เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 101 - ความจริงอันโหดร้ายกับสัตว์อสูรในร่างมนุษย์

บทที่ 101 - ความจริงอันโหดร้ายกับสัตว์อสูรในร่างมนุษย์

บทที่ 101 - ความจริงอันโหดร้ายกับสัตว์อสูรในร่างมนุษย์


บทที่ 101 - ความจริงอันโหดร้ายกับสัตว์อสูรในร่างมนุษย์

ซูชิงซัดหมัดเดียวเข้าใส่หมาป่าเทาเกราะทมิฬซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับทหารขั้นกลางจนร่างระเบิดแหลกเหลว เลือดสดๆ สาดกระเซ็นไปทั่ว

ร่างที่ไร้หัวของมันยังคงกระตุกไม่หยุด มัดกล้ามเนื้อที่ปูดโปนดุจก้อนเนื้อร้ายสั่นระริก

เลือดทะลักออกจากลำคอราวกับลำธารสายเล็กไหลเจิ่งนองเต็มพื้น

ผ่านไปเพียงครู่เดียวร่างมหึมาดั่งภูเขาลูกย่อมของมันก็ล้มตึงจมกองเลือดและแน่นิ่งไปในที่สุด

"นี่มัน..."

อู่หงเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก

เขารู้ดีว่าตอนนี้ปราณโลหิตของซูชิงทะลุระดับห้าไปแล้วและกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับกลาง

แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าฝีมือของซูชิงจะร้ายกาจถึงขั้นปลิดชีพสัตว์อสูรระดับทหารขั้นกลางได้ด้วยหมัดเดียว

ความแข็งแกร่งระดับนี้ก้าวข้ามเขาไปไกลลิบแล้ว

เขามองเด็กหนุ่มด้วยสายตาที่ซับซ้อน

เมื่อนึกย้อนไปถึงช่วงสองเดือนก่อน ซูชิงยังเป็นแค่เด็กหนุ่มที่มีปราณโลหิตไม่ถึงหนึ่งหน่วยด้วยซ้ำ

ยากจะเชื่อจริงๆ ว่าซูชิงจะพัฒนามาได้ไกลถึงเพียงนี้

นับได้ว่าเขาเป็นคนที่เฝ้ามองพัฒนาการของเด็กหนุ่มมาทีละก้าว

"อาจารย์อู่ ไปกันเถอะครับ" ซูชิงหันมาตะโกนเรียก ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะมาชำแหละศพสัตว์อสูรแล้ว

อีกอย่างเขาไม่ได้พกกระเป๋าหรือดาบเหล็กหลัวมู่มาด้วย จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะชำแหละชิ้นส่วนพวกมัน

พูดจบซูชิงก็กระโจนข้ามสิ่งกีดขวางราวกับวานรลมกรดพุ่งตรงไปยังปลายซอยอีกด้าน

"อ๊ะ... ได้สิ!"

พอได้ยินเสียงเรียก อู่หงก็รีบสาวเท้าตามไปทันที

ทว่าความคล่องตัวของเขากลับเทียบเด็กหนุ่มไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

"ตอนนี้พลังหมัดของเธอทำได้เท่าไหร่แล้ว เคยทดสอบบ้างไหม" พอตามทันอู่หงก็รีบเอ่ยปากถาม

จากพลังหมัดที่กระจุยร่างหมาป่าเทาเกราะทมิฬเมื่อครู่ อย่างน้อยๆ ก็ต้องแตะระดับห้าพันกิโลกรัมแน่

"น่าจะราวๆ เจ็ดพันกิโลกรัมครับ" ซูชิงตอบกลับ ในห้องฝึกซ้อมที่บ้านเขามีอุปกรณ์พวกนี้ครบครัน

เขาจึงมักจะทดสอบตัวเองอยู่ทุกวันเพื่อดูพัฒนาการ

"เจ็ดพันกิโลกรัมเลยงั้นเหรอ!"

