- หน้าแรก
- ปฐมบทวันสิ้นโลก เริ่มต้นจากฝันร้าย
- บทที่ 910 - ค่ายกลฮวงจุ้ยสุดสยอง
บทที่ 910 - ค่ายกลฮวงจุ้ยสุดสยอง
บทที่ 910 - ค่ายกลฮวงจุ้ยสุดสยอง
บทที่ 910 - ค่ายกลฮวงจุ้ยสุดสยอง
นักพรตจู๋อวิ๋นพูดจาลึกลับซับซ้อน แต่สีหน้ากลับดูจริงจังและเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก
หลินโม่เกิดความสงสัย ทำไมถึงให้คนที่อยู่ในวังเฉียนหลงแห่งนี้รู้ไม่ได้ว่าตัวเองตายไปแล้ว และที่สำคัญ พวกเขาทำไมถึงไม่รู้ตัว?
คนเดียวที่ความรู้สึกช้า ก็ไม่น่าจะใช่ทุกคนหรอกนะที่เป็นแบบนี้
ไม่เข้าใจก็ต้องถาม
นักพรตจู๋อวิ๋นก็ไม่ได้ปิดบังอะไร บอกเหตุผลไปตรงๆ
“คนที่นี่ รวมถึงนางกำนัลและขันที ต่างก็ไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว ยังคิดว่าตัวเองอยู่ในวัง พวกเขาใช้ชีวิตตามความเคยชินเดิมๆ วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า”
หยุดไปครู่หนึ่ง จู่ๆ นักพรตจู๋อวิ๋นก็ถามคำถามอื่นขึ้นมา
ตอนนี้ข้างนอกเป็นราชวงศ์อะไรแล้ว
หลินโม่ยิ้ม แล้วบอกอีกฝ่ายไปว่า สมัยนี้ไม่มีราชวงศ์อะไรแล้ว นั่นมันเรื่องเก่าเก็บไปแล้ว ยุคสมัยของระบอบศักดินาผ่านพ้นไปแล้วไม่หวนกลับ ตอนนี้ทุกคนอยู่ในยุคใหม่ที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลและเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า
แน่นอนว่า เพราะการรุกรานของฝันร้าย สถานการณ์ภายนอกตอนนี้ก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก จะเรียกว่าเป็นยุควันสิ้นโลกก็ไม่เกินจริง
แต่ที่แน่ๆ คือ ห่างจากยุคสมัยที่นักพรตจู๋อวิ๋นคุ้นเคยมาหลายร้อยปีแล้ว
นักพรตจู๋อวิ๋นนับนิ้วคำนวณ แล้วก็ถอนหายใจ
“ข้าถูกขังอยู่ที่นี่ จนลืมวันลืมคืน ลืมกาลเวลาที่ล่วงเลยไป คิดไม่ถึงว่าเผลอแป๊บเดียว จะผ่านไปกว่าสี่ร้อยปีแล้ว เฮ้อ ญาติสนิทมิตรสหาย คงกลายเป็นผุยผงไปหมดแล้วล่ะมั้ง”
นักพรตจู๋อวิ๋นคนนี้ติดอยู่ที่นี่มาสี่ร้อยกว่าปีแล้วเหรอเนี่ย
เก่งกาจจริงๆ
คนอื่นจะเป็นยังไงไม่รู้ แต่ถ้าเป็นตัวหลินโม่เอง อย่าว่าแต่สี่ร้อยกว่าปีเลย แค่สี่ปี หรือสี่เดือน เขาก็คงกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชขั้นรุนแรงไปแล้ว
กลับมาที่คำถามตอนแรก ทำไมถึงให้คนที่นี่รู้ไม่ได้ว่าตัวเองตายไปแล้ว
“สถานที่แห่งนี้ เดิมทีเป็นค่ายกลฮวงจุ้ยที่ยอดคนในยุคก่อนวางเอาไว้ เพื่อสลายไออาฆาตและไอสังหารภายในวังหลวง วิธีนี้ จะช่วยปกป้องราชวงศ์จากการถูกคุกคาม และปกปักรักษาราชบัลลังก์ให้อยู่ยั้งยืนยง เจ้าลองคิดดูสิ หลายร้อยปีที่ผ่านมา ความอยุติธรรมและความไม่เป็นธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวังหลวงแห่งนี้ ก่อให้เกิดความอาฆาตพยาบาทและความเกลียดชังมารวมกันอยู่ที่นี่ นานวันเข้า ไออาฆาตที่สะสมอยู่ที่นี่ก็มีปริมาณมหาศาล ตอนแรกก็เหมือนสระน้ำเล็กๆ นานวันเข้าก็กลายเป็นทะเลสาบ เป็นมหาสมุทร”
“ส่วนคนที่นี่ ทันทีที่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว ไออาฆาตก็จะแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายทันที และกลายเป็นผีร้ายที่ดุร้ายอำมหิตในชั่วพริบตา ต่อให้ฆ่าข้า ก็ง่ายดายเหมือนเชือดไก่เชือดแกะเลยล่ะ”
หลินโม่ตั้งใจฟังจนจบ เขาเข้าใจหลักการแล้ว แต่ยังมีข้อสงสัยเล็กๆ น้อยๆ อยู่
ข้อแรกคือ ทำไมคนที่นี่ถึงไม่รู้ตัวว่าตายไปแล้ว
และอีกข้อหนึ่ง นักพรตจู๋อวิ๋นบอกว่า ถ้าคนพวกนี้รู้ความจริง จะถูกไออาฆาตที่สะสมอยู่ที่นี่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย และกลายเป็นผีร้าย
เรื่องนี้เขาฟังคนอื่นมา หรือว่าเคยเห็นกับตาตัวเอง?
