เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 680 สภาพร้านหลักสิบแต่การจัดจานหลักพัน

บทที่ 680 สภาพร้านหลักสิบแต่การจัดจานหลักพัน

บทที่ 680 สภาพร้านหลักสิบแต่การจัดจานหลักพัน


เหมยซิ่วกับเหยียนเกอเดินตามซุนเป่ากั๋วเข้าไปในห้องแถวข้าง ๆ ฝั่งนี้คนก็เกือบเต็มแล้วเหมือนกัน โต๊ะของพวกเขาอยู่ด้านในสุด ด้านข้างมีโต๊ะกลมสองตัววางอยู่ บนโต๊ะมีกระจกหมุนได้ ดูแตกต่างจากโต๊ะแปดเซียนในร้านอย่างเห็นได้ชัด

โต๊ะกลมตัวหนึ่งมีคนนั่งเต็มแล้ว ส่วนอีกตัวยังว่างอยู่ แต่มีป้าย ‘จองแล้ว’ วางไว้

“นั่นโต๊ะจัดเลี้ยงเหรอ?” เหมยซิ่วกระซิบถาม

ซุนเป่ากั๋วรินน้ำชาให้ทั้งสองคน กระซิบตอบ “ครับ สองโต๊ะนี้เป็นโต๊ะจัดเลี้ยง โต๊ะนี้ว่าที่ลูกเขยเลี้ยงว่าที่พ่อตา ส่วนโต๊ะข้าง ๆ น่าจะรับรองคู่ค้า ผมลองถามดูคร่าว ๆ ครับ”

“เมื่อหลายวันก่อน โรงงานทอผ้าก็รับรองผู้นำระดับมณฑลกับแขกต่างชาติที่สองโต๊ะนี้เหรอ?” เหมยซิ่วเลิกคิ้วเรียวสวย กวาดตามองร้านที่พื้นเป็นปูนเปลือย กำแพงทาสีขาวโพลน ไม่มีแม้แต่ฝ้าเพดาน มีสายไฟสองเส้นพาดผ่านเหนือหัว ห้อยหลอดไส้แปดดวง และมีโต๊ะวางอยู่สิบสี่ตัว

แล้วห้องวีไอพีชมวิวแม่น้ำสุดหรูที่เธอทุ่มทุนตกแต่งไปตั้งสามพันหกมันคืออะไรล่ะ?

แชนเดอเลียร์คริสตัลในห้องวีไอพีนั่นส่งตรงมาจากเซี่ยงไฮ้เลยนะ หมดไปตั้งพันสอง!

“ครับ” ซุนเป่ากั๋วพยักหน้าอย่างมั่นใจ

“ถ้าอย่างนั้น ร้านนี้ก็ต้องมีดีอะไรสักอย่างแน่ ๆ” เหมยซิ่วพยักหน้าเล็กน้อย ซุนเป่ากั๋วเป็นคนจัดซื้อวัตถุดิบของว่านซิ่ว มนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม ข่าวที่เขาสืบมามักจะเชื่อถือได้เสมอ

เหยียนเกอพูดขึ้นว่า “ราคาอาหารบนเมนูไม่ถูกเลยนะ พอ ๆ กับร้านอาหารเสฉวนในเมืองเจียโจวเลย การที่มีคนงานมากินเยอะขนาดนี้หลังเลิกงาน แสดงว่าอาหารต้องอร่อยแน่ ๆ”

“พวกคุณสั่งเป็ดรมควันใบชาไว้ตัวนึง จะสั่งเพิ่มอีกสองอย่างไหมคะ จะให้เริ่มเสิร์ฟเลยไหม?” จ้าวเถี่ยอิงเดินยิ้มเข้ามา ถามทั้งสามคน สายตาหยุดอยู่ที่เหมยซิ่ว

ผู้หญิงคนนี้ใส่เสื้อหนังสีดำ สวมหมวก ดูสง่างามมาก ดูมีมาดนางพญาที่ควบคุมได้ทุกอย่าง

