- หน้าแรก
- คริปโตเนียนคนสุดท้ายในโลกไร้ดวงอาทิตย์
- บทที่ 100 - ประกาศแจ้งเตือนสุดยอด! ข่มขวัญอัจฉริยะยุคปัจจุบัน
บทที่ 100 - ประกาศแจ้งเตือนสุดยอด! ข่มขวัญอัจฉริยะยุคปัจจุบัน
บทที่ 100 - ประกาศแจ้งเตือนสุดยอด! ข่มขวัญอัจฉริยะยุคปัจจุบัน
บทที่ 100 - ประกาศแจ้งเตือนสุดยอด! ข่มขวัญอัจฉริยะยุคปัจจุบัน
เนื่องจากไม่มีใครยอมขึ้นไปเป็นเจ้าสนามคนใหม่เลย
โหมดเจ้าสนาม
จึงต้องยุติลงอย่างรวบรัด
นั่นก็หมายความว่าการแข่งขันประลองยุทธ์ในครั้งนี้ได้จบลงก่อนกำหนด
สาเหตุที่ระบบไม่ตัดสลับกลับไปที่โหมดการแข่งขันตามปกติ ก็เป็นเพราะว่าจ้าวเจิงได้ขึ้นเป็นเจ้าสนามและสังหารผู้เข้าแข่งขันไปมากมายจนกวาดคะแนนมาได้มหาศาลแล้ว
ต่อให้แข่งขันกันต่อไป คนอื่นๆ ก็ไม่มีทางทำคะแนนแซงหน้าเขาได้อยู่ดี
เมื่อการแข่งขันประลองยุทธ์สิ้นสุดลง
ข้อความแจ้งเตือนก็ปรากฏขึ้นในดวงตาข้างซ้ายของผู้เข้าแข่งขันทุกคนพร้อมๆ กัน
[โปรดทราบ: มิติวิญญาณในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ระบบจะทำการส่งตัวผู้เข้าร่วมกลับในอีก 60 วินาที 59 58 57...]
เมื่อเห็นตัวเลขนับถอยหลังปรากฏขึ้น ทุกคนก็พากันทอดถอนใจ
เมื่อเทียบกับมิติวิญญาณชั้นที่สองที่ใช้เวลาแค่สิบชั่วโมง มิติวิญญาณชั้นที่สามนี้ถือว่ากินเวลาไปค่อนข้างนานเลยทีเดียว
ถ้ารวมเวลาพักเบรกเข้าไปด้วย ก็ใช้เวลาไปเกือบแปดสิบชั่วโมงแล้ว!
นี่ขนาดจ้าวเจิงเลือกโหมดเจ้าสนามจนทำให้เกมจบเร็วขึ้นแล้วนะ
ลองคิดดูสิว่าถ้าตั้งแต่แรกไม่มีใครเลือกโหมดเจ้าสนาม แล้วปล่อยให้เข้าสู่โหมดการแข่งขันตามปกติ การประลองคงยืดเยื้อกว่านี้อีกเยอะ และเวลาที่ใช้ก็คงทะลุหนึ่งร้อยชั่วโมงเป็นแน่...
เมื่อเห็นว่าใกล้จะถูกส่งตัวกลับแล้ว
จ้าวเจิงก็ยัดแว่นตาปริศนาเก็บลงในกระเป๋ากางเกง
ยังไงซะของสิ่งนี้ก็ไม่มีทางพังอยู่แล้ว
เมื่อครู่นี้เขาลองทดสอบดูแล้ว ต่อให้เขาใช้พละกำลังอันมหาศาลในตอนนี้บีบมัน แว่นตานี่ก็ไม่เสียรูปทรงเลยแม้แต่น้อย
ในมิติวิญญาณลบความจำ ผู้เข้าร่วมจะไม่สามารถนำสิ่งของใดๆ ติดตัวออกมาได้ ยกเว้นเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่บนตัวเท่านั้น
แต่ทว่า ไอเทมวิเศษที่ได้รับเป็นรางวัลจากมิติวิญญาณ จะไม่อยู่ภายใต้กฎข้อบังคับนี้
ในตอนนั้นเอง
จู่ๆ เจียงเหอปินก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดขึ้นมาว่า "ลูกพี่จ้าว ลูกพี่ไห่ถัง ผมอยากจะขอเป็นตัวแทนกล่าวขอบคุณพวกพี่จากใจจริงครับ ขอบคุณมากๆ ครับ!"