ถามไปตรงๆ เลยดีกว่า ดูสิว่านักพรตจู๋อวิ๋นจะอธิบายยังไง
“ที่นี่มีค่ายกลลวงวิญญาณอยู่ คนที่เข้ามาที่นี่ หากไม่มีวิชาพิเศษในการรักษาสติสัมปชัญญะ ก็จะลืมเรื่องที่ตัวเองตายไปแล้วในทันที ส่วนเรื่องที่กลายเป็นผีร้ายนั้น ข้าย่อมเคยเห็นกับตาตัวเองอยู่แล้ว ถึงได้รู้ยังไงล่ะ”
นักพรตจู๋อวิ๋นเล่าเรื่องราวในอดีตให้หลินโม่ฟัง
นักพรตจากสำนักเร้นลับผู้นี้ก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง ตอนที่ออกธุดงค์มาถึงเมืองเฉียนหลง ก็พบความผิดปกติของที่นี่ จึงสืบเสาะตามเบาะแสเรื่อยมา จนพบกับเมืองเฉียนหลงที่แปลกประหลาดแห่งนี้
เพียงแต่สถานที่แห่งนี้ เข้ามาแล้วออกไปไม่ได้ และนักพรตจู๋อวิ๋นก็รู้ดีว่า ร่างกายเนื้อของเขาได้ตายไปแล้ว
ส่วนตายยังไงนั้น ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก
เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมาก คิดแต่ว่าต้องไขความลับที่ซ่อนอยู่ที่นี่ให้จงได้
ตอนที่บังเอิญเจอขันทีคนหนึ่ง เขาก็ทำแบบเดียวกับที่หลินโม่ทำในตอนนี้ จับขันทีคนนั้นไว้ แล้วเค้นคอสอบสวน
แต่ขันทีคนนั้นกลับตอบไม่ตรงคำถาม นักพรตจู๋อวิ๋นพบความผิดปกติ จึงถามอีกฝ่ายว่ารู้ตัวไหมว่าตัวเองตายไปแล้ว
ใครจะไปคิดว่ามันเป็นแค่คำถามธรรมดาๆ แต่พอขันทีคนนั้นได้ยิน กลับสะดุ้งเฮือกราวกับถูกฟ้าผ่า สีหน้าเจ็บปวด คล้ายกับตกอยู่ในภวังค์ความทรงจำบางอย่าง
จากนั้นไม่นาน ก็กลายเป็นผีร้ายที่น่าสะพรึงกลัวในทันที
“ภาพเหตุการณ์ในตอนนั้น ข้าไม่มีวันลืมเลยไปตลอดชีวิต โชคดีที่ตอนนั้นความอาฆาตแค้นและไอสังหารที่สะสมอยู่ที่นี่ยังมีไม่มาก เพิ่งสะสมมาได้แค่ร้อยกว่าปี ดังนั้นถึงแม้ขันทีคนนั้นจะกลายเป็นผีร้ายที่ดุร้ายอำมหิต แต่ข้าก็ทุ่มเทสุดกำลัง จนรอดชีวิตมาได้ และยังสามารถสังหารผีขันทีตนนั้นได้สำเร็จ”
“หลังจากนั้น ข้าก็ไม่มีที่ไป จึงทำได้เพียงแฝงตัวอยู่ที่นี่ เพื่อสืบหาความลับของที่นี่ นานวันเข้า ก็เลยลืมเลือนวันเวลาที่ผ่านไป คิดไม่ถึงเลยว่า จะผ่านไปกว่าสี่ร้อยปีแล้ว ลองคิดดูสิ ตอนนั้นแค่ความอาฆาตแค้นร้อยปีที่ทำให้เกิดการกลายร่างเป็นผีร้าย ก็เกือบจะฆ่าข้าตายที่นี่แล้ว ครั้งนี้ผ่านไปอีกสี่ร้อยกว่าปี รวมกันแล้วก็เกือบหกร้อยปีของความอาฆาตแค้น ถ้าเกิดการกลายร่างเป็นผีร้ายขึ้นมาจริงๆ ใครจะต้านทานไหว?”