“ขอฉันดูเมนูหน่อย” เหมยซิ่วหันไปมองป้ายเมนูที่ติดอยู่บนกำแพงข้าง ๆ

เพราะกลัวว่าลูกค้าที่นั่งฝั่งห้องแถวใหม่จะสั่งอาหารไม่สะดวก โจวเยี่ยนเลยทำป้ายเมนูอีกแผ่นมาติดไว้ฝั่งนี้ ทำป้ายไม้เล็ก ๆ แบบเดียวกันมาแขวนไว้

เหยียนเกอก็มองไปที่เมนูอย่างตั้งใจเช่นกัน

อาหารจานเย็นส่วนใหญ่เป็นพะโล้ อาหารประเภทต้ม/ตุ๋นมีสองสามอย่าง อาหารประเภทนึ่งมีสองสามอย่าง ส่วนใหญ่เป็นอาหารพื้นบ้านอย่างหมูสองไฟ หมูเส้นกลิ่นปลา ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดง

“เนื้อเงาโคมไฟ?!” สายตาของเหมยซิ่วหยุดอยู่ที่ป้ายแรกในหมวดอาหารจานเย็น สีหน้าประหลาดใจ

“มีเนื้อเงาโคมไฟด้วยเหรอ?” เหยียนเกอก็ตกใจไม่แพ้กัน ร้านซอมซ่อแค่นี้ทำเป็ดรมควันใบชาได้ก็ทำเขาอึ้งพอแล้ว นี่ยังมีเนื้อเงาโคมไฟอีกเรอะ?

สำหรับร้านซอมซ่อแบบนี้ มันไม่เกินเบอร์ไปหน่อยเหรอ?

“ใช่ค่ะ นี่เป็นอาหารจานเย็นเมนูใหม่ของร้านเรา กรอบอร่อย รสชาติเด็ดมากเลยนะคะ” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพยักหน้า

“งั้นเอาเนื้อเงาโคมไฟที่นึง” เหมยซิ่วพูด สายตาไล่ดูลงมา สั่งสาลี่ยัดไส้แปดเซียนอีกที่ แล้วหันไปบอก “เหยียนเกอ คุณสั่งสักสองอย่างสิ”

เหยียนเกอพยักหน้า สั่งหมูเส้นกลิ่นปลากับปลาไนผัดโหระพา

สองเมนูนี้ก็เป็นเมนูขายดีของภัตตาคารว่านซิ่วเหมือนกัน โดยเฉพาะหมูเส้นกลิ่นปลา ซึ่งเป็นเมนูถนัดของเขา รสชาติเค็ม หอม เปรี้ยว หวาน ถูกปากนักชิมทีเดียว

“ได้ค่ะ สามคนกินแค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว เดี๋ยวจะเริ่มทยอยยกขึ้นโต๊ะให้นะคะ” จ้าวเถี่ยอิงจดเมนูอย่างรวดเร็ว แล้วหันไปรับออเดอร์โต๊ะต่อไป

“โต๊ะจีนโต๊ะละสี่สิบหยวนเลยเหรอ? แพงขนาดนี้เชียว?! ทำไมไม่ไปกินร้านอาหารของรัฐล่ะ? โต๊ะจีนร้านอาหารของรัฐแค่สามสิบหยวนเอง แถมมีห้องส่วนตัวให้นั่งด้วย” โต๊ะข้าง ๆ จางเจี้ยนกั๋วว่าที่พ่อตาที่หม่าฝูเฉวียนเชิญมาวันนี้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเจือความไม่พอใจ

“นั่นสิ กินโต๊ะจีนแพงขนาดนี้ แต่เบียดกันเป็นปลากระป๋อง เหมือนมากินข้าวโรงอาหารเลย” เฉินเสี่ยวเหมยว่าที่แม่ยายพยักหน้าเห็นด้วย ไม่ค่อยพอใจเหมือนกัน

เหมยซิ่วกับเหยียนเกอสบตากัน รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า

ใช่ไหมล่ะ นี่แหละคือความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของประชาชน!

