- หน้าแรก
- คริปโตเนียนคนสุดท้ายในโลกไร้ดวงอาทิตย์
- บทที่ 140 - หวนคืน! คว้าแชมป์!!
บทที่ 140 - หวนคืน! คว้าแชมป์!!
บทที่ 140 - หวนคืน! คว้าแชมป์!!
บทที่ 140 - หวนคืน! คว้าแชมป์!!
ในที่สุดกุญแจก็ถูกดูดขึ้นมาพ้นผิวน้ำได้สำเร็จ
แต่จ้าวเจิงกลับยิ่งแสดงท่าทีระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น
เขาใช้มือจับกุญแจเอาไว้ แต่ยังไม่ยอมชักมือกลับ ยังคงค้างท่าทางจับกุญแจเอาไว้อย่างนั้น
เมื่อคนอื่นๆ เห็นท่าทีแปลกๆ ของเขา ต่างก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา
"พี่จ้าว ทำไมพี่ไม่เอาขึ้นมาล่ะ?" เจียงเหอปินอดสงสัยไม่ได้จึงเอ่ยปากถาม
จ้าวเจิงอธิบายว่า "มีเส้นด้ายบางๆ ผูกติดอยู่กับกุญแจน่ะ น่าจะเป็นกลไกกับดักอะไรสักอย่าง ถ้าดึงจนขาดล่ะก็ อาจจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นมาก็ได้"
ทุกคนถึงกับสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ
เมื่อลองเพ่งมองดูดีๆ ก็พบว่ามีเส้นด้ายผูกติดอยู่กับกุญแจดอกนั้นจริงๆ ด้วย
เส้นด้ายเส้นนี้ทั้งบางเฉียบและยังใสแจ๋วกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ถ้าไม่สังเกตดูให้ดีๆ ก็ไม่มีทางมองเห็นได้เลย
หากพลังของพวกเขายังคงอยู่ตามปกติ การจะมองเห็นเส้นด้ายเส้นนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่ในตอนนี้ทุกคนต่างก็มีสภาพเป็นแค่คนธรรมดา จึงต้องเพ่งสายตาอย่างหนักถึงจะพอมองเห็นได้ลางๆ
เมื่อได้เห็นเส้นด้ายเส้นนี้กับตาตัวเอง ความรู้สึกยกย่องชื่นชมในตัวจ้าวเจิงก็เอ่อล้นขึ้นมาในใจของทุกคน
ถ้าเปลี่ยนเป็นพวกเขาเป็นคนหยิบกุญแจขึ้นมาล่ะก็ รับรองได้เลยว่าเส้นด้ายขาดกระจุยไปตั้งนานแล้ว
"พวกนายล่วงหน้าไปรอที่ประตูทางออกก่อนเลย พยายามยืนชิดกำแพงเข้าไว้ อย่าไปเหยียบแผ่นน้ำแข็งเด็ดขาด!" จ้าวเจิงสั่งการ "ฉันเดาว่า กลไกที่เชื่อมต่อกับเส้นด้ายเส้นนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับแผ่นน้ำแข็งพวกนี้"
พอได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็รีบพากันขยับตัวและถอยร่นไปรวมตัวกันที่บริเวณประตูทางออกทันที
ทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งของจ้าวเจิงอย่างเคร่งครัด พากันยืนเบียดเสียดกันอยู่ริมกำแพง ไม่มีใครกล้าก้าวเท้าไปเหยียบแผ่นน้ำแข็งเลยสักคน
หลังจากที่ทุกคนไปยืนประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว
จ้าวเจิงก็จัดการกระชากเส้นด้ายจนขาดสะบั้น แล้วกำกุญแจวิ่งพุ่งตัวสุดแรงเกิดตรงไปยังประตูทางออก
"ปัง! ปัง! ปัง!"
