- หน้าแรก
- ยุคแห่งการปลุกอาชีพ นักเชิดหุ่นอ่อนแอ ฉันควบคุมดาวโรงเรียนสาวงามระดับ เอสเอสเอส
- (ฟรี) บทที่ 120 ตัวตนเผ่าอสูรของเฉินเฟิงถูกเปิดโปง
(ฟรี) บทที่ 120 ตัวตนเผ่าอสูรของเฉินเฟิงถูกเปิดโปง
(ฟรี) บทที่ 120 ตัวตนเผ่าอสูรของเฉินเฟิงถูกเปิดโปง
บทที่ 120 ตัวตนเผ่าอสูรของเฉินเฟิงถูกเปิดโปง
“เลิกพูดมากแล้วดาหน้าเข้ามาเลย” เฉินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา แววตาของเขาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย แม้ร่างกายจะเริ่มล้าจากการต่อสู้ยืดเยื้อ
ร่างของหลี่เวยวูบไหวหายไปจากจุดเดิมทันที เฉินเฟิงใจหายวาบ สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง เขาไม่รอช้ารีบสั่งการในใจ “ระบบ! เปิดใช้งานสกิลล็อกเป้าหมาย จับร่องรอยมันให้ได้!”
“ฟุ่บ!”
เงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านด้านหลังของเฉินเฟิงไปพร้อมกับไอเย็นยะเยือกที่เสียดแทงถึงกระดูก เฉินเฟิงหมุนตัวกลับทันควันตามสัญชาตญาณที่ระบบแจ้งเตือนแล้วซัดหมัดออกไปเต็มแรง
“ปัง!”
หมัดปะทะกับฝ่ามือของหลี่เวยจนเกิดคลื่นกระแทกเสียงดังสนั่น เฉินเฟิงรู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลที่สะท้อนกลับมาจนแขนของเขาชาหนึบไปถึงหัวไหล่
ความเร็วของหลี่เวยในตอนนี้ช่างน่าเหลือเชื่อ แม้แต่สกิลล็อกเป้าหมายของเฉินเฟิงก็ยังเกือบจะตามจังหวะไม่ทัน เรื่องนี้ทำให้เขาแอบตระหนกอยู่ในใจ ดูเหมือนความแข็งแกร่งของหลี่เวยจะก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้น
น้ำเสียงของหลี่เวยเต็มไปด้วยการดูแคลน “ฝีมือของแกก็มีดีแค่เท่านี้สินะ ต่อไปฉันจะทำให้แกได้สัมผัสกับความสิ้นหวังที่แท้จริง!”
หลี่เวยหายตัวไปอีกครั้ง และครั้งนี้เฉินเฟิงสูญเสียร่องรอยของเขาไปโดยสิ้นเชิง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายสังหารที่เบาบางแต่รุนแรง เฉินเฟิงกระโดดถอยหลังตามสัญชาตญาณระวังภัย
“ฉัวะ!”
ประกายแสงเย็นวาบพาดผ่านในมุมมืด แขนซ้ายของเฉินเฟิงถูกฟันเป็นแผลลึกจนเห็นถึงกระดูก เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกมาทันที
“บ้าเอ๊ย!” เฉินเฟิงสบถด่าในใจ รีบใช้มือขวากดปากแผลเอาไว้เพื่อห้ามเลือด
ร่างของหลี่เวยปรากฏขึ้นอีกครั้งตรงหน้าใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มวิปริต “เป็นอะไรไป? แค่นี้ก็สั่นจนทำอะไรไม่ถูกแล้วเหรอ?”
“กลัว? แกยังไม่คู่ควรหรอก!” เฉินเฟิงกัดฟันกรอด แววตาฉายแววเหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าเดิม
เฉินเฟิงประสานอินด้วยมือทั้งสองข้างทันที ปลุกสกิลซัมมอนเนอร์อัญเชิญ อวี๋โย่วเวย ออกมาช่วยรบ
“โย่วเวย! แสดงให้มันเห็นถึงพลังแห่งท้องทะเล!”
