- หน้าแรก
- ขุนพลไร้บัลลังก์
- บทที่ 1391 - ใช้ชีวิตยามว่าง
บทที่ 1391 - ใช้ชีวิตยามว่าง
บทที่ 1391 - ใช้ชีวิตยามว่าง
บทที่ 1391 - ใช้ชีวิตยามว่าง
ตำหนักเซียนจวี ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะเหลือเกิน แต่มันกลับเคยถูกไท่ซั่งหวงและพระอัครมเหสีดัดแปลงให้กลายเป็นแปลงผักและสวนผลไม้
ต่อมายังมีการทำค้างองุ่นเพิ่มขึ้นอีก เพียงเพราะส้าวซวินเคยเปรยขึ้นมาลอยๆ ว่าเว่ยเหวินตี้โปรดปรานการดื่มไวน์องุ่น บิดามารดาก็จดจำใส่ใจและส่งคนไปหามาปลูก
และหลังจากนั้นก็ถึงขั้นมีการเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ เมื่อผู้คนในเมืองหลวงได้ยินเรื่องนี้ก็ไม่มีใครคิดเยาะเย้ย ต่างพากันกล่าวสรรเสริญความกตัญญูของโอรสสวรรค์ ถึงขนาดยังถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารและเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวบ้านเลยทีเดียว
เช้าตรู่วันนี้ ส้าวซวินถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงไก่ขัน
เขานอนแยกอยู่ตามลำพังในตำหนักปีกข้าง โดยมีเหยียนซื่อนางกำนัลคนสนิทนอนหลับอยู่ในอ้อมกอด
แต่นั่นก็เป็นเพียงการนอนค้างคืนเท่านั้น ความจริงแล้วเมื่อช่วงต้นดึกของเมื่อคืนเขาเพิ่งจะไปออกแรงคลุกวงในอยู่บนเรือนร่างของโจวซื่อมารดาของเกาเจามา แต่เขายังไม่กล้าค้างคืนกับนางในตอนนี้ จึงกลับมากอดนางกำนัลคนสนิทนอนแทน
เรือนร่างของโจวซื่อที่ห่างเหินเรื่องพรรค์นี้มานานช่วยดับไฟรุ่มร้อนได้เป็นอย่างดี เมื่อได้ชื่นชมผลงานในตอนท้าย ภายในใจของเขาก็พลันบังเกิดความรู้สึกเติมเต็มอย่างบอกไม่ถูก
หากมองแค่รูปโฉม โจวซื่อไม่มีอะไรให้น่าพูดถึงเลยสักนิด แถมอายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว แต่เมื่อนำมารวมกับฐานะอดีตพระพันปีแห่งเกาเกาหลีของนางแล้วล่ะก็ ความรู้สึกมันย่อมแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
พูดกันตามตรง การทำให้ภรรยาของเกาเจาท้อง ยังไม่ให้ความรู้สึกสำเร็จลุล่วงเท่ากับการทำให้มารดาของเกาเจาท้องเลยด้วยซ้ำ
หลังจากลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา ส้าวซวินก็ออกไปฝึกวรยุทธ์ตามปกติ
เด็กหนุ่มที่มาร่วมฝึกซ้อมด้วยเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นร้อยคนแล้ว โดยถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มตามช่วงอายุอย่างคร่าวๆ หากได้รับการฝึกฝนและเล่าเรียนอีกสักสองปี ทายาทวีรชนรุ่นแรกสุดนี้ก็พร้อมที่จะเข้าไปอุดตำแหน่งว่างในกองทหารองครักษ์ส่วนพระองค์ได้แล้ว
ส้าวซวินไม่เคยลืมที่จะสร้างฐานกำลังของตัวเอง การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยส่วนตัวของเขานั้นเป็นสิ่งที่คนนอกยากจะจินตนาการถึง
