- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปเป็นตัวประกอบปี 2001 พร้อมกับระบบสะสมทักษะ
- บทที่ 110 - พรีเซนเตอร์นักเรียนดีเด่น
บทที่ 110 - พรีเซนเตอร์นักเรียนดีเด่น
บทที่ 110 - พรีเซนเตอร์นักเรียนดีเด่น
บทที่ 110 - พรีเซนเตอร์นักเรียนดีเด่น
"ผมแค่เล่นเป็นคนเลว ไม่ใช่ว่าเป็นคนเลวจริงๆ เสียหน่อย" ห่าวอวิ้นพยายามโต้แย้ง
แต่ในความเป็นจริงเขากลับไม่มีความมั่นใจเหลือพอที่จะยืนกรานเรื่องการขอเพิ่มค่าตัวแล้ว
"เอาเป็นว่าพี่จะลองพยายามคุยให้เขาเพิ่มให้อีกนิดแล้วกันนะ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องเซ็นสัญญาตามราคานี้ไปก่อนเพื่อไม่ให้เรื่องมันยืดเยื้อจนเสียโอกาสไป" อู๋เหล่าลิ่วเอ่ยแนะนำ
"ตกลงครับ พี่ลิ่วจัดการตามที่เห็นสมควรได้เลย อ้อ ... แล้วก็อย่าลืมย้ำเรื่องให้เขาช่วยจัดการเรื่องภาษีให้ผมด้วยนะ แล้วก็ขอใบเสร็จรับเงินภาษีกลับมาให้ผมด้วยล่ะ" ห่าวอวิ้นพูดพลางตบเบาๆ ลงบนหนังสือ "กฎหมายอาญา" ที่วางอยู่ข้างหมอน
"หึๆ" อู๋เหล่าลิ่วถึงกับไม่อยากจะเอ่ยปากบ่นอะไรออกมาอีกแล้ว
ใครเขากันจะพกหนังสือ "กฎหมายอาญา" ติดตัวไปไหนมาไหนตลอดเวลาแบบนี้
ถ้าบอกว่าเจ้าตั้งใจจะรักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
คนที่เขาไม่รู้เรื่องรู้ราวก็คงจะคิดว่าเจ้ากำลังมองหาช่องโหว่ของกฎหมายอยู่มากกว่า
สกู๊ปข่าวของจางจี้จงเดินทางมาถึงเร็วกว่าสัญญาพรีเซนเตอร์เสียอีก โดยในช่วงวันที่ห้าสิงหาคม ข่าวนี้ก็ได้ขึ้นหน้าหนึ่งในหมวดบันเทิงของซินล่าง และถูกสำนักข่าวและเว็บไซต์อื่นๆ นำไปเผยแพร่ต่ออย่างรวดเร็ว
เรื่องราวของเด็กจบสายวิชาชีพคนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและไม่ยอมให้ชีวิตต้องจมปลักอยู่ในสายพานการผลิตของโรงงาน เขาจึงออกเดินทางเพื่อวิ่งไล่ตามความฝัน
จนกระทั่งโชคดีได้รับความเมตตาจากอาจารย์จางจี้จงให้เข้าร่วมในกองถ่าย "เซ่อเตียว" และได้รับบทบาทสำคัญ
ภายใต้คำแนะนำของอาจารย์จางจี้จง เขาจึงตระหนักได้ถึงความสำคัญของความรู้
เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมการสอบเกาเข่าเพื่อเข้าสู่สถาบันการศึกษาในฝันของตนเอง
เขาใช้เวลาทุกวินาทีให้มีค่าที่สุดไม่ว่าจะเป็นช่วงพักการถ่ายทำ ช่วงกินข้าว หรือแม้แต่เวลานอน และเขายังแบกกีตาร์ไปดีดร้องเพลงหน้าประตูมหาวิทยาลัยชิงหัวและเป่ยต้า เพื่อสร้างมิตรภาพกับเหล่าเด็กเทพ จนได้รับโอกาสให้เรียนรู้เคล็ดลับการเรียนจากพวกเขาเหล่านั้น
...
ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ ในที่สุดเขาก็ผ่านการสอบอี๋เข่าของเป่ยเตี้ยนจนได้รับคำชมอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการ และกลายเป็นจ้วงหยวนสายศิลปะของเป่ยเตี้ยนประจำปี 2002
...