แทบจะในวินาทีเดียวกับที่จ้าวเจิงวิ่งมาถึงประตู แผ่นน้ำแข็งที่พวกเขาเพิ่งจะเดินผ่านมาก็ปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และร่วงหล่นลงสู่กระแสน้ำอันเชี่ยวกรากเบื้องล่าง
เมื่อเห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวตรงหน้า ทุกคนถึงกับเหงื่อแตกพลั่กด้วยความหวาดกลัว
ถ้าไม่ใช่เพราะจ้าวเจิงเอ่ยปากเตือนล่ะก็ งานนี้ไม่รู้ว่าจะมีใครต้องมาสังเวยชีวิตไปบ้าง
มิน่าล่ะใครๆ ถึงได้บอกว่าโหมดหลบหนีเป็นโหมดที่อันตรายที่สุด
เล่นสร้างกับดักตลบตะแลงกันแบบนี้ โหดร้ายเกินไปแล้ว!
ในวินาทีนี้ ทุกคนต่างก็ซูฮกและยอมรับในความเก่งกาจของจ้าวเจิงอย่างหมดหัวใจ
จ้าวเจิงไม่ได้ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เขารีบใช้กุญแจไขประตูทางออก และพาทุกคนหนีตายผ่านด่านที่สองมาได้อย่างหวุดหวิด
ต่อไปคือด่านที่สาม
ทุกคนยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยอมสละสิทธิ์ถอนตัวออกจากการแข่งขัน
ตราบใดที่มีจ้าวเจิงอยู่ด้วย พวกเขาก็ยังคงมีกำลังใจเต็มเปี่ยม!
ห้องปิดตายในด่านที่สามคือ ห้องปิดตายเลเซอร์มรณะ บนพื้นทางเดินที่จะมุ่งหน้าไปสู่ประตูทางออกนั้นเต็มไปด้วยช่องตารางมากมาย หากก้าวพลาดไปแม้แต่ก้าวเดียว ก็จะถูกแสงเลเซอร์จากกำแพงทั้งสองฝั่งยิงทะลุร่างจนตายคาที่!
เห็นได้ชัดเลยว่าด่านนี้มันโหดหินกว่าด่านก่อนๆ เยอะ!
หากไม่มีจ้าวเจิงคอยนำทาง ทีมของพวกเขาคงได้นอนตายเกลื่อนกันอยู่ที่นี่ทุกคนแน่
แต่พอมีจ้าวเจิงอยู่ด้วย ผลลัพธ์มันก็เลยออกมาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จ้าวเจิงที่รู้ล่วงหน้าว่าเหตุการณ์จะเป็นยังไงต่อไป สามารถค้นหาเส้นทางที่ถูกต้องในการฝ่าดงเลเซอร์ไปได้อย่างรวดเร็ว
ภายใต้การสั่งการของเขา ทุกคนก็สามารถเอาชีวิตรอดผ่านด่านที่สามมาได้อย่างหวุดหวิด...
จากนั้นก็ตามมาด้วยด่านที่สี่...
ด่านที่ห้า...
...
ภายในฮอลล์สังเกตการณ์
ทุกคนต่างเบิกตาโพลงอ้าปากค้างกับผลงานของจ้าวเจิง
ห้องปิดตายสุดโหดและค่ายกลกับดักสุดหินพวกนั้น ถ้าเปลี่ยนเป็นพวกเขาเข้าไปเผชิญหน้าเอง ป่านนี้คงตายไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันรอบแล้ว
แต่จ้าวเจิงล่ะ?