"ตอนนี้ไม่ต้องเกรงใจกันหรอกน่า" จ้าวเจิงโบกมือปัด "เดี๋ยวพอออกไปแล้วนายก็ต้องขอบคุณพวกเราอยู่ดีนั่นแหละ"
"มันไม่เหมือนกันหรอกครับ"
เจียงเหอปินอธิบาย "พอออกไปแล้วพวกเราทุกคนก็จะสูญเสียความทรงจำ ถึงแม้นิสัยอย่างผมจะยังคงรู้สึกขอบคุณพวกพี่อยู่ก็เถอะ แต่... มันจะออกมาจากความรู้สึกจริงใจสักแค่ไหน ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน"
ไอ้เด็กนี่ก็พูดตรงไปตรงมาดี แถมยังรู้จักนิสัยตัวเองดีซะด้วย
ดูเหมือนจะรู้ตัวว่าเหลือเวลาอีกไม่มาก เจียงเหอปินจึงรีบพูดรัวเร็วขึ้น
"อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ผมเคยมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับลูกพี่จ้าวอยู่บ้าง... พอออกไปแล้ว บางทีผมอาจจะขอบคุณแค่ลูกพี่ไห่ถังคนเดียวก็ได้"
"ตอนแรกผมคิดว่ามิติวิญญาณครั้งนี้ก็แค่การประลองยุทธ์ธรรมดาๆ ระหว่างนักศึกษาใหม่ด้วยกัน พวกเราแค่เกาะพวกพี่ไปก็รอนอนรับชัยชนะได้เลย ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายผลตัดสินจะดูจากคะแนนรวมของทั้งทีม แล้วเอามาจัดอันดับ... เป็นพวกเราเองนี่แหละที่เป็นตัวถ่วงให้พวกพี่ต้องลำบาก"
"ถึงแม้สุดท้ายเราจะคว้าแชมป์สามเผ่าพันธุ์มาได้ แต่พวกเราทุกคนก็รู้ดีว่า ทั้งหมดนี้แลกมาด้วยการที่ลูกพี่จ้าวต้องเอาชีวิตเข้าแลกและต่อสู้อย่างยากลำบาก"
"ผมจึงอยากใช้โอกาสตอนที่ยังจำทุกอย่างได้นี้ กล่าวขอบคุณลูกพี่จ้าวและลูกพี่ไห่ถังจากใจจริงครับ!"
"ขอบคุณพวกพี่มากจริงๆ ครับ!!"
พูดจบ เจียงเหอปินก็โค้งคำนับให้ทั้งสองคนด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง
เมื่อคนอื่นๆ เห็นดังนั้น ก็พากันลุกขึ้นยืนและโค้งคำนับเพื่อแสดงความขอบคุณด้วยเช่นกัน
เล่นเอาจ้าวเจิงกับซ่งไห่ถังทำตัวไม่ถูกจนนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้
โชคดีนะที่
เวลา 60 วินาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อตัวเลขนับถอยหลังสิ้นสุดลง
ร่างของทุกคนก็หายวับไปพร้อมกัน
ลานประลองต่างมิติที่เคยคึกคักจอแจ บัดนี้กลับเงียบสงัดและว่างเปล่าราวกับเมืองร้างในพริบตา
……
ดาวโลก
มหาวิทยาลัยสัจธรรมการต่อสู้
บนสนามหญ้ากว้าง อาจารย์หลายท่านกำลังจับกลุ่มพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่มีใครแสดงสีหน้าวิตกกังวลเลยแม้แต่น้อย
นั่นก็เป็นเพราะมิติวิญญาณชั้นที่สามสำหรับนักศึกษาใหม่ ได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นหนึ่งในมิติวิญญาณที่ค่อนข้างปลอดภัย
ในมิติวิญญาณชั้นที่สามของทุกๆ ปี ต่อให้เป็นพวกมหาวิทยาลัยพลังเหนือมนุษย์ระดับปลายแถว อัตราการสูญเสียก็ยังถือว่าค่อนข้างต่ำ โดยสถิติสูงสุดยังไม่เคยเกินร้อยละสิบห้าเลยด้วยซ้ำ
นับประสาอะไรกับมหาวิทยาลัยสัจธรรมการต่อสู้ของพวกเขาที่เป็นถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำ นักศึกษาแต่ละคนล้วนมีพื้นฐานที่ไม่ธรรมดา อัตราการสูญเสียยิ่งต้องต่ำกว่านั้นแน่นอน
"ใกล้จะถึงเวลาแล้ว ทุกคนเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของนักศึกษาพวกเราเถอะ!"
