- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นหนอนหนังสือผู้ร่ำรวย
- บทที่ 2330 - การส่งออกเทคโนโลยี
บทที่ 2330 - การส่งออกเทคโนโลยี
บทที่ 2330 - การส่งออกเทคโนโลยี
บทที่ 2330 - การส่งออกเทคโนโลยี
"ถอดรหัสลับ? ท่าน... ท่านจะบอกว่าใช้เครื่องคิดเลขเนี่ยนะครัง?"
หยางเสี่ยวเทาได้ยินสิ่งที่ท่านแม่ทัพเผิงพูดแทบจะกระโดดขึ้นจากเก้าอี้ ถ้าบอกว่าใช้คอมพิวเตอร์ถอดรหัสลับเขายังพอเชื่อ หรือถ้าใช้คนถอดรหัสก็ยังพอฟังขึ้น เพราะพวกสมุดรหัสลับอะไรพวกนั้นย่อมต้องใช้คนวิเคราะห์ แถมยังมีเรื่องสงครามจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย
แต่ถ้าจะบอกว่าเครื่องคิดเลขขนาดเล็กนี้สามารถถอดรหัสลับได้ หยางเสี่ยวเทาก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะใช้งานอย่างไร!
ท่านแม่ทัพเผิงเห็นท่าทางตื่นเต้นของหยางเสี่ยวเทาก็เริ่มมีความสงสัยในใจเช่นกัน ตลอดชีวิตการเป็นทหารที่ผ่านมา เขาก็พอจะมีความรู้เรื่องระบบตรวจจับและถอดรหัสอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน หากไม่ใช่เพราะเหล่าเจิ้งโทรหาเขาด้วยตัวเองและเจาะจงว่าต้องการของสิ่งนี้ เขาก็คงไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริง
ทว่าการที่กระทรวงที่เก้าสามารถทำของสิ่งนี้ออกมาได้สำเร็จ แสดงว่าต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อย และแน่นอนว่าสิ่งที่ทำออกมาได้ก็ต้องมีประสิทธิภาพดีมาก อย่างน้อยจากการตอบสนองของเหล่าเจิ้งก็นับว่าน่าประทับใจทีเดียว
อ้อ และยังมีทางด้านท่านผู้เฒ่าเฉินด้วย ได้ยินมาว่ากลุ่มนักบัญชีในสังกัดของท่านต้องรับมือกับตัวเลขมากมายทุกวันจนปวดหัวไปตามๆ กัน พอได้เครื่องคิดเลขนี้ไปใช้งานก็ช่วยลดภาระไปได้มาก
เมื่อเห็นหยางเสี่ยวเทายังคงรอคำตอบอยู่ ท่านแม่ทัพเผิงจึงได้สติแล้วกล่าวว่า "รายละเอียดจริงๆ ฉันก็ไม่ค่อยรู้หรอกนะ แต่ในเมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการ พวกเธอก็แค่ให้ความร่วมมือก็พอแล้ว แต่จำไว้ว่าเรื่องนี้ต้องเป็นความลับนะ"
ท่านแม่ทัพเผิงเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดีจึงได้แต่พูดกลบเกลื่อนไป หยางเสี่ยวเทารีบพยักหน้ารับคำ "ผมเข้าใจครับ!" จากนั้นเขาก็ถามต่อว่า "ท่านแม่ทัพครับ แล้วคราวนี้ต้องการกี่เครื่องครับ? แม้ปริมาณการผลิตของเราจะยังมีไม่มากนัก แต่เราก็สามารถสั่งให้ทำงานล่วงเวลาเพื่อผลิตเพิ่มให้ได้ครับ"
"เรื่องนี้ต้องรอให้ฉันกลับไปตรวจสอบดูอีกที" ท่านแม่ทัพเผิงเองก็ยังตัดสินใจไม่ได้ คงต้องกลับไปดูสถานการณ์จริงก่อน "จริงสิ เมื่อครู่เธอพูดถึงเรื่องเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ วิจัยไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว?"