เฉินเฟิงยืนเคียงข้างจิตวิญญาณวารี ทั้งสองประสานงานกันได้อย่างไร้ที่ติ อวี๋โย่วเวยไม่รอช้าใช้สกิล คลื่นคลั่งโหมกระหน่ำ โจมตีเข้าใส่หลี่เวยอย่างต่อเนื่อง
“โอ้? นึกไม่ถึงว่าจะมีไพ่ตายซ่อนไว้อีก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เปลี่ยนจุดจบของแกไม่ได้หรอก!” หลี่เวยฉายแววประหลาดใจครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งและเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีกระดับ
อวี๋โย่วเวยใช้สกิลควบคุมวารีเข้าสกัด แต่หลี่เวยหลบหลีกได้รวดเร็วปานสายฟ้า เฉินเฟิงจึงรีบสลับมาใช้สกิลนักเชิดหุ่น ใช้หุ่นเชิดพุ่งเข้าถ่วงเวลา ในขณะที่สายน้ำของอวี๋โย่วเวยพริ้วไหวไปทั่วสนามประลองราวกับพายุมหาสมุทรขนาดย่อม
ภาพการต่อสู้อันดุเดือดบนเวทีทำให้ผู้ชมด้านล่างต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“ปัง!”
อวี๋โย่วเวยซัดคลื่นวารีกดดัน หลี่เวยเสียจังหวะ เฉินเฟิงอาศัยจังหวะนี้ควบคุมหุ่นเชิดที่ชำรุดซัดหมัดเข้าที่หน้าอกของหลี่เวยอย่างจังจนเขากระเด็นถอยไปหลายก้าว
“แค็ก แค็ก...” หลี่เวยกุมหน้าอกพลางไออย่างรุนแรง เลือดสีเข้มซึมออกมาที่มุมปาก
“ดูเหมือนว่าแกเองก็มีดีแค่นี้เหมือนกันนะ” เฉินเฟิงแค่นยิ้มเย็นชาคืนให้บ้าง
หลี่เวยเงยหน้าขึ้น แววตาฉายแววอำมหิตถึงขีดสุด “แกทำสำเร็จแล้วเฉินเฟิง... แกทำให้ฉันโกรธจนได้!”
ทันใดนั้น เขาหยิบยาเม็ดสีดำสนิทแผ่ไอชั่วร้ายออกมาจากอกเสื้อแล้วกลืนลงไปในคำเดียว
“นั่นมันอะไรกัน?” เฉินเฟิงใจหายวาบ สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์มรณะ
“ระวังนะนายท่าน! เขาคงกินยาต้องห้ามที่ช่วยเพิ่มพลังแบบก้าวกระโดด!” อวี๋โย่วเวยรีบพุ่งตัวมาขวางหน้าเฉินเฟิงไว้ทันที
ร่างกายของหลี่เวยเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสยดสยอง ผิวหนังกลายเป็นสีดำเมือกประหลาด ดวงตาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับทับทิมเลือด กลิ่นอายชั่วร้ายอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบลานประลองกดดันจนหายใจลำบาก
“นั่นมัน... ยามาร!” มีคนในกลุ่มผู้ชมอุทานออกมาด้วยความตระหนก
ยามาร คือยาต้องห้ามที่เพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างมหาศาลในชั่วพริบตา แต่ต้องแลกมาด้วยจิตใจที่ถูกกัดกินและพละกำลังที่เกินขีดจำกัดมนุษย์จะรับไหว
“ตอนนี้... เกมล่าชีวิตที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น!” เสียงของหลี่เวยแหบพร่าและสั่นพร่า ฟังดูน่าสยดสยองราวกับปีศาจที่คลานออกมาจากนรก
เขาหายตัวไปจากจุดเดิมอีกครั้ง คราวนี้ความเร็วเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าจนทิ้งไว้เพียงเงาพร่ามัว เฉินเฟิงรีบสั่งการระบบในหัวทันที
[แจ้งเตือน: ระบบเปิดใช้งานการล็อกเป้าหมายในระยะสูงสุดแล้ว ปัจจุบันครอบคลุมระยะจำกัด จำเป็นต้องใช้แต้มสกิลเพื่อขยายระยะการตรวจจับ]
เฉินเฟิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ใช้แต้มทั้งหมดขยายระยะเดี๋ยวนี้!” ยังไงสกิลของเขาก็สุ่มใหม่ได้ทุกวันอยู่แล้ว เขาต้องรอดไปให้ได้ก่อน