และหลังจากทุ่มเทแรงกายแรงใจอีกครั้ง เขาก็สามารถสอบติดอันดับสามสายศิลปศาสตร์ของมณฑลอันฮุย จนได้รับฉายาว่าเสี่ยวห่าวทั่งฮวา
แม้จะได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยเป่ยต้าและสุ่ยหมู่ แต่เสี่ยวห่าวทั่งฮวาก็ยังคงไม่ลืมความตั้งใจเดิมและตัดสินใจเลือกเข้าเรียนที่สถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งอย่างแน่วแน่
...
เมื่อได้รับข่าวดีนี้ อาจารย์จางจี้จงจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง และเพื่อเป็นการสนับสนุนการศึกษาของเสี่ยวห่าวทั่งฮวา ท่านจึงมอบเงินรางวัลส่วนตัวในนามกองถ่ายเป็นจำนวนห้าหมื่นหยวน พร้อมกับมอบบทบาทในละครเรื่อง "เทียนหลง" ให้เขาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ อาจารย์จางจี้จงยังคาดหวังว่าเสี่ยวห่าวทั่งฮวาจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและขัดเกลาฝีมือการแสดง เพื่อที่วันหน้าจะสามารถก้าวขึ้นมารับบทนำในผลงานเรื่องถัดไปของท่านได้
...
ดูเหมือนจะยอมทุ่มเงินจริงๆ สินะเนี่ย ตานี่ช่างรู้จักหาโอกาสโชว์ตัวในหน้าข่าวของผมบ่อยเสียเหลือเกิน
แต่อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของห่าวอวิ้นก็ถือว่าบรรลุผลแล้ว
ในวงการบันเทิงนี้ ทรัพยากรต่างๆ ล้วนต้องอาศัยการช่วงชิงมาทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นกองถ่ายไหน ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูสงบสุขและสมัครสมานสามัคคีกันนั้น ความจริงแล้วต่างก็มีการฟาดฟันกันอย่างดุเดือดอยู่เบื้องหลัง
เรื่องงานเรื่องต่อไปของจางจี้จงจะยังได้ร่วมงานกันอีกไหม หรือจะได้เล่นบทอะไร
ห่าวอวิ้นไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ
แต่ในขณะเดียวกัน จางจี้จงเองก็คงตัดสินใจได้ยากเช่นกัน
เหมือนดังที่ซือหม่าเชียนได้เขียนไว้ใน "ซื่อจี้" ว่า "ผู้ที่เก่งกาจในการศึก ย่อมรู้จักใช้กระแสให้เป็นประโยชน์และชี้นำไปสู่ชัยชนะ"
นอกจากนี้ ในรายงานข่าวก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าห่าวอวิ้นได้รับบทเป็นตัวละครไหน
ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะตาเคราดกน่ะต้องการจะปั่นกระแส ไม่ได้ต้องการจะหาเรื่องทะเลาะกับใคร
ตอนนี้ห่าวอวิ้นกลายเป็นลูกรักของเป่ยเตี้ยนไปแล้ว เหล่าศิษย์เก่าเป่ยเตี้ยนต่างก็พากันมีความรู้สึกดีๆ ให้กับเขาอยู่ไม่น้อย
ในเมื่อเขายอมทิ้งเป่ยต้าเพื่อมาเลือกสถาบันแม่ของพวกเรา
หากจางจี้จงคิดจะมารังแกหรือดูหมิ่นรุ่นน้องตัวน้อยของพวกเรา ก็เท่ากับเป็นการดูหมิ่นพวกเราไปด้วยเช่นกัน
ภาพยนตร์เรื่อง "สวินเชียง" ได้รับคะแนนในโต้วป้านสูงถึง 7.5 คะแนนขึ้นไป ห่าวอวิ้นที่มีบทบาทอยู่หลายนาทีและได้เข้าฉากร่วมกับเจียงเหวินก็ทำผลงานออกมาได้กลมกลืนเป็นอย่างดี
เพียงแต่ความสนใจของทุกคนถูกเจียงเหวินดึงดูดไปเกือบหมด จึงไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็นห่าวอวิ้นเท่าไรนัก
แต่พอกระแสข่าวชิ้นนี้ถูกปล่อยออกมา
ห่าวอวิ้นก็ถูกสำนักข่าวและสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ นำไปรายงานข่าวกันอย่างอื้ออึง แม้แต่สื่อหลักที่มีอิทธิพลไม่มากนักก็ยังมีการเอ่ยถึงเรื่องนี้