หลังจากล้างหน้าล้างตาและรับประทานอาหารเสร็จ รัชทายาทและพระชายาก็เสด็จมาอย่างเงียบๆ เพื่อเยี่ยมเยียนพระอัยกา ก่อนจะเข้ามีถวายบังคมส้าวซวิน
"เสด็จพ่อ เสด็จปู่เขา..." ขอบตาของรัชทายาทแดงระเรื่อเล็กน้อย
"เกิด แก่ เจ็บ ตาย นี่แหละคือชีวิตของคนเรา ในวันข้างหน้าเจ้ากับข้าก็ต้องมีวันนี้เหมือนกัน" ส้าวซวินกล่าว "เวลาล่วงเลยมานานขนาดนี้ เจ้าควรจะเตรียมใจไว้ตั้งนานแล้ว กรมการทูต กรมพิธีการ และกรมวังได้จัดเตรียมข้าวของต่างๆ ไว้พร้อมตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้ว"
รัชทายาทพยักหน้ารับเบาๆ
เสด็จพ่อก็เป็นเช่นนี้ มักจะไม่เคยหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงคำว่าตาย อาจเป็นเพราะพระองค์ทรงบุกบั่นฝ่าฟันมาจากยุคกลียุคอย่างแท้จริง ทรงพบเห็นผู้คนมากมายที่ต้องตายจากไป ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจล้นฟ้า ผู้กล้าหาญชาญชัย หรือผู้องอาจห้าวหาญ พระองค์ทรงทราบดีว่าเมื่อบาดเจ็บย่อมมีเลือดไหล เมื่อล้มหมอหมอนเสื่อย่อมต้องอ่อนแอ พระองค์จึงทรงปล่อยวางได้อย่างค่อนข้างเด็ดขาด
"ต้วนโม่ปัว ผู้ช่วยราชเลขาธิการเสียชีวิตลงแล้ว วันนี้เจ้าจงไปเยี่ยมเยียนครอบครัวของเขาแทนข้า แล้วก็มอบของใช้สำหรับคนตายให้พวกเขาสักหน่อย" ส้าวซวินกล่าวต่อ "เมื่อปีนั้นเขานำผู้คนอพยพลงใต้มาสวามิภักดิ์ แต่กลับถูกข้ายึดบัญชีสำมะโนครัวไป จะปล่อยให้เขาตายไปโดยไม่ได้รับเกียรติยศอะไรเลยก็คงไม่ได้ เจ้าจงไปจัดการเรื่องนี้เถอะ"
"พ่ะย่ะค่ะ" รัชทายาทรับคำ
"สองพ่อลูกต้วนเหลียวยังอยู่ที่เมืองเหอฮุ่ยหรือเปล่า" ส้าวซวินถามอีก
"พ่ะย่ะค่ะ ทั้งสองคนยังอยู่ที่ค่ายทหารเหอฮุ่ย คนหนึ่งเป็นพลธนู อีกคนเป็นพลโล่พ่ะย่ะค่ะ"
"อภัยโทษให้พวกเขาก็แล้วกัน คืนจวนในเมืองหลวงให้ด้วย หากจวนนั้นถูกพระราชทานให้คนอื่นไปแล้ว ก็ให้กรมวังจัดหาจวนหลังใหม่ให้" ส้าวซวินสั่งการ "เรื่องนี้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าเช่นกัน"
"พ่ะย่ะค่ะ" รัชทายาทรับคำพร้อมกับครุ่นคิดอยู่ในใจเงียบๆ ว่าเรื่องนี้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่หรือไม่
ตอนนี้เขายังมองไม่ออก อาจจะเกี่ยวข้องกับการที่ต้วนซื่อให้กำเนิดบุตรชายเมื่อเดือนพฤษภาคมก็เป็นได้ เมื่อเดือนเมษายนเสด็จพ่อมีรับสั่งให้เพิ่มตำแหน่งพระสนมในวังหลัง ได้แก่ กุ้ยผินหนึ่งตำแหน่ง กุ้ยเหรินหนึ่งตำแหน่ง และฟูเหรินสองตำแหน่ง ตำแหน่งฟูเหรินที่เพิ่มมานั้นทรงแต่งตั้งให้หวังซื่อ อดีตไท่ฟูเหรินแห่งแคว้นไต้กั๋ว ซึ่งนางก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายในเดือนนั้นพอดี
น่าจะเป็นเพราะเหตุผลนี้กระมัง
หลังจากรัชทายาทและพระชายาทูลลากลับไปแล้ว ส้าวซวินก็เข้าไปในห้องเพื่อดูอาการของบิดา
