- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 104 อานุภาพขอบเขตตำหนักม่วง
บทที่ 104 อานุภาพขอบเขตตำหนักม่วง
บทที่ 104 อานุภาพขอบเขตตำหนักม่วง
ไม่มีการต่อสู้ดุเดือด ไม่มีการประลองที่สะเทือนฟ้าดิน
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐาน การจัดการขอบเขตกลั่นลมปราณ แม้จะเป็นระดับสมบูรณ์ ก็ยังง่ายเหมือนหยิบของในถุง
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการให้หลินเหยียนเฟิง 'สมัครใจ' สร้างรากฐาน ทะลวงด่านด้วยตัวเอง แต่จะฆ่าให้ตายเฉยๆ เรื่องราวคงไม่ต้องยุ่งยากขนาดนี้
รากฐานเซียนของนักพรตกระดูกทำงาน เริ่มจากกดดันกายเนื้อและพลังวิเศษ จนถึงตอนนี้กดดันจิตวิญญาณ ฤทธิ์เดชของรากฐานเซียนก็สำแดงผล
ผลที่ตามมา เหมือนประทับคำสั่งที่มาจากก้นบึ้งหัวใจลงในแก่นแท้วิญญาณโดยตรง!
ฤกษ์งามยามดีมาถึง เหมาะแก่การทะลวงด่าน
วันนี้ต้องสร้างรากฐาน เพิ่มโอกาสสำเร็จ!
อดีตผู้ดูแลตระกูลซ่งอาจทะลวงด่านล้มเหลวและตายไป ถ้าต้องรอคนต่อไป ยาควบแน่นรากฐานคงมาไม่ถึงมือ!
ต่อให้สำเร็จ ก็ไม่แน่ว่าจะมีส่วนของตัวเอง!
ทั้งสองทางเป็นไปไม่ได้ ยิ่งอายุมากขึ้น เลือดลมเสื่อมถอย โอกาสสำเร็จหนึ่งส่วนครึ่งจะลดลง สู้ฉวยโอกาสฤกษ์ดีตอนนี้ทะลวงด่านดีกว่า!
ความคิดนี้แฝงเจตจำนงเด็ดขาดที่ไม่อาจปฏิเสธ ครอบงำ บิดเบือน และแทนที่ความคิด ความกังวล และแผนการทั้งหมดของหลินเหยียนเฟิงในพริบตา
มันถูกปลอมแปลงอย่างแนบเนียนว่าเป็น "ปัญญาญาณ" หรือ "การรู้แจ้งลิขิตสวรรค์" ของหลินเหยียนเฟิงเอง ดูเป็นธรรมชาติและสมเหตุสมผล ราวกับโอกาสสร้างรากฐานที่รอคอยมานาน จู่ๆ ก็มาถึงโดยไม่มีสัญญาณเตือน
ความรู้สึกสยองขวัญและการดิ้นรนในแววตาหลินเหยียนเฟิง เป็นเหมือนเกล็ดหิมะในน้ำเดือด หายไปในชั่วพริบตา
แทนที่ด้วยความคลุ้มคลั่ง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นและรู้แจ้ง ราวกับเมฆหมอกจางหาย เห็นแสงสว่าง!
เขาสูดหายใจลึก ใบหน้าซีดเซียวจากความกลัวเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อด้วยความฮึกเหิม แววตาเป็นประกายร้อนแรง เสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น แต่แฝงการตัดสินใจเด็ดขาด
"ปู่ทวดรู้สึกบางอย่าง ลิขิตสวรรค์มาถึงแล้ว! ฤกษ์ดีสร้างรากฐาน... คือเดี๋ยวนี้!"
คำพูดนี้เหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ทำเอาสามคนในป้อมบัญชาการอ้าปากค้าง!
นายรองสกุลหลิน นายสามสกุลหลิน และหลินซูหงต่างแข็งทื่อด้วยความตกตะลึงและงุนงง!
"ท่านปู่ทวด?! ท่าน... ท่านพูดอะไรนะเจ้าคะ?"
หลินซูหงอุทาน นึกว่าตัวเองหูฝาด
เมื่อกี้ท่านปู่ทวดยังยืนกรานว่าจะไม่สร้างรากฐาน จะรอตระกูลซ่ง รอยาควบแน่นรากฐาน จะประจำการที่ด่านช่องเขาคมมีดให้พวกเราฝึกฝน แล้วทำไมจู่ๆ ถึง...