เขากลับสามารถค้นหาเบาะแสที่มีประโยชน์ นำทางเพื่อนร่วมทีมให้รอดพ้นจากกับดักถึงตายสารพัดรูปแบบ ไขปริศนากลไกอันซับซ้อน และผ่านแต่ละด่านไปได้ราวกับปาฏิหาริย์ในทุกๆ ครั้ง
ภายใต้การบัญชาการของจ้าวเจิง ลูกทีมทั้งเก้าคนไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือล้มตายเลยสักคน
ทุกคนได้ประจักษ์ถึงทักษะการสังเกตอันเฉียบขาดและสติปัญญาอันล้ำเลิศที่เหนือกว่าคนทั่วไปของจ้าวเจิง
นี่มันพรสวรรค์ระดับเทพชัดๆ
"ตอนนี้ฉันเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วล่ะ ว่าทำไมไห่ถังถึงดึงดันที่จะจับคู่กับไอ้หนุ่มจ้าวเจิงคนนี้ให้ได้"
คนที่พูดประโยคนี้ขึ้นมาก็คืออาจารย์เสิ่น
เธอจับจ้องไปที่หน้าจอเพื่อดูผลงานของจ้าวเจิงด้วยความเลื่อมใสจากใจจริง "ที่แท้จ้าวเจิงก็มีพรสวรรค์ที่ซ่อนเร้นอยู่แบบนี้นี่เอง มิน่าล่ะถึงได้ช่วยให้ไห่ถังรักษามาตรฐานคะแนนระดับ SSS เอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่นเลย"
อาจารย์ฉู่ที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากอาจารย์เสิ่นนัก
เมื่อได้ยินดังนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความทึ่ง "ถ้าไม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ใครจะไปเชื่อล่ะว่าหมอนี่มันจะมีพรสวรรค์ระดับนี้ซ่อนอยู่"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองเดียวกัน
ดังระงมไปทั่วทั้งฮอลล์อย่างไม่ขาดสาย
ประธานซ่งที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด กลับนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา
ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้แล้วว่า ตัวเองมีอคติบังตาในการมองเด็กหนุ่มตระกูลจ้าวคนนี้มากแค่ไหน
หากลองละทิ้งอคติที่ฝังใจเหล่านั้นไป เขาก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่า ผลงานที่จ้าวเจิงเพิ่งจะแสดงให้เห็นเมื่อครู่นี้ มันยอดเยี่ยมไร้ที่ติจริงๆ
"ไอ้หนุ่มจ้าวเจิงคนนี้ ถือเป็นเพชรเม็ดงามเลยนะเนี่ย!"
อธิการบดีร่างท้วมของมหาวิทยาลัยสัจธรรมการต่อสู้ เอ่ยปากชมเชยด้วยรอยยิ้ม
...
เวลาการแข่งขันสี่ชั่วโมง
ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อหมดเวลาการแข่งขัน
กลุ่มของจ้าวเจิงที่ยังคงติดอยู่ในห้องปิดตาย ก็ถูกเทเลพอร์ตออกมาด้านนอกทันที
ภายในฮอลล์สังเกตการณ์
ตารางคะแนนสะสมของแต่ละทีมก็เด้งขึ้นมาโชว์หราบนหน้าจอขนาดยักษ์!
และทีมที่ครองอันดับหนึ่ง
ก็คือทีมภายใต้การนำของจ้าวเจิงนั่นเอง
แถมยังเป็นอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่นอีกด้วย!
ในระยะเวลาสี่ชั่วโมงที่ผ่านมา จ้าวเจิงนำพาทีมของเขากวาดแต้มคะแนนไปได้ถึง 32,000 แต้ม
สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ โหมดหลบหนีมีระดับความยากสูงสุด จึงมีแต้มคะแนนรางวัลให้สูงกว่าโหมดอื่นๆ
แถมทีมของพวกเขายังมีสมาชิกครบสิบคนอีกด้วย
แค่ผ่านด่านไปได้เพียงด่านเดียว สมาชิกแต่ละคนก็จะได้รับแต้มคะแนนคนละ 200 แต้ม
ผ่านด่านหนึ่งด่าน สมาชิกสิบคน ก็เท่ากับ 2,000 แต้ม
และในช่วงเวลาสี่ชั่วโมงที่ผ่านมา จ้าวเจิงก็พาทีมตะลุยฝ่าด่านไปได้มากถึงสิบหกด่าน!
ซึ่งก็คำนวณออกมาเป็นแต้มคะแนนได้ 32,000 แต้มพอดี
ส่วนอันดับที่สองตกเป็นของทีมของวิกเตอร์
ทีมของอีกฝ่ายดวงดีสุ่มได้โหมดไล่ล่า และทำคะแนนรวมไปได้ 1,873 แต้ม
คะแนนยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของจ้าวเจิงเลยด้วยซ้ำ...
อันดับที่สามคือทีมของหม่าจวินจากมหาวิทยาลัยเมืองหลวง ซึ่งก็สุ่มได้โหมดไล่ล่าเช่นกัน ทำคะแนนรวมไปได้ 1,822 แต้ม
ตามหลังทีมของวิกเตอร์ไปแค่ 51 แต้มเท่านั้น น่าเสียดายจริงๆ
เมื่อได้เห็นตารางคะแนนสรุปผล ทุกคนที่อยู่ในฮอลล์ต่างก็ยิ้มแก้มปริด้วยความปลาบปลื้ม
"ฮ่าฮ่าฮ่า ทีมของพวกเราคว้าแชมป์มาได้แล้ว!"