สิ่งแรกที่เขาทำคือเปิดหน้าต่างเพื่อระบายกลิ่นอับภายในห้อง
บิดาของเขาไม่สามารถลุกจากเตียงได้แล้ว แม้จะมีนางกำนัลคอยดูแลทำความสะอาดให้ทุกวัน แต่ก็ไม่ได้สะอาดสะอ้านมากนัก
หลังจากระบายอากาศแล้ว เขาก็ไปนั่งลงที่ข้างหน้าต่างของบิดา
ส้าวซิวที่กำลังสะลึมสะลือขมวดคิ้วมุ่น ปากก็พึมพำอะไรบางอย่าง เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นส้าวซวิน เขาก็เอ่ยขึ้นว่า "ทัพอู๋หมดสิ้นหนทางแล้ว ทหารต่างแตกพ่ายหนีตาย เจ้าจะมาทำลายแผนการของข้าหรือ"
ส้าวซวินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ท่านพ่อของข้าเอ๋ย ท่านกำลังคิดถึงเรื่องอะไรอยู่เนี่ย ขนาดลูกชายตัวเองยังจำไม่ได้ แต่กลับจำวันเวลาอันรุ่งโรจน์ในวัยหนุ่มได้อย่างแม่นยำ
เขาจึงเอ่ยตอบไปว่า "ท่านพ่อ ได้ของมีค่าแล้วก็รีบไปกันเถอะ หากหัวหน้ากองทหารมาเห็นเข้า คงไม่แคล้วโดนลงหวายเป็นแน่"
ดวงตาของส้าวซิวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขากล่าวว่า "ในกองทัพมีคำสั่งห้ามตัดหัวศัตรูมั่วซั่ว พวกเราเองก็มีความยากลำบาก โอรสสวรรค์ได้สนมจากวังหลวงตงอู๋ไป พวกเราจะหยิบฉวยของมีค่าบ้างนิดหน่อยจะเป็นไรไป"
พูดจบเขาก็เพ่งมองส้าวซวินอย่างละเอียด ก่อนจะพึมพำว่า "ข้าแต่งงานแล้วหรือ"
ว่าแล้วมือของเขาก็สั่นเทาเล็กน้อย "แม่นางน้อยคนนี้รับไว้ไม่ได้..."
พูดไปพูดมาเสียงของเขาก็เบาลง ก่อนจะผล็อยหลับไปอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าบิดาหลับไปแล้ว ส้าวซวินก็ลุกขึ้นและเดินออกจากตำหนักเซียนจวีไป
ภายในหอชุ่ยเวยยามบ่าย เผยหลิงเยี่ยน หลิวเสี่ยวเหอ หวังจิ่งเฟิง และหวังฮุ่ยเฟิงทั้งสี่คนกำลังนั่งพูดคุยกันอย่างสบายอารมณ์ เมื่อได้ยินว่าส้าวซวินเสด็จมา แต่ละคนก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป
ส้าวซวินเองก็แอบประหลาดใจเล็กน้อย หวังจิ่งเฟิงนึกชอบมาวิ่งเล่นที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
"โอ้ นี่มันหนังเสือดาวกับหนังเสือนี่นา ได้มาจากไหนกัน" ส้าวซวินมองดูหนังสัตว์ที่วางอยู่บนโต๊ะในห้องแล้วเอ่ยถามขึ้น
"เหนี้ยนหลิ่วนำกลับมาจากภูเขาอินซานเพคะ" เผยหลิงเยี่ยนลูบไล้หนังเสือที่มีลวดลายสวยงามเบาๆ พร้อมกับแย้มยิ้ม "พระองค์เป็นถึงโอรสสวรรค์ คงไม่เหมาะที่จะนำหนังเสือมาทำเป็นเสื้อผ้า น่าเสียดายจริงๆ"
ส้าวซวินไม่แน่ใจว่าแถวทุ่งหญ้าเหอเท่าหรือภูเขาเฮ่อหลานซานจะมีเสืออยู่หรือไม่ บางทีในยุคนี้อาจจะยังมีอยู่ก็ได้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นสายพันธุ์อะไร
"พอดีเลย เอาไปทำเสื้อกันหนาวให้หูโถวกับเหนี้ยนหลิ่วคนละตัวก็แล้วกัน" ส้าวซวินกล่าว "ถ้ายังมีเหลือ ก็ทำรองเท้าบูตให้เหนี้ยนหลิ่วสักสองสามคู่ก็แล้วกัน ยังไงซะเขาก็เป็นคนหามาได้นี่นา"