อู่หงจ้องมองซูชิงด้วยความตกตะลึง

เจ็ดพันกิโลกรัมนี่มันเทียบเท่ากับพละกำลังของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงเลยทีเดียว

มิน่าล่ะถึงเป่าสัตว์อสูรระดับทหารขั้นกลางดับคาที่ได้ด้วยหมัดเดียว

แข็งแกร่งเกินไปแล้ว

ไอ้เด็กนี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ

ทั้งสองลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยในเขตชุมชนแออัดเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตและกำจัดสัตว์อสูร

ไม่นานนักซูชิงก็ได้ยินเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือ

"ทางนั้นครับ!"

อู่หงเองก็ได้ยินเช่นกัน เขาชี้มือบอกทิศทาง

ทั้งสองสบตากันก่อนจะพุ่งตัวทะยานไปยังทิศนั้นด้วยความเร็วสูงสุด

กำแพงแถบนี้พังทลายลงมาหลายจุด บ้านเรือนกลายสภาพเป็นซากปรักหักพังระเกะระกะไปหมด

"ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที!"

เสียงกรีดร้องดังมาจากปากซอยพร้อมกับเสียงคำรามต่ำๆ ของสัตว์อสูร

เมื่อซูชิงและอู่หงไปถึงก็เห็นร่างคนกำลังวิ่งหนีตายสุดชีวิต โดยมีสัตว์อสูรตัวหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตากัดกินซากศพอยู่ด้านหลัง

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้รอดตายมาได้

"ซะ... ซูชิง วิ่งหนีเร็ว! อย่าเข้ามา ตรงนั้นมีสัตว์อสูร!"

ใครจะไปคิดว่าคนที่กำลังหนีตายจะจำซูชิงได้ เธอตะโกนบอกด้วยความตื่นตระหนก

"ป้าเสิ่น..."

ที่แท้คนๆ นั้นก็คือป้าเสิ่นเพื่อนบ้านที่เคยอาศัยอยู่ในซอยเดียวกัน

สภาพของป้าเสิ่นดูไม่ได้เลย เนื้อตัวมอมแมมคลุกฝุ่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

"หนีไป! ลุงแกโดนมันกินไปแล้ว!"

"หนีไปเร็วเข้า!"

ป้าเสิ่นเห็นหน้าซูชิงก็ละล่ำละลักบอกให้หนี

ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย เธอหลงลืมไปเสียสนิทว่าซูชิงกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ไปแล้ว คิดเพียงแต่ว่าต้องรีบหนีเอาชีวิตรอด

สัตว์อสูรพวกนี้มันน่ากลัวเกินไป

ขนาดสามีของเธอยังถูกมันกระโจนใส่แล้วงับหัวขาดกระเด็นต่อหน้าต่อตา ภาพอันสยดสยองนั้นคงติดตาเธอไปจนวันตาย

"ลุงเสิ่น..."

ในความทรงจำของซูชิง ป้าเสิ่นเป็นคนชอบเดินสายเม้าท์มอยไปทั่วซอย

ส่วนลุงเสิ่นเป็นคนซื่อๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานเหมือนกับพ่อของเขา

ลุงเสิ่นใจดีกับเด็กๆ แถวนี้มาก บางครั้งก็ชอบเอาลูกอมมาแจกพร้อมกับรอยยิ้มซื่อๆ

"ลุงเสิ่น!"

ซูชิงไม่นึกเลยว่าคนที่เคยคุ้นหน้าคุ้นตากันจะต้องมาจบชีวิตลงในปากสัตว์อสูรเช่นนี้

เขาไม่ได้สนใจคำเตือนของป้าเสิ่น ร่างพุ่งทะยานเข้าหาสัตว์อสูรตัวนั้นทันที แสงสีทองสว่างวาบอาบย้อมไปทั่วทั้งร่าง

ธาตุโลหะก่อตัวเป็นประกายแสงศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียนอยู่รอบกาย ทำให้ซูชิงดูเฉียบคมและอันตรายประดุจดาบชั้นเลิศ

"กรี๊ดดด... ซูชิง!"