ฟังนักพรตจู๋อวิ๋นเล่าจบ หลินโม่ก็พอจะเข้าใจสถานที่แห่งนี้คร่าวๆ แล้ว
นักพรตจู๋อวิ๋นเป็นยอดฝีมือของสำนักเร้นลับ หลังจากที่เขากับเสี่ยวลิ่วเข้ามาที่นี่ นักพรตจู๋อวิ๋นก็รับรู้ได้อย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้แหวกหญ้าให้งูตื่นในทันที แต่คอยสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ พอเห็นหลินโม่กำลังจะสอบสวนนางกำนัล ก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะทำพลาดเหมือนตัวเอง จนทำให้นางกำนัลกลายร่างเป็นผีร้าย จึงปรากฏตัวออกมา
จากนั้นหลินโม่กับนักพรตจู๋อวิ๋นก็พูดคุยกันอย่างละเอียด
เริ่มจากเรื่องของ ‘วังเฉียนหลง’ ที่แปลกประหลาดแห่งนี้ จากการสังเกตการณ์ในสถานที่จริงของนักพรตจู๋อวิ๋นตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอย่างแน่นอน แต่ต้องมีคนจงใจสร้างขึ้นมา
“ข้าสงสัยว่า ตอนที่สร้างวังเฉียนหลงในราชวงศ์ก่อน มีคนแอบเล่นตุกติก โดยอ้างชื่อของการสลายไอสังหารและความอาฆาตแค้นในวังหลวง เพื่อวางค่ายกลฮวงจุ้ย แน่นอนว่า ในราชสำนักก็มีผู้มีวิชาอาคมที่สามารถดูออกถึงเจตนาของอีกฝ่าย เมื่อดูจากภายนอก ค่ายกลฮวงจุ้ยนี้ช่วยเสริมสิริมงคลและปัดเป่าภัยอันตรายได้จริงๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อีกฝ่ายกลับแอบวางค่ายกลรวบรวมไอสังหารไว้ในสถานที่ลับแห่งหนึ่งในเมืองเฉียนหลง เพื่อสะสมไออาฆาตและไอสังหารในวังหลวงอย่างต่อเนื่อง”
หลินโม่ขัดจังหวะขึ้นมา แล้วถามว่า ใครมันจะว่างจัดขนาดนั้น สะสมของพรรค์นั้นไปทำไม?
ไม่ใช่เงินไม่ใช่ทอง กินก็ไม่ได้ ใช้ก็ไม่ได้ เป็นบ้าไปแล้วหรือไง
“หึหึ ตอนแรกข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ต่อมาจากการสังเกตของข้า ข้าเกรงว่าอีกฝ่ายต้องการจะใช้ไอสังหารของวังหลวงเพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเองน่ะสิ” นักพรตจู๋อวิ๋นพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“หมายความว่ายังไง?” หลินโม่สงสัย
“สำนักเร้นลับมีวิชาสืบทอดมากมายหลากหลายแขนง ย่อมต้องมีวิชาที่ดูดซับไออาฆาตและไอสังหารเพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเองอย่างแน่นอน เหมือนกับผีบางตนที่สามารถกินผีตนอื่นเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองได้นั่นแหละ”
พออธิบายแบบนี้ หลินโม่ก็เข้าใจทันที
ก็เหมือนกับเสี่ยวอวี่ ที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองด้วยการกลืนกินฝันร้ายตนอื่นนั่นไง
ถ้าเป็นแบบนั้น หลายๆ อย่างก็สามารถอธิบายได้แล้ว
พูดง่ายๆ ก็คือ มียอดฝีมือในยุคโบราณคนหนึ่ง รู้ว่าจะมีการสร้างวังเฉียนหลง และสถานที่แห่งนี้ ย่อมต้องเป็นสถานที่ที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุดในประเทศจีน เป็นจุดศูนย์กลางของมังกร เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง
คนโบราณเชื่อถือโชคลาง บอกว่าที่นี่คือศูนย์กลางของโลก
ดังนั้น การสร้างวังหลวงในสถานที่แห่งนี้ จึงเป็นตัวแทนของความเป็นที่สุดของมนุษย์