ภัตตาคารว่านซิ่วลงทุนไปเป็นล้าน ทุ่มเงินสร้างห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่กับห้องวีไอพีสุดหรู ก็เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่สมเกียรติให้กับลูกค้านี่แหละ

พ่อหนุ่มคนนี้จัดการเรื่องไม่ค่อยเข้าท่าเลย เลี้ยงว่าที่พ่อตาแม่ตาทั้งที รสชาติอาหารน่ะเรื่องรอง หน้าตาต่างหากที่สำคัญ

หม่าฝูเฉวียนไม่ร้อนรน อธิบายว่า “คุณอา คุณน้าครับ อย่าเห็นว่าบรรยากาศร้านนี้สู้ร้านอาหารของรัฐไม่ได้นะครับ แต่อาหารรสชาติเด็ดดวงมากเลยนะ เมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้อำนวยการโรงงานเรายังมารับรองแขกต่างชาติกับผู้นำระดับมณฑลที่นี่เลย นั่งโต๊ะเดียวกับที่เรานั่งวันนี้แหละครับ กินกันอย่างเอร็ดอร่อยเลย”

“จริงเหรอเนี่ย? โรงงานทอผ้าของพวกนายมารับรองแขกที่ร้านอาหารแบบนี้เนี่ยนะ?” จางเจี้ยนกั๋วไม่ค่อยเชื่อ “โรงงานผ้าไหมแห่งที่สองของเราอย่างแย่สุดก็ไปจัดเลี้ยงที่ร้านอาหารของรัฐในซูจี บางทีก็เข้าไปจัดในเจียโจวด้วยซ้ำ เมื่อไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งไปจัดรับรองที่ภัตตาคารว่านซิ่วที่เพิ่งเปิดใหม่ ฉันเป็นฝ่ายการเงิน ฉันรู้ดี โต๊ะจีนโต๊ะละห้าสิบหยวนเลยนะ ลูกค้าก็พอใจมาก”

“โรงงานผ้าไหมแห่งที่สองเหรอ? มีเรื่องแบบนี้จริง ๆ ด้วย” เหมยซิ่วพยักหน้าเล็กน้อย โต๊ะจีนสองโต๊ะเมื่อคืนวานซืน เธอจำได้

“ดูออกเลยว่าลูกค้าค่อนข้างพอใจพวกเรานะ” เหยียนเกอก็แอบภูมิใจนิด ๆ ในฐานะหัวหน้าพ่อครัว ชมร้านก็เหมือนชมเขานั่นแหละ

หม่าฝูเฉวียนหัวเราะหึ ๆ “ภัตตาคารว่านซิ่วน่ะเหรอ? ผมว่ายังห่างชั้นนะ วันที่ผู้นำระดับมณฑลกับแขกต่างชาติมากินข้าว ผมก็นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ นี่แหละ ได้ยินพวกเขาบอกว่าอาหารร้านโจวเอ้อร์หวาอร่อยกว่าภัตตาคารว่านซิ่วอีก โดยเฉพาะเป็ดรมควันใบชา ทำอร่อยกว่าร้านหรงเล่อหยวนซะอีก!

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงปลาไนผัดแห้งเมนูระดับตำนาน ภัตตาคารว่านซิ่วทำมาขึ้นโต๊ะได้รึเปล่าล่ะ? พ่อครัวที่ออกมาจากร้านหรงเล่อหยวน แค่เป็ดรมควันใบชายังทำไม่ค่อยเป็นเลย”

เหมยซิ่วหุบยิ้มทันที

“ไอ้เด็กนี่พูดพล่อย ๆ อะไรวะ?!” เหยียนเกอเริ่มโมโห กำหมัดแน่นอย่างอดไม่ได้

“หัวหน้าพ่อครัวเหยียน ใจเย็น ๆ ครับ นี่ร้านคนอื่นเขานะ” ซุนเป่ากั๋วรีบดึงเขาไว้ กระซิบเตือน

“จริงเหรอ?” จางเจี้ยนกั๋วกับเฉินเสี่ยวเหมยยังครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย

“เถ้าแก่เฉิน หัวหน้าหวัง คืนนี้เรากินกันที่นี่แหละครับ คราวก่อนที่ผู้นำระดับมณฑลลงมา ก็มากินข้าวที่นี่แหละ” เสียงดังมาจากหน้าร้าน ชายหัวล้านตรงกลางยิ้มร่าพากลุ่มคนเดินเข้ามา มุ่งหน้ามาที่โต๊ะกลมด้านในสุด

“ผะ ผู้อำนวยการ?” จางเจี้ยนกั๋วกับเฉินเสี่ยวเหมยลุกขึ้นยืน มองชายหัวล้านตรงกลางที่เดินเข้ามาแล้วเอ่ยทัก