"มีรางวัลติดไม้ติดมือกลับบ้านแล้วเว้ย คุ้มค่าเหนื่อยที่มาเชียร์จริงๆ"
"เยี่ยมไปเลย ได้แต้มพลังวิญญาณ 20 แต้มมาเป็นรางวัลพอดีเลย เดี๋ยวเอาไปอัปเกรดฮาคิเกราะอีกสักเลเวล ต้นเดือนหน้าฉันคงมั่นใจพอที่จะไปลุยในมิติวิญญาณชั้นที่ยี่สิบห้าแล้วล่ะ"
"ตอนที่เห็นพวกเขาสุ่มได้โหมดหลบหนี เล่นเอาฉันหัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม นึกว่าที่อุตส่าห์วิ่งเต้นขอโควตามาจะสูญเปล่าซะแล้ว! โชคดีนะเนี่ยที่ไอ้หนุ่มจ้าวเจิงคนนั้นมันเก่งกาจพึ่งพาได้..."
"ทั้งซ่งไห่ถัง ทั้งจ้าวเจิง การที่มีเด็กยอดฝีมือสองคนนี้อยู่ การประเมินผลงานของมหาวิทยาลัยในปีนี้ อันดับของมหาวิทยาลัยสัจธรรมการต่อสู้จะต้องพุ่งกระฉูดแน่ๆ"
...
"พี่จ้าวสุดยอด! ฮ่าฮ่า ทำให้พวกเรานอนรอรับแต้มพลังวิญญาณมาได้ตั้ง 100 แต้ม"
"โคตรเจ๋งเลยพี่จ้าว! อยากรู้จริงๆ ว่าสมองของพี่มันทำมาจากอะไรกันแน่?"
"ให้ตายเถอะ เดี๋ยวพอออกไปข้างนอก ฉันต้องไปขอโทษพี่จ้าวเป็นการส่วนตัวซะแล้ว ก่อนหน้านี้ฉันมองเขาผิดไปถนัดเลย"
"ฉันก็เหมือนกัน ฉันเอาแต่มองว่าเขาเป็นแค่แมงดาเกาะผู้หญิงกิน รู้สึกผิดชะมัดเลย"
"แต่พี่จ้าวก็แปลกคนนะ มีความสามารถระดับนี้ ทำไมไม่ยอมบอกพวกเราตั้งแต่แรกล่ะ?"
"หึหึ ขืนเขาบอกไปตั้งแต่แรก นายจะเชื่อเขาหรือไง? ก่อนหน้านี้ในมหาวิทยาลัยก็มีข่าวลือทำนองนี้หลุดออกมาตั้งเยอะแยะ ไม่เห็นจะมีใครเชื่อสักคนเลยนี่นา!"
"ก็จริงนะ... ถ้าไม่ได้มาเห็นกับตาตัวเอง ใครมันจะไปคิดล่ะว่าพี่จ้าวจะมีพรสวรรค์แบบนี้ซ่อนอยู่?"
ผู้คนในฮอลล์สังเกตการณ์
ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์พูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
...
ในขณะเดียวกัน
จ้าวเจิงและลูกทีม ก็ถูกเคลื่อนย้ายมายังมิติพิเศษแห่งหนึ่ง
พวกเขากลุ่มนี้ถูกส่งตัวมาที่นี่ทันทีที่เวลาทำภารกิจสิ้นสุดลง
จากนั้น ข้อความแจ้งเตือนก็ปรากฏขึ้นที่ดวงตาข้างซ้ายของทุกคน เพื่อแจ้งให้ทราบว่าทีมของพวกเขาได้คว้าตำแหน่งแชมป์มาครอบครองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เมื่อได้เห็นข้อความแจ้งเตือน
ทุกคนต่างก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
จะมีก็แต่จ้าวเจิงกับซ่งไห่ถังที่มีท่าทีเฉยๆ เพราะตั้งแต่เริ่มเข้าสู่มิติวิญญาณมา ทั้งคู่ก็กวาดคะแนนระดับ SSS มาครองได้ตลอดจนชินชาไปซะแล้ว
ส่วนคนอื่นๆ ก็ตื่นเต้นดีใจกันสุดขีด
"ไชโย พวกเราได้เป็นแชมป์แล้ว!"