เรื่องงานถอดรหัสลับนั้นถือเป็นงานสนับสนุนพวกเขาสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามล่วงหน้าเพื่อที่จะเตรียมการรับมือได้อย่างตรงจุด เมื่อเดือนก่อนแม้ว่าจะมีแบล็กเบิร์ดมาเพียงสองลำ แต่มันก็บินวนไปมาระหว่างน่านฟ้าทางตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงเหนือพอดิบพอดี
การยั่วยุอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้เขาอดทนมานานพอแล้ว หากมีครั้งที่สามเกิดขึ้น เขาต้องเปิดฉากตอบโต้บ้างแล้วล่ะ ถึงตอนนั้นต้องหงายไพ่ในมือออกมาดูว่าใครจะอึดกว่ากัน และอาวุธที่ใช้สร้างความยำเกรงได้ดีที่สุดก็คือเครื่องบินไป๋จูนั่นเอง
น่าเสียดายที่ระยะทางการบินของเครื่องบินไป๋จูยังเป็นจุดอ่อน อย่างน้อยที่สุดก็ยังเทียบกับแบล็กเบิร์ดไม่ได้เลย แต่ถ้าหากมีเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ ระยะทางการบินก็จะเพิ่มสูงขึ้น น่านน้ำบริเวณชายฝั่งทั้งหมดจะถูกรวมเข้าไว้ในเขตระบุตัวตนและสามารถป้องกันน่านฟ้าชั้นนอกได้
"ตอนนี้ถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้วครับ คราวก่อนที่ท่านผู้เฒ่าจางมาเยี่ยมชมงานก็เกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้วครับ"
"เหล่าจางงั้นเหรอ? เขานี่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จริงๆ" หยางเสี่ยวเทาพยักหน้า ท่านผู้นำจางคนนี้คิดอยู่ตลอดเวลาเรื่องการที่จะบินไปวนอยู่เหนือหัวของพวกเกาะนั่นสักรอบ
"แล้วปริมาณการผลิตเครื่องบินไป๋จูยังจะเพิ่มขึ้นได้อีกไหม?" ท่านแม่ทัพเผิงเปลี่ยนหัวข้ออีกครั้ง หยางเสี่ยวเทารีบส่ายหน้าทันที "ตอนนี้ถึงขีดจำกัดแล้วครับ การผลิตเครื่องบินต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เหมือนกับถังไม้ที่ปริมาณน้ำจะจุได้เท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับแผ่นไม้ที่สั้นที่สุด"
"ในตอนนี้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือการผลิตเรดาร์ครับ ส่วนเรื่องอื่นยังพอคุยกันได้ แต่เรื่องนี้ลำบากที่สุด ทว่าพวกเรากำลังเร่งประสานงานกันอยู่ครับ หวังว่าจะช่วยเร่งความเร็วขึ้นได้" ท่านแม่ทัพเผิงฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย "พวกเธอจัดการกันเอาเองเถอะ เรื่องนี้ฉันทำได้เพียงแค่เร่งเร้า แต่เธอต้องรู้ไว้นะว่าข้างหลังฉันน่ะยังมีคนอีกหลายฝ่ายที่คอยเร่งฉันอยู่เหมือนกัน"
"ผมเข้าใจครับ"
ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านนอก ท่านแม่ทัพเผิงมองดูนาฬิกาขวัญตา ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ท่านผู้เฒ่าจางก็นำหน้าเดินเข้ามาพร้อมกับทหารอารักขาที่อุ้มกล่องหนึ่งใบมาด้วย
"ท่านแม่ทัพเผิงครับ นี่คือของจากกระทรวงที่สามของเราครับ นำมาให้แล้วครับ" ทหารอารักขาวางกล่องลงบนโต๊ะ ท่านแม่ทัพเผิงพยักหน้าพยักเพยิดให้นั่งลง ท่านผู้เฒ่าจางนั่งลงข้างๆ หยางเสี่ยวเทาคว้าแก้วน้ำขึ้นจิบโดยไม่พูดอะไร ในตอนนี้เขายังไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นจึงได้แต่นิ่งฟังไปก่อน
ท่านแม่ทัพเผิงไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม แต่กลับถามหยางเสี่ยวเทาเรื่องการส่งเครื่องจักรกลไปให้เปอร์เซีย "เครื่องจักรกลที่ส่งไปเปอร์เซียคราวก่อน ฝ่ายโน้นได้รับของเรียบร้อยแล้วนะ พวกเขาได้โทรหาเธอบ้างหรือเปล่า?"