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยท่านหนึ่งกล่าวขึ้น
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าอาจารย์ก็ยุติการสนทนาและแยกย้ายกันไปประจำจุดของตนเอง
ครู่ต่อมา
บนสนามหญ้าที่เคยว่างเปล่า ก็ปรากฏร่างของเหล่านักศึกษาจำนวนมากกะพริบวูบวาบขึ้นมา
เหล่าอาจารย์เพียงแค่กวาดสายตามองจำนวนนักศึกษาคร่าวๆ ก็พากันเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
เป็นไปตามคาด
มิติวิญญาณชั้นที่สามในปีนี้ อัตราการสูญเสียของมหาวิทยาลัยสัจธรรมการต่อสู้ยังคงต่ำมากเช่นเคย
เพียงไม่นาน ก็มีการนับจำนวนนักศึกษาเสร็จสิ้น
มีนักศึกษาเข้าร่วมทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดสิบกว่าคน
และมีแค่ผู้โชคร้ายเพียงสองคนเท่านั้นที่ไม่ได้กลับมา...
เมื่อได้รับรายงานตัวเลขนี้ เหล่าอาจารย์ต่างก็รู้สึกยินดีปรีดา แม้แต่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ยังยิ้มหน้าบาน
"นักศึกษาทุกคน ยินดีต้อนรับกลับมา!"
เมื่อได้ยินเสียงของผู้บริหารมหาวิทยาลัย
เหล่านักศึกษาบนสนามหญ้าถึงได้ค่อยๆ ดึงสติกลับมาจากสภาวะเลื่อนลอย
นี่ถือเป็นอาการปกติ
เพราะพวกเขาเพิ่งจะถูกลบความทรงจำในมิติวิญญาณมาหมาดๆ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกสับสนงุนงงไปบ้าง
จากนั้น
ทุกคนก็พากันหันขวับไปมองทางกลุ่มของซ่งไห่ถังเป็นตาเดียว
นับตั้งแต่คว้าคะแนนระดับ SSS มาได้ตั้งแต่มิติวิญญาณชั้นแรก ซ่งไห่ถังก็เริ่มถูกขนานนามว่าเป็น อันดับหนึ่งของนักศึกษาใหม่ มาอย่างลับๆ
พอเข้าสู่มิติวิญญาณชั้นที่สอง และคว้าคะแนนระดับ SSS มาได้อีกครั้ง ตำแหน่งนี้ของเธอก็ยิ่งถูกตอกย้ำให้มั่นคงมากยิ่งขึ้น!
สิ่งที่ทุกคนอยากรู้ในตอนนี้ก็คือ ในฐานะอันดับหนึ่งของนักศึกษาใหม่ การที่เธอต้องแบกทีมสิบคนในครั้งนี้ เธอจะยังคงรักษามาตรฐานและคว้าคะแนนระดับ SSS มาครองได้อีกหรือไม่?
ในกลุ่มของซ่งไห่ถังเอง
เจียงเหอปิน หวังเฟย และคนอื่นๆ ต่างก็มีสีหน้าคาดหวังและตื่นเต้นสุดๆ
พวกเขาจะได้รับการแบกจากซ่งไห่ถังจนสำเร็จหรือไม่ อีกเดี๋ยวก็จะได้รู้ผลกันแล้ว
"ลำดับต่อไปจะเป็นการบันทึกคะแนนของทุกคน"
อาจารย์ท่านหนึ่งตะโกนเสียงดัง "นักศึกษาคนไหนที่ได้รับรางวัลภารกิจ ขอให้รีบไปรายงานผลกับอาจารย์ประจำชั้นของตัวเองทันที!"