"พี่จ้าวอุตส่าห์พากันตะลุยฝ่าด่านมาตั้งเยอะแยะขนาดนี้ ถ้ายังไม่ได้เป็นแชมป์อีกก็แปลกแล้วล่ะ"
"ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกเราจะได้เป็นแชมป์ ตอนที่จับได้โหมดหลบหนี ฉันนึกว่าพวกเราจบเห่แล้วซะอีก"
"หึหึ หวังเฟย ความรู้สึกที่รอดตายมาได้เนี่ย มันฟินสุดๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะ?"
ท่ามกลางเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของทุกคน จู่ๆ ก็มีหน้าจอโฮโลแกรมปรากฏขึ้นกลางอากาศ
มีข้อความปรากฏขึ้นบนหน้าจอ:
[ในฐานะทีมแชมป์ พวกคุณได้รับสิทธิ์ในการท้าทายด่านปริศนา!]
[ด่านปริศนามีทั้งหมดสามด่าน หากท้าทายสำเร็จในแต่ละด่าน สมาชิกทุกคนจะได้รับรางวัลเป็นแต้มพลังวิญญาณ 50 แต้ม]
[หมายเหตุ: เมื่อตัดสินใจเริ่มการท้าทายแล้ว จะไม่สามารถถอนตัวกลางคันได้ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำการท้าทายด่านปริศนาให้ครบทั้งสามด่าน]
[คุณต้องการท้าทายด่านปริศนาต่อหรือไม่?]
[ใช่ \ ไม่]
เมื่อเห็นตัวเลือกบนหน้าจอ ทุกคนก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก
เพราะก่อนหน้านี้อาจารย์เสิ่นได้เล่าเรื่องด่านปริศนาให้พวกเขาฟังหมดแล้ว และยังได้กำชับเอาไว้อย่างหนักแน่นว่า หากได้เป็นแชมป์ ห้ามไปยุ่งกับด่านปริศนาเด็ดขาด
เมื่อคิดได้ดังนั้น ทุกคนก็พร้อมใจกันหันไปมองหน้าจ้าวเจิง
ตอนนี้อำนาจการตัดสินใจตกอยู่ในมือของจ้าวเจิงผู้เป็นหัวหน้าทีมแล้ว
"พวกนายมีความเห็นว่ายังไงล่ะ?" จ้าวเจิงถามด้วยรอยยิ้ม "มีใครอยากจะลองท้าทายด่านปริศนาต่อไหม?"
คำถามนี้ทำให้ทุกคนตกอยู่ในภวังค์ความคิด
จางเฉิงกังเป็นคนแรกที่เอ่ยปากพูด "ผ่านหนึ่งด่านได้แค่ 50 แต้ม ถ้าผ่านทั้งสามด่านก็ได้แค่ 150 แต้มเอง ฉันว่ามันน้อยไปหน่อยนะ"
"ก็จริงของนายนะ" ถังชวนพยักหน้าเห็นด้วย "ฉันก็รู้สึกว่ามันไม่คุ้มเลยที่จะต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อแลกกับแต้มแค่ 150 แต้ม"
เฉินข่ายครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า "ถึงแม้ว่าการมีพี่จ้าวอยู่ด้วย จะทำให้โอกาสผ่านด่านของพวกเรามีสูงขึ้น แต่โดยส่วนตัวแล้ว ฉันขอโหวตให้พวกเราถอนตัวดีกว่า อาจารย์ก็เคยเตือนไว้แล้วนี่นา ว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยมีใครเอาชนะด่านปริศนาได้เลยสักคน"
"พี่จ้าว ฉันตามใจพี่เลย" เจียงเหอปินผู้พูดจาฉะฉานที่สุดรีบสนับสนุน "พี่ว่าไงฉันก็ว่างั้น ถ้าพี่อยากจะลุยต่อ ฉันก็พร้อมลุยด้วย"
พอเจียงเหอปินพูดเปิดทาง คนอื่นๆ ก็รีบผสมโรงทันที "ใช่แล้วพี่จ้าว พวกเราพร้อมทำตามคำตัดสินใจของพี่"
จ้าวเจิงหันไปมองซ่งไห่ถัง
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร ซ่งไห่ถังก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า "ฉันก็คิดเหมือนพวกเขา ฉันพร้อมทำตามที่นายตัดสินใจ"
จ้าวเจิงจึงสรุปว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ล้มเลิกเถอะ! แต้มพลังวิญญาณ 150 แต้ม ไม่คุ้มค่าที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยงจริงๆ นั่นแหละ"
เมื่อพูดจบ
เขาก็กดเลือกปุ่ม "ไม่" บนหน้าจอ
นี่คือความคิดที่แท้จริงของเขา!