ฤกษ์ดีมาถึงแล้ว?
นายสามสกุลหลินก็ตกใจสุดขีด รีบพูด
"ท่านพ่อ! คลื่นสัตว์อสูรยังไม่ถอย เมื่อกี้ท่านก็เสียพลังไปเยอะ! จะสร้างรากฐานตอนนี้ไม่รีบร้อนไปหรือ? คิดให้ดีเถิดขอรับ!"
สัญชาตญาณบอกเขาว่าเรื่องนี้ผิดปกติ ไม่สมเหตุสมผล!
มีแต่นายรองสกุลหลิน!
ในวินาทีที่ลมปราณหลินเหยียนเฟิงชะงัก สายตาเต็มไปด้วยความกลัว จิตสัมผัสอันเฉียบคมขอบเขตกลั่นลมปราณของเขาจับคลื่นความตายเย็นยะเยือกที่แผ่วเบาแต่ทำให้วิญญาณสั่นสะท้านได้!
คลื่นนั้นแวบผ่านเร็วเหมือนภาพลวงตา แต่ระดับความน่ากลัวที่แฝงอยู่ มันเกินจินตนาการของเขา!
จากนั้นท่านพ่อก็เปลี่ยนท่าที ประกาศจะสร้างรากฐานทันที...
แผนร้าย!
กับดัก!
มีคนบงการอยู่เบื้องหลัง!
ความคิดนี้เหมือนงูพิษกัดกินหัวใจ ความหนาวเหน็บพุ่งจากฝ่าเท้าขึ้นสมอง ทำเอาเขาเหมือนตกนรกน้ำแข็ง
เขานึกถึงผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตตำหนักม่วงที่ท่านพ่อมักพูดถึงว่าชอบหนุนหลังบงการ แต่ขอบเขตตำหนักม่วงผู้สูงส่งจะลดตัวลงมาควบคุมบรรพชนขอบเขตกลั่นลมปราณของตระกูลเขาทำไม?!
แต่ไม่ว่าอย่างไร ท่านพ่อต้องถูกตัวตนที่น่ากลัวเกินจินตนาการ ควบคุมจิตใจด้วยวิธีการที่เขาไม่เข้าใจแน่ๆ!
นี่ไม่ใช่ฤกษ์ดีอะไรทั้งนั้น!
นี่มันยันต์สั่งตาย!
ส่งท่านพ่อไปตายชัดๆ!
ท่านพ่อรีรอไม่ยอมสร้างรากฐาน เตรียมการมาสารพัด ตอนนี้ฝืนทำเท่ากับตายเก้าส่วนรอดหนึ่งส่วน!
แถมสภาพร่างกายไม่พร้อม ไม่มีการเตรียมตัว การสร้างรากฐานอย่างเร่งรีบคือตายสถานเดียว!
ริมฝีปากนายรองสกุลหลินสั่นระริก แทบจะหลุดปากห้าม แต่เขากลืนคำพูดลงคอ ความสิ้นหวังที่ลึกกว่าทำให้เขาตาสว่าง!
ห้าม?
จะเอาอะไรไปห้าม?
คนบงการที่สามารถควบคุมตัวตนระดับท่านพ่อได้ในพริบตาโดยไม่มีใครรู้ ระดับพลัง... อย่างน้อยต้องสร้างรากฐาน!
หรือสูงกว่านั้น!
เขาแค่ขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นต้นตัวจ้อย ในสายตาอีกฝ่ายคงไม่ต่างจากมด... ถ้าแสดงท่าทีสงสัย หรือพยายามขัดขวาง วินาทีต่อไปเขาอาจโดนควบคุมเหมือนท่านพ่อ วิญญาณหลุดลอยโดยไม่รู้ตัว!
ท่านพ่อปักใจเชื่อว่าเป็นความรู้สึกของตัวเอง ไม่มีทางเปลี่ยนใจแน่!
ถ้าเขาฝืนห้าม นอกจากจะไร้ประโยชน์ ยังเปิดเผยว่าเขารู้ความผิดปกติ นั่นจะนำหายนะมาสู่ตัวทันที!
แต่ถ้าไม่ห้าม...
เมื่อท่านพ่อเริ่มสร้างรากฐาน ก็ไม่มีทางถอยแล้ว...
สร้างรากฐานมีแค่สำเร็จหรือตาย ไม่มีทางออกอื่น!