ครอบครองข้อดีทุกด้าน
ลองคิดดูสิ ความอาฆาตแค้นและไอสังหารที่เกิดขึ้นในสถานที่แห่งนี้ ย่อมต้องไม่เหมือนกับที่เกิดขึ้นในสถานที่อื่นอย่างแน่นอน
เหมือนกับผลไม้บางชนิด ที่ปลูกในบางพื้นที่เท่านั้นถึงจะอร่อยที่สุด หลักการเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นความเชื่องมงายหรือใช้ได้ผลจริง สรุปคือ คนในยุคนั้นเชื่อเรื่องแบบนี้
นักพรตจู๋อวิ๋นบอกว่า หลายปีที่ผ่านมา เขาคอยสืบสวนอยู่ที่นี่อย่างลับๆ แต่กลับไม่พบร่องรอยของยอดฝีมือที่วางค่ายกลเลย
หลินโม่บอกว่า หรือว่า อีกฝ่ายอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่
“เป็นไปไม่ได้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือของสำนักเร้นลับ ก็ไม่อาจต้านทานการไหลเวียนของกาลเวลาบนโลกมนุษย์ได้ ร่างกายเนื้อย่อมร่วงโรยและต้องตายในที่สุด มีเพียงการนำวิญญาณมาไว้ที่นี่เท่านั้น ถึงจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ดังนั้น อีกฝ่ายจะต้องอยู่ในวังเฉียนหลงแห่งนี้อย่างแน่นอน”
หลินโม่ฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
แต่การที่นักพรตจู๋อวิ๋นไม่พบเบาะแสเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา แสดงว่าอีกฝ่ายซ่อนตัวได้เก่งมาก
ต่อมานักพรตจู๋อวิ๋นก็ถามถึงสถานการณ์ทางฝั่งหลินโม่ และความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก
หลินโม่ก็ไม่ได้ปิดบัง เล่าให้ฟังคร่าวๆ
พอได้ยินเรื่องความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก นักพรตจู๋อวิ๋นก็เงียบไปนาน สุดท้ายก็พูดออกมาประโยคหนึ่งว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกมนุษย์นั้นยากที่จะคาดเดาจริงๆ เวลาผ่านไปไม่กี่ร้อยปี โลกภายนอกก็เปลี่ยนแปลงไปจนแทบจำไม่ได้แล้ว
ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ
หลินโม่พูดถึงตอนที่เขาท่องวังเฉียนหลงยามวิกาล ค้นพบคริสตัลสะท้อนแสง แล้วก็เจอทางเข้า
นักพรตจู๋อวิ๋นรีบพูดขึ้นทันที: “ตอนนั้นข้าก็เจอทางเข้าแบบนี้เหมือนกัน เจ้าเข้าไปในเส้นทางปรโลกนั่นด้วยใช่ไหม? ใช่สิ เจ้าต้องเข้าไปแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเจ้าคงมาที่นี่ไม่ได้ แล้วเจ้าได้ยินหรือเห็นตัวอะไรหรือเปล่าล่ะ?”
หลินโม่บอกว่าแค่ได้ยินเสียงร้องงิ้วแปลกๆ เสียงผู้หญิงร้อง
จากนั้นก็ถูกบังคับให้เข้าสู่ความฝัน แล้วก็มาอยู่ที่นี่
“ข้าก็เหมือนกัน เฮ้อ ร่างกายเนื้อของข้าคงยังอยู่ในเส้นทางปรโลกนั่นแน่ๆ” นักพรตจู๋อวิ๋นถอนหายใจ ดูเหมือนจะจนปัญญา
หลินโม่บอกว่าเขาไม่เห็นศพใครเลยสักคน
นี่มันผิดปกติชัดๆ
เพราะดูจากสถานการณ์ตอนนี้ การจะเข้ามาที่นี่ได้ต้องผ่านเส้นทางปรโลก มีคนเข้ามาตั้งเยอะแยะ เป็นไปไม่ได้เลยที่ในนั้นจะไม่มีศพอยู่เลยสักร่างเดียว
เรื่องนี้นักพรตจู๋อวิ๋นก็อธิบายไม่ได้ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