เห็นซูชิงพุ่งเข้าไป ป้าเสิ่นที่ขวัญกระเจิงอยู่แล้วก็กรีดร้องลั่น

ในหัวของเธอจินตนาการภาพซูชิงถูกสัตว์อสูรตะปบและฉีกทึ้งร่างเป็นชิ้นๆ

และก็เป็นไปตามคาด สัตว์อสูรที่กำลังกัดกินศพลุงเสิ่นเงยหน้าขึ้นมาคำรามใส่ซูชิง

ปากของมันเต็มไปด้วยเลือดหยดติ๋ง คมเขี้ยวแหลมยาวดุจใบมีด มันคือสัตว์อสูรระดับทหารขั้นต้น แมวระเบิดโลหิต

แมวระเบิดโลหิตขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว มันพุ่งกระโจนใส่ซูชิงพร้อมกางกรงเล็บวาววับหมายปลิดชีพ

ทว่าความเร็วของซูชิงนั้นเหนือชั้นกว่ามาก

เขาพุ่งแหวกอากาศเป็นเส้นแสงสีทองโดยไม่ต้องพึ่งพาวิชาการต่อสู้หรือวิชาลับแห่งพรสวรรค์ใดๆ

เพียงแค่ปล่อยหมัดออกไปตรงๆ

"โพละ!"

แมวระเบิดโลหิตโดนหมัดเดียวเข้าไปเต็มๆ ร่างของมันระเบิดกระจุยกระจาย

เลือดสดๆ สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าของซูชิงไปบางส่วน

"ซะ... ซู..."

ป้าเสิ่นเบิกตาค้างอ้าปากหวอราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน

ใบหน้าที่เปื้อนฝุ่นของเธอเหม่อมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

สัตว์อสูรที่เกือบจะเอาชีวิตเธอเมื่อครู่ ถูกซูชิงชกกระจุยด้วยหมัดเดียวเนี่ยนะ

"จริงสิ ซูชิงเป็นผู้ฝึกยุทธ์นี่นา! แถมยังเป็นถึงผู้สอบได้อันดับหนึ่งของเมืองปินเจียงเราด้วย!"

วินาทีนั้นป้าเสิ่นเพิ่งจะนึกขึ้นได้

เธอร้องไห้โฮราวกับพบพระมาโปรด ละล่ำละลักอ้อนวอนซูชิง

"ซูชิง ช่วยพวกเราด้วยเถอะลูก"

"สัตว์อสูรมันเต็มไปหมดเลย อาซิงกับอาว่างก็โดนมันกินไปแล้ว! ลุงของแกก็ด้วย!"

"ฮือๆๆ... ไม่รอดแน่ สัตว์อสูรมันยั้วเยี้ยไปหมด ไม่รู้มันโผล่มาจากไหนกันนักหนา..."

ป้าเสิ่นทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง น้ำตาไหลพราก ร้องไห้ฟูมฟายราวกับเด็กตัวโตที่เสียขวัญ

"ตรงนี้มีผู้รอดชีวิตครับ!"

ซูชิงส่งพิกัดตำแหน่งออกไปแล้วเดินเข้าไปหาป้าเสิ่น

อาซิงกับอาว่างคือลูกชายของป้าเสิ่นที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ไม่น่าเชื่อว่าจะต้องมาจบชีวิตลงในท้องสัตว์อสูร

ซูชิงยังจำภาพเด็กสองคนที่เคยวิ่งตามก้นเขาต้อยๆ ในวัยเด็กได้ดี เขาได้แต่ยืนนิ่งอึ้งด้วยความหดหู่

"ทำใจดีๆ ไว้นะครับป้า ตอนนี้รัฐบาลกำลังส่งคนมาช่วย อีกเดี๋ยวสัตว์อสูรพวกนี้ก็โดนกวาดล้างหมดแล้ว"

ซูชิงพยายามพูดปลอบใจ

"อาจารย์อู่ ฝากดูแลป้าเขาตรงนี้หน่อยนะครับ ผมจะไปดูแถวอื่นต่อ" ซูชิงหันไปบอกอาจารย์