“เหล่าจาง เหล่าเฉิน สองผัวเมียก็มากินข้าวที่นี่เหมือนกันเหรอ? ตาถึงเหมือนกันนะเนี่ย” ชายหัวล้านตรงกลางมองทั้งสองคนแล้วพูดกลั้วหัวเราะ “ฉันพาคู่ค้ากับท่านผู้นำมากินข้าวน่ะ”

จางเจี้ยนกั๋วยิ้มประจบ “อ๋อ พอดีเสี่ยวหม่าแฟนของซิ่วฉินลูกสาวเรา เชิญพวกเรามากินข้าวน่ะครับ หลังปีใหม่ก็จะแต่งงานกันแล้ว ก็เลยนัดสองครอบครัวมาเจอกัน กินข้าวด้วยกันก่อนปีใหม่ครับ”

“อืม เสี่ยวหม่าหน้าตาซื่อตรงดีนะ ถึงเวลาแต่งงานอย่าลืมชวนฉันล่ะ ซิ่วฉินฉันก็เห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ” ผู้อำนวยการโรงงานพยักหน้ายิ้ม

“ได้ครับ ถึงตอนนั้นต้องเชิญท่านผู้อำนวยการขึ้นไปกล่าวอะไรสักสองสามประโยคด้วยนะครับ” จางเจี้ยนกั๋วรีบพยักหน้ายิ้ม

“ได้ งั้นพวกเธอกินกันไปก่อนนะ ฉันพาท่านผู้นำไปนั่งก่อน” ผู้อำนวยการโรงงานพูด แล้วพาทุกคนไปนั่งที่โต๊ะ

สีหน้าของจางเจี้ยนกั๋วกับเฉินเสี่ยวเหมยเปลี่ยนไปทันที

“เสี่ยวหม่า เลือกร้านได้ดีจริง ๆ ตาถึง! ต้องบรรยากาศดีกว่าภัตตาคารว่านซิ่วแน่ ๆ ท่านผู้อำนวยการถึงได้พาทุกคนมาที่นี่” จางเจี้ยนกั๋วพูดด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า

เฉินเสี่ยวเหมยก็เสริมว่า “ฝูเฉวียน ลูกพูดถูกแล้ว เมื่อกี้น้าพูดจาเสียงดังไปหน่อย อย่าถือสาเลยนะ”

เหมยซิ่ว: “…”

เหยียนเกอ: “…”

เดี๋ยวสิ เมื่อกี้คุณไม่ได้พูดแบบนี้นี่นา!

เหมยซิ่วมองโต๊ะจัดเลี้ยงที่เพิ่งนั่งลง ดึงหมวกให้ต่ำลงอีกนิด ผู้อำนวยการเฝิงของโรงงานผ้าไหมแห่งที่สอง เธอจำได้ เมื่อวานซืนเธอยังไปชนแก้วด้วยอยู่เลย หัวล้านตรงกลางเป็นประกายเงางามชวนให้จดจำยิ่งนัก

ผู้อำนวยการเฝิงมาเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะ ดูจากการแต่งตัวของคนโต๊ะนี้ ครึ่งหนึ่งเป็นผู้นำ อีกครึ่งเป็นคู่ค้า ดูแล้วน่าจะเป็นงานเลี้ยงรับรองที่ค่อนข้างสำคัญทีเดียว

โรงงานผ้าไหมแห่งที่สองถ่อมาจัดงานเลี้ยงถึงหน้าโรงงานทอผ้าเจียโจว นั่งกินข้าวท่ามกลางคนงานโรงงานทอผ้า ดูยังไงก็แปลกพิลึก

ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวานี่มันมีมนต์เสน่ห์อะไรนักหนาเนี่ย?