หยางเสี่ยวเทาขานรับ "โทรมาครับ โมซิดอฟยังโทรมาขอบคุณเป็นพิเศษเลยครับ" พูดถึงตรงนี้หยางเสี่ยวเทาก็เผยรอยยิ้มออกมา "จากน้ำเสียงของเขา ผมสัมผัสได้ว่าพวกเขาต้องการจะสั่งซื้อเครื่องจักรเพิ่มอีกครับ แต่เขายังต้องโน้มน้าวรัฐบาลของเขาเสียก่อน และบอกว่าคงใช้เวลาไม่นานครับ"
ท่านแม่ทัพเผิงหมุนถ้วยน้ำในมือเล่น เรื่องนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รับรายงาน แต่เมื่อฟังสิ่งที่หยางเสี่ยวเทาพูด เขาก็รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ จากข้อมูลข่าวกรองที่ได้รับมาจากทางเปอร์เซีย ในตอนนี้เปอร์เซียแบ่งออกเป็นสามฝ่าย คือฝ่ายกษัตริย์ ฝ่ายหัวเก่า และฝ่ายก้าวหน้า
ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายกษัตริย์และฝ่ายหัวเก่านั้นซับซ้อนมาก ซึ่งแก่นแท้คือการต่อสู้ระหว่างอำนาจรัฐและศาสนา ส่วนฝ่ายหัวเก่าและฝ่ายก้าวหน้านั้นเป็นปฏิปักษ์กันโดยธรรมชาติ ขณะที่ฝ่ายก้าวหน้าเองก็ต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของเปอร์เซีย ดังนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายจึงไม่สู้ดีนัก ในบรรดาสามฝ่ายนี้ ฝ่ายกษัตริย์กุมกำลังทหาร ฝ่ายหัวเก่ากุมฐานผู้ศรัทธา ส่วนฝ่ายก้าวหน้านั้นเป็นการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่มากกว่า
และโมซิดอฟก็คือส่วนหนึ่งของขั้วอำนาจฝ่ายกษัตริย์ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นฝ่ายที่กุมอำนาจทางการเงินและกำลังทหารไว้อย่างมหาศาล ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถเดินทางไปทั่วโลกได้แบบนั้น ในตอนนี้โมซิดอฟต้องการสร้างรากฐานที่มั่นคง นอกจากอำนาจและเงินทองแล้ว เขายังต้องได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนด้วย
นี่คือสิ่งที่โมซิดอฟได้เรียนรู้จากการมาเยือนหัวเซี่ยในครั้งก่อน เมื่อกลับไปแล้วเขาจึงเริ่มทุ่มเทให้กับการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการยอมซื้อเครื่องจักรกลจากเราในครั้งนี้ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีอย่างยิ่ง เพียงแต่เรื่องนี้ยังต้องนำไปหารือกับเบื้องบนเสียก่อน แม้เราจะไม่สามารถเข้าแทรกแซงกิจการภายในของเขาได้โดยตรง แต่การดำเนินธุรกิจระหว่างภาคเอกชนก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อคิดได้ดังนั้น ท่านแม่ทัพเผิงจึงหันมาถามหยางเสี่ยวเทา "แล้วเธอคิดว่าควรจะขายให้พวกเขาไหม?" หยางเสี่ยวเทาไม่คิดว่าท่านแม่ทัพจะถามตรงๆ แบบนี้ เขาจึงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า "ผมคิดว่าควรจะขายครับ"
"บอกเหตุผลมาซิ"
"อย่างแรกเลยคือถ้าเราไม่ทำเงินจากพวกเขา พวกเขาก็ต้องไปซื้อจากประเทศอื่นอยู่ดี อุตสาหกรรมบางอย่างของเปอร์เซียอาจจะดีกว่าเราก็จริง แต่ในช่วงหลายปีมานี้เรามีการพัฒนาที่รวดเร็วมาก โดยเฉพาะในด้านเครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมเครื่องยนต์ที่เราก้าวหน้าไปไกลกว่าพวกเขาแล้ว ดังนั้นความร่วมมือระหว่างเราจะเป็นผลประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายครับ"
ท่านผู้เฒ่าจางที่นั่งฟังอยู่พยักหน้าเห็นด้วย แม้ว่าการปฏิรูปอุตสาหกรรมโดยรวมในประเทศจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์เพราะรากฐานในระดับล่างยังไม่แข็งแรงพอ แต่ถ้าพูดถึงสินค้าระดับสูงในระดับบนแล้ว เราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพันธมิตรเลย โดยเฉพาะในเรื่องของโลหะผสมพิเศษ ที่ทางพันธมิตรยังคงพยายามขอซื้อเทคโนโลยีไทเทเนียมอัลลอยจากเราอยู่เลย
"อย่างที่สอง ผมคิดว่าเราสามารถเปิดเผยเทคโนโลยีบางส่วนได้อย่างเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันให้แข็งแกร่งขึ้นครับ"
ท่านแม่ทัพเผิงรู้สึกสงสัยจึงหันมาถามหยางเสี่ยวเทา "ทำไมล่ะ?"