บริเวณนี้นับว่าเป็นพื้นที่วิกฤตหนัก หากไม่รีบจัดการกวาดล้างสัตว์อสูรให้สิ้นซาก

พวกมันอาจจะหลุดรอดเข้าไปอาละวาดในตัวเมืองได้

"ได้ ระวังตัวด้วยล่ะ" อู่หงพยักหน้ารับ

เขาดูออกว่าถึงตามซูชิงไปก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก

เดี๋ยวพอเจ้าหน้าที่มารับตัวป้าเสิ่นไป เขาก็จะแยกไปล่าสัตว์อสูรตามลำพัง ฆ่าได้สักตัวสองตัวก็ยังดี

ป้าเสิ่นนั่งหมดอาลัยตายอยากพิงกำแพง น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย ไม่สนแม้แต่น้ำครำบนพื้น

เธอนั่งจมอยู่ในน้ำเหม็นเน่า สายตาเหม่อลอยมองแผ่นหลังของซูชิงที่ค่อยๆ ห่างออกไปจนลับตา

"ความแข็งแกร่ง!"

"ฉันต้องเก่งขึ้นให้เร็วกว่านี้!"

"เมืองปินเจียงไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว!"

ภาพลุงเสิ่นที่ถูกสัตว์อสูรขย้ำและสภาพอันน่าเวทนาของป้าเสิ่น ทำให้ซูชิงกำหมัดแน่น

ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแข็งแกร่งขึ้นปะทุขึ้นในใจ พร้อมกับความรู้สึกหวาดหวั่นที่แล่นริ้วขึ้นมา

หากเขาไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ ครอบครัวของเขาก็คงยังอาศัยอยู่ที่นี่

พ่อแม่และซูจื่อที่ไม่มีพลังต่อสู้ใดๆ หากต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรสุดโหดพวกนี้ จุดจบจะเป็นอย่างไรคงเดาได้ไม่ยาก

โชคดีที่เขาทะลวงขีดจำกัดกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยและพาครอบครัวย้ายออกไปได้ทันท่วงที

"ขุนพลยุทธ์ ราชันยุทธ์... เทพยุทธ์! มีเพียงความแข็งแกร่งที่เหนือชั้นเท่านั้นถึงจะปกป้องตัวเองและครอบครัวไว้ได้!"

"ตอนนี้ฉันยังอ่อนหัดเกินไป หากมีสัตว์อสูรฝ่าแนวป้องกันของเมืองปินเจียงเข้ามาถึงตัวเมืองชั้นในได้จริงๆ"

"ด้วยพลังแค่นี้ ฉันคงทำได้แค่ยืนดูครอบครัวถูกพวกมันฉีกเนื้อกินทั้งเป็น!"

ซูชิงขบกรามแน่น ความเย่อหยิ่งทระนงในใจมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความกระหายใคร่จะมีพลังอันไร้ขีดจำกัด

ตอนนี้เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าต่อให้ย้ายออกจากเขตชุมชนแออัดมาแล้ว อันตรายก็ยังรายล้อมอยู่ดี

หากเมืองปินเจียงแตก สัตว์อสูรที่บุกเข้ามาอาจมีถึงระดับราชันเลยทีเดียว

แค่สัตว์อสูรระดับทหารขั้นสูงเขายังตึงมือ แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับสัตว์อสูรระดับราชัน

"ต้องรีบเก่งขึ้นให้เร็วที่สุด! ฉันต้องไปตั้งหลักที่มหานครมารแล้วรับพ่อแม่ไปอยู่ด้วยให้ได้!"

"แนวป้องกันของมหานครมารแข็งแกร่งมาก ต่อให้เป็นสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิก็ไม่มีทางตีแตก! ที่นั่นมีเทพยุทธ์คอยคุ้มครอง ปลอดภัยหายห่วง!"

"ถ้าวันไหนมหานครมารแตก วันนั้นมนุษยชาติก็คงถึงกาลอวสานแล้วล่ะ!"

ซูชิงตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะต้องพาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่มหานครมารให้จงได้

แต่เงื่อนไขสำคัญก็คือ เขาต้องสร้างรากฐานและยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองที่นั่นให้ได้เสียก่อน

"โฮก!"

ระหว่างที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด เสียงคำรามของสัตว์อสูรก็ดึงสติเขากลับมา

ซูชิงเพิ่งรู้ตัว

เขาเดินมาถึงบริเวณบ้านเก่าของตัวเองเสียแล้ว

ทว่าบ้านเก่าที่คุ้นเคยกลับกลายสภาพเป็นซากปรักหักพัง กำแพงล้มระเนระนาด เศษอิฐเศษปูนกระจายเกลื่อน

ประตูรั้วพังยับ ลานบ้านเต็มไปด้วยเศษหิน กำแพงห้องนั่งเล่นซีกหนึ่งพังทลายลงมา

ข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ ที่ทิ้งไว้ถูกทับถมอยู่ใต้กองอิฐแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี

ตอนที่พวกเขาย้ายออกไป ครอบครัวป้าหวังแอบย้ายเข้ามาอยู่แทนเพื่อหวังจะได้พึ่งใบบุญรับโชคลาภต่อจากเขา

ซูชิงรู้เรื่องนี้ดีแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

ทว่าไม่ไกลออกไปนัก หมูป่าภูผาศิลาตัวหนึ่งกำลังสวาปามร่างของคนในครอบครัวป้าหวัง เลือดสดๆ ไหลอาบเต็มปากมัน

แม้แต่หลานชายตัวน้อยวัยห้าหกขวบของป้าหวังก็ยังถูกกัดจนร่างแหว่งวิ่น โดนมันใช้จมูกดุนจนสภาพดูไม่ได้

"ไอ้เดรัจฉานเอ๊ย!"

"ตายซะเถอะ!"

ภาพที่เห็นทำให้เพลิงโทสะในใจซูชิงลุกโชน

เขาพุ่งทะยานเข้าหาหมูป่าภูผาศิลาทันทีพร้อมกับง้างหมัดเตรียมใช้มวยมังกรคชสารวัชระอีกครั้ง

หมูป่าภูผาศิลารูปร่างใหญ่โตราวกับรถถังหุ้มเกราะ มันพุ่งชนกำแพงจนแหลกละเอียดหมายจะพุ่งเข้าขวิดซูชิง

เศษอิฐเศษหินใต้เท้าถูกมันเหยียบจนแหลกเป็นผุยผง ฝีเท้าอันหนักหน่วงสับรัวบนพื้นจนฝุ่นตลบอบอวล

"วิชามวยมังกรคชสารวัชระ!"

ซูชิงอาศัยความเร็วที่เหนือกว่ากลายร่างเป็นเส้นแสงสีทองหลบหลีกการพุ่งชนของมันได้อย่างฉิวเฉียด

ก่อนจะซัดหมัดเข้าใส่หน้าท้องของหมูป่าภูผาศิลาอย่างจังจนทะลุเป็นรูโหว่

แรงสะท้อนกลับทำให้กระดูกมือของซูชิงลั่นกรอบ เลือดสดๆ ไหลอาบกำปั้น ทว่าเขาหาได้สนใจไม่

หมูป่าตัวนี้มีพลังระดับทหารขั้นกลาง ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงมาเจอเข้าก็ยังต้องหืดขึ้นคอ

"วิชามวยมังกรคชสารวัชระ!"

"วิชามวยมังกรคชสารวัชระ!"

"..."

ในเมื่อไม่มีดาบเหล็กหลัวมู่ ซูชิงก็ประเคนหมัดเข้าใส่ไม่ยั้งจนร่างของหมูป่าภูผาศิลาแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี!