หลินโม่นึกถึงเรื่องที่เสี่ยวลิ่วกับเสี่ยวปาพูดถึง ว่ามีร่างวิญญาณอยู่ในเส้นทางปรโลก ในใจก็คิดว่าร้อยทั้งเก้าสิบเก้า ในเส้นทางปรโลกนั่นต้องมีตัวอะไรอยู่อีกแน่ๆ ศพ น่าจะถูกไอ้ตัวนั้นเอาไปหมดแล้ว ส่วนเอาไปไว้ไหน ก็ไม่รู้เหมือนกัน
หลินโม่คิดว่าเรื่องนี้ต้องสืบให้รู้เรื่อง ไม่แน่ว่าตอนนี้ร่างของเขากับเสี่ยวลิ่วอาจจะถูกอีกฝ่ายเอาไปแล้วก็ได้
แน่นอนว่า เสี่ยวปายังติดต่อไม่ได้
ในกรณีนี้ มีความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง
คือเสี่ยวปายังคงต่อสู้กับร่างวิญญาณตนนั้นอยู่ หรืออาจจะยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ
หรืออาจจะถูกพัวพันไว้ จนปลีกตัวมาไม่ได้
และผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดคือ เสี่ยวปาถูกอีกฝ่ายฆ่าตายไปแล้ว
นี่เป็นแค่การคาดเดา อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้
ต่อให้ใช่ ตอนนี้หลินโม่ก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี
สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือทำความเข้าใจสถานการณ์ของที่นี่ให้ชัดเจน ดูว่ามีอะไรที่พอจะทำได้บ้าง
นักพรตจู๋อวิ๋นบอกว่า ยอดฝีมือที่วางค่ายกลฮวงจุ้ยนี้ จะต้องยังอยู่ในวังเฉียนหลงแห่งนี้อย่างแน่นอน แต่เขาหาไม่เจอสักที หลินโม่ถามนักพรตจู๋อวิ๋นว่าทำไมถึงต้องหาอีกฝ่ายให้เจอด้วย ฝ่ายหลังตอบว่า ที่นี่สะสมความอาฆาตแค้นและไอสังหารมาหกร้อยปี ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดเรื่องแน่ ต้องหาอีกฝ่ายให้เจอ แล้วถามวิธีทำลายค่ายกลนี้ให้ชัดเจน จากนั้นก็ทำลายมันทิ้งเสีย แบบนี้ ไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาภัยมืดได้ แต่ยังสามารถออกไปจากที่นี่ได้อีกด้วย
“ตกลง เรื่องนี้ผมช่วยคุณเอง”
ความจริงหลินโม่ก็ติดอยู่ที่นี่เหมือนกัน ในเมื่อนักพรตจู๋อวิ๋นสืบรู้สถานการณ์ที่นี่หมดแล้ว แถมยังมีวิธีรับมือ เขาก็สบายไปแปดอย่าง
แค่ช่วยลงแรงก็พอ
หลินโม่ถามนักพรตจู๋อวิ๋นว่า ช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา คุณทนอยู่มาได้ยังไง แล้วปกติทำอะไรบ้าง
“ทนอยู่มาได้ยังไงน่ะเหรอ? หึหึ จะทนยังไงได้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ก็ต้องทนรับไว้ ไม่มีทางเลือกอื่น ค่อยๆ ผ่านมาแบบนี้แหละ นานวันเข้าก็ชินชาไปเอง ส่วนปกติข้าทำอะไร พวกเจ้าตามข้ามาสิ เดี๋ยวจะให้ดูอะไร”
นักพรตจู๋อวิ๋นลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปข้างนอก
หลินโม่ถามว่าแล้วนางกำนัลสองคนนั้นจะทำยังไง
“ข้าแกะยันต์สะกดวิญญาณออก เดี๋ยวพวกนางก็ฟื้น เจ้าไม่ต้องห่วง พวกนางไม่กล้าโวยวายหรอก นิสัยของพวกข้ารับใช้ในวังก็คือ เรื่องวุ่นวายยิ่งน้อยยิ่งดี ผ่านไปสองวัน พวกนางก็ลืมเรื่องนี้ไปเอง”
ฟังจากน้ำเสียงของนักพรตจู๋อวิ๋นแล้ว รู้สึกเหมือนหมอนี่ทำเรื่องทำนองนี้มานับไม่ถ้วน เชี่ยวชาญงานสุดๆ
เดินตามอีกฝ่ายออกจากประตู เดินไปตามทางเดินเล็กๆ เลี้ยวไปเลี้ยวมา หลบหลีกพวกม่านหมอกผีทหารองครักษ์เหล่านั้น