ระบบขยายระยะล็อกเป้าหมายเป็น 500 เมตรทันที อวี๋โย่วเวยยืนหยัดปกป้องเฉินเฟิงไว้อย่างแน่นหนา
หลังจากฤทธิ์ยามารทำงาน ร่างกายของหลี่เวยขยายใหญ่ขึ้นจนกล้ามเนื้อบวมเป่ง ผิวหนังดำสนิทราวกับน้ำหมึกแผ่ไอปีศาจสีม่วงเข้ม ดวงตาสีเลือดจ้องเขม็งมาที่เฉินเฟิงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ด้านหลังของเขาปรากฏเงาร่างเสมือนของอสูรร้ายที่มีเกล็ดปกคลุม ก้ำกึ่งระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่า ดูอัปลักษณ์จนน่าขนพองสยองเกล้า
“เลเวลพุ่งไปถึง 55 เลยเหรอเนี่ย? แบบนี้เฉินเฟิงไม่ตายแน่เหรอ?” เสียงผู้ชมระงมด้วยความหวาดเสียว
“ก็แค่การกลายเป็นมารชั่วคราว จะโวยวายไปทำไม ก็แค่พวกธาตุไฟเข้าแทรกที่คุมสติไม่อยู่เท่านั้นแหละ” เกาเจิ้นเทียนที่นั่งอยู่แถวหน้าลูบเคราขาวพลางมองสนามด้วยรอยยิ้มมาดร้าย
เกาหมิงที่อยู่ข้างๆ หัวเราะเยาะ “อย่างไอ้เฉินเฟิงเนี่ย แค่จะทนให้ได้เกินสิบวินาทียังเป็นปาฏิหาริย์เลย!” สองปู่หลานต่างมีแววตาลิงโลด รอคอยดูความพินาศของเฉินเฟิง
ส่วนอาจารย์ใหญ่ซูเทียนป้าสีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด เขาหันไปมองเกาเจิ้นเทียนด้วยแววตาเย็นเยียบแต่ยังคงนิ่งสบงตามมารยาท
ในตอนนั้นเอง ฉินน่าหรานทนดูต่อไปไม่ไหวเธอลุกพรวดขึ้นมา “การประลองครั้งนี้ควรจบลงได้แล้ว! ในฐานะอาจารย์ประจำชั้นของเฉินเฟิง ฉันขอประกาศว่า...”
“ฉินน่าหราน! อย่ามาทำลายกฎการแข่ง!” เกาเจิ้นเทียนกล่าวแทรกด้วยน้ำเสียงเย็นชา แววตาคมกริบตวัดมองข่มขวัญเธอทันที “ความยุติธรรมในสนามประลองคือหลักการสูงสุดที่ใครก็ห้ามขัดขวาง ทุกคนกำลังจับตามองอยู่นะ!”
สีหน้าของฉินน่าหรานแข็งค้าง เธอทำได้เพียงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ จ้องมองเฉินเฟิงในสนามด้วยความเจ็บใจที่ช่วยอะไรไม่ได้
ในขณะนี้ เฉินเฟิงไม่ได้สนใจปัจจัยภายนอกเลย เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะสนบาดแผลที่แขนซ้ายซึ่งเลือดยังไหลหยดติ๋งลงพื้น
“เวลาสนุกจบลงแล้ว...” เสียงแหบพร่าของหลี่เวยฟังดูเหมือนเสียงโลหะบดขยี้กัน วินาทีต่อมาร่างอสูรของเขาก็หายวับไปจากสายตา
เฉินเฟิงเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ แต่ก็ยังช้าไป แรงกดดันมหาศาลกระแทกเข้าที่หน้าอกของเขาอย่างจัง หมัดของหลี่เวยรุนแรงจนเกิดคลื่นกระแทกทำให้อากาศรอบด้านบิดเบี้ยว
“อั่ก!” เฉินเฟิงกระอักเลือดคำโต ร่างของเขาปลิวไปชนกับม่านพลังป้องกันขอบสนามอย่างแรงจนม่านพลังสั่นสะเทือน
“เฉินเฟิง!” อวี๋โย่วเวยดวงตาฉายแววโกรธเกรี้ยว เธอคำรามลั่น สายน้ำรอบกายพุ่งพล่านราวกับสัตว์ร้ายแห่งมหาสมุทรที่คลุ้มคลั่ง พุ่งเข้าใส่หลี่เวยอย่างบ้าคลั่ง
ทว่า หลี่เวยในร่างอสูรเพียงแค่เบี่ยงตัวเล็กน้อยก็หลบการโจมตีส่วนใหญ่ได้อย่างง่ายดาย จากนั้นเขาก็เคลื่อนที่พริบตามาปรากฏตรงหน้าอวี๋โย่วเวย หมัดสีทมิฬเหวี่ยงลงมาด้วยพลังทำลายล้างมหาศาล
“อึก...” เนื่องจากติดข้อจำกัดของสถานะร่างวิญญาณและเลเวลที่ต่างกันเกินไป อวี๋โย่วเวยต้องรับหมัดนั้นตรงๆ จนร่างวิญญาณกระเด็นถอยหลัง แสงสว่างรอบกายหม่นแสงลงอย่างน่าใจหาย
(จบบทที่ 120)