ร่างอันมหึมาของมันล้มตึงจมกองเลือดและสิ้นลมหายใจไปในที่สุด

ตามเนื้อตัวของซูชิงเต็มไปด้วยคราบเลือดเกรอะกรัง

เขาไม่สนสภาพตัวเอง พุ่งทะยานออกไปล่าสัตว์อสูรตัวอื่นต่อทันที

ขอเพียงเขาฆ่ามันได้เพิ่มอีกหนึ่งตัว ก็จะช่วยรักษาชีวิตคนไว้ได้อีกหลายคน

วินาทีนี้ซูชิงในย่านสลัมดูดุดันและบ้าคลั่งยิ่งกว่าสัตว์อสูรเสียอีก

ตัวไหนโผล่มาเป็นต้องโดนซัดจนร่างกระจุย!

เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน เขาก็จัดการสัตว์อสูรไปได้สิบกว่าตัวแล้ว

เมื่ออู่หงจัดการส่งตัวป้าเสิ่นให้เจ้าหน้าที่เสร็จ เขาก็ออกเดินสายล่าสัตว์อสูรในละแวกนี้บ้าง

ทว่ากลับไม่พบสัตว์อสูรเลยแม้แต่เงา

มีแต่ซากศพสัตว์อสูรที่โดนทุบจนแหลกเหลวกองอยู่บนพื้นประปราย

"ซูชิง... ไอ้เด็กนี่มันเก่งกาจถึงขั้นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!"

"กวาดล้างสัตว์อสูรแถวนี้ซะเหี้ยนเลยเหรอเนี่ย! ฉันเดินหาตั้งนานไม่เจอสักตัว นี่มันสัตว์อสูรในร่างมนุษย์ชัดๆ!"

อู่หงยกมือเกาหัวแกรกๆ

ในใจทั้งรู้สึกภูมิใจและทึ่งจนแทบไม่อยากเชื่อสายตา

นี่ขนาดซูชิงยังไม่ได้ใส่ชุดปฏิบัติการรบหรือใช้ดาบเหล็กหลัวมู่นะ ยังร้ายกาจถึงเพียงนี้

ถ้าหมอนี่จัดเต็มสวมอาวุธครบมือเมื่อไหร่ ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเก่งกาจทะลุฟ้าขนาดไหน

เมื่อเคลียร์พื้นที่แถวนี้จนสะอาด ซูชิงก็มุ่งหน้าไปยังเขตอื่นเพื่อล่าสัตว์อสูรต่อ

ตลอดเส้นทางเขาพบเห็นซากศพมากมาย ส่วนใหญ่เป็นศพคนเฒ่าคนแก่และเด็กเล็ก

โชคดีที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ต้องออกไปทำงานงกๆ แม้แต่ในช่วงปิดเทอมหน้าร้อน จึงรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้อย่างหวุดหวิด

ทว่าเด็กนักเรียนที่กำลังนอนตีพุงดูทีวีอยู่บ้านอย่างมีความสุขในช่วงปิดเทอมกลับต้องมารับเคราะห์ตกเป็นเหยื่ออันโอชะของสัตว์อสูร!

"ไอ้พวกเดรัจฉาน!"

"พวกแกต้องตายให้หมด!"

ยิ่งฆ่าซูชิงก็ยิ่งตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น เขาพบเห็นโศกนาฏกรรมที่ชวนให้หดหู่ใจมากเกินไปแล้ว

เด็กประถม เด็กมัธยมต้น ที่กำลังนั่งดูการ์ตูนหัวเราะคิกคักอยู่หน้าทีวี

กลับต้องมาถูกสัตว์อสูรพังประตูเข้ามากัดกินอย่างเหี้ยมโหด

ไม่อยากจะคิดเลยว่าก่อนตายพวกเขาจะต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและสิ้นหวังมากแค่ไหน

นอกจากสัตว์อสูรแล้ว ซูชิงยังพบเห็นผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ ที่แห่กันมาสมทบเพื่อปราบปรามสัตว์อสูรด้วย

ทว่าประสิทธิภาพในการล่าของพวกเขากลับเทียบซูชิงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