ห้ามก็ตาย ไม่ห้ามท่านพ่อก็ตาย และหากท่านพ่อตาย ตระกูลหลินจะสูญเสียเสาหลัก เมื่อเผชิญกับการสร้างรากฐานของตระกูลซ่งและคลื่นสัตว์อสูรที่รุนแรงขึ้น...
ก็ตายสถานเดียวเหมือนกัน!
นี่คือทางตันโดยสมบูรณ์!
ไม่ว่าหลินลี่อวี่จะทำอะไร หรือทำอย่างไร จุดจบมีอย่างเดียว คือตระกูลหลินพินาศ!
หลินลี่อวี่หน้าซีดเป็นกระดาษ ร่างกายสั่นเทาอย่างคุมไม่อยู่
เขามองท่านพ่อที่ประกาศปิดด่านด้วยความตื่นเต้น มองน้องชายและหลานสาวที่งุนงง ความสิ้นหวังที่ทำอะไรไม่ได้ถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์ กลืนกินเขาจนมิด
เขาเหมือนเรือลำน้อยกลางพายุคลั่ง เผชิญหน้ากับเหวลึกดำมืดที่หยั่งไม่ถึงและต้านทานไม่ได้
เขาอ้าปาก สีหน้ากลับมานอบน้อม แต่เค้นเสียงแห้งผากออกมาจากลำคอได้ไม่กี่คำ ที่แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่าไร้สาระสิ้นดี
"ขอ... ขอให้ท่านพ่อ... สำเร็จ... สร้างรากฐาน..."
หลินลี่อวี่ก้มหน้า ไม่กล้าสบตาที่คลุ้มคลั่งตระหนักรู้ของท่านพ่อ และไม่กล้าให้ใครเห็นความกลัวและความสิ้นหวังที่แทบจะล้นออกมาจากดวงตาของเขา
ในใจเหลือเพียงเสียงเย็นชาที่ดังก้อง
จบแล้ว...
ตระกูลหลิน... จบสิ้นแล้ว...
นักพรตกระดูกทำเรื่องทั้งหมดนี้เสร็จ เหลือบมองหลินลี่อวี่ที่เป็นแค่อาหารขอบเขตกลั่นลมปราณอย่างไม่ใส่ใจ แต่กลับไม่พอใจหลินเหยียนเฟิงนิดหน่อย
'ชิ... สมกับเป็นขอบเขตกลั่นลมปราณสมบูรณ์ ความคิดที่ยัดเยียดให้ทำให้โอกาสสำเร็จหายไปสามส่วน จากหนึ่งส่วนครึ่งเหลือแค่หนึ่งส่วนนิดๆ...'
......
ขณะที่วิญญาณแบ่งส่วนของนักพรตกระดูกบ่นอุบเรื่องโอกาสสำเร็จ "หนึ่งส่วนนิดๆ" และถอนตัวกลับเข้าสู่ร่างจางเทียนเหิงอย่างเงียบเชียบ
ห่างจากด่านช่องเขาคมมีดไปหลายหมื่นลี้ ในถ้ำที่เมฆหมอกปกคลุม
ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตตำหนักม่วงสองคนกำลังนั่งจิบชา ตรงหน้ามีกระจกน้ำฉายภาพนักพรตกระดูก
คนหนึ่งสวมชุดคลุมลายเมฆ มีด้ายทองคำดำไหลเวียนในเนื้อผ้า ใบหน้าอบอุ่นอ่อนโยน บุคลิกนุ่มนวลเหมือนแสงเทียน ทำให้คนรู้สึกผ่อนคลายและอยากเข้าใกล้ เขาคือผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตตำหนักม่วงที่มีชื่อเสียงในดินแดนภาคกลางเรื่องมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม สมญา【อินฝู】
อีกคนสวมชุดผ้ากระสอบ หูสองข้างห้อยเครื่องประดับกระดูกน่ากลัวสลักลายโทเท็มเรืองแสง กลิ่นอายดุร้ายลึกลับ โหนกคิ้วสูงบ่งบอกว่าเป็นชาวเผ่าซานเยว่เหมือนนักพรตกระดูก เขาคือผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตตำหนักม่วงธาตุน้ำกุน【ยวนจ้าง】