เพราะเรื่องราวของเสี่ยวห่าวทั่งฮวานั้นมันช่างเต็มไปด้วยสีสันและสร้างแรงบันดาลใจได้ดีเยี่ยมจริงๆ
ในแต่ละมณฑลย่อมต้องมีจ้วงหยวนอย่างน้อยสองคนและมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย แต่กลับไม่มีเรื่องของใครที่จะสร้างแรงบันดาลใจได้เท่ากับผู้ที่ได้อันดับสามอย่างห่าวอวิ้นเลย
เขาไม่มีแม้แต่โรงเรียนให้เข้าเรียน และต้องทำงานเป็นเด็กกองถ่ายเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเทอม
เขาสามารถทำให้ประตูของสถาบันการศึกษาชั้นนำทุกแห่งในจีนเปิดต้อนรับเขาได้ด้วยความสามารถของตนเองเพียงลำพัง
ผู้คนมักจะชอบติดตามเรื่องราวการสู้ชีวิตที่ประสบความสำเร็จแบบนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเกาเข่าที่เป็นวาระแห่งชาติของคนทั้งประเทศ
และที่สำคัญคือพวกเขามักจะชอบจินตนาการเรื่องราวต่อยอดไปเอง
ห่าวอวิ้นน่ะมีระบบช่วย แต่คนอื่นเขาไม่รู้นี่นา
สิ่งที่ทุกคนจินตนาการก็คือ ห่าวอวิ้นที่นั่งยู่ในมุมอับของกองถ่าย มือข้างหนึ่งถือหมั่นโถวมืออีกข้างถือหนังสือ
เขาตั้งใจเรียนไปจนถึงตีหนึ่งตีสองแล้วตื่นตอนตีห้าตีหกเพื่อมาทำงานต่อ ...
พอได้อ่านหนังสือพิมพ์ เหล่าผู้ปกครองและคุณครูก็เริ่มใช้เรื่องของห่าวอวิ้นมาอบรมเด็กๆ ในปกครองทันที
"เจ้าลูกชายคนเล็ก วางลูกบอลลงเดี๋ยวนี้แล้วดูห่าวอวิ้นเป็นตัวอย่างเสียบ้าง ถ้าไม่ตั้งใจเรียนแล้วจะเอาอะไรไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยล่ะ"
"ขนาดเด็กสายวิชาชีพยังสอบติดเป่ยต้าได้เลย หนูน้อยของแม่ หนูก็ทำได้เหมือนกันจ้ะ!"
"เจ้าเด็กดื้อ ดูห่าวอวิ้นสิ อิจฉาเขาไหมล่ะ ถ้าอิจฉาก็รีบไปทำแบบฝึกหัดให้มันขยันกว่านี้หน่อย!"
ถ้าใครไม่ฟังคำสั่ง ก็จะถูกม้วนหนังสือพิมพ์นั่นแหละฟาดเข้าไปให้สักที
ส่วนเรื่องการที่เขาสละสิทธิ์เป่ยต้าและสุ่ยหมู่นั้น เหล่าผู้ปกครองกลับไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก
ผู้คนมักจะสนใจเพียงสิ่งที่ให้ประโยชน์กับตนเองเท่านั้น
จะว่าไปแล้ว เรื่องราวของห่าวอวิ้นก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ได้ไม่น้อยจริงๆ และยังช่วยให้เด็กที่เรียนไม่เก่งเริ่มกลับมามีความมั่นใจในตัวเองอีกครั้ง
อย่างน้อยที่สุด ถึงจะแย่แค่ไหนพวกเราก็นับว่าเป็นนักเรียนมัธยมปลายเหมือนกันใช่ไหมล่ะ
ภายใต้บรรยากาศแบบนี้ ทางเหวินฉวี่ซิงจึงยอมเซ็นสัญญาพรีเซนเตอร์กับห่าวอวิ้นอย่างรวดเร็ว
เพราะพวกเด็กเทพย่อมไม่มีรัศมีดาราเหมือนห่าวอวิ้น
และเหล่าดาราก็ไม่มีคุณสมบัติความเป็นเด็กเทพเหมือนห่าวอวิ้นเช่นกัน
ที่สำคัญคือค่าตัวน่ะถูกแสนถูก จ่ายเพียงหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวนก็ได้สัญญาถึงสองปี ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว
หลังจากเซ็นสัญญาเรียบร้อย ทางนั้นก็รีบจ้างบริษัทโฆษณามาจัดทำสื่อโปรโมตทันที
ห่าวอวิ้นเองก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เขาเดินทางไปที่หางโจวเพื่อถ่ายโฆษณาภาพนิ่งและโฆษณาทางโทรทัศน์
คำโฆษณานั้นเรียบง่ายมาก "ใช้เครื่องทวนสัญญาณเสียงเหวินฉวี่ซิง ให้ห่าวอวิ้นช่วยดึงดูดความโชคดีมาสู่การเรียนภาษาต่างประเทศของคุณ!"