บางครั้งยังต้องรุมกันหลายคนถึงจะล้มสัตว์อสูรได้สักตัว

ที่ลานกว้างของอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง ผู้ฝึกยุทธ์ระดับกลางสองคนกำลังรับมือกับสัตว์อสูรระดับกลางอย่างยากลำบาก

มันคือหมูป่าภูผาศิลาที่หนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า ทำให้ทั้งสองคนตกที่นั่งลำบาก

หนึ่งในนั้นเพิ่งโดนเขี้ยวของมันตวัดบาดเข้าที่ท้องจนเลือดไหลอาบ

"เอาไงดี พวกเราสองคนสู้มันไม่ไหวหรอก ถอยก่อนดีไหม!"

ผู้ฝึกยุทธ์อีกคนหันไปถามเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บ

หากยังขืนยื้อต่อไปมีหวังได้ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่แน่

"ถอยเถอะ! ลำพังกำลังคนรับมือหมูป่าภูผาศิลาไม่ไหวหรอก!" ผู้ฝึกยุทธ์ที่บาดเจ็บหน้าซีดเผือด กัดฟันตอบ

เขาต้องรีบไปทำแผลด่วน แผลที่ท้องกว้างเท่าปากชามจนแทบจะเห็นไส้ไหลออกมากองอยู่แล้ว

เมื่อตกลงกันได้ ทั้งสองก็เตรียมสบโอกาสหนีทันที

ทว่าในจังหวะนั้นเอง

จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งพรวดออกมาราวกับพายุ เคลื่อนไหวรวดเร็วดุจเส้นแสงสีทอง

"เปรี้ยง!"

เงาร่างนั้นพุ่งเข้าประชิดแล้วซัดหมัดเข้าใส่ร่างหมูป่าภูผาศิลาอย่างจัง

แรงหมัดทะลวงทะลุหน้าท้องของหมูป่าภูผาศิลาตัวที่ผู้ฝึกยุทธ์สองคนทำอะไรมันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

เลือดสาดกระเซ็นไหลทะลักราวกับท่อน้ำแตก

ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสองคนยืนเบิกตาค้างอ้าปากค้างกับภาพตรงหน้า

"เปรี้ยง!"

เงาร่างนั้นรัวหมัดเข้าใส่อีกหลายที

ร่างของหมูป่าภูผาศิลาก็แหลกเหลวเป็นชิ้นๆ ล้มลงจมกองเลือดและขาดใจตายคาที่

คนผู้นั้นไม่พูดพร่ำทำเพลง หันหลังเดินจากไปทันที ทิ้งให้ชายสองคนยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก

"เชี่ยเอ๊ย... นั่นใครวะน่ะ! โคตรเจ๋งเลย!"

"ทุบหมูป่าภูผาศิลาตายคาที่ด้วยหมัดเปล่าๆ หรือว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง!"

ผู้ฝึกยุทธ์ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงไม่อยากเชื่อสายตา

"ไม่ใช่... นั่นมันซูชิง ผู้สอบได้อันดับหนึ่งของเมืองเราไง! เขาเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับกลางเองนะ!"

"ไม่นึกเลยว่าจะเก่งบรรลัยขนาดนี้! ลำพังหมอนั่นคนเดียวน่าจะอัดพวกเราสองคนร่วงสบายๆ เลย!"

ผู้ฝึกยุทธ์ที่ได้รับบาดเจ็บจำแผ่นหลังนั้นได้แม่นยำ นั่นคือซูชิงที่เพิ่งวิ่งผ่านมาทางนี้นั่นเอง

เขาเองก็ช็อกไม่แพ้กัน ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ พึมพำกับตัวเอง

หมูป่าภูผาศิลาที่พวกเขาสองคนรวมหัวกันยังเอาไม่อยู่

กลับถูกซูชิงเดินผ่านมาซัดหมัดใส่ไม่กี่ทีก็ดับอนาถ แข็งแกร่งเกินเบอร์ไปมากจริงๆ!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 101 - ความจริงอันโหดร้ายกับสัตว์อสูรในร่างมนุษย์

คัดลอกลิงก์แล้ว