สิ้นเสียงประกาศ
นักศึกษาหลายคนก็ยกมือขึ้นทันที
เหล่าอาจารย์จึงเริ่มดำเนินการบันทึกคะแนนมิติวิญญาณชั้นที่สามให้นักศึกษาแต่ละคน
เนื่องจากมิติวิญญาณชั้นที่สามนี้ เป็นการเข้าร่วมแบบทีมสิบคน
การแจกจ่ายรางวัลก็มอบให้พร้อมกันทั้งสิบคน จึงง่ายต่อการตรวจสอบและบันทึกคะแนน
ดังนั้น
การบันทึกคะแนนของเหล่าอาจารย์จึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว
แต่ทว่า เมื่อการบันทึกคะแนนดำเนินไปเรื่อยๆ สีหน้าของเหล่าอาจารย์กลับยิ่งดูแย่ลงทุกที
นั่นก็เพราะคะแนนของทีมนักศึกษาหลายสิบทีม ส่วนใหญ่ไปกองอยู่ที่ระดับ C กันแทบทั้งนั้น
อย่าว่าแต่คะแนนระดับ A เลย ขนาดระดับ B ยังโผล่มาแค่สามทีมเท่านั้น
เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่นักศึกษาส่งเข้ามา ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเพียงท่านเดียวในลานถึงกับขมวดคิ้วแน่นเป็นปม
ที่นี่คือมหาวิทยาลัยสัจธรรมการต่อสู้นะโว้ย!
ถ้าไม่มีทีมไหนคว้าคะแนนประเมินระดับ A มาได้เลยสักทีม แล้วจะยังมีหน้าไปเชิดชูตัวว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับประเทศได้ยังไง?
และในตอนนี้
ก็เหลือเพียงทีมของซ่งไห่ถังเท่านั้นที่ยังไม่ได้รายงานผลคะแนน
สายตาทุกคู่ของทั้งอาจารย์และนักศึกษาต่างก็พุ่งเป้าไปที่ซ่งไห่ถัง
แม้แต่ท่านผู้บริหารมหาวิทยาลัยยังเดินตรงเข้ามาหาทีมของเธอด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นผู้บริหารเดินเข้ามา อาจารย์เสิ่นจะยืนดูอยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้ จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ไห่ถัง คะแนนของทีมพวกเธอยังไม่ออกอีกเหรอ?"
ซ่งไห่ถังส่ายหน้า "ยังค่ะ"
ในเมื่อคะแนนยังไม่ออก
ก็ทำได้แค่รอต่อไป!!
……
ในเวลาเดียวกัน
ณ มหาวิทยาลัยพลังเหนือมนุษย์เมืองหลวง
บนสนามหญ้ากว้าง
มีบรรดาอาจารย์และผู้บริหารยืนอยู่เบื้องหน้านักศึกษาหลายท่าน
นี่ไม่ได้แปลว่าผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเมืองหลวงให้ความสำคัญกับนักศึกษาใหม่มากกว่ามหาวิทยาลัยสัจธรรมการต่อสู้หรอกนะ
แต่เป็นเพราะสถานการณ์ในวันนี้มันมีความพิเศษต่างหาก
ในมิติวิญญาณชั้นที่สามครั้งนี้ เพื่อเอาชนะมหาวิทยาลัยสัจธรรมการต่อสู้ และรักษาชื่อเสียงการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับหนึ่งของประเทศเอาไว้ มหาวิทยาลัยเมืองหลวงได้จับมือเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยการต่อสู้เมืองมาร
ในทีมของหม่าจวิน มีสมาชิกครึ่งหนึ่งที่เป็นนักศึกษาระดับหัวกะทิที่ถูกคัดเลือกมาจากมหาวิทยาลัยการต่อสู้เมืองมาร
ไม่อย่างนั้น พวกเขาคงไม่มีทางทำคะแนนสูงลิ่วในมิติวิญญาณได้อย่างแน่นอน
ส่วนทีมของวิกเตอร์นั้นยิ่งอลังการงานสร้างเข้าไปใหญ่ เพราะนั่นคือการรวมตัวของเหล่านักศึกษาหน้าใหม่ระดับท็อปจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วทั้งประเทศดินแดนหมีขาว มารวมตัวกันเป็นซูเปอร์ทีมเพื่อลงแข่ง...