"หึ"
ผู้บรรลุอินฝูวางถ้วยชาแก้วผลึก ในถ้วยมีไอชาธาตุน้ำกุนเย็นยะเยือกพวยพุ่ง เขาละสายตาจากกระจกน้ำมามองผู้บรรลุยวนจ้าง น้ำเสียงชื่นชมจากใจจริง
"อิทธิฤทธิ์ธาตุน้ำกุนของสหายช่างล้ำลึก เป็นอิทธิฤทธิ์ทางกายแต่แฝงอิทธิฤทธิ์แห่งชะตาชีวิต หาเด็กรุ่นหลังขอบเขตสร้างรากฐานที่รู้ตื้นลึกหนาบางมาช่วยหลอมธงหมื่นวิญญาณ ประหยัดแรงประหยัดเวลา วิธีการยอดเยี่ยมจริงๆ"
เขาดูเหมือนจะรู้เรื่องอิทธิฤทธิ์ธาตุน้ำกุนดี พูดไม่กี่คำก็ชี้จุดสำคัญของอิทธิฤทธิ์ของยวนจ้างได้
การพูดถึงความลับอิทธิฤทธิ์คนอื่นแบบนี้ถือว่ากล้ามาก ถ้าพูดต่อหน้าธารกำนัลคงกลายเป็นศัตรูกัน
แต่ยวนจ้างมีเรื่องต้องขอร้อง อินฝูพูดแบบนี้ไม่ใช่แค่แขวะ แต่แสดงภูมิความรู้ ทำให้คนฟังเกรงขาม
ไอเย็นรอบตัวผู้บรรลุยวนจ้างกระเพื่อมเล็กน้อย เหมือนโดนยกยอจนเกินจริง เขารีบพูด
"สหายอย่าล้อเล่นเลย! ต่อหน้าท่านจะมีใครกล้าพูดเรื่องอิทธิฤทธิ์แห่งชะตาชีวิต? แค่คิด กรรมก็เกิด พันลี้เหมือนมองลายมือ วิชาตื้นเขินของข้าเหมือนแสงหิ่งห้อยแข่งกับแสงจันทร์ แค่เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง"
"ถ้าไม่ได้ผู้บรรลุช่วย ตัวอ่อนวิญญาณของข้าคงหลอมไม่ได้!"
"ทั้งยังเทียบไม่ได้เลยกับวิชาต่อยอดอันล้ำเลิศของท่าน ที่หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งมรรคาไปทั่วหล้า บ่มเพาะยาวิเศษมนุษย์อย่างเงียบเชียบดั่งฝนพรำ? นั่นจึงเป็นความยิ่งใหญ่ที่มีแต่อิทธิฤทธิ์แห่งชะตาชีวิตเท่านั้นที่ทำได้"
เขาหมายถึงวิชาต่อยอดชีวิตของผู้บรรลุอินฝู ที่กระจายเคล็ดวิชาออกไปหลากหลายวิธี รอให้ผู้มีวาสนาฝึกฝน เมื่อรากฐานเซียนเริ่มก่อตัว ก็เหมือนแตงสุกงอมปลิดขั้ว หลอมรากฐานนั้นเป็นยาวิเศษมนุษย์ ช่วยประหยัดเวลาในการฝึกอิทธิฤทธิ์ที่สองของขอบเขตตำหนักม่วงได้มหาศาล วิธีนี้เงื่อนไขยุ่งยาก ถ้าไม่มีอิทธิฤทธิ์แห่งชะตาชีวิตควบคุม อาจโดนคนอื่นชิงไปง่ายๆ แต่ก็แนบเนียนและได้ผลดี เหมือนฝนฤดูใบไม้ผลิหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง สร้างตระกูลได้มากมาย สุดท้ายเก็บเกี่ยวแค่ผลเดียว
ในฐานะคนป่าเผ่าซานเยว่ ยวนจ้างที่ฝากชีวิตไว้กับอิทธิฤทธิ์ พอรู้วิธีนี้ย่อมเหงื่อตก
เรื่องแปลกๆ ที่เคยเจอและไม่เข้าใจก็กระจ่างชัด เพื่อนร่วมรุ่นขอบเขตสร้างรากฐานหรือศัตรูที่หายตัวไปไร้ร่องรอย คงโดนกินไปแล้ว
เมื่อรู้ความจริง เขาก็สยองกับพวกขอบเขตตำหนักม่วงในดินแดนภาคกลางที่อ้างตัวเป็นฝ่ายธรรมะ แต่ทำเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติ
ผู้บรรลุอินฝูดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่จริงๆ จดจ่อฟัง พอได้ยินก็หน้าไม่เปลี่ยนสี แต่ในใจพอใจ