หยางเสี่ยวเทาหยิบถั่วลิสงบนโต๊ะขึ้นมาหนึ่งเม็ด "ท่านครับ เทคโนโลยีกับวัตถุสิ่งของมันไม่เหมือนกันครับ ถั่วลิสงเม็ดนี้ถ้าผมให้ท่านไป ผมก็จะไม่มีมันอยู่ในมืออีกต่อไปแล้ว แต่เทคโนโลยีมันไม่ใช่แบบนั้น ผมสามารถเขียนรายละเอียดเทคโนโลยีในหัวของผมออกมาให้ท่านได้หนึ่งฉบับ แต่ต้นฉบับดั้งเดิมยังคงอยู่ที่นี่ และที่สำคัญคือเทคโนโลยีที่ผมมอบให้ท่านอาจจะเป็นรุ่นที่ถูกลดทอนประสิทธิภาพลงมาแล้วก็ได้ครับ"
ท่านแม่ทัพเผิงและท่านผู้เฒ่าจางเข้าใจได้ทันที ความคิดนี้ไม่ได้ผิดเลยสักนิด
"แต่มันจะส่งผลดีกับเรายังไงล่ะ?" ท่านผู้เฒ่าจางอดไม่ได้ที่จะถาม หยางเสี่ยวเทายิ้มตอบ "มีช่องทางอยู่มากมายเลยครับ พูดง่ายๆ ก็คือถ้าเรามอบเทคโนโลยีให้เขาไปแล้ว ท่านคิดว่าเขาจะเสียเวลาเริ่มวิจัยใหม่เองไหมครับ? ไม่แน่นอน ในเมื่อมีของสำเร็จรูปอยู่แล้ว พวกเขาก็จะเลือกเดินตามเส้นทางที่เราวางไว้ ซึ่งนี่เรียกว่าการใช้เทคโนโลยีเพื่อยับยั้งความสามารถในการวิจัยและพัฒนาของฝ่ายตรงข้ามครับ"
"และยังมีเรื่องของมาตรฐานอีกด้วย เมื่อพวกเขาใช้เทคโนโลยีของเรา พวกเขาก็ต้องยอมรับมาตรฐานของเรา ในตลาดอนาคตผู้ที่กุมอำนาจในการตัดสินใจคือผู้ที่กุมมาตรฐาน ไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีครับ ลองนึกดูสิครับถ้าชิ้นส่วนของปืนใหญ่ทุกอย่างต้องใช้มาตรฐานเดียวกับเรา หากเขาจะเปลี่ยนอะไหล่ เขาจะไปซื้อที่ไหนล่ะครับ? ก็ต้องซื้อจากเราแน่นอน!"
"ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราขายเทคโนโลยีออกไป เราก็นำเงินที่ได้มาพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นต่อไปให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก ถึงตอนนั้นเทคโนโลยีที่เราเคยขายไปก็จะกลายเป็นของล้าสมัยอย่างรวดเร็ว และการที่พวกเขาใช้มาตรฐานของเราก็จะกลายเป็นการสร้างตลาดใหม่ให้เราไปในตัวด้วยครับ..."