ก็แหงล่ะ การประลองในมิติวิญญาณไม่ได้เน้นไปที่การล่ามอนสเตอร์ การทำงานเป็นทีมอาจจะไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น
ดังนั้น ผู้ที่ยืนอยู่บนสนามหญ้าของมหาวิทยาลัยเมืองหลวงในเวลานี้ นอกจากอาจารย์และผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเมืองหลวงแล้ว ก็ยังมีอาจารย์และผู้บริหารส่วนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยการต่อสู้เมืองมารรวมอยู่ด้วย
"คะแนนของพวกเราออกแล้วครับ"
จู่ๆ นักศึกษาคนหนึ่งในทีมของหม่าจวินก็ยกมือขึ้นและรายงาน
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าอาจารย์และผู้บริหารก็หูผึ่งกันเป็นแถว!
อาจารย์ชายท่านหนึ่งรีบเดินเข้าไปถาม "หม่าจวิน คะแนนเป็นยังไงบ้าง?"
หม่าจวินส่ายหน้า สีหน้าดูผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า "ได้แค่ระดับ S ครับ ไม่มีอะไรก้าวหน้าเลย"
เมื่อได้ยินคำตอบ เหล่าผู้บริหารก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเช่นกัน
การที่พวกเขายอมร่วมมือกับมหาวิทยาลัยการต่อสู้เมืองมารเพื่อสร้างทีมสุดยอดขึ้นมา ก็เพื่อหวังจะคว้าแชมป์การประลอง หรือไม่ก็หวังจะฟาดคะแนนระดับ SSS ให้ได้
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสัจธรรมการต่อสู้ขโมยซีนและแย่งพื้นที่สื่อไปจนหมด จนคนเกือบลืมไปแล้วว่ามหาวิทยาลัยเมืองหลวงของพวกเขานี่แหละคือมหาวิทยาลัยพลังเหนือมนุษย์อันดับหนึ่งของประเทศตัวจริง
ดังนั้น มหาวิทยาลัยเมืองหลวงจึงต้องการกอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาอย่างเร่งด่วน!
ตอนแรกก็คิดว่า มิติวิญญาณการประลองชั้นที่สามในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสทองซะอีก
ใครจะไปคิดล่ะว่า...
"ระดับ S ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว"
อาจารย์ชายท่านนั้นปลอบใจไปประโยคหนึ่ง ก่อนจะถามต่อว่า "แล้วอันดับของพวกเธออยู่ที่เท่าไหร่ล่ะ?"
"อันดับสามของโลกครับ"
หม่าจวินตอบด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
สำหรับผลลัพธ์นี้ ตัวเขาเองรู้สึกไม่พอใจเอามากๆ!
เพราะอุตส่าห์ให้สองมหาวิทยาลัยชั้นนำจับมือกันแท้ๆ แต่ผลงานกลับไม่ได้ทิ้งห่างจากตอนมิติวิญญาณชั้นที่สองสักเท่าไหร่เลย
"อาจารย์ครับ รางวัลของพวกเรา อาจารย์ตรวจสอบดูเองก็แล้วกันครับ!"
หม่าจวินพูดขึ้น
เขาขี้เกียจจะมานั่งร่ายยาวให้ฟังทีละข้อแล้ว
เมื่ออาจารย์ได้ยินดังนั้น จึงเอามือไปแตะที่ไหล่ของหม่าจวิน
จากนั้น เขาก็ประกาศผลคะแนนของทีมหม่าจวินด้วยเสียงอันดัง
"หม่าจวิน เว่ยจื้อหง เหอเฉาเฉียง..."
"คะแนนรวมในมิติวิญญาณครั้งนี้: 81 คะแนน"
"คะแนนประเมินรวม: ระดับ S!"