ห่าวอวิ้นรู้สึกพอใจกับคำโฆษณานี้มาก
งานโฆษณานั้นมีผลดีต่อดาราเป็นอย่างมาก เพราะการที่ใบหน้าของเจ้าปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์วันแล้ววันเล่า จนกลายเป็นการล้างสมองให้ผู้ชมจดจำเจ้าได้ ต่อให้เขาจะรำคาญแต่อย่างน้อยเขาก็จะจำหน้าเจ้าได้แม่นยำ
หากเป็นดาราทั่วไป ชื่อของพวกเขามักจะไม่ปรากฏอยู่ในคำโฆษณาหรอก
แต่ข้อดีของห่าวอวิ้นคือชื่อของเขานั้นมันเป็นมงคล ฟังแล้วรู้สึกสบายใจ
ใครเล่าจะไม่ต้องการห่าวอวิ้น (ความโชคดี) กันล่ะ
ทางแบรนด์คาดหวังว่าจะสามารถวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์สู่ตลาดในวงกว้างได้ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม เพื่อให้ทันกับการเปิดเทอมในเดือนกันยายนพอดี
ก่อนเปิดเทอมต้องซื้อเครื่องทวนสัญญาณเสียงสักเครื่อง จะได้มีห่าวอวิ้นมาอยู่ข้างกายเหมือนเป็นเครื่องรางนำโชค
หลังจากเซ็นสัญญาเสร็จสิ้น ในบัญชีของห่าวอวิ้นก็มีเงินเพิ่มขึ้นมาหนึ่งแสนเก้าพันหยวน
ใช่แล้ว ... มันคือหนึ่งแสนเก้าพันหยวน ไม่ใช่หนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน
สำหรับดาราระดับสิบแปดอย่างเขา ทางแบรนด์ย่อมไม่มีทางจะออกเงินค่าภาษีให้แน่นอน
เมื่อคำนวณตามอัตราภาษีในปัจจุบัน เขาจะต้องเสียภาษีเป็นเงิน 41,000 หยวน
ส่วนที่เหลือย่อมเป็นเงินหนึ่งแสนเก้าพันหยวนนั่นเอง
เงินหายวับไปกับตาถึงสี่หมื่นหยวนเชียวนะ เงินก้อนนี้สามารถสร้างบ้านหลังใหญ่ที่บ้านนอกได้ถึงสามห้องเลยทีเดียว
มิน่าล่ะ พวกดาราดังถึงได้พยายามหาทุกวิถีทางเพื่อที่จะหนีภาษีกันนัก
แต่สำหรับห่าวอวิ้นที่ถือหนังสือ "กฎหมายอาญา" อยู่ในมือนั้น เขาไม่มีความคิดที่จะหนีภาษีเลยแม้แต่น้อย
ห่าวอวิ้นแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้กับอู๋เหล่าลิ่ว เพื่อเป็นค่าคอมมิชชัน 10% บวกกับเงินเดือนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่างๆ
ในมือของเขาจึงเหลือเงินเพียงเก้าหมื่นหยวนเท่านั้น
ถึงกระนั้น ห่าวอวิ้นก็ยังรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก
นี่คือเงินก้อนโตที่สุดที่เขาหาได้ตั้งแต่เข้าสู่วงการนี้มา
เขาจึงรีบไปที่ธนาคารและโอนเงินกลับบ้านไปห้าหมื่นหยวน เพื่อให้คุณพ่อและคุณแม่เริ่มสร้างบ้านหลังใหม่ที่บ้านเกิดให้เสร็จเสียที
นี่คือความตั้งใจที่ค้างคาอยู่ในใจของห่าวอวิ้นมาโดยตลอด
บ้านหลังเดิมที่ดูทรุดโทรมและว่างเปล่านั้น เปรียบเสมือนรอยแผลเป็นในวัยเด็กของเขา ซึ่งเป็นแผลเป็นที่เกิดจากความยากจน