เผยหลิงเยี่ยนพยักหน้ารับ "หม่อมฉันจะจัดการให้เพคะ"
ส้าวซวินลอบคิดในใจว่าในบรรดาสนมวังหลังทั้งหมด อวี่เหวินจวินกับเผยหลิงเยี่ยนทำให้เขาสบายใจที่สุด คนแรกเป็นเพราะนิสัยส่วนตัว ส่วนคนหลังเป็นเพราะตัวเขาเอง
ส้าวซวินเคยทบทวนตัวเองอยู่เหมือนกันว่า ทำไมพระสนมเผยอายุห้าสิบเจ็ดเข้าไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงหลงใหลในตัวนางอยู่บ้าง คงเป็นเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูไม่สะดุดตาเหล่านี้แหละมั้ง
"ควรจะให้เหนี้ยนหลิ่วกลับมาได้แล้วหรือยังเพคะ" เผยหลิงเยี่ยนขยับเข้าไปนั่งข้างๆ ส้าวซวินแล้วเอ่ยถาม
"อืม อีกสิบกว่าวันก็จะกลับมาแล้ว ตอนนี้กองทัพทั้งสี่สายไปรวมตัวกันที่ภูเขาอินซาน สำหรับเขาแล้วถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ฝึกฝนประสบการณ์ รอให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที" ส้าวซวินตอบ
นับตั้งแต่ส่งกองทัพไปปราบปรามเผ่าเซียนเปยทัวป๋าที่ไม่ยอมเชื่อฟังเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา นอกเหนือจากทหารเผ่าตี๋และเชียงรวมถึงเผ่าเซียนเปยป๋ายปู้ที่ออกเดินทางจากซินฉินและซ่างจวิ้นแล้ว กองทัพอื่นๆ ต่างก็ได้รับชัยชนะอย่างงดงาม สามารถกวาดล้างเผ่าอีโหลวและเผ่าเช่อคุนในทะเลทรายคู่เจี๋ยซาได้สำเร็จ สังหารศัตรูไปกว่าเก้าพันคน ยึดแกะได้นับล้านตัว อูฐแสนห้าหมื่นตัว วัวและม้าอีกหกหมื่นตัว และยังจับเชลยศึกได้อีกกว่าห้าหมื่นคน
หัวหน้าเผ่าทั้งสองถูกจับใส่กรงส่งตัวมายังเมืองเปี้ยนเหลียงและถูกประหารชีวิตตามกฎหมาย ส่วนปศุสัตว์และเชลยศึกได้ถูกแบ่งให้กับเผ่าต่างๆ ที่ส่งทหารเข้าร่วมรบไปส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็ถูกส่งมายังเมืองเปี้ยนเหลียงเพื่อใช้ในการซ่อมแซมถนนหนทาง
สงครามครั้งนี้ใช้เวลาเพียงสองเดือนกว่าก็เป็นอันสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นทางอ้อมว่าพวกชนเผ่าคนเถื่อนตามชายแดนนั้นไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คิด หากจะพูดให้ถูกต้องก็คือพวกเขามีความแตกแยกกันมากเกินไป มี "คนทรยศ" มากมายที่คอยช่วยราชสำนักเหลียงโจมตี "พวกเดียวกันเอง" ประกอบกับกองทัพเหลียงไม่ได้ถดถอยลงเลย แม้แต่กองทหารรักษาการณ์ฉางอันภายใต้การบังคับบัญชาของจูเก๋อฮุยก็ยังกล้าหาญชาญชัย หรือจะเรียกว่าดุดันเลยก็ว่าได้ เผ่าอีโหลวจานและเผ่าเช่อคุนจึงไม่อาจก่อคลื่นลมอะไรได้เลยจริงๆ
หลังจากปราบปรามสองเผ่านี้ลงได้ เผ่าอื่นๆ ที่เคยรอดูท่าทีอยู่ก็พากันพับเก็บความคิดตุกติกไปจนหมด
จูเก๋อฮุยในฐานะแม่ทัพใหญ่ได้เดินทางไปปลอบขวัญเผ่าต่างๆ ทีละเผ่า ด้วยการผสานทั้งพระคุณและพระเดชเช่นนี้ สถานการณ์โดยรวมจึงสงบลงอย่างราบคาบ