"อันดับรวม: อันดับ 3"
"รางวัลพื้นฐานที่ได้รับ: 204 แต้มพลังวิญญาณ"
เมื่อรายละเอียดเหล่านี้ถูกประกาศออกมา สายตาของนักศึกษาคนอื่นๆ ที่มองมายังกลุ่มของหม่าจวินต่างก็เต็มไปด้วยความอิจฉา
แต่บรรดาอาจารย์และผู้บริหารกลับไม่ได้มีท่าทีตื่นเต้นอะไรเป็นพิเศษ
ก็นะ นักศึกษาระดับหัวกะทิจากสองมหาวิทยาลัยมารวมตัวกันเป็นซูเปอร์ทีม แต่สุดท้ายกลับทำคะแนนมาได้แค่นี้...
จะบอกว่าแย่ก็คงไม่ใช่
แต่มันยังห่างไกลจากความคาดหวังที่ผู้บริหารตั้งไว้ในใจอยู่มากโข
ผู้บริหารท่านหนึ่งเดินเข้ามาแล้วเอ่ยถาม "หม่าจวิน แล้วซ่งไห่ถังจากมหาวิทยาลัยสัจธรรมการต่อสู้ล่ะ? เธอได้คะแนนเท่าไหร่?"
"ในเมื่อมันไม่มีประกาศแจ้งเตือนทั่วโลก ผมจะไปตรัสรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าเธอได้คะแนนเท่าไหร่?"
พอได้ยินชื่อซ่งไห่ถัง หม่าจวินก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที น้ำเสียงที่ใช้ตอบก็เลยฟังดูห้วนๆ และกระด้างไปหน่อย
นั่นก็เป็นเพราะมักจะมีคนเอาพวกเขาไปเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ
และในการเปรียบเทียบทุกครั้ง เขา หม่าจวิน มักจะเป็นฝ่ายที่ถูกมองว่าด้อยกว่าตลอด...
เมื่อโดนนักศึกษาพูดจาหักหน้า ผู้บริหารท่านนั้นก็มีสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันที
แต่เขาก็รู้ดีว่า หม่าจวินคืออัจฉริยะเบอร์หนึ่งของมหาวิทยาลัยเมืองหลวง และเป็นที่โปรดปรานของอธิการบดี ขนาดตัวเขาเองก็ยังไม่กล้าดุด่าต่อหน้าผู้คน
ดังนั้น เขาจึงทำได้เพียงกลืนความขุ่นเคืองลงคอไป
"ท่านหัวหน้าภาค และท่านผู้บริหารทุกท่าน ผมมีข่าวบางอย่างมารายงานครับ"
อาจารย์ของหม่าจวินพูดแทรกขึ้นมา "ช่วงหนึ่งชั่วโมงที่รอพวกเขากลับมา ผมได้ยินข่าวจากเพื่อนๆ มาว่า เพื่อแย่งชิงตำแหน่งแชมป์การประลองในมิติวิญญาณชั้นที่สามปีนี้ หลายประเทศต่างก็เกณฑ์ยอดฝีมือหน้าใหม่จากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งมารวมตัวกันเป็นทีมสุดแกร่งเพื่อลงแข่งขัน"
"ดังนั้น ผมคิดว่าการที่ทีมของหม่าจวินสามารถทำผลงานได้ดีขนาดนี้ ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้วครับ"
"เผลอๆ คะแนนของพวกเขา อาจจะเป็นคะแนนที่สูงที่สุดในประเทศแล้วก็ได้นะครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น
เหล่าผู้บริหารก็เริ่มคิดตาม
ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ก็คงไม่เลวเหมือนกัน
ถึงจะสู้คนนอกประเทศไม่ได้ แต่แค่เอาชนะคนในประเทศได้เป็นอันดับหนึ่ง พวกเขาก็ยังคงเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับหนึ่งของประเทศอยู่ดี
แม้แต่หม่าจวินเองก็มีสีหน้าที่ผ่อนคลายลง และแอบหวังให้สิ่งที่อาจารย์พูดกลายเป็นความจริง
ทว่า
ในตอนนั้นเอง
สีหน้าของนักศึกษาทุกคนบนสนามหญ้ากลับเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน!
ไอ้ประกาศแจ้งเตือนบ้าบอที่น่าหงุดหงิดนั่น มันโผล่มาอีกแล้ว...