ถ้าหากว่ารางวัลของการผ่านด่านปริศนามันล่อตาล่อใจมากกว่านี้ บางทีเขาอาจจะสนใจลองไปเสี่ยงดูสักตั้งก็ได้
แต่ได้แค่ 150 แต้มเนี่ยนะ?
คิดจะเอาเศษเงินมาฟาดหัวขอทานหรือไง?
สำหรับจ้าวเจิงแล้ว รางวัลแค่นี้มันไม่เข้าตาเขาเลยสักนิด
เมื่อเห็นการตัดสินใจของจ้าวเจิง ทุกคนต่างก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ดูเหมือนว่า ปากก็บอกว่าพร้อมทำตามการตัดสินใจของจ้าวเจิง แต่ลึกๆ แล้วทุกคนต่างก็ไม่อยากจะเสี่ยงอันตรายเดินหน้าลุยต่อกันทั้งนั้นแหละ
หลังจากที่จ้าวเจิงกดเลือกไปแล้ว
ก็มีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นบนหน้าจออีกครั้ง:
[คุณได้สละสิทธิ์ในการท้าทายด่านปริศนา...]
[โปรดทราบ: การประลองมิติวิญญาณในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ระบบจะทำการเทเลพอร์ตผู้เข้าแข่งขันทุกคนออกจากมิติวิญญาณในอีก 30 วินาที...]
[29, 28, 27...]
ตัวเลขนับถอยหลังก่อนจะถูกเทเลพอร์ต ปรากฏขึ้นที่ดวงตาข้างซ้ายของทุกคน
เมื่อการนับถอยหลังสิ้นสุดลง
ทุกคนที่อยู่ในมิติวิญญาณชั้นที่ห้า ก็อันตรธานหายตัวไปจนหมดสิ้น
...
ณ ดาวโลก
มหาวิทยาลัยสัจธรรมการต่อสู้
ผู้คนทั้งสามร้อยชีวิตที่เพิ่งจะเข้าไปในมิติวิญญาณเมื่อครู่นี้ ก็ปรากฏตัวขึ้นบนลานกว้างโดยพร้อมเพรียงกัน
ทุกคนยังคงอยู่ในท่าจับมือกันเหมือนตอนขาไปไม่มีผิด
เมื่อรู้ตัวว่าได้กลับมายังโลกมนุษย์แล้ว
ทุกคนก็รีบปล่อยมือออกจากกันทันที
จากนั้น สายตาของทุกคนก็พุ่งเป้าไปที่ทีมผู้เข้าแข่งขัน
จะพูดให้ถูกก็คือ สายตาทุกคู่ต่างก็จับจ้องไปที่จ้าวเจิงเพียงคนเดียว
ผลงานอันโดดเด่นของจ้าวเจิงในครั้งนี้ ทำให้ทุกคนต้องมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป และยังล้างภาพลักษณ์เดิมๆ ที่ทุกคนเคยมองเขาไปจนหมดสิ้น
หลังจากนั้น
จ้าวเจิงก็ได้รับฟังคำเยินยอสรรเสริญที่มากมายที่สุดในชีวิต...
คำชื่นชมจากคนอื่นๆ ก็ว่าไปอย่าง
แต่มีคำพูดจากคนบางกลุ่ม ที่ทำให้เขารู้สึกประทับใจไม่รู้ลืม...