คนป่ายังไงก็เป็นคนป่า เขาพูดแบบนี้เพื่อให้รู้ที่ต่ำที่สูง
แววตาอินฝูฉายความจนใจและเหนื่อยล้า ส่ายหน้าและถอนหายใจ
"เฮ้อ สหายอย่าล้อเลียนเลย วิธีนี้ดูเหมือนเงียบเชียบ แต่ความจริง... ไม่ได้ดั่งใจ พวกเราผู้บำเพ็ญเพียรอิสระไม่มีรากฐานสำนักใหญ่ ไม่มีแดนสุขาวดีคอยหนุน โชคดีก้าวสู่ขอบเขตตำหนักม่วง บรรลุอิทธิฤทธิ์ อยากก้าวหน้าต่อไป ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยขวากหนาม วางหมากมาหกสิบเจ็ดสิบปี หว่านแหไปตามขอบตระกูลต่างๆ เสียแรงกายแรงใจและทรัพยากรไปเท่าไหร่ไม่รู้ ถึงตอนนี้... เพิ่งสัมผัสได้ลางๆ ว่าคนคนนี้ใกล้จะสำเร็จ"
ยวนจ้างพยักหน้าเห็นใจ สุดท้ายเขาเปลี่ยนเรื่อง พูดถึงแผนการของทั้งคู่
"ขอบเขตสร้างรากฐานคนนั้นก็ไม่ได้เรื่อง เผลอนิดเดียวเกือบเสียการใหญ่ ข้าต้องลงมือช่วยแก้ไข สหายทางนั้นก็ใกล้สำเร็จแล้วใช่หรือไม่?"
ผู้บรรลุอินฝูฟังจบก็ยิ้มพยักหน้า "เดิมทีเกือบพลาด แต่ในเมื่อสหายเรียกเจ้าขอบเขตสร้างรากฐานนั่นมาแล้ว ก็คงเป็นวันนี้แหละ"
วิถีธาตุไฟหยินส่องสว่างในที่มืด เน้นการหยั่งรู้อนาคตและโชคลาภ เจอธาตุน้ำกุน ชวด ฉลู จะดี เจอธาตุไฟมะเส็ง มะเมีย และมะแมจะร้าย ถึงได้คบหากับยวนจ้าง
ผู้บรรลุยวนจ้างรู้สึกหนาววาบ ยกถ้วยหยกดื่มรวดเดียว "ไม่นึกว่าหมากตานี้ของข้าจะอยู่ในแผนของสหายด้วย งั้นไปกันเลยไหม?"
"เชิญ"
อินฝูผายมือ รอยยิ้มไม่จางหาย
ในที่สุดก็ถึงถิ่นที่ถนัด ยวนจ้างเลิกถ่อมตัว ก้าวเท้าเข้าสู่ความว่างเปล่า อินฝูตามไปติดๆ
......
ด่านช่องเขาคมมีด
บรรพชนตระกูลหลินเป็นคนพูดจริงทำจริง ปิดด่านเตรียมทะลวงด่านทันที
การเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านไปไม่นาน นายรองสกุลหลินได้เห็นจุดแดงบนขอบฟ้า!
เขาคุ้นเคยกับนิมิตนี้ดี สามปีก่อนเคยเกิดครั้งหนึ่ง
แต่ครั้งนี้ต่างออกไป จุดแดงขยายวงกว้างทันที
ถ้าบอกว่าสามปีก่อนจุดแดงเล็กเหมือนดาวตก ครั้งนี้คือเมฆแดงเต็มฟ้า!
แม้จะอยู่ไกลมาก แต่ก็ใหญ่เท่าเมฆก้อนหนึ่ง!
ความกลัวในใจนายรองสกุลหลินพุ่งสูง บรรพชนปิดด่านสร้างรากฐาน ตระกูลซ่งสร้างรากฐานสำเร็จ สองเรื่องไม่เกี่ยวกัน แต่ดันมาเกิดพร้อมกัน ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตกลั่นลมปราณที่ขึ้นชื่อเรื่องการตัดสินใจและการวางแผนอย่างเขากระวนกระวายใจ
เทียบกับด่านช่องเขาคมมีด เขตตระกูลซ่งเต็มไปด้วยความยินดี เสียงหัวเราะไม่ขาดสาย
ผู้บำเพ็ญเพียรและประชาชนในเขตตระกูลซ่งเห็นนิมิตบนฟ้า สีแดงย้อมฟ้า เมฆเพลิงซ้อนกันเป็นชั้นๆ แทบจะกลืนดวงอาทิตย์!
