย!"
นางคาดไม่ถึงเลยว่า โอสถเซียนช่วยชีวิตที่เฝ้าใฝ่ฝันหา จะมาปรากฏอยู่ในมือของปรมาจารย์เสวียนซาง!
ชั่วพริบตานั้น ความคิดอันบ้าคลั่งสายหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของหนิงเสี่ยวเยว่อย่างฉับพลัน
ไม่มีอะไรได้เปล่าในโลก
การที่อีกฝ่ายงัดเอาโอสถสร้างร่างเนรมิตออกมา ย่อมต้องต้องการบีบบังคับให้นางไปทำเรื่องบางอย่างให้สำเร็จเป็นแน่
แต่... ขอเพียงฆ่าเขาซะ!
แย่งชิงเม็ดยานี้มา!
ขอเพียงฆ่าเขาได้ ศิษย์พี่เซวียก็จะมีทางรอดทันที!
จิตสังหารอันเย็นเยียบวาบผ่านก้นบึ้งดวงตาของนางแล้วหายไป
ทว่า เมื่อสายตาของนางกวาดผ่านร่างของผู้ฝึกเซียนขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายหลายคนด้านหลังปรมาจารย์เสวียนซาง ที่มีกลิ่นอายหนักแน่นและแววตาระแวดระวัง
เปลวเพลิงในใจนางที่เพิ่งลุกโชนขึ้น ก็ราวกับถูกสาดรดด้วยน้ำเย็นจัดจนดับมอดลงไป
ไม่ได้
พลังวิญญาณของตนเองสูญเสียไปมหาศาล ข้างกายมีเพียงศิษย์ร่วมสำนักที่บาดเจ็บสาหัสหนึ่งคน และเซวียหย่งที่สลบไสลไปนานแล้วอีกหนึ่งคน
ส่วนอีกฝ่ายมีคนมากกว่าและทรงพลัง อีกทั้งแต่ละคนล้วนอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อม
หากตนเองลงมือ อย่าว่าแต่แย่งชิงเม็ดยาเลย เกรงว่าแม้แต่ชีวิตของตนเอง ก็ต้องทิ้งไว้ที่นี่ด้วย
หัวใจของหนิงเสี่ยวเยว่ค่อยๆ ดิ่งวูบลงทีละน้อย
นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกจมลึกลงไปในฝ่ามือ ความรู้สึกไร้กำลังนั้นทำให้นางแทบคลุ้มคลั่ง
ปรมาจารย์เสวียนซางเก็บเกี่ยวความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหนิงเสี่ยวเยว่ไว้ในสายตาจนหมดสิ้น พร้อมกับลอบยิ้มหยันในใจ
นังหนูเอ๋ย แม้สภาวะจิตใจจะเหนือกว่าคนรุ่นเดียวกัน แต่หากคิดจะมาเล่นเล่ห์เหลี่ยมต่อหน้าข้าผู้เป็นใหญ่ เจ้ายังกะโปโลเกินไป
ทว่าใบหน้าของเขากลับยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน ยื่นโอสถสร้างร่างเนรมิตเม็ดนั้นไปข้างหน้าอีกนิด ราวกับกำลังล่อลวงนาง
"ศิษย์พี่หญิง เม็ดยานี้ ข้ามอบให้ท่านได้"
"แต่ทว่า ข้ามีเงื่อนไขอยู่หนึ่งข้อ"
"เงื่อนไขอะไร?"
หนิงเสี่ยวเยว่กัดฟันถาม
"จะว่าว่ายก็ไม่ง่าย จะว่ายากก็ไม่ยาก"
สายตาของปรมาจารย์เสวียนซางกลายเป็นลึกล้ำและเฉียบคม
"ข้าต้องการให้ท่าน ใช้เส้นสายทั้งหมดที่ท่านมีในสำนักเสวียนเซียว รวบรวมศิษย์สำนักเสวียนเซียวทั้งหมดเท่าที่จะเรียกมาได้"
"จากนั้น มาช่วยข้าตามหาฉู่โม่"
"ขอเพียงคนที่พบฉู่โม่เป็นคนแรกคือคนของท่าน และสุดท้ายข้าสามารถจับตัวฉู่โม่ได้ โอสถสร้างร่างเนรมิตเม็ดนี้ ก็จะเป็นของท่าน"
จุดประสงค์ที่ปรมาจารย์เสวียนซางทำเช่นนี้ ก็เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจของฝ่ายสำนักเสวียนเซียวให้ถึงขีดสุด
เช่นนี้ประสิทธิภาพในการค้นหาคนก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล
เพราะพวกเขายังรีบร้อนยิ่งกว่าเขาเสียอีก
เมื่อหนิงเสี่ยวเยว่ได้ยินดังนั้น ก็ตกอยู่ในความเงียบ
เงื่อนไขนี้ ดูเผินๆ แล้วไม่ยากจริงๆ
แต่... หากหาฉู่โม่ไม่พบเล่า?