ระหว่างทาง หลินโม่ก็ถามนักพรตจู๋อวิ๋นว่า ม่านหมอกทหารองครักษ์พวกนั้นคือตัวอะไร
“นั่นคือรูปธรรมของไออาฆาตที่ควบแน่นในเมืองเฉียนหลง ข้าขอเตือนพวกเจ้าไว้เลยนะว่า อย่าไปแตะต้องพวกมันเด็ดขาด” นักพรตจู๋อวิ๋นกล่าว
ดูออกเลยว่า เขาหวาดกลัวพวกมันมาก
หลินโม่สงสัย จึงถามว่าถ้าแตะแล้วจะเป็นยังไง
จะตายไหม
“ตายงั้นเหรอ? นั่นคงไม่หรอก แต่จะถูกล้างสมองอย่างสมบูรณ์ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวังเฉียนหลงแห่งนี้” นักพรตจู๋อวิ๋นอธิบาย หลินโม่ก็เข้าใจทันที ที่นักพรตจู๋อวิ๋นสามารถรักษาสติสัมปชัญญะและความทรงจำในปัจจุบันไว้ได้ ก็เพราะหลายร้อยปีที่ผ่านมานี้ เขาหลบซ่อนจากม่านหมอกผีทหารองครักษ์เหล่านี้มาตลอด หากบังเอิญไปเจอ หรือถูกพวกมันจับตัวได้ จุดจบก็คือจะกลายเป็น ‘หุ่นเชิด’ เหมือนพวกนางกำนัลและขันทีนั่นแหละ
กลายเป็นผีที่ไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว
ถ้าเป็นแบบนั้น ก็แตะต้องไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ
หลินโม่นึกว่านักพรตจู๋อวิ๋นจะพาพวกเขาไปในที่เปลี่ยวๆ สักแห่ง เพื่อจะได้ซ่อนตัวและหลบหลีกได้ง่าย แต่คิดไม่ถึงว่า อีกฝ่ายจะพาพวกเขามาที่ด้านหลังตำหนักใหญ่โตแห่งหนึ่ง แล้วเปิดประตูเล็กๆ เข้าไป
“ที่นี่เป็นที่ประทับของพระสนมองค์หนึ่ง”
นักพรตจู๋อวิ๋นแนะนำ หลินโม่ก็เลยถามว่า คุณจัดการพระสนมองค์นี้ไปแล้วเหรอ?
ไม่อย่างนั้นจะมาอาศัยอยู่ในที่ที่สะดุดตาแบบนี้ได้ยังไง
ฝ่ายหลังส่ายหน้า
“ข้าจัดการกับขันทีที่คอยปรนนิบัติพระสนมองค์นี้ต่างหาก”
พูดพลางเดินเข้าไปในลานบ้านเก่าๆ แห่งหนึ่ง
ลานบ้านมีขนาดเล็กมาก ข้างในมีห้องเล็กๆ สองห้องอยู่ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ห้องก็เล็กมากจนใส่ได้แค่เตียงนอนเตียงเดียว
ข้างในมีกลิ่นยาลอยคลุ้งอยู่
“ปกติข้าก็ชอบศึกษาวิชาปรุงยาอยู่บ้างน่ะ” นักพรตจู๋อวิ๋นพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง จากนั้นก็ปิดประตูให้สนิท แล้วเดินเข้าไปในห้อง หลินโม่กับเสี่ยวลิ่วเดินตามเข้าไป พอเห็นใบหน้าคนแขวนอยู่บนผนังห้อง ก็ตกใจจนแทบช็อก
ภาพนี้มันกระตุ้นความรู้สึกรุนแรงมาก คนขวัญอ่อนคงช็อกตายไปแล้ว
“ไม่ได้ทำให้พวกเจ้าตกใจใช่ไหม?” นักพรตจู๋อวิ๋นหัวเราะเบาๆ
เขาบอกหลินโม่ว่า ใบหน้าคนบนผนังนี่แหละ คือขันทีที่เขาบอกว่าคอยปรนนิบัติพระสนมองค์นั้น
ขันทีคนนี้ค่อนข้างดุร้าย คือขันทีคนที่นักพรตจู๋อวิ๋นบอกว่ามันเป็นผีนั่นแหละ ผลคือสู้กันอุตลุด นักพรตจู๋อวิ๋นชนะมาได้อย่างหวุดหวิด
“ข้าก็เลยคิดว่า ในเมื่อตายไปแล้ว ข้าสวมรอยเป็นมันมาอยู่ที่นี่ดีกว่า ต้องรู้ก่อนนะว่าที่อื่นๆ พวกม่านหมอกผีทหารองครักษ์สามารถบุกเข้าไปค้นได้ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าจะถูกเจอเข้าเมื่อไหร่ มีเพียงที่ประทับของเจ้านายพวกนี้เท่านั้นที่พวกมันไม่กล้าเข้ามา ซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ปลอดภัยที่สุด”
จะว่าไปแล้ว สิ่งที่นักพรตจู๋อวิ๋นพูดก็มีเหตุผลมาก