องค์ชายหลายพระองค์ได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศแห่งสงครามในครั้งนี้ด้วย แต่เหนี้ยนหลิ่วเป็นคนเดียวที่ได้นำทัพรบจริงๆ และยังได้ปะทะกับพวกกบฏอีกด้วย ความจริงคือศัตรูเป็นฝ่ายพุ่งเป้ามาที่เขาต่างหาก โชคดีที่ทหารรักษาการณ์ฉางอันแข็งแกร่ง และกองพันที่ห้าแห่งกองทัพโพกผ้าเหลืองก็พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง ท้ายที่สุดพวกเขาจึงใช้ธนูแข็งและหน้าไม้ทรงพลังยิงผลักดันกองทหารม้าของศัตรูให้ถอยร่นไปได้ ก่อนที่แม่ทัพกองทหารม้าทะลวงฟันแห่งโยวโจวจะฉวยโอกาสบุกทะลวงเข้าไปจนนำมาซึ่งชัยชนะในที่สุด
แม้การต่อสู้เช่นนี้จะไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเหนี้ยนหลิ่วมีความสามารถในการบัญชาการรบที่เก่งกาจเพียงใด เพราะนี่คือการรบแบบ "ตั้งรับอยู่กับที่" อย่างแท้จริง แต่ส้าวซวินก็พอใจมากแล้ว อย่างน้อยเจ้าสามของเขาก็ไม่ได้หนีแถมยังไปตีกลองรบเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารด้วยตัวเองอีกต่างหาก ใช่แล้ว ความคาดหวังของคนเป็นพ่อก็มีแค่นี้แหละ
หลังจบสงคราม ยังมีงานฟื้นฟูเยียวยาอีกมากมาย ซึ่งนี่ก็เป็นส่วนที่ส้าวซวินอยากให้เหล่าองค์ชายได้เรียนรู้เป็นพิเศษ
หากไม่มีการฟื้นฟูเยียวยา ผลลัพธ์ของชัยชนะก็จะลดทอนลงไปกว่าครึ่ง เขาหวังว่าเจ้าสามจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจอะไรได้มากขึ้น
ในขณะที่ส้าวซวินและพระสนมเผยกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สองพี่น้องตระกูลหวังก็กำลังปรึกษาหารือกับหลิวซื่อว่าหนังจิ้งจอกทรายเหมาะจะนำไปทำอะไรถึงจะสวยงามที่สุด
บนใบหน้าของหลิวซื่อมีแววความเจ็บป่วยปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าสุขภาพของนางไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
นับตั้งแต่กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดคราวก่อน ดูเหมือนพละกำลังและจิตวิญญาณของนางจะค่อยๆ ถดถอยลง เมื่อวานนี้นางถึงขั้นร้องขอให้ซือหม่าหลีเข้าวังมาพบหน้า ซึ่งส้าวซวินก็อนุญาต
เมื่อถึงวัย นี่แหละคือสัจธรรมของชีวิต
ส้าวซวินถึงกับเคยรู้สึกเสียใจที่ไปข้องแวะกับเหล่าสตรีสูงศักดิ์ที่อายุมากกว่าเขา เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็ต้องเป็นฝ่ายคอยส่งพวกนางไปทีละคนๆ ซึ่งมันสร้างความบอบช้ำทางจิตใจให้เขาไม่น้อยเลยทีเดียว
หลังจากพูดคุยกันอย่างสบายๆ ได้พักหนึ่ง ส้าวซวินก็เตรียมตัวจะไปทำธุระต่อ แต่นึกไม่ถึงว่าหวังจิ่งเฟิงจะเดินตามออกมา
"จิ่งเฟิง เจ้ามีอะไรหรือเปล่า..." ส้าวซวินถามด้วยความสงสัย
"พระองค์ทรงรับปากว่าจะสร้างเมืองหลวงให้หูโถวนี่เพคะ" หวังจิ่งเฟิงมองหน้าเขาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ชั่วขณะหนึ่งส้าวซวินไม่รู้จะพูดอะไรดี