ยามโหย่วที่ควรจะมืด กลับสว่างจ้าเหมือนกลางวัน แสบตาคนธรรมดาจนต้องร้องโอดโอยเอามือปิดตา แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตปราณครรภ์หลายคนยังน้ำตาไหลพราก ต้องก้มหน้า
*ยามโหย่ว คือ ช่วงเวลา 17:00 – 19:00 น.
มีเพียงขอบเขตกลั่นลมปราณถึงมองฟ้าตรงๆ ได้ พวกเขาพอเดาได้ แต่ไม่มีใครกล้าพูด เหมือนรออะไรบางอย่าง
เมื่อเสียงประกาศดังก้อง ทุกคนถึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
"ตระกูลซ่ง สายรอง ซ่งจื่อเหริน บรรลุขอบเขตสร้างรากฐาน! เพิ่มบรรพชนขอบเขตสร้างรากฐานให้ตระกูลซ่งอีกหนึ่งท่าน! ตระกูลซ่งจะเป็นตระกูลสร้างรากฐานคู่! เลี้ยงฉลองใหญ่สามปี!"
เสียงประกาศดังต่อเนื่องสามรอบ ได้ยินไปทั่วสิบลี้แปดหมู่บ้าน
พร้อมเสียงประกาศ คือฝนถั่วทองถั่วเงิน!
ไม่ต้องสงสัยว่าคนธรรมดาจะแย่งกันขนาดไหน แต่ก็ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตปราณครรภ์หลายคนดูแคลน
แต่สุดท้ายไม่นานพวกเขาก็ร่วมวงด้วย
เพราะมีคนตาดีเห็นว่าในถั่วทองถั่วเงิน มีหินวิญญาณและของวิเศษปนอยู่!
นิมิตเต็มฟ้า ฝนทองเงินโปรยปราย คนธรรมดาและผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำแย่งกันเหมือนหมาแย่งอาหาร
ภาพเหตุการณ์นี้ปลุกความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ในใจผู้คน
ทางด้านเทือกเขาพันปราการ การหลอมธงหมื่นวิญญาณของนักพรตกระดูกก็มาถึงจุดสำคัญ
สระโลหิตเดือดพล่าน ระดับน้ำสีหมึกดำลดลงอย่างเห็นได้ชัด หมอกธาตุน้ำหยินถูกธงหมื่นวิญญาณดูดกลืนอย่างตะกละตะกลามเหมือนปลาวาฬดูดน้ำ ไม่เหลือสักหยด
ธงรองหนึ่งร้อยแปดผืนบนผนังถ้ำสั่นสะเทือนรุนแรง ส่งเสียงหึ่งๆ น่ารำคาญ ภาพสงครามสัตว์อสูรบนหน้าธงบิดเบี้ยวเหมือนผิวน้ำ แตกสลาย กลายเป็นกระแสวิญญาณสีดำหนึ่งร้อยแปดสายที่ควบแน่นเหมือนของแข็ง พุ่งออกจากผนังเหมือนแม่น้ำร้อยสายไหลลงทะเล พุ่งเข้าใส่ธงหลักกลางสระโลหิต
วูบ——
ธงหมื่นวิญญาณหลักส่งเสียงคำรามต่ำเหมือนสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์ตื่นขึ้น หน้าธงขยายใหญ่ขึ้นทันที ยาวหนึ่งวา ลวดลายสีแดงคล้ำบนนั้นขยับเขยื้อนเหมือนสิ่งมีชีวิต
ใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดนับไม่ถ้วนผลุบโผล่บนหน้าธง มันกรีดร้องไร้เสียง นั่นคือวิญญาณและจิตที่ถูกหลอมและกักขังไว้นับหมื่น!
ใบหน้าโหดเหี้ยมของนักพรตกระดูกไม่เหลือเค้าคนป่าเถื่อน มีแต่ความคลุ้มคลั่งและจดจ่อราวกับผู้ศรัทธา
เขารู้ว่าการหลอมธงครั้งนี้ ขาดแค่วิญญาณหลักอีกหนึ่งตนก็จะสำเร็จ!
แม้ขอบเขตสร้างรากฐานธาตุไฟหยินของตระกูลซ่งจะด้อยไปหน่อย แต่ก็ดีกว่าไม่มี!