อาจารย์เสิ่น: "จ้าวเจิง ก่อนหน้านี้ครูยอมรับเลยว่าครูเคยมีอคติกับเธอ ครูต้องขอโทษสำหรับความลำเอียงของครูด้วยนะ... ครูหวังว่าเธอจะย้ายมาเรียนที่คลาสเอของครูนะ"
อาจารย์ฉู่: "ไอ้หนุ่มนี่ ซ่อนคมไว้ลึกซะจริงนะ! เมื่อกี้อาจารย์เสิ่นชวนเธอไปเรียนที่คลาสเอแล้วใช่ไหม? ถ้าเธออยากย้ายไปล่ะก็ ทางฉันพร้อมอำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่เลย"
เพื่อนนักศึกษาบางคน: "พี่จ้าว ฉันต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่ตอนแรกฉันไปหลงเชื่อว่าพี่เป็นพวกแมงดาเกาะผู้หญิงกิน... ขอบคุณสำหรับความเหน็ดเหนื่อยของพี่นะ ที่ช่วยให้พวกเรานอนรอรับแต้มพลังวิญญาณมาได้ตั้ง 100 แต้มแน่ะ"
จ้าวหรง ลูกพี่ลูกน้องคนโต: "อาเจิง ก่อนหน้านี้ฉันเคยได้ยินคนในครอบครัวคุยกันว่า คุณปู่ตั้งใจจะทุ่มทรัพยากรทั้งหมดของครอบครัวเพื่อผลักดันนาย ตอนแรกฉันก็แอบรู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่ลึกๆ นะ แต่มาวันนี้ พอฉันได้เห็นความเก่งกาจของนายในมิติวิญญาณกับตาตัวเอง ฉันถึงได้รู้ซึ้งเลยว่า การตัดสินใจของคุณปู่นั้นมันช่างเฉียบขาดและวิสัยทัศน์กว้างไกลซะเหลือเกิน! ต่อไปในอนาคต ตระกูลจ้าวของเราคงต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่นายแล้วล่ะ และในฐานะพี่ชาย ฉันก็พร้อมที่จะเป็นกำลังสนับสนุนและทำตามคำสั่งของนายทุกอย่างเลย!"
ประธานซ่ง: "ทำได้ไม่เลว พยายามเข้านะ..."
...
ทุกครั้งที่การประลองในมิติวิญญาณของนักศึกษาใหม่สิ้นสุดลง ทางมหาวิทยาลัยจะต้องรวบรวมและบันทึกสถิติผลคะแนนของนักศึกษาในมิติวิญญาณเสมอ
ทว่าในครั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยไม่ต้องเสียเวลาไปไล่เช็กผลคะแนนของนักศึกษาทีละคนอีกต่อไปแล้ว
นั่นก็เพราะ รางวัลที่แต่ละคนได้รับนั้น ทุกคนต่างก็รู้อยู่เต็มอกกันหมดแล้ว
ซ่งไห่ถัง เจียงเหอปิน และคนอื่นๆ ในฐานะสมาชิกทีมแชมป์ จะได้รับแต้มพลังวิญญาณคนละ 275 แต้ม
ส่วนจ้าวเจิงในฐานะหัวหน้าทีม จะได้รับโบนัสพิเศษเพิ่มอีก 80 แต้ม รวมเป็น 355 แต้ม
ส่วนนักศึกษาใหม่คนอื่นๆ ก็ได้รับรางวัลคนละ 100 แต้มกันถ้วนหน้า!
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ผู้คนก็ทยอยแยกย้ายกันกลับไป
ครู่ต่อมา
จ้าวเจิงก็มาปรากฏตัวอยู่ที่ห้องทำงานของอธิการบดี
"นักศึกษาจ้าวเจิง ฉันไม่นึกเลยนะว่าเธอจะมีพรสวรรค์ที่โดดเด่นถึงขนาดนี้ ทักษะการสังเกตของเธอมันระดับอัจฉริยะชัดๆ!"