ในสถานการณ์แบบนั้น การซ่อนตัวอยู่ในสถานที่แบบนี้ย่อมปลอดภัยที่สุดจริงๆ
ดูเหมือนว่า นักพรตจู๋อวิ๋นจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่มานานมากๆ แล้ว
หลินโม่พิจารณาหน้ากากหนังมนุษย์นั้นอย่างละเอียด ทำออกมาได้เหมือนจริงมาก ถ้าสวมไว้บนใบหน้า ก็จะกลายเป็นอีกคนหนึ่งได้ในพริบตา
มิน่าล่ะนักพรตจู๋อวิ๋นถึงใส่ชุดขันที เพราะปกติหมอนี่สวมรอยเป็นขันทีนี่เอง
หลังจากนั้นหลินโม่กับนักพรตจู๋อวิ๋นผู้นี้ก็ปิดประตูคุยกัน
จะว่าไปก็คุยกันถูกคอขึ้นเรื่อยๆ
อาจจะเป็นเพราะนักพรตจู๋อวิ๋นอัดอั้นมานาน ยังไงซะหลายร้อยปีที่ผ่านมานี้ คนรอบข้างก็มีแต่พวกผีแปลกๆ ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว เขายังต้องเล่นละคร ต้องซ่อนตัว ต้องสืบสวน ความกดดันมันสูงมาก
ตอนนี้ในที่สุดก็มีคนที่สามารถพูดคุยระบายความในใจได้ ก็เลยดึงหลินโม่มาพูดไม่หยุด
ไม่อยากฟังก็ต้องฟัง
เสี่ยวลิ่วก็นั่งตาโตฟังอยู่ข้างๆ ในความรู้สึกของเธอ เรื่องพวกนี้สนุกดีออก
“ข้าเนี่ยนะ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเวลาผ่านไปตั้งนานขนาดนี้แล้ว จะยังมีคนของสำนักเร้นลับเข้ามาได้อีก บางทีนี่อาจจะเป็นสัญญาณว่า ถึงเวลาที่ข้าจะได้ออกไปจากที่นี่แล้วก็เป็นได้”
นักพรตจู๋อวิ๋นทอดถอนใจ
จากเสียงถอนหายใจนี้ ทำให้สัมผัสได้ถึงความยากลำบากและความเจ็บปวดตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเขา
ลองคิดดูสิ การที่คนๆ หนึ่งต้องถูกขังอยู่ที่นี่เป็นเวลานานหลายร้อยปี มันทำให้รู้สึกสิ้นหวังจริงๆ การที่อีกฝ่ายสามารถอดทนผ่านพ้นมาได้ แค่ความมุ่งมั่นนี้ หลินโม่ก็ยอมรับว่าตัวเองสู้ไม่ได้แล้ว
ตอนนั้นเอง ก็มีเสียงตีเกราะบอกเวลาดังมาจากข้างนอก
หลินโม่ถามว่า ที่นี่มืดตึ๊ดตื๋อตลอดเวลา ยังต้องมีคนคอยบอกเวลาอีกเหรอ?
“ใครจะไปรู้ล่ะ สรุปคือมีคนตี พวกเราก็ได้ยินก็พอแล้ว แถมคนตีเกราะบอกเวลานี่ก็มีประโยชน์นะ พวกเจ้านั่งพักอยู่ที่นี่สักเดี๋ยว ข้าต้องสวมรอยเป็นหัวหน้าขันทีของที่นี่ไปทำธุระหน่อย”
หลินโม่มองดูอีกฝ่ายสวมหน้ากากหนังมนุษย์อย่างระมัดระวัง พริบตาเดียวก็กลายเป็นขันทีหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา เก่งกาจจริงๆ
“ท่านนักพรตจู๋อวิ๋น ธุระที่ท่านพูดถึง คงไม่ใช่ไปปรนนิบัติพระสนมองค์นั้นหรอกใช่ไหม?” หลินโม่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ฝ่ายหลังยิ้มเจื่อนๆ แล้วพยักหน้า
“จำไว้นะ ก่อนที่ข้าจะกลับมา ห้ามไปไหนเด็ดขาด ให้อยู่แต่ในห้องนี้ พวกเจ้าวางใจได้ ไม่มีใครกล้ามาที่นี่หรอก”
“ตกลง!”
นักพรตจู๋อวิ๋นจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วก็เดินออกไป
ดูท่าทางแล้ว คงจะคุ้นเคยกับการออกไปข้างนอกในเวลานี้เป็นอย่างดี
ก็แน่ล่ะ อยู่ที่นี่มาตั้งนานขนาดนี้ อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ย่อมต้องรู้แจ้งแทงตลอดอยู่แล้ว
หลังจากนักพรตจู๋อวิ๋นออกไปแล้ว หลินโม่ก็เริ่มคุยกับเสี่ยวลิ่ว
“เสี่ยวลิ่ว เธอคิดว่าไง?”