เขาต้องการจะลบเลือนมันออกไปให้ได้ทุกวินาที
นอกจากนี้ การที่เจ้าไปเป็นดาราอยู่นอกบ้าน ได้กินดีอยู่ดี แต่กลับไม่ยอมส่งเงินไปซ่อมแซมบ้านให้พ่อแม่เลย พ่อแม่ของเจ้าคงจะถูกชาวบ้านหัวเราะเยาะเอาได้
คุณพ่อและคุณแม่ห่าวตอนแรกก็ไม่ได้อยากจะรีบสร้างบ้านนัก เพราะคิดว่าห่าวอวิ้นยังต้องใช้เงินอีกมาก แต่พอกระทนคำรบเร้าของลูกชายไม่ไหว จึงตัดสินใจว่าหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวเรียบร้อยแล้ว ก็จะเริ่มลงมือสร้างบ้านทันที
"ตั้งแต่เมืองฉางซาของพวกท่านตกเป็นของฮั่น ข้าก็ติดตามเหล่ายอดคนออกรบทั้งเหนือและใต้ บุกเบิกเส้นทางข้ามขุนเขา สร้างสะพานข้ามสายน้ำ เป็นแม่ทัพหน้าให้ท่านทุกครั้งคราว ... "
ห่าวอวิ้นที่อารมณ์ดีสุดๆ ฮัมเพลงเบาๆ ระหว่างเดินกลับไปยังที่พัก จนได้พบกับม้าอวี้เคอที่เดินสวนมาพอดี
"พี่ม๋า จะไปไหนเหรอครับ"
"มีคนมาทดสอบบทน่ะ ผู้กำกับเลยสั่งให้พี่ไปช่วยซ้อมบทด้วย" ม้าอวี้เคออายุมากกว่าห่าวอวิ้นสามปี จึงถูกห่าวอวิ้นเรียกว่าพี่ม๋า
คุณพ่อของม้าอวี้เคอเป็นนักแสดงจากโรงละครกานซู ถึงแม้จะมีพื้นฐานครอบครัวที่ดี แต่หลังจากเข้าสู่ปักกิ่ง เขาก็เคยทำงานเป็นบริกรในบาร์ เป็นพนักงานล้างรถ และเคยนอนในห้องใต้ดินมาเหมือนกัน เขาจึงมีหัวอกเดียวกันกับห่าวอวิ้นมาก
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา พวกเขาดื่มเหล้าและเล่นไพ่ด้วยกันจนสนิทสนมกันมาก
"ทดสอบบทตัวละครไหนเหรอครับ" ห่าวอวิ้นถามด้วยความสนใจ
"หวังอวี่เยียน!" ม้าอวี้เคอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
การที่เขาต้องไปสวมบทเป็นต้วนอวี้เพื่อซ้อมบทกับแม่นางหวังนั้น ทำให้เขามีความรู้สึกที่ซับซ้อนมาก เพราะในช่วงแรกเขาก็เคยมาทดสอบบทต้วนอวี้เหมือนกัน
ผู้กำกับโจวเสี่ยวเหวินที่เคยร่วมงานกันมาสองเรื่องก็เห็นว่าเขาพอจะเล่นได้ แต่จางจี้จงกลับไม่มีทางยอมให้นักแสดงที่ไร้ชื่อเสียงอย่างเขามาเป็นพระเอกแน่นอน
"โอ้ ... สาวสวยคนไหนกันล่ะครับเนี่ย" ห่าวอวิ้นแววตาเป็นประกายทันที
หวังอวี่เยียน อาจู และอาจื่อ ซึ่งเป็นสามตัวเอกหญิงหลักในตอนนี้ยังไม่มีใครถูกจองตัวเลย จึงมักจะมีคนแวะเวียนมาทดสอบบทอยู่บ่อยๆ
"ดูเหมือนจะเป็นเหยียนตานเฉินนะ"
"ไปด้วยสิครับไปด้วย! ผมมาอยู่ที่นี่ตั้งอาทิตย์หนึ่งแล้วยังไม่เคยเจอผู้กำกับโจวเสี่ยวเหวินเลยสักครั้ง"
ห่าวอวิ้นเลิกคิดที่จะกลับห้องพัก แล้วเดินตามม้าอวี้เคอไปทันที
[ จบแล้ว ]