หยางเสี่ยวเทายิ่งพูดยิ่งเห็นภาพชัดเจน และทั้งสองคนก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้น ท่านแม่ทัพเผิงถึงกับยืดหลังตรง สัญชาตญาณบอกเขาว่า วิธีการแบบนี้มันโหดร้ายยิ่งกว่าการใช้ดาบใช้ปืนเข้าหักล้างกันในสนามรบเสียอีก เพราะดาบและปืนนั้นเราสามารถมองเห็นและหลบเลี่ยงได้ แต่วิธีการแบบน้ำต้มกบนี้มันเงียบเชียบแต่กลับยากที่จะหลบหนีพ้น
ฮัดเชิ้ว ฮัดเชิ้ว
เมื่อเห็นทั้งสองคนจมอยู่ในห้วงความคิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หยางเสี่ยวเทาจึงรีบกระแอมไอเบาๆ "ผมแค่พูดไปตามความคิดน่ะครับ ในความเป็นจริงมันคงยากกว่านี้มาก เพราะอย่างไรเสียในแต่ละประเทศก็ย่อมต้องมีคนฉลาดอยู่ด้วยแน่นอนครับ" ท่านแม่ทัพเผิงและท่านผู้เฒ่าจางมองหน้ากันก่อนจะยิ้มแล้วพยักหน้าเห็นด้วย
หลังจากนั้นไม่นาน ท่านผู้นำท่านอื่นๆ ก็ทยอยกันกลับมาพร้อมกับเครื่องคิดเลขรวมทั้งหมดห้าเครื่องที่วางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ แม้แต่เครื่องแรกของกระทรวงที่เก้าเองก็ไม่รอด หลังจากตรวจสอบเครื่องคิดเลขเสร็จ ท่านแม่ทัพเผิงก็สั่งให้คนนำทั้งหมดออกไปจากกระทรวงที่เก้าทันที
หยางเสี่ยวเทาและคนอื่นๆ เดินออกไปส่งจนถึงประตูใหญ่
"ไปๆ พวกเรากลับเข้าไปคุยกันต่อเถอะ" ทันทีที่รถของท่านแม่ทัพลับสายตาไป ท่านผู้เฒ่าฉินและท่านผู้เฒ่าหวังก็มองหน้ากันแล้วชวนทุกคนกลับเข้าไปข้างใน แม้อาหารมื้อเที่ยงจะทานไปได้เพียงครึ่งเดียวและทุกคนก็ไม่มีอารมณ์จะทานต่อแล้ว แต่ยังมีบางเรื่องที่ต้องตกลงกันให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนา
หยางเสี่ยวเทาเองก็อยากจะเพิ่มโครงการวิจัยให้มากขึ้น เพราะสถาบันวิจัยของกระทรวงที่เก้ายังมีพื้นที่ว่างอีกมากที่รอคนมาเติมเต็ม หากได้ร่วมมือกับกระทรวงอื่นๆ ก็จะช่วยยกระดับมาตรฐานของสถาบันวิจัยให้สูงขึ้นด้วย
"ไปครับ พวกเราไปคุยกันต่อ" ท่านผู้เฒ่าหวงคะยั้นคะยอ ทุกคนจึงเดินเอามือไพล่หลังกลับเข้าไป ในตอนนั้นท่านผู้เฒ่าจางจึงเริ่มเปิดประเด็น "เมื่อครู่ตอนที่พวกคุณยังมาไม่ถึง พวกเราคุยกันเรื่องเปอร์เซียน่ะครับ"
เมื่อท่านผู้เฒ่าจางพูดจบ ทุกคนต่างก็หันมามองด้วยความสงสัย หยางเสี่ยวเทาส่งสัญญาณให้ทหารอารักขาที่ตามมาด้านหลังกระจายตัวออกไปคอยดูแลความปลอดภัยรอบๆ หลังจากท่านผู้เฒ่าจางสรุปเรื่องราวสั้นๆ จบ ทุกคนต่างก็นิ่งเงียบเพื่อใช้ความคิด
เรื่องการส่งออกเทคโนโลยีนั้นทุกคนไม่เคยทำมาก่อน แต่พวกเขาเคยเป็นฝ่ายที่ได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีมาก่อน ในอดีตพันธมิตรเคยให้ความช่วยเหลือเราอย่างมหาศาลรวมถึงการสนับสนุนทางเทคนิคด้วย แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายก็ต้องจบลงอย่างไม่ราบรื่นนัก ถึงอย่างนั้นมันก็ช่วยให้เราสร้างอุตสาหกรรมของตัวเองขึ้นมาได้สำเร็จ และแม้ว่าเราจะเริ่มเดินตามเส้นทางของพันธมิตร แต่ในช่วงหลายปีมานี้เราก็ได้เริ่มสร้างเส้นทางของตัวเองขึ้นมาแล้ว