“เรื่องเล่าสนุกดี มีจุดพลิกผัน น่าตื่นเต้นมาก”
“ฉันหมายถึงว่า นักพรตจู๋อวิ๋นคนนี้ มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”
หลินโม่รู้ว่าเสี่ยวลิ่วมีความสามารถสูง อย่าเห็นว่าเป็นแค่เด็กสองขวบ แต่ไม่เพียงแค่รูปร่างที่พัฒนาจนสุดยอดแล้ว ความรู้ก็ยังน่าทึ่งอีกด้วย
ช่วยไม่ได้นี่นา คนเขามีความเร็วในการเรียนรู้เร็วกว่าคนปกติเป็นร้อยเท่า แค่มองปราดเดียวก็เข้าใจแล้ว
วิชาที่เสี่ยวลิ่วเรียนรู้มีไม่มาก แต่หนึ่งในนั้นคือจิตวิทยา
เธอก็เลยมีสิทธิ์ออกความเห็นเรื่องที่ว่าคนๆ นี้โกหกหรือหลอกลวงอะไรหรือเปล่า
สำหรับนักพรตจู๋อวิ๋น หลินโม่ย่อมดีใจที่ได้พบคนในแวดวงเดียวกัน และจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่เห็นว่าอีกฝ่ายมีปัญหาอะไร
แต่ออกเดินทางท่องยุทธภพ ก็ต้องรู้จักระแวดระวังไว้บ้าง จะไม่มีการป้องกันตัวเลยไม่ได้ ควรระวังก็ต้องระวัง
ดังนั้นในความเป็นจริง หลินโม่ยังไม่ได้ไว้ใจนักพรตจู๋อวิ๋นคนนี้อย่างเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์
แน่นอนว่า หลินโม่ก็มีวิจารณญาณของตัวเอง ที่เขาถามเสี่ยวลิ่ว ก็เพื่อยืนยันความคิดของตัวเองเท่านั้น
เสี่ยวลิ่วบอกว่าปัญหาใหญ่ๆ ไม่เห็นมีอะไร อย่างน้อยเนื้อหาที่อีกฝ่ายเล่าก่อนหน้านี้ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร แต่เธอก็บอกอีกว่า รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายจะปิดบังอะไรบางอย่างอยู่
“ฉันก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน”
หลินโม่พยักหน้า
“แต่ก็นะ พวกเราระแวงเขา เขาก็ต้องระแวงพวกเราเหมือนกัน ยังไงซะนี่ก็คือจอมยุทธ์รุ่นลายครามที่ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังในสถานที่ลี้ลับมาหลายร้อยปี จะให้มาเปิดอกคุยกันตั้งแต่แรกเจอได้ยังไง การมีเรื่องปิดบังบ้างก็เป็นเรื่องปกติ”
“นั่นก็จริง”
“เอาเป็นว่า ช่วงสั้นๆ นี้พวกเรายังไม่มีวิธีออกไปจากที่นี่ ก็สังเกตการณ์ดูไปก่อนแล้วกัน”
พอหลินโม่พูดจบ ทั้งสองคนก็เริ่มสำรวจห้องเล็กๆ แห่งนี้
ความจริงที่นี่ก็ไม่มีอะไร จะบอกว่าบ้านช่องว่างเปล่าก็ไม่เชิง แต่เรียกว่ายากจนข้นแค้นก็คงได้ นอกจากเตียงหนึ่งหลัง โต๊ะหนึ่งตัวแล้ว ก็ไม่มีอะไรอีกเลย
อ้อ บนโต๊ะมีชุดน้ำชาที่บิ่นๆ อยู่ชุดหนึ่งด้วย
ใต้เตียง ใต้โต๊ะก็หาดูหมดแล้ว เจอแต่รองเท้าเหม็นๆ คู่หนึ่ง
ไม่มีทางเลือก ทำได้แค่รอ
เวลาผ่านไปทีละนาทีทีละวินาที ก็ไม่รู้ว่านักพรตจู๋อวิ๋นปรนนิบัติพระสนมองค์นั้นยังไงบ้าง
ผลปรากฏว่าในตอนนั้นเอง ประตูไม้ของลานบ้านด้านนอกก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ถูกผลักเปิดออก
กลับมาแล้วเหรอ?
หลินโม่กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
พอลองฟังดูอีกที รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เสียงฝีเท้าไม่เหมือนของนักพรตจู๋อวิ๋น
ตอนนี้เสียงที่ได้ยินนั้นเบาและนุ่มนวลกว่า ตอนที่กำลังตั้งใจฟัง จู่ๆ ที่ประตูก็มีเงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้น
มีคนยืนอยู่ตรงประตู
แต่ไม่ใช่เนักพรตจู๋อวิ๋นแน่นอน
เพราะรูปร่างไม่เหมือนกันเลย เงาร่างในตอนนี้ดูไม่ค่อยสมส่วนเท่าไหร่
ในที่สุดหลินโม่ก็พบว่ามีอะไรผิดปกติ
หัวของเงาร่างนี้ เหมือนจะกลับหัวกลับหางอยู่
[จบแล้ว]