ท่าทางเอาเรื่องแบบแม่เสือสาวเช่นนี้ ไม่ใช่นิสัยตามปกติของหวังจิ่งเฟิงเลยแม้แต่น้อย
นางจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของส้าวซวินอย่างไม่เกรงกลัว
"ปีหน้า" ส้าวซวินกล่าว "เลือกสถานที่ไว้เรียบร้อยแล้ว อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอเวิ่นเซี่ยน และทางตะวันตกเฉียงใต้ของซีอันผิง เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างตะวันออกและตะวันตก ปีนี้คงไม่ทันแล้ว ทั้งเงินทุน เสบียงอาหาร วัสดุก่อสร้าง และกำลังคน ล้วนต้องใช้เวลาเตรียมการ การก่อสร้างจะเริ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อนปีหน้า"
ท่าทีแข็งกร้าวของหวังจิ่งเฟิงค่อยๆ อ่อนลง
ส้าวซวินยื่นมือไปลูบแก้มของหวังจิ่งเฟิง แต่นางเบือนหน้าหนี ไม่ยอมให้เขาสัมผัสได้โดยง่าย
ส้าวซวินรู้สึดจนใจอยู่บ้าง
โอรสสวรรค์ผู้สูงส่งอย่างข้า จำเป็นต้องมาทนรับอารมณ์ผู้หญิงด้วยหรือ ความคิดนี้ผุดขึ้นมาเพียงแวบเดียวแล้วก็จางหายไป ท้ายที่สุดเขาก็ไม่ใช่คนแบบนั้น เขาสามารถทำแบบนั้นกับตุ๊กตายางได้ แต่เขาทำแบบนั้นกับสองพี่น้องสกุลหวังไม่ลงจริงๆ
"ช่วงนี้เจ้าเป็นคนเลี้ยงเจียเหอเองตลอดเลยหรือ" ส้าวซวินชวนคุยเพื่อทำลายความเงียบ
"เจียเหอ" คือบุตรชายคนโตของหูโถว ปีนี้อายุสามขวบแล้ว ช่วงนี้หวังจิ่งเฟิงอุ้มเขาเข้ามาเลี้ยงดูในวัง คอยดูแลเอาใจใส่ทั้งวันทั้งคืน รักและหวงแหนปานแก้วตาดวงใจ
เมื่อได้ยินคำถามของส้าวซวิน หวังจิ่งเฟิงก็พยักหน้ารับเบาๆ
"อาอวี๋ ข้าเองก็อยากเจอเจียเหอมากๆ เหมือนกัน เจ้าพาเขามาให้ข้าดูหน้าหน่อยสิ ไม่ได้อุ้มมาตั้งนานแล้ว" ส้าวซวินกล่าว
คำว่า "อาอวี๋" ดูเหมือนจะไปสะกิดความทรงจำบางอย่างของหวังจิ่งเฟิง ในที่สุดนางก็พยักหน้าตกลง
"แบบนี้สิถึงจะถูก" ส้าวซวินหัวเราะ "คืนนี้ข้าจะไปหาที่เรือนอิงชิว"
พูดจบเขาก็ลูบแก้มของหวังจิ่งเฟิงเบาๆ ก่อนจะผละจากไปอย่างเงียบๆ
หวังจิ่งเฟิงเดินกลับเข้าไปในห้องโถง นั่งฟังทุกคนพูดคุยกันเงียบๆ เกี่ยวกับ "ข้าวทราย" ที่ส่งมาจากดินแดนเหอหนาน พวกนางตกลงกันว่าจะนำมาต้มเป็นโจ๊กเพื่อลิ้มลองรสชาติ
สำหรับเหล่าสตรีในวังที่อายุเริ่มมากและรูปโฉมร่วงโรยไปตามกาลเวลา เรื่องราวในแต่ละวันก็มีอยู่เพียงเท่านี้แหละ
หวังจิ่งเฟิงไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมมากนัก เมื่อก่อนนางเคยพูดคุยเรื่องพวกนี้มามากพอแล้ว ตอนนี้นางไม่อยากจะพูดถึงมันอีก
พระอาทิตย์อัสดง แสงแดดส่องกระทบลงมาบนลานบ้านเป็นหย่อมๆ สั่นไหวไปมา
สองพี่น้องสกุลหวังขอตัวลากลับไป เผยหลิงเยี่ยนกับหลิวเสี่ยวเหอเดินควงแขนกันทอดน่องไปตามลานบ้าน
ดวงตะวันคล้อยต่ำลง สำหรับพวกนางแล้ว ค่ำคืนนี้คงเป็นอีกค่ำคืนที่แสนยาวนาน
[จบแล้ว]