"ความจริงแล้วไม่ใช่แค่เปอร์เซียหรอกนะครับ ประเทศรอบข้างเราก็สามารถทำได้เหมือนกันครับ" หยางเสี่ยวเทานิ่งคิดครู่หนึ่งจึงเสนอความเห็น "ผมคิดว่าเราสามารถนำมารวมกลุ่มกันได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรกลเกษตรของท่านผู้เฒ่าหวง อาวุธยุทโธปกรณ์ของท่านผู้เฒ่าฉิน และอื่นๆ เราจะมองเพียงแค่ตลาดในประเทศไม่ได้ครับ เพราะเมื่อเทียบกันแล้วตลาดในประเทศยังเล็กเกินไป"
"เหมือนกับด้านยารักษาโรคของเรานั่นแหละครับ นั่นคือสิ่งที่ใช้หาเงินตราต่างประเทศได้เป็นอย่างดี" หยางเสี่ยวเทากล่าวอย่างเรียบเฉย แต่ท่านผู้เฒ่าหวังกลับส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "เธอพูดน่ะมันง่ายนะ แล้วพวกเรามีอะไรที่พอจะเอาไปโชว์ชาวโลกได้บ้างล่ะ นอกเหนือจากเรื่องยาน่ะ"
เมื่อท่านผู้เฒ่าหวังพูดจบ ท่านผู้เฒ่าหวงก็พยักหน้าเห็นด้วย "เมื่อก่อนพวกหม้ออัดแรงดันหรือหม้อหุงไฟฟ้ายังพอสู้เขาได้ แต่ช่วงปีสองปีมานี้ต่างชาติเริ่มทำเลียนแบบกันเยอะมาก นอกจากราคาจะถูกกดแล้วยังโดนกีดกันอีก คาดว่าปีนี้คงจะยิ่งลำบากขึ้นไปอีกครับ" ท่านผู้เฒ่าเซี่ยก็ช่วยเสริมว่า "เพื่อยอดขาย เราต้องยอมลดราคาลงมาถึงสามครั้งแล้วครับ ถ้าไม่ใช่เพราะประหยัดต้นทุนแรงงานลงได้ล่ะก็ ป่านนี้คงขาดทุนย่อยยับไปแล้ว ยิ่งพูดถึงน้ำยาฆ่าเชื้อในปีนี้ ยอดขายก็น่าจะตกลงด้วยเหมือนกันครับ"
เรื่องนี้หยางเสี่ยวเทาพยักหน้าเห็นด้วย เขาได้รับข่าวสารจากไป๋จิ่งซู่และท่านผู้เฒ่าหนิวมาแล้วว่า สถานการณ์โรคระบาดในต่างประเทศเริ่มถูกควบคุมได้แล้ว หรือพูดอีกอย่างคือคนที่รอดชีวิตมาได้เริ่มมีภูมิคุ้มกันกันหมดแล้ว การที่จะไปกอบโกยเงินเหมือนปีก่อนๆ คงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป ทว่าด้วยประสิทธิภาพของยาดองสมุนไพร เราก็น่าจะยังรักษาฐานเงินตราต่างประเทศไว้ได้บ้าง ส่วนเรื่องที่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะแกะสูตรส่วนประกอบของยาดองออกมาได้หรือไม่นั้น ก็ต้องแล้วแต่ดวงของพวกเขาแล้วล่ะ
"เพราะอย่างนี้แหละครับ เราถึงต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมายังไงล่ะครับ" หยางเสี่ยวเทาก้มหน้าพูดอย่างจริงจัง ท่านผู้นำทั้งหลายได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ลอบมองหน้ากัน เรื่องแบบนี้เกรงว่าจะมีเพียงหยางเสี่ยวเทาเท่านั้นที่กล้าพูดออกมาได้อย่างมั่นใจขนาดนี้
(จบแล้ว)