อธิการบดีร่างท้วมมองจ้าวเจิงด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม
จ้าวเจิงถึงกับเหงื่อตก รีบถ่อมตัวทันที "อธิการบดีชมผมเกินไปแล้วครับ"
"ไม่เกินไปหรอก!" อธิการบดีพูดสวนทันควัน "ถ้าหากเธอมีพรสวรรค์สายเลือดที่ดีกว่านี้สักหน่อยล่ะก็ เธอจะเป็นบุคคลที่เกิดมาเพื่อพิชิตมิติวิญญาณอย่างแท้จริงเลยล่ะ"
เหมือนอธิการบดีจะรู้ตัวว่าคำพูดเมื่อกี้มันฟังดูแม่งๆ เขาจึงรีบพูดแก้เกี้ยวว่า "แต่การที่เธอเลือกจับคู่กับซ่งไห่ถังในตอนนี้ ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและยอดเยี่ยมมากเลยนะ การที่พวกเธอสองคนผนึกกำลังกัน จะต้องกลายเป็นคู่หูไร้เทียมทานที่ไม่มีใครเทียบติดในมิติวิญญาณได้อย่างแน่นอน"
จ้าวเจิงก็เป็นคนรู้หลบรู้หลีก เขาจึงตอบกลับไปว่า "เรื่องนี้ต้องขอขอบพระคุณความกรุณาของอธิการบดีด้วยครับ ถ้าวันนั้นท่านไม่มอบเคล็ดวิชาฮาคิเกราะให้กับผม ผมก็คงไม่มีความสำเร็จอย่างทุกวันนี้หรอกครับ"
"การที่ฉันตัดสินใจมอบฮาคิเกราะให้เธอในวันนั้น มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตฉันเลยล่ะ"
อธิการบดีร่างท้วมพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย "ฉันได้ยินมาว่า ตอนนี้เธอยังพักอยู่ข้างนอกมหาวิทยาลัยใช่ไหม?"
จ้าวเจิงพยักหน้ารับ "ใช่ครับ"
"ถ้าอย่างนั้น เธอรีบย้ายกลับเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยด่วนเลยนะ!" อธิการบดีร่างท้วมเตือนด้วยความหวังดี "ผลงานของเธอในวันนี้ มีคนเห็นเยอะแยะมากมาย รับรองว่าความลับมันปิดไม่มิดหรอก ฉันเกรงว่าไม่เกินหนึ่งวัน คนอื่นๆ ก็จะได้รับรู้ถึงความสำคัญของเธอแล้ว และถ้าขืนเธอยังดื้อดึงที่จะพักอยู่ข้างนอกต่อไปล่ะก็ ฉันเกรงว่าเธออาจจะตกอยู่ในอันตรายได้"
จ้าวเจิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับไปว่า "อธิการบดีหมายความว่า จะมีคนมาปองร้ายผมเหรอครับ?"
"ใช่! เธอเองก็น่าจะรู้เรื่องที่ซ่งไห่ถังโดนตั้งค่าหัวแล้วใช่ไหมล่ะ ก่อนหน้านี้คนพวกนั้นยังไม่รู้ถึงความสำคัญของเธอ แต่ตอนนี้พวกมันรู้แล้ว รับรองว่าพวกมันต้องหาทางเล่นงานเธอแน่ๆ ซ่งไห่ถังอยู่ในมหาวิทยาลัย ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา พวกมันทำอะไรเธอไม่ได้หรอก แต่ถ้าเธอยังขืนพักอยู่ข้างนอกล่ะก็ พวกมันก็คงจะเบนเป้ามาเล่นงานเธอ เพื่อทำลายซ่งไห่ถังทางอ้อมยังไงล่ะ"
อธิการบดีหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "สภาพแวดล้อมนอกมหาวิทยาลัยมันวุ่นวาย มีคนร้อยพ่อพันแม่ปะปนกันไปหมด การจะคุ้มครองเธอมันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก! เพราะงั้น เธอรีบย้ายกลับเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยเถอะ! รอจนกว่าเธอและซ่งไห่ถังจะแข็งแกร่งพอที่จะเอาตัวรอดได้ ถึงตอนนั้นค่อยย้ายออกไปก็ยังไม่สาย"
พอได้ยินแบบนี้
จ้าวเจิงก็ถึงกับกุมขมับด้วยความปวดหัว
เขาไม่อยากจะมีชีวิตเหมือนโดนกักขังแบบซ่งไห่ถัง ที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในมหาวิทยาลัยเหมือนติดคุก...
แต่สิ่งที่อธิการบดีพูดมา มันก็มีเหตุผลจริงๆ นั่นแหละ