เหมยซิ่วคิดยังไงก็คิดไม่ออก

เหยียนเกอก็คิดไม่ออกเหมือนกัน แต่หมัดที่กำแน่นเริ่มคลายออกแล้ว ผู้อำนวยการโรงงานผ้าไหมแห่งที่สองพาผู้นำกับลูกค้ามากินข้าว แสดงว่าที่ไอ้หมอนั่นพูดอาจจะเป็นความจริงก็ได้

“ผมได้ยินหัวหน้าเจียงบอกว่า เป็ดรมควันใบชาร้านโจวเอ้อร์หวานี่อร่อยเด็ดนัก เมนูอื่นก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ไม่น้อยหน้าร้านอาหารใหญ่ ๆ ในเฉิงตูเลย ผมเลยให้ผู้อำนวยการเฝิงย้ายที่กินข้าวจากร้านอาหารของรัฐมาที่ร้านโจวเอ้อร์หวานี่แหละ” หัวหน้าหวังพูดกลั้วหัวเราะ “ทุกท่านจะไปโทษผู้อำนวยการเฝิงว่ารับรองไม่ดีไม่ได้นะครับ นี่ความคิดผมเอง”

“ร้านที่หัวหน้าเจียงยังออกปากชม รสชาติก็ต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว พวกเราก็อยากลองชิมเหมือนกันครับ” ทุกคนพูดกลั้วหัวเราะ

ระหว่างที่ทุกคนกำลังคุยกัน อาหารจานเย็นก็เริ่มมาเสิร์ฟ

แขกโต๊ะหม่าฝูเฉวียนก็มากันครบแล้ว เริ่มเรียกพนักงานให้เสิร์ฟอาหารเหมือนกัน

เหมยซิ่วกับเหยียนเกอชะเง้อคอมอง อาหารจานเย็นหกอย่าง ส่วนใหญ่เป็นพะโล้ เสิร์ฟในจานกระเบื้องสีขาวแบบเดียวกันหมด จัดจานอย่างประณีต แต่ละจานยังตกแต่งด้วยดอกไม้เล็ก ๆ

เนื้อวัวพะโล้ หัวหมูพะโล้ หูหมูและจมูกหมูพะโล้ ผักพะโล้ ไก่แช่เหล้าซอสพริกแดง แถมด้วยเนื้อเงาโคมไฟ พอเอาไปวางบนกระจกหมุนได้ จัดคู่กันออกมาแล้วดูสวยงามมาก

เหมยซิ่วกับเหยียนเกอเบิกตากว้างขึ้น การจัดจานระดับนี้ มันควรจะมาโผล่ในร้านอาหารชนบทเล็ก ๆ แบบนี้เหรอ?

โต๊ะจีนราคาห้าสิบหยวนของร้านพวกเขา อาหารจานเย็นยังไม่มีแกะสลักตกแต่งเลย มีแค่ใบไม้เล็ก ๆ ประดับไว้สองสามใบเท่านั้นเอง

ไม่เพียงแต่จัดจานสวยนะ ดูแล้วยังน่ากินอีกต่างหาก!

ไก่แช่เหล้าชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมันพริกสีแดง มีงาโรยประดับอยู่ประปราย เนื้อวัวพะโล้สีน้ำตาลแดง เส้นเอ็นราวกับลวดลายอำพัน โดยเฉพาะเนื้อเงาโคมไฟนั่น บางเฉียบราวกับกระดาษ เปล่งประกายสีแดงมันวาว ซ้อนทับกันจนแสงส่องผ่านได้

“โห! ร้านนี้ดูเก่าและเล็ก แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะทำอาหารออกมาได้สวยน่ากินขนาดนี้!”

“ประณีตสุด ๆ ไปเลย! การจัดจานแบบนี้ พ่อครัวต้องมาจากร้านอาหารใหญ่ ๆ แน่เลยใช่ไหม?”

แขกโต๊ะผู้อำนวยการเฝิงอุทานด้วยความประหลาดใจ

ถ้าเป็นห้องวีไอพีสุดหรูของภัตตาคารว่านซิ่วเสิร์ฟอาหารแบบนี้ ทุกคนก็คงคิดว่าเป็นเรื่องปกติ

แต่พอมานั่งในร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งนี้ รอบตัวมีแต่พนักงานโรงงานทอผ้าสวมชุดช่าง แล้วมีอาหารจานเย็นจัดจานอย่างประณีตหกอย่างมาเสิร์ฟ มันทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจจริง ๆ

จบบทที่ บทที่ 680 สภาพร้านหลักสิบแต่การจัดจานหลักพัน

คัดลอกลิงก์แล้ว