หรือว่าคนที่พบฉู่โม่ ไม่ใช่คนของสำนักเสวียนเซียว
เช่นนี้นางก็ไม่มีทางได้เม็ดยามาครองแล้ว
ปรมาจารย์เสวียนซางมองทะลุถึงความลังเลของนาง ลอบยิ้มหยันในใจ และสุมไฟเพิ่มเข้าไปอีกกอง
"ศิษย์พี่หญิง ท่านต้องคิดดูให้ดีๆ นะ"
"ศิษย์พี่ชายในอ้อมกอดของท่าน ทนได้อีกไม่นานแล้วนะ"
"ทุกหนึ่งลมหายใจที่ท่านลังเล พลังชีวิตของเขาก็จะสูญสลายไปหนึ่งส่วน"
"จะทนมองดูเขาตาย หรือว่า..."
"แม้จะมีโอกาสเพียงน้อยนิด ก็จะไม่ยอมแพ้กันเล่า?"
คำพูดของปรมาจารย์เสวียนซาง เปรียบดั่งค้อนเหล็กหนักอึ้ง ทุบลงบนหัวใจของหนิงเสี่ยวเยว่อย่างไร้ความปรานี
นางปรายตามองใบหน้าอันคุ้นเคยที่ซีดเผือดราวกับกระดาษในอ้อมกอด แล้วมองกลับไปยังโอสถที่แผ่กลิ่นอายแห่งชีวิตในมือของปรมาจารย์เสวียนซางอีกครั้ง
ในท้ายที่สุด ความลังเลในแววตาของนางก็ถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว
นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ในดวงตาที่บวมช้ำคู่นั้นไม่หลงเหลือความอ่อนแออีกต่อไป มีเพียงสติปัญญาอันแสนเย็นชาเท่านั้น
"ตกลง"
"ข้ารับปากท่าน"
นางเค้นคำพูดเหล่านี้ออกมาจากซอกฟัน
ปรมาจารย์เสวียนซางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
เขาเก็บเม็ดยากลับไป และกล่าวเสียงเรียบ
"ดีมาก"
"หลังจากเรื่องสำเร็จลุล่วง ย่อมมอบเม็ดยาให้ท่านแน่นอน"
"ตอนนี้ ไปเรียกคนของท่านมาได้แล้ว"
หนิงเสี่ยวเยว่ไม่กล่าวอะไรให้มากความอีก นางประคองกอดเซวียหย่งขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ภายใต้การพยุงของศิษย์ร่วมสำนักที่เหลือรอดเพียงคนเดียว หันหลังเดินจากไป
เมื่อนางก้มหน้าลง มองดูใบหน้าอันคุ้นเคยในอ้อมกอด ความมีเหตุผลและความเย็นชาในดวงตาก็ถูกแทนที่ด้วยความอ่อนโยนอีกครั้ง
"ศิษย์พี่เซวีย..."
"ข้ามีวิธีช่วยท่านแล้ว..."
"ท่านต้องทนไว้นะ"
......
ภายในถ้ำใต้หน้าผา บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันแปลกประหลาดและเย้ายวนใจ
ลั่วจื่ออินนอนอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนของฉู่โม่ บนเรือนร่างขาวผ่องอรชรอวดทรวดทรง เต็มไปด้วยรอยแดงและรอยนิ้วมือ
นัยน์ตาหงส์ที่เคยเยือกเย็นในวันวานของนาง บัดนี้เหม่อลอยไร้แวว ซ่อนเร้นอยู่ใต้เปลือกตาบนไปกว่าครึ่ง
ขณะเดียวกันก็ถูกฉาบด้วยม่านหมอกแห่งหยาดน้ำตา ดูเลื่อนลอยและเย้ายวนยิ่งนัก
สภาพราวกับถูกย่ำยีเล่นสนุกจนพังทลาย
เนิ่นนานหลังจากนั้น สติของนางจึงค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา นางทอดมองใบหน้าของฉู่โม่ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
หลายวันมานี้ ฉู่โม่ใช้ลูกไม้สารพัดรูปแบบที่นางไม่เคยได้ยินและไม่เคยพบเจอมาก่อน ทำเอานางอับอายและเคียดแค้นจนแทบอยากตาย
ทว่าภายใต้การผูกมัดของพันธสัญญาจิตวิญญาณและปฏิกิริยาตอบสนองตามสัญชาตญาณของร่างกาย ทำให้นางจมดิ่งถลำลึกลงไปจนไม่อาจถอนตัวขึ้นมาได้
แต่ก็ต้องยอมรับว่า การบำเพ็ญคู่อย่างหนักหน่วงเช่นนี้ ให้ผลประโยชน์อันมหาศาลแก่นางเช่นกัน
นางสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า พลังวิญญาณในร่างของตน อัดแน่นจนถึงจุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
กำแพงขวางกั้นที่มุ่งสู่ขอบเขตแก่นทองคำนั้น บางเฉียบราวกับปีกจั๊กจั่น เพียงแตะเบาๆ ก็พร้อมจะแตกสลาย
ระดับขั้นของแก่นทองคำนั้นแบ่งออกเป็นขั้นหนึ่งถึงเก้า ยิ่งระดับขั้นสูงเท่าใด รากฐานก็ยิ่งแข็งแกร่งเท่านั้น
ขอเพียงออกจากแดนลึกลับ แล้วเริ่มเก็บตัวฝึกตน นางก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ว่าจะสามารถควบแน่นแก่นทองคำได้ในคราเดียว
อีกทั้ง เมื่อมีวิชาระดับฟ้าอย่าง เคล็ดวิชาซวีเทียนปิงพั่ว และการสนับสนุนจากผลึกน้ำแข็งหมื่นปี
นางมั่นใจว่า แก่นทองคำที่ตนเองควบแน่นได้ ระดับขั้นย่อมไม่ต่ำต้อยอย่างแน่นอน
อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องอยู่เหนือกว่าขั้นสาม
กระทั่ง มีความหวังที่จะพุ่งชนเป้าหมาย แก่นทองคำขั้นหนึ่งในตำนาน
ทั้งหมดนี้... ล้วนเป็นผลพวงมาจากฉู่โม่ทั้งสิ้น
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ อารมณ์ของลั่วจื่ออินก็กลัดกลุ้มสับสนอย่างหาที่สุดไม่ได้
เกลียดเขาหรือไม่?
เกลียด
เกลียดที่เขาใช้วิธีการอันต่ำช้ามาควบคุมนาง จับนางมาเป็นของเล่นย่ำยีตามอำเภอใจ
แต่... หากไม่มีเขา เกรงว่าตอนนี้นางคงยังต้องมานั่งแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเรื่องทรัพยากรบำเพ็ญเพียรระดับสูง กับขยะอย่างโม่อยู่อยู่เลย
แก่นทองคำที่จะควบแน่นได้ในอนาคต หากเป็นไปตามปกติเกรงว่าอย่างมากก็คงเป็นขั้นสี่ ส่วนขั้นสามนั้นต้องอาศัยโชคช่วยอย่างมหาศาล โอกาสสำเร็จมีไม่ถึงหนึ่งในหมื่นด้วยซ้ำ
แต่นางในตอนนี้ กลับได้รับการช่วยเหลือจากบุรุษผู้นี้ จนได้ครอบครองกระบี่หานหยวน ซึ่งเป็นสุดยอดศาสตราวุธวิเศษที่เข้ากับตนเองอย่างถึงที่สุด
พลังรบเหนือล้ำยิ่งกว่าแต่ก่อน หรืออาจกล่าวได้ว่าบดขยี้ผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันได้อย่างราบคาบ
ครู่หนึ่ง ฉู่โม่รับรู้ได้ถึงสายตาของลั่วจื่ออิน จึงหันไปมองนาง
"เป็นอะไรไป? ถึงได้มองข